ประวัติการแข่งเรือยาว

(1/2) > >>

แดงคนดี:
ประวัติการแข่งเรือยาว   
 

ในการแข่งขันเรือประจำปีของวัดต่าง ๆ นั้นนับว่าเป็นปกติวิสัย แต่วัดใดที่จัดให้มีการแข่งเรือและมีคู่เรือชิง เดิมพันแล้ว จะทำให้งานแข่งเรือของวัด นั้น ๆ มีชีวิตชีวาขึ้นมาทันทีเพราะ จะเป็นการดึงดูดผู้ชมเข้าไป ชมการแข่งขันกันมาก ฉะนั้น การแข่งขันเรือที่มีการเดิมพันจึงจัดได้ว่าเป็นการแข่งเรือครั้งสำคัญ ที่จะนำมา เล่าสู่กันฟังพอสังเขป

การแข่งขันเรือชิงเดิมพันในสมัยก่อนมีน้อยมากและเดิมพันก็มีน้อย เช่น เรือไกรทอง ของวัดหัวดง อำเภอเมือง จังหวัด พิจิตร เคยพาย เดิมพันกับ เรือเพชรน้ำค้าง จังหวัด สิงห์บุรี เรือธนูทอง พายเดิมพันกับเรือศรีธารา เรือแม่ขวัญ มงคลทอง พายเดิมพัน กับเรือประกายเพชร เรือประกายเพชร พายเดิมพันกับเรือผ่องนภา เรือแม่ขวัญมงคล ทองพายเดิมพัน กับเรือ เทวีนันทวัน เพชรน้อยและช้างแก้ว แต่การพายในครั้งนั้น ๆ ไม่ค่อยเป็นข่าว โด่งดังอะไรมากนัก เพราะยังขาดการ ประชาสัมพันธ์งาน

การแข่งขันเรือเดิมพันที่แพร่หลายในปัจจุบันเกิดจากทางวัดราชช้างขวัญซึ่งเป็นวัดหนึ่งในจังหวัดพิจิตรที่กล้าจัดเป็น ครั้ง สำคัญที่รวบรวม ไว้ใน ประวัติการแข่งเรือและเป็นวัดแรกที่กล้า ลงทุน ชิญเรือต่างจังหวัด มาพายเดิมพัน กับเรือดัง ของจังหวัดพิจิตร นั่นก็คือในปี พ.ศ.2522 ผู้ใหญ่สมพงษ์ ทิมพงษ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลปากทาง ซึ่งเป็นประธาน จัดงาน แข่งเรือประเพณีของวัดราชช้างขวัญได้เชิญเรือศรีสุริโยทัยจากวัดจุฬามณี อำเภอบางบาล จังหวัด พระนคร ศรีอยุธยา ซึ่งมีผู้ใหญ่ถวิล แสงจักร เป็นผู้จัดการ โดยคิดค่าลากจูงเป็นเงินสด 20,000.- บาท มาพายเดิมพัน กับเรือ แม่พิกุลทอง จากวัดบึงตะโกน อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ซึ่งมีคุณเผอิญ จิตรากร เป็นผู้จัดการเรือ โดยคิดค่าลากจูง 5,000.- บาท พายชิงรางวัลเงินสด 200,000.- บาท (พายเดิมพันข้างละ 100,000.- บาท) และได้เชิญคุณไพฑูรย์ แก้วทอง ในสมัยนั้น เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพิจิตร มาเป็นประธานตัดสินเรือครั้งนี้ ผลปรากฏ ว่าในเที่ยว แรกเรือแม่พิกุลทอง จากจังหวัดพิจิตรเป็นฝ่ายชนะ ในเที่ยวที่ 2 เรือศรีสุริโยทัยเป็นฝ่ายชนะ จึงยกเลิกเดิมพันกันไป หลังจากปี 2522 เป็นต้นมา การพายเรือเดิมพันจึงได้ระบาดแพร่หลายจากวงเงินหมื่นเป็นแสน เป็นล้านและเป็นสิบล้าน ซึ่งจะนำมาเล่าสู่กันฟังดังนี้.-

ในปี พ.ศ.2523 เป็นปีที่มีการแข่งเรือครั้งสำคัญที่สุด จะนับว่าเป็นครั้งประวัติศาสตร ์ที่ขณะนี้ยังหาเรือคู่ใดลบสถิต ิเงินเดิมพันไม่ได้ นั่นคือ ทางวัดท่าหลวงได้จัดงานแข่งเรือประจำปีและจัดให้มีเรือคู่พิเศษพายชิงรางวัลเงินสด 3 ล้านบาท ระหว่างเรือศรทอง จากวัดวังกลม อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ซึ่งมีคุณประทีป ชัยสุวิรัตน์ เป็นผู้จัดการเรือ พายกับ เทวีนันทวัน ซึ่งมีคุณสมชัย ฤกษ์วรารักษ์ หรือรู้จักกันดีในนามของเสี่ยแหย เป็นผู้จัดการ ผลการแข่งขัน ปรากฏว่า เรือเทวีนันทวนันชนะทั้ง 2 เที่ยว ได้รับเงินรางวัลไป ในเวลา 2 เดือนต่อมาเรือคู่นี้ได้พบกัน อีกครั้งหนึ่ง ที่สนามวัดเกาะหงษ์ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งการพบกันครั้งนี้นับว่าเป็นประวัติการณ์ที่มีการเล่นเดิมพันกันสุงสุด ทางคณะกรรมการ ได้จัดโต๊ะมุมน้ำเงินรับเก็บเดิมพันทั้ง 2 ฝ่าย ฝ่ายใดเงินเดิมพันเข้ามาก็จะ ประกาศให้ฝ่ายตรงข้าม นำเงินเข้าไปประกบ สรุปรวม เรือคู่นี้ พายกันครั้งนั้นประมาณ 10 ล้านบาท ผลก็ปรากฏว่า เรือศรทอง จากวัดวังกลม อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ล้างแค้นได้สำเร็จเอาชนะเรือเทวีนันทวัน ทั้งสองเที่ยว ซึ่งเป็นปมปริศนาของคนวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง มาจนทุกวันนี้

ในปี พ.ศ.2524 ทางวัดท่าหลวง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ได้จัดงานแข่งเรือประเพณีขึ้นโดยมีคู่เรือคู่พิเศษชิงรางวัล เงินสด 100,000.- บาท ระหว่างเรือแม่ขวัญมงคลทอง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร กับเรือกิจสังคม จากวัดเกาะหงษ์ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ผลปรากฏว่าเรือ แม่ขวัญมงคลทองชนะทั้ง 2 เที่ยว ได้รับรางวัลเงินสด 100,000.- บาท ไป และในปีนี้เรือทั้งคู่ได้ไปพายแก้มือกันที่วัดตะเคียนเลื่อน อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ชิงรางวัลเงินสดเท่าเดิม ผลปรากฏว่าในเที่ยวแรกเรือกิจสังคมเป็นฝ่ายชนะ แต่ในเที่ยวที่สองเรือแม่ขวัญมงคลทองเป็นฝ่าย
ชนะ จึงได ้ยกเลิก เดิมพันกันไป

วิวัฒนาการของเรือยาว   
 

เรือยาว มรดกวัฒนธรรมแห่งสายน้ำ เป็นกีฬาชาวบ้านอันสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตอันดีงามความผูกพัน ระหว่างสายน้ำ กับชีวิต เรือกับวิถีชีวิต บนพื้นฐานของ ความศรัทธา เลื่อมใสในคำสอนของพระพุทธศาสนา อันนำมาซึ่งความเป็น น้ำหนึ่งใจเดียวของบวร ซึ่งแปลว่า ประเสริฐ อันได้แก่ บ้าน วัด โรงเรียน ซึ่งเป็น องค์กร พื้นฐานของชุมชน ชนบทไทย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของชาติ

เรือยาวประเพณีไทยได้มีวิวัฒนาการจากวิถีชีวิตมาสู่ประเพณีและวิวัฒนาการไปสู่ระบบการแข่งขั นานาชาติ ในปี พ.ศ.2531 อันเป็นทรัพยากรด้านการ ส่งเสริม การท่องเที่ยว ที่สำคัญจนเป็นที่นิยมแพร่หลาย ไปทั่ว กระทั่งพัฒนาไปสู่้การ กีฬาในการ แข่งขัน กีฬาแห่งชาติและระดับประเทศ สามารถจำแนก วิวัฒนาการได้เป็น

1. ยุคอดีต
แต่ละคุ้มบ้าน คุ้มวัด ในทุกลุ่มน้ำสยามประเทศนิยมหาไม้ตะเคียนนำมาขุดเป็นเรือยาวร่วมการแข่งขันอั แสดงออก ถึงความ พร้อมเพรียงแห่งหมู่คณะ เพื่อสร้างชื่อเสียงเกียรติคุณมาสู่คุ้มบ้าน คุ้มวัดของตนเอง ช่างขุดเรือ ที่มีชื่อเสียง ของประเทศไทย ที่ควรจารึกไว้ในความทรงจำตลอดไปว่าเป็นบรมคร
ูแห่งภูมิปัญญาไทย ในการขุดเรือยาว อาทิ
1.) ช่างเสริม เชตวัน บ้านเกาะหงส์ จังหวัดนครสวรรค์
2.) ช่างมา นคร บ้านเกาะหงส์ จังหวัดนครสวรรค์
3.) ช่างเลิศ โพธิ์นามาศ บ้านหัวดง จังหวัดพิจิตร
4.) ช่างวัน มีทิม บ้านแหลมทราย อำเภอหลังสวน จังหวัดพิจิตร

3. ยุคเรือลาว
นำมาทำสาวไทย ภายหลังการแข่งขันเรือยาวเป็นที่นิยมแพร่หลายมากขึ้น เนื่องจากอิทธิพลแห่งโลกยุคโลกภิวัฒน์ ได้รับ ความสนใจ จากสื่อมวลชน เห็นความ สำคัญของกีฬาชาวบ้าน มรดกวัฒนธรรมแห่งสายน้ำ สยามประเทศ ก่อให้เกิดการ ถ่ายทอดสดในสนามต่าง ๆ จึงมีภาคเอกชนและหน่วยงาน ของรัