หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: อากาศไม่เย็น ก็เพาะเห็ดหอมเป็นอาชีพได้  (อ่าน 8946 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14305


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« เมื่อ: 07 กุมภาพันธ์ 2010, 05:16:09 am »





                 การเพาะเห็ดหอมโดยไม่ต้องอาศัยสภาพหนาวเย็นดังกล่าวนี้ถือว่าเป็นเทคนิคที่ ท้าทายแม้เป็นงานที่ไม่ง่ายนัก และต้องลงทุนเรื่องโรงเรือนพอสมควร แต่อย่างไรก็ตามที่เป็นของยากย่อมดีกว่าของง่ายในเชิงการตลาด ดังนั้นใครอยากจะมีรายได้ที่ยั่งยืนก็ต้องลองของยาก ๆ และใหม่ ๆ ก่อนที่คนอื่น ๆ จะตามทันนี่แหละ

                เห็ดหอมเห็ดที่ก้าวขึ้นมาเป็นเห็ดเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างรวดเร็วในระยะไม่กี่ปี นี้เอง จากมีความโดดเด่นมากในเรื่องของผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับ เห็ดชนิดอื่น ๆ บวกกับรสชาติที่หอมอร่อย และคุณค่าทางอาหารสูง นั่นคือในเห็ดหอมสดจะประกอบด้วยโปรตีน 13.4% ไขมัน 4.9% คาร์โบไฮเดรต 78% เยื่อใย 7.3% อีกทั้งยังมีวิตามินและแร่ธาตุอีกหลายชนิด นอกจากนี้จากการศึกษายังพบว่าในเห็ดหอมมีสารบางอย่างที่มีสรรพคุณเป็นยา ป้องกันและรักษาโรคได้หลายชนิด เช่น ลดการสะสมไขมันในเส้นเลือด ลดความดันโลหิต และมีสารที่สามารถต่อต้านเนื้องอกได้ด้วย ทำให้ความต้องการเห็ดหอมมีมากขึ้นเรื่อย ๆ และได้รับความสนใจจากเกษตรกรไม่น้อยทีเดียว ประเทศไทยจัดเป็นประเทศหนึ่งที่ได้มีการสั่งเห็ดหอมเป็นสินค้านำเข้ามาบริ โภคภายในประเทศปีหนึ่ง ๆ เป็นจำนวนมากซึ่งส่วนใหญ่จะนำเข้ามาในรูปเห็ดหอมแห้งโดยในปี 2540 มีปริมาณนำเข้า 296 ตัน คิดเป็นมูลค่า 48.2 ล้านบาท ในปี 2541 มีปริมาณการนำเข้า 137.3 ตัน มูลค่า 14.5 ล้านบาท ถ้าให้เราต้องเสียเงินตราสั่งเห็ดหอมเข้ามาปีละหลายล้านบาทเนื่องจากเป็น เห็ดที่มีราคาแพงเมื่อเทียบกับเห็ดชนิดอื่น ๆ เห็ดหอมที่นำเข้ามาส่วนใหญ่นั้นมาจากประเทศญี่ปุ่นเพราะประเทศญี่ปุ่นจัดว่า เป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีในการเพาะเห็ดหอมสูงมากจนสามารถผลิตเห็ดหอมจำหน่าย เป็นสินค้าส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของโลก รองลงมาได้แก่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ไต้หวัน และเกาหลี ตามลำดับ นอกจากนี้เห็ดหอมที่วางขายตามท้องตลาดส่วนหนึ่งได้มาจากการลักลอบนำเข้าตาม แนวชายแดนไม่ว่าจะเป็นชายแดนไทย-มาเลเซีย ไทย-กัมพูชา ไทย-พม่า อย่างไรก็ตามขณะนี้ตลาดเห็ดหอมกำลังเปิดกว้างและขยายตัวรวดเร็วทั้งตลาดภาย ในประเทศและนอกประเทศโดยเฉพาะในแถบเอเชียบ้านเราที่นิยมรับประทานเห็ดหอมกัน มากจนทำให้ปัจจุบันเห็ดหอมสามารถก้าวขึ้นมาเป็นเห็ดที่มีความสำคัญทาง เศรษฐกิจเป็นอันดับ 2 รองจากเห็ดแชมปิญองซึ่งเป็นเห็ดที่ได้รับความนิยมมากในแถบยุโรปและอเมริกา

                หาก แต่การเพาะเห็ดหอมในบ้านเรายังคงมีข้อจำกัดหลายประการทั้งเรื่องสภาพพื้นที่ สภาพอากาศ สายพันธุ์ ฯลฯ เพราะโดยธรรมชาติของเห็ดหอมแล้วจะสามารถเจริญเติบโตได้ดีในแถบที่มีอุณหภูมิ อบอุ่นสลับกับหนาวเย็นทำให้เขตที่เหมาะสมสำหับการเพาะเห็ดหอมของบ้านเราจึง อยู่ทางภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของไทยเป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งวัสดุที่เหมาะสมในการเพาะก็คือไม้ก่อซึ่งเป็นไม้ตระกูลโอ๊คที่ค่อน ข้างหายากในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการดัดแปลงนำเชื้อเห็ดหอมมาเพาะในถุงพลาสติกเช่นเดียว กับการเพาะเห็ดนางรม เห็ดนางฟ้า และเห็ดชนิดอื่น ๆ ซึ่งผลผลิตที่ได้ก็มีคุณภาพไม่แพ้กัน จึงทำให้แนวโน้มการเพาะเห็ดหอมในเชิงการค้าในประเทศไทยนับวันจะมีความสำคัญ มากขึ้น และยิ่งหากมีการขยายพื้นที่ในการเพาะเห็ดหอมไม่ให้จำกัดอยู่เฉพาะในเขตที่ ราบสูงประกอบกับมีเทคนิคการกระตุ้นให้เห็ดหอมสามารถออกนอกฤดูได้ด้วยแล้วล่ะ ก็เชื่อว่าการเพาะเห็ดหอมในเชิงการค้าจะต้องไปได้ไกลอย่างแน่นอน ซึ่งในเรื่องเทคนิคการกระตุ้นนี้ได้มีข้อมูลที่ศึกษากันมานานและรู้กันเฉพาะ ในหมู่ผู้ศึกษาวิจัยเท่านั้น แต่ยังไม่มีการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ในที่สุด อ.ดร. ธวัชชัย ทีฆชุณหเถียร อาจารย์ประจำสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) จึงทำการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังเพื่อให้เป็นประโยชน์ทั้งกับเกษตรกรและ ประเทศชาติ


                งานวิจัยนี้ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องของพันธุ์เห็ดที่เหมาะสม วิธีการกระตุ้น และสภาพแวดล้อมต่าง ๆ เช่น อุณหภูมิ ความชื้น โรงเรือน ในเรื่องพันธุ์เห็ดหอมที่นำมาทดลองจะมีทั้งหมด 6 สายพันธุ์ ซึ่งเป็นพันธุ์ของกรมวิชาการเกษตรพบว่ามีอยู่ 3 สายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงและคุณภาพดี คือพันธุ์ เบอร์ 5, เบอร์ 1 และเบอร์ 3 ตามลำดับ ส่วนวิธีการกระตุ้นให้เห็ดหอมออกดอกนั้นทดลองทั้งหมด 4 วิธีด้วยกัน คือตีก้อน แช่น้ำเย็น 10 องศาเซลเซียส คว่ำบนพื้นทรายนาน 3 วัน และไม่มีการกระตุ้นใด ๆ พบว่าวิธีการแช่น้ำเย็น 10 องศาเซลเซียสให้ผลแน่นอนและสม่ำเสมอที่สุด จากผลการวิจัยที่ประสบผลสำเร็จนี่เองทำให้ฟาร์มเห็ดของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี สุรนารี (มทส.) ขณะนี้กลายเป็นแหล่งถ่ายทอดเทคโนโลยีที่สำคัญและเหมาะสำหรับผู้ที่สนใจจะ เข้าไปดูงาน สำหรับผลผลิตเห็ดหอมที่ได้นั้น อ. ธวัชชัยจะนำไปจำหน่ายตามร้านอาหารในเขต จ. โคราช ซึ่งมีราชื่อร้านที่รับซื้อผลผลิตดังนี้ ร้านสุกี้คุณต๋อย (อ. วังน้ำเขียว) ร้านลิสา ร้านอาหารญี่ปุ่นคุโรดะ ภัตตาคารชัปโปโร ร้านอาหารเจหมิงเต๋อ แผงเห็ดคุณพิชัย (ตลาดแม่กิมเฮง) ร้านสโมสรโรงพยาบาลมหาราช ร้านรุ่งเรือง (อ. วังน้ำเขียว) ร้านปลาเผา (อ. วังน้ำเขียว)
บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14305


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 07 กุมภาพันธ์ 2010, 05:16:35 am »

เริ่มที่โรงเรือน... เรื่องสำคัญของการเพาะเห็ดหอม

                หลักการสร้างโรงเรือนควรออกแบบให้มีปริมาณออกซิเจนและแสงสว่างอย่างเพียงพอ มีการถ่ายเทอากาศได้สะดวก ระบายความร้อนได้ดี แสงแดดไม่สามารถส่องตรงเข้าในโรงเรือนได้ นอกจากนี้จะต้องป้องกันลม ฝน และแมลงศัตรูที่อาจเป็นอันตรายต่อเห็ดด้วย ดังนั้นโรงเรือนที่สร้างควรวางหลังคาให้อยู่ในแนวตะวันออก-ตะวันตก เพื่อป้องกันไม่ให้ภายในโรงเรือนร้อนจนเกินไป

                ณ ฟาร์มเห็ดของมทส. ซึ่งเป็นสถานที่ที่ใช้ทำการทดลองครั้งนี้ประกอบด้วยโรงเรือนทั้งหมด 9 โรงเรือน มีการควบคุมอากาศ ความชื้น แสง แมลงศัตรูเห็ด และการจัดการอื่น ๆ ดังนี้ ระบบการให้น้ำและความชื้นจะติดตั้งด้วยระบบสปริงเกลอร์ไว้ด้านบนของโรงเรือน วางจังหวะให้น้ำกระจายทั่วถึง จัดให้มีระบบเปิดปิดโดยมีตัวตั้งเวลาอัตโนมัติเพื่อความสะดวก ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอทุกวัน นอกจากนี้ยังเสริมด้วยระบบพ่นหมอกซึ่งจะช่วยให้โรงเรือนมีความชื้นสัมพัทธ์ สม่ำเสมอกันทั้งโรงเรือน โดยจะเปิดเสริมในกรณีที่โรงเรือนร้อนและแห้งและไม่ต้องการให้ดอกเห็ดแฉะและ ฉ่ำน้ำแม้ว่าต้นทุนจะสูงแต่ก็ช่วยทำให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพดี

                ระบบ น้ำนี้จะช่วยให้สามารถควบคุมทั้งอุณหภูมิ และความชื้นภายในโรงเรือนได้เป็นอย่างดี ทั้งสองปัจจัยนี้นับเป็นอิทธิพลที่มีผลต่อความอยู่รอด อัตราการเจริญเติบโต ระยะเวลาของการเกิดดอก ผลผลิตและรูปร่างของเห็ดหอม โดยอุณหภูมิที่เหมาะสมนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ระยะบ่มอุณหภูมิที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 24-28 องศาเซลเซียส และระยะเปิดดอกอุณหภูมิควรอยู่ที่ 10-25 องศาเซลเซียส

                ส่วนความชื้นภายในโรงเรือนในระยะบ่มเส้นใยควรอยู่ประมาณ 55-68% ซึ่งเป็นความชื้นในบรรยากาศระดับปกติ ส่วนความชื้นที่เหมาะสมต่อการสร้างและการเจริญเติบโตของดอกเห็ดจะอยู่ ระหว่าง 80-90% และ 60-70% ตามลำดับ ทั้งนี้การสูญเสียน้ำจะถูกควบคุมด้วยระบบความชื้นสัมพัทธ์ภายในอากาศ ดังนั้นปริมาณความชื้นในก้อนเชื้อจึงมีความสำคัญต่อการเจริญของก้อนเชื้อ เห็ดเพราะเห็ดหอมประกอบด้วยน้ำถึง 85-95% การสูญเสียน้ำของเห็ดหอมจึงมีผลทำให้ปริมาณและคุณภาพของผลผลิตลดลง


                นอกจากนี้เห็ดหอมยังต้องการแสงสว่างทั้งในระยะที่มีการเจริญเติบโตของเส้นใยและ ระยะออกดอกด้วย โดยในระยะที่มีการเจริญเติบโตของเส้นใยก้อนเชื้อจะต้องได้รับแสงอย่างต่อ เนื่องประมาณ 20 นาทีต่อวันจึงจะเพียงพอต่อการเจริญพัฒนาไปเป็นดอกเห็ด อ. ธวัชชัยแนะนำต่อว่าก้อนเชื้อเห็ดควรวางเรี่ยงที่พื้นห่างกันก้อนละ 1 ซม. เพื่อให้ก้อนเชื้อเห็ดได้รับออกซิเจนทั่วถึงกันทุกก้อน นอกจากนี้บริเวณรอบโรงเรือนก็ต้องทำให้โล่งเตียนเพื่อป้องกันหนูและแมลงที่ เป็นอันตรายต่อก้อนเชื้อเห็ด อย่างไรก็ตามการปรับสภาพภายในโรงเรือนเพาะเห็ดนั้นขึ้นอยู่กับฤดูกาลเป็น สำคัญด้วย
บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14305


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 07 กุมภาพันธ์ 2010, 05:17:08 am »

พันธุ์เห็ดหอม... สิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

                ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนและเทคนิคการเพาะเห็ดหอม อยากจะแนะนำพันธุ์เห็ดหอมเรื่องที่ขาดไม่ได้เสียก่อน

                กรรมวิธี ในการเพาะเห็ดหอมในบ้านเรานั้นมีอยู่ 2 วิธีด้วยกัน คือเพาะเห็ดหอมในขอนไม้และเพาะในถุงพลาสติก ซึ่งเกษตรกรรายใดจะใช้วิธีใดก็ขึ้นอยู่กับความถนัดและความสะดวกของแต่ละราย แต่โดยส่วนใหญ่แล้วเกษตรกรทางภาคเหนือหรือที่ราบสูงจะนิยมเพาะในขอนไม้ ส่วนเกษตรกรพื้นที่ราบด้านล่างลงมาจะนิยมเพาะในถุงพลาสติก และจากความแตกต่างของวิธีการเพาะบวกกับเรื่องปัจจัยและการปรับตัวของสาย พันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ทำให้จำเป็นต้องศึกษาในเรื่องของพันธุ์ที่ เหมาะสมสำหรับสภาพอากาศในบ้านเรา ในการศึกษาเรื่องของสายพันธุ์เห็ดเหอมนี้มีหลายหน่วยงานที่ทำงานวิจัยอยู่ คือ กรมวิชาการเกษตร และสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วท.) เป็นหน่วยงานสำคัญ เราลองมาดูกันว่าทางหน่วยงานเหล่านี้มีพันธุ์เห็ดหอมใดที่น่าสนใจบ้าง


                - พันธุ์เบอร์ 46 เป็นพันธุ์ของ วท. ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรทางภาคเหนือเพาะอยู่ในขณะนี้เป็นพันธุ?ทนอุณหภูมิแปร ปรวนได้ค่อนข้างสูง นอกจากนี้ยังมีอีก 2 พันธุ์ที่กำลังศึกษาอยู่เป็นพันธุ์จากไต้หวัน เกษตรกรคงต้องรอผลการทดลองนี้อีกสักระยะ

                - พันธุ์เบอร์ 1 เป็นพันธุ์ของกรมวิชาการเกษตร เส้นใยของเห็ดพันธุ์นี้จะทนอุณหภูมิแปรปรวนได้ค่อนข้างสูง เหมาะกับการเพาะในประเทศไทย

                - พันธุ์เบอร์ 2 เส้นใยเห็ดทนอุณหภูมิแปรปรวนได้ปานกลาง ดอกหนาและให้ผลผลิตช้ากว่าพันธุ์อื่น ๆ ดังนั้นจึงควรเพาะในช่วงฤดูหนาวและในภาคเหนือที่อุณหภูมิต่ำเท่านั้น

                - พันธุ์เบอร์ 3 พันธุ์นี้เส้นใยเห็ดจะทนอุณหภูมิแปรปรวนได้ค่อนข้างสูงพอ ๆ กับเบอร์ 1

                - พันธุ์เบอร์ 4 เส้นใยเห็ดสายพันธุ์นี้ทนอุณหภูมิได้ปานกลางจนถึงค่อนข้างสูง

                - พันธุ์เบอร์ 5 เป็นสายพันธุ์ใหม่ล่าสุดจากกรมวิชาการเกษตร สามารถทนอุณหภูมิได้ค่อนข้างสูงเช่นเดียวกันและเป็นพันธุ์ที่ อ. ธวัชชัย แนะนำให้เกษตรกรแถบโคราชใช้

                หมายเหตุ : พันธุ์เบอร์ 1, 2, 3, 4 และ 5 ข้างต้นเป็นพันธุ์ของกรมวิชาการเกษตร

                อย่าง ไรก็ตามสายพันธุ์ต่าง ๆ เหล่านี้เกษตรกรตามพื้นที่ราบต่าง ๆ ที่ยังไม่ได้มีการศึกษาในเรื่องสายพันธุ์ที่เหมาะสมก็ควรทำเสียก่อน นอกจากนี้การเลือกใช้สายพันธุ์ใดยังขึ้นอยู่กับฤดูกาล นั่นคือหากเป็นช่วงฤดูหนาวจะใช้พันธุ์ใดก็ได้เพราะอากาศเอื้ออำนวยอยู่แล้ว แต่หากเป็นหน้าร้อนก็ต้องเลือกพันธุ์กันหน่อยโดยควรจะเลือกพันธุ์ที่ทนร้อน ทนสภาพอุณหภูมิที่แปรปรวนได้ดีอย่างพันธุ์เบอร์ 1, 3, 4 และ 5 เป็นต้น

                หาก เกษตรกรท่านใดสนใจรายละเอียดเกี่ยวกับสายพันธุ์เห็ดหอมเพิ่มเติมหรือต้องการ ซื้อพันธุ์บริสุทธิ์ซึ่งมีจำหน่ายในรูปของเชื้อเห็ดในอาหารวุ้นเพื่อใช้ทำ แม่เชื้อเพื่อขยายพันธุ์ต่อไป สามารถสั่งซื้อหรือติดต่อได้ที่กลุ่มงานจุลชีววิทยาประยุกต์ กองโรคพืชและจุลชีววิทยา กรมวิชาการเกษตร โทรศัพท์ (02) 579-0147 สำหรับที่ วท. นั้นให้ติดต่อที่เบอร์โทรศัพท์ (02) 579-1121-30, 579-0160, 579-5515 ต่อ 4307
บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14305


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: 07 กุมภาพันธ์ 2010, 05:17:52 am »

การเขี่ยและบ่มเชื้อ... ขั้นตอนที่ต้องอาศัยความสะอาด

                สิ่ง สำคัญในขั้นตอนนี้ที่เกษตรกรจะต้องใส่ใจมากที่สุดก็คือเรื่องของความสะอาด ภายในห้องเขี่ยเชื้อเนื่องจากเป็นข้อเสียที่สำคัญที่สุดของเห็ดหอมเพราะ เปอร์เซ็นต์ที่มีถุงเสียระหว่างการบ่มเชื้อสูงมากถึง 25-30% เนื่องจากเชื้อเห็ดหอมเจริญช้าในเวลานานถึง 2 เดือนจึงจะเดินเต็มถุงและความปลอดภัยจากการปนเปื้อน นอกจากนี้สูตรอาหารที่เหมาะสมสำหรับการเพาะเห็ดหอมจะเป็นสูตรที่มีน้ำตาลสูง กว่าการเพาะเห็ดชนิดอื่น ๆ ซึ่งเป็นผลให้ก้อนเชื้อเสียได้ง่ายด้วย สูตรอาหารที่ใช้เพาะเห็ดหอมนี้มีส่วนผสมดังนี้ ขี้เลื่อยไม้ยางพาราแห้ง รำละเอียด ดีเกลือ น้ำตาลทราย ปูนขาว ยิปซั่ม ในอัตราส่วน 100 : 9 : 23 : 1.5 : 2 : 0.5 กิโลกรัม ตามลำดับ นำมาผสมให้เข้ากัน ปรับความชื้นให้อยู่ในระดับ 55-68% นำบรรจุลงถุงพลาสติกเพาะเห็ดในอัตรา 1,000 กรัมต่อถุง แล้วจึงนำไปนึ่งฆ่าเชื้อด้วยถังนึ่งไม่มีความดันระดับความร้อน 95 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 3 ชั่วโมง ปล่อยให้ถุงอาหารเย็นลงเขี่ยเชื้อเห็ดหอมลงไปแล้วนำเห็ดไปบ่มในโรงเรือน ใช้ระยะเวลาในการบ่มเชื้อนาน 3 เดือนครึ่ง การบ่มสามารถบ่มได้ 2 วิธีคือการบ่มบนพื้นทราบที่สะอาดและโรจปูนขาวกันแมลงไว้ แต่ถ้าเป็นพื้นซีเมนต์จะยิ่งดี เมื่อก้อนเห็ดแก่ก็เปิดดอกเห็ดในโรงเรือนนี้ได้เลยทันทีก้อนเห็ดจะไม่ได้รับ ความกระทบกระเทือนทำให้ดอกเห็ดที่ได้สวยและไม่เสี่ยงต่อการเป็นราเขียว อีกวีหนึ่งเป็นการบ่มบนรูปตัว H วิธีนี้จะประหยัด พื้นที่เพราะสามารถวางได้ 4-5 ชั้น แต่มีข้อเสียตรงที่ต้องขนย้ายไปเปิดดอกอีกครั้งซึ่งจะทำให้ก้อนเห็ดช้ำในขณะ ขนย้าย ดอกรุ่นแรกอาจบิดเบี้ยว ไม่ได้รูปทรงและเกิดราเขียวได้ง่าย ในระยะที่เห็ดเดินเต็มถุงแล้วเชื้อเห็ดต้องการแสงสว่างเพื่อกระตุ้นดังนั้น ควรจัดโรงเรือนให้มีแสงสว่างพอสมควรโดยอุณหภูมิที่เหมาะสมควรอยู่ระหว่าง 24-28 องศาเซลเซียส ก้อนเชื้อที่แก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล หากโรงเรือนมืดจนเกินไปเชื้อจะไม่แก่จะยังคงมีสีขาวและนิ่มไม่เป็นสีน้ำตาล นั่นคือต้องใช้เวลาบ่มนานกว่า 4 เดือน

                โดยทั่ว ๆ ไปควรเริ่มทำถุงตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงต้นกันยายนเพื่อให้เปิดดอกได้ตั้งแต่ เดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม ซึ่งก้อนเชื้อเริ่มปรากฏสีน้ำตาลที่ด้านบนของก้อนเชื้อเห็ดลงมาถึงไหล่ของ ก้อนเชื้อแล้วจึงนำไปเปิดดอก


เทคนิคการกระตุ้นง่าย ๆ ได้ผลแน่นอน

                ขั้นตอนการเปิดดอกและวิธีกระตุ้นการออกดอก หลังจากที่ก้อนเชื้อแก่เต็มที่คือมีสีน้ำตาลเข้มแล้วก็ให้ใช้มีดกรีดหน้าถุง บริเวณต่ำกว่าไหล่ของก้อนเชื้อเห็ดประมาณ 1 ซม. ออกและกรีดก้นถุงเห็ดไม่ให้น้ำขังที่ก้น ทำการให้น้ำทุกวัน ๆ ละ 1 ครั้ง ๆ ละ 5-10 นาทีจนก้อนเห็ดชุ่ม จะต้องรักษาความชื้นภายในโรงเรือนด้วยการฉีดน้ำเพิ่มที่พื้นและผนังโรงเรือน หลังจากนั้นจึงลดการให้น้ำลงเพื่อไม่ให้หน้าก้อนเชื้อเห็ดตายและให้เชื้อ สะสมอาหารโดยให้น้ำวันละ 1-2 ครั้งเช้า-บ่ายครั้งละ 2 นาทีและให้น้ำที่พื้นและผนังบ่อย ๆ เพื่อรักษาความชื้นสัมพัทธ์ เมื่อก้อนเชื่อเห็ดแห้ง ซึ่งใช้เวลาประมาณ 7 วัน แล้วจึงให้น้ำอย่างเต็มที่อีก 2 วัน โดยให้ทุกชั่วโมง ๆ ละ 5 นาทีหรือจนเห็นว่าก้อนเชื้อชื้นลุ่มดีแล้วจึงเริ่มกระตุ้นทันที ซึ่งเทคนิคการกระตุ้นนี้สามารถทำได้ 2 วิธีคือ

                วิธีที่ 1 กระตุ้นด้วยการแช่ด้วยน้ำเย็น 10 องศาเซลเซียส โดยให้นำก้อนเห็ดเรียงในถังจนเต็ม ใช้ตาข่ายคลุมหน้าถังหรือใช้ของหนักเช่นก้อนอิฐ แผ่นซีเมนต์ทับก้อนไว้เพื่อไม่ให้ก้อนลอยเมื่อใส่น้ำ จากนั้นเทน้ำเย็นที่ปรับให้ได้อุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียสด้วยน้ำแข็งลงในถังจนท่วมก้อนเห็ด (ให้ก้อนเชื้ออยู่ใต้ผิวน้ำทั้งหมด) ทิ้งไว้นาน 1-24 ชม. จึงนำก้อนเชื้อมาเรียงไว้กับพื้นโรงเรือนเช่นเดิม ให้น้ำเป็นปกติคือวันละ 3-4 ครั้ง ระยะเวลาการแช่ที่ได้ผลแน่นอนคือ 1-24 ชม. แล้วแต่ความสะดวกของผู้เพาะ อย่างไรก็ตามหากแช่ก้อนนานเกินไปก้อนเชื้อจะยุ่ยง่ายจึงน่าจะแช่ก้อนไว้ เพียง 1 ชม. หรือ 1 คืนก็พอ วิธีนี้อาจารย์บอกว่าที่โคราชได้ผลทุกครั้งที่ทำการกระตุ้นแม้ว่าจะทำการ กระตุ้นในเดือนมีนาคมถึงกรกฎาคมที่อากาศร้อนจัด เมื่อเห็ดหอมเริ่มออกดอกประมาณ 2 วัน หลังจากการกระตุ้นจึงค่อย ๆ ลดการให้น้ำลง หลังจากนั้นอีก 2 วันก็จะสามารถเริ่มเก็บผลผลิตได้ แต่ถ้าหากอากาศร้อนมาก ๆ ก็อาจใช้เวลานานถึง 7 วัน หลังการกระตุ้นจึงจะสามารถเก็บผลผลิตได้ วิธีนี้จะเสียค่าใช้จ่ายเรื่องน้ำแข็งบดประมาณ 0.15 บาท/ก้อน

                วิธีที่ 2 จะใช้น้ำแข็งบดแทนน้ำเย็น วิธีนี้จะสะดวกกว่าวิธีการแรกเพราะไม่ต้องใช้ถังน้ำเย็น ให้นำก้อนเห็ดวางชิดกันที่พื้นโรงเรือนแล้วนำน้ำแข็งบดเทลงไปในช่องว่าง ระหว่างก้อนเชื้อและหน้าก้อนให้หนา 1 ซม. ปล่อยให้น้ำแข็งละลายไปเองจนหมดซึ่งจะใช้เวลา 3-4 ชม. จากนั้นจึงให้น้ำก้อนเห็ดตามปกติ วิธีนี้ได้ผลทุกครั้งที่กระตุ้นเช่นกัน ต้นทุนจากการกระตุ้นด้วยวิธีนี้จะประมาณ 0.25 บาท/ก้อน
บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14305


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: 07 กุมภาพันธ์ 2010, 05:18:38 am »

การให้ผลผลิตหลังจากการกระตุ้น

                ถึงแม้ว่าจากการทดลองกระตุ้นให้เห็ดหอมออกดอกด้วยการแช่น้ำเย็น 10 องศาเซลเซียสนาน 1 ชม. จะได้ผลดีที่สุดคือให้ผลผลิตเฉลี่ย 158 กรัม/ก้อนเมื่อเทียบกับวิธีการกระตุ้นอื่น ๆ แต่วิธีอื่นก็ให้ผลผลิตมากกว่าวิธีที่ไม่ได้ทำการกระตุ้น กล่าวคือกระตุ้นด้วยการตีด้วยมือจะได้ผลผลิต 109 กรัม/ก้อน และคว่ำบนทรายจะได้ 91 กรัม/ก้อน ในขณะที่ไม่ได้ทำการกระตุ้นใด ๆ เลยให้ผลผลิตเพียง 78 กรัม/ก้อนเท่านั้น ส่วนผลของการกระตุ้นด้วยน้ำเย็นระหว่าง 1 ชม. กับ 24 ชม. และน้ำแข็งนั้นผลผลิตที่ได้จะแตกต่างกันน้อยมากคือ 140, 132 และ 138 กรัม/ก้อนตามลำดับ ทั้งนี้และทั้งนั้นข้อมูลนี้ทำการทดลองในช่วงเดือนมีนาคมถึงกรกฎาคม 2542 แต่อีกชุดหนึ่งผลการทดลองที่ได้แตกต่างกันค่อนข้างมากคือ แช่ที่น้ำเย็นนาน 1 ชม. ให้ผลผลิต 186 กรัม/ก้อน ส่วนแช่นาน 24 ชม. นั้นให้ผลผลิตเพียง 116 กรัม ที่เป็นเช่นนี้ อ. ธวัชชัยให้ความเห็นว่ามีปัจจัยเรื่องความชื้นในอากาศ อุณหภูมิ อาหารภายในก้อนเชื้อเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งในเรื่องนี้ไม่ได้ทำการศึกษาเด่นชัดนัก แต่หากแช่ในช่วง 1-24 ชั่วโมง รับรองว่าได้ผลที่แน่นอนอยู่แล้ว แต่จะได้มากน้อยต่างกันตามสภาพแวดล้อมเท่านั้น

                การเก็บผลผลิตเห็ดหอมนั้นจะเก็บทุกวัน ๆ ละ 2 เวลาคือ เช้าและเย็นเพื่อป้องกันไม่ให้เห็ดบานจนเกินไป และเลือกเก็บดอกเห็ดที่บาน 80% กล่าวคือลักษณะดอกเห็ดยังงุ้มอยู่ในลักษณะคล้ายร่ม การเก็บเกี่ยวควรเก็บด้วยมือโดยเด็ดก้านเห็ดออกจากก้อนเห็ดเบา ๆ ระวังอย่าให้ขี้เลื่อยหลุดออกมาหรือมีก้านเห็ดติดเหลืออยู่เพราะทั้งสอง กรณีจะทำให้เกิดราเขียวได้ง่ายโดยเฉพาะในช่วงที่มีอากาศร้อน หลังจากเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วอาจนำส่งตลาดทันทีหรือเก็บใส่ตู้เย็นไว้ก่อนก็ ได้ขึ้นอยู่กับความสะดวกของแต่ละคน นอกจากนี้เห็ดหอมค่อนข้างบอบบาง เน่าง่ายมาก จึงควรดูแลและเก็บรักษาอย่างระมัดระวังหลังการเก็บเกี่ยวควรเก็บเห็ดก่อน แล้วจึงให้น้ำเพื่อให้ดอกเห็ดแห้งไม่ฉ่ำน้ำและควรเก็บใส่ในตะกร้าโปร่งอย่า ให้ทับกันมาก เห็ดหอมจะออกดอกให้ผลผลิตได้นาน 5 เดือนแต่ผลผลิตส่วนใหญ่จะออกในช่วง 3 เดือนแรกเท่านั้น

                หลังจากที่ทำการศึกษามาตลอด 2 ปีเต็มและข้อมูลที่ได้ก็ค่อนข้างแน่นอนดังนั้นเพื่อเป็นการนำงานวิจัยดัง กล่าวไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรอย่างแท้จริง ทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) จึงได้จัดทำโครงการ “การพัฒนาการผลิตเห็ดหอมเพื่อการค้า” ขึ้น

จากงานวิจัยสู่การผลิตในเชิงการค้า

                จากการดำเนินการเผยแพร่โดยการอบรมของ อ.ดร. ธวัชชัยได้มีเกษตรกรที่สนใจมาจากทั่วทุกภาคของประเทศไทย นำกลับไปปฏิบัติและรายงานผลกลับมาว่าได้ผลดีทีเดียว เกษตรกรที่รายงานผลกลับมาก็มีอยู่หลายจังหวัด เช่น แถบมีนบุรี นครปฐม ลำปาง ร้อยเอ็ด เป็นต้น จะเห็นได้ว่าเกือบทั่วทุกภาคของประเทศสามารถเพาะเห็ดหอมได้ไม่จำเป็นต้อง เพาะในภาคเหนือเท่านั้น

                หมู่บ้านสุขสมบูรณ์ ต. ไทยสามัคคี อ. วังน้ำเขียว จ. นครราสีมา เป็นตัวอย่างหนึ่งของการเพาะเห็ดหอมบนพื้นราบเพราะเป็นหมู่บ้านที่ถูกเลือก ให้เป็นตัวอย่างของโครงการนี้ โดยจัดให้เป็นศูนย์สาธิตและถ่ายทอดเทคโนโลยีการกระตุ้นดังกล่าวให้กับ เกษตรกรที่สนใจ เกษตรกรกลุ่มนี้ประกอบด้วยสมาชิกทั้งหมด 12 คน และทาง มทส. จังมือ อ.ดร. ธวัชชัยและคุณเด่นพงษ์ สว่างสูงเนิน เข้าไปดูแลและวางแผนการผลิต ให้ความรู้และให้คำแนะนำเทคนิควิธีการเพาะเห็ดหอมอย่างใกล้ชิดเรียกว่าเป็น โครงการนำร่องและเป็นกลุ่มแรกที่ทาง มทส. เข้าไปส่งเสริมจึงเป็นเรื่องที่ใหม่ของเกษตรกร โครงการนี้เพิ่งเริ่มมาเมื่อต้นปี 2543 นี้เองโดยเกษตรกรจะสร้างโรงเรือนเพาะเห็ดกันเองจำนวน 2 โรงเรือนขนาด 7x10 เมตร รองพื้นด้วยทรายเพื่อควบคุมความชื้นภายในโรงเรือนให้สม่ำเสมอและหลังคากับฝา ผนังก็มุงด้วยหญ้าคาซึ่งจะช่วยไม่ให้อากาศภายในร้อนเกินไปด้วยเช่นกัน ส่วนเรื่องระบบน้ำที่นี่จะใช้ระบบสปริงเกลอร์ติดตั้งไว้ด้านบนแล้ววางท่อถึง กันหมด หลังจากที่เตรียมโรงเรือนพร้อมแล้ววันที่ 10 ม.ค. 2543 ก้อนเชื้อเห็ดชุดแรกจำนวน 2,000 ก้อนจาก มทส. ก็นำไปลงในโรงเรือนที่ 1 ก้อนเชื้อเห็ดนี้จะเป็นก้อนเชื้อที่สามารถเปิดดอกได้ทันที ดังนั้นเมื่อนำมาไว้ในโรงเรือนได้ประมาณ 4 วันเห็ดก็เริ่มออกดอกเองตามธรรมชาติเพราะอากาศในช่วงนั้นเอื้ออำนวยต่อการ ออกดอกทำให้ผลผลิตชุดนั้นไม่ได้ทำการกระตุ้น แต่ผลผลิตที่ออกมาได้ไม่มากนักเพียงวันละ 2-3 กิโลกรัมเท่านั้น

                 ทั้งนี้อาจเป็นเพราะอากาศที่เย็นเกินไปจึงจะทำให้ผลผลิตออกช้าและน้อยกว่า ปกติหรืออาจได้รับความกระทบกระเทือนขณะขนส่งและการดูแลเอาใจใส่ของเกษตรกร หลังจากนั้นอีกประมาณ 2 เดือน (6 มี.ค. 2543) ก้อนเชื้อเห็ดชุดที่ 2 อีกประมาณ 2,500 ก้อนก็นำไปลงยังโรงเรือนที่ 2 ชุดนี้เป็นชุดแรกที่เริ่มทำการกระตุ้นซึ่งได้ผลดีพอสมควรคือผลผลิตที่ได้มาก ขึ้นเป็น 20 กิโลกรัม/วัน การกระตุ้นของเกษตรกรครั้งนี้ทำด้วยวิธีการโปะน้ำแข็งบด จากปริมาณผลผลิตที่ได้จากการใช้เทคนิคกระตุ้นของ อ. ธวัชชัยนี้สามารถทำให้เห็ดหอมออกดอกได้สม่ำเสมอและออกในช่วงที่ต้องการได้ อย่างไรก็ตามการเพาะเห็ดหอมของที่นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น

บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14305


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: 07 กุมภาพันธ์ 2010, 05:19:35 am »

เงินลงทุน

                เงินลงทุนเกี่ยวกับการเพาะเห็ดหอมบนพื้นที่ราบนี้เป็นเงินลงทุนที่ได้จากการวิเคราะห์ของกลุ่มเกษตรกรที่บ้านสุขสมบูรณ์

                โรงเรือนขนาด 7x10 เมตร จำนวน  2 โรงเรือน (ไม่รวมค่าแรง)              =              8,000 บาท

                ระบบน้ำสปริงเกลอร์                                                                                         =             14,000 บาท

                ก้อนเชื้อก้อนละ 8-10 บาท จำนวน 4,500 ก้อน                                            =             40,500 บาท

                น้ำแข็งบดสำหรับกระตุ้นก้อนละ 0.15 บาท (แช่ด้วยน้ำเย็น 10 องศาเซลเซียส)

                                                                                                                                                =                   675 บาท

                น้ำแข็งบดสำหรับกระตุ้น (โปะน้ำแข็ง) ก้อนละ 0.25 บาท                        =                1,125 บาท

                รวมต้นทุน 2 โรงเรือน 63,175-63,625 บาท

                อย่างไรก็ตามอุปกรณ์ในการสร้างโรงเรือนสามารถดัดแปลงได้เพื่อให้เข้ากับสภาพพื้นที่และอากาศและเพื่อเป็นการประหยัดของเกษตรกรเอง


ศักยภาพของพื้นที่ราบต่อการเพาะเห็ดหอมเพื่อการค้า

                ถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับวงการเห็ดของบ้านเราที่มีเทคโนโลยีทำให้เห็ดหอมออกนอก ฤดูได้ซึ่งเป็นวิธีที่ค่อนข้างจะได้ผลแน่นอนสำหรับพื้นที่ที่อากาศไม่ร้อนจน เกินไป โดยจากการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับอุณหภูมิระหว่างเดือนธันวาคมถึงมิถุนายนของทุก ปีตั้งแต่ทำการทดลองมา ณ ฟาร์มเห็ดของ มทส. โดยอุณหภูมิเฉลี่ยจะอยู่ระหว่าง 20, 04, 26, 28, 29, 29 ตามลำดับ ดังนั้นสำหรับเกษตรกรซึ่งไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใดก็ตามที่สนใจจะเพาะเห็ดหอม ก็ควรจะสำรวจเรื่องของอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศเป็นอันดับแรก ถ้าหากพื้นที่ใดมีอุณหภูมิใกล้เคียงกับที่กล่าวมานี้ก็น่าจะมีความเป็นไปได้ สูงกว่าเพื่อนและจากข้อมูลของอุณหภูมินี้จะเห็นว่าแทบทุกภาคของประเทศไทยน่า จะทำได้ เช่น ทางภาคอีสานก็ไม่น่าจะมีปัญหาเพราะมีพื้นที่เพาะเห็ดหอมที่ จ. โคราชให้ดูเป็นตัวอย่างแล้ว ภาคกลางก็สามารถทำได้เช่น แถบมีนบุรี ก็สามารถทำได้สำเร็จแล้ว ส่วนภาคตะวันออกและภาคใต้นั้นแม้ว่ายังไม่มีรายงานว่าสามารถทำได้แต่เกษตรกร ก็อย่างเพิ่งน้อยใจเพราะถ้าหากทำการเลือกเพาะเฉพาะฤดูที่เหมาะสม เช่น ฤดูฝนเพราะเป็นช่วงที่มีความชื้นในอากาศสูงและอุณหภูมิไม่สูงมากนัก และหากสร้างโรงเรือนใต้ร่มไม้ชายคาที่มีอากาศชุ่มชื้นก็จะยิ่งดี หากเป็นหน้าร้อนก็ควรหลีกเลี่ยงการเพาะเห็ดหอมแล้วหันมาเพาะเห็ดที่ชอบร้อน เช่น เห็ดกระด้าง เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้า เป็นต้น เพื่อลดความเสี่ยง

ตลาดเห็ดหอมยังเปิดกว้างทั้งในและต่างประเทศ

                ในอดีต แม้ว่าเห็ดหอมแห้งจะถูกนำมาใช้บริโภคกันมากแต่หลังจากที่บ้านเราสามารถเพาะ เห็ดหอมได้เองทำให้ผู้บริโภคหันมารับประทานในรูปของเห็ดหอมสดมากกว่าเพราะมี รสชาติอร่อยกว่าทำให้ปัจจุบันเห็ดหอมแงจึงไม่เป็นที่นิยมในตลาดบ้านเรามาก นัก ถึงแม้ว่าการผลิตเห็ดหอมจะมีมากขึ้นแต่ปริมาณผลผลิตทั้งหมดโดยรวมแล้วก็ยัง ไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดอยู่ดีเพราะความต้องการเห็ดหอมของตลาด กรุงเทพฯ มีความต้องการมากขึ้นเรื่อย ๆ และปัจจุบันก็มีความต้องการมากกว่า 2 ตัน/วันในขณะที่เกษตรกรสามารถผลิตเห็ดหอมตอบสนองความต้องการนี้โดยเฉพาะใน ช่วงหน้าหนาวเท่านั้น แต่หากเป็นหน้าร้อนรับรองว่าเห็ดหอมขาดตลาดอย่างแน่นอน ราคาเห็ดหอมที่ซื้อขายกันในท้องตลาดนั้นค่อนข้างสูงกว่าเห็ดชนิดอื่น ๆ โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนซึ่งเป็นช่วงที่เห็ดหอมหาได้ยากในท้องตลาด ราคาในช่วงนี้ค่อนข้างสูงถึง 150 บาท/กิโลกรัม หรือเรียกว่าเป็นผลผลิตในช่วงนอกฤดูนั่นเอง เช่นเดียวกับสินค้าชนิดอื่น ๆ ส่วนผลผลิตในช่วงในฤดูหรือช่วงฤดูหนาวนั้นราคาที่ได้ก็จะถูกลงเป็น 80-100 บาท/กิโลกรัม ราคาดังกล่าวนี้เป็นราคาที่เกษตรกรทางภาคเหนือค้าขายกันอยู่ในขณะนี้ ส่วนทางฟาร์มของ ม. สุรนารีนั้น อ. ธวัชชัยบอกว่าจะขายในราคา 180-200 บาท/กิโลกรัมตลอดเนื่องจากเห็ดหอมในถุงพลาสติกจะมีคุณภาพดีกว่าเห็ดหอมที่ เพาะในขอนไม้ กล่าวคือ เห็ดหอมที่เพาะในขอนไม้จะบานเร็ว ดอกมีสีดำและมีความชื้นสูง ในขณะที่การเพาะเห็ดหอมในถุงพลาสติกมีข้อได้เปรียบคือเห็ดจะมีลักษณะสวยกว่า เพราะความชื้นของเห็ดน้อยกว่าทำให้เห็ดถุงบานช้ากว่าจึงส่งผลให้ได้ราคาที่ ดีกว่าด้วย

                ตลาดหลักองเห็ดหอมในบ้านเราก็คือตลาดสด ร้านอาหาร ภัตตาคาร อาหารจีน ญี่ปุ่น และซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปเรียกว่าเป็นสินค้าที่ทั้งตลาดบนและตลาดล่างก็ ต้องการไม่แพ้กันเลยทีเดียว จากความหลากหลายของตลาดทำให้รูปแบบของการจำหน่ายแตกต่างกันออกไป ถ้าเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตรูปแบบของการจำหน่ายจะบรรจุใส่กล่องโฟมอย่างดี หากเป็นตลาดทั่วไปก็อาจจะคัดเกรดแล้วจำหน่ายตามราคาของเกรดนั้น ๆ หรือคละเกรดก็ได้ ข้อดีอีกอย่างที่สำคัญของเห็ดชนิดนี้ก็คือเป็นเห็ดที่มีความทนทานต่อสภาพแวด ล้อมได้ดีพอสมควรจึงไม่ค่อยมีปัญหาในการบรรจุหีบห่อ การเก็บรักษาและการขนส่ง เนื่องจากครีบดอกไม่เปลี่ยนสีมากนัก เนื้อดอกเห็ดมีความทนทานไม่แตกเป็นขุย

ที่มา : วารสารเคหการเกษตร
บันทึกการเข้า

smax141
Newbie
*

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8


อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: 03 มกราคม 2011, 04:15:33 pm »

ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า

sclass16
Newbie
*

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 10


อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: 20 มิถุนายน 2012, 01:32:59 am »

ขอบคุณครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17 ธันวาคม 2012, 10:37:42 pm โดย sclass16 » บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: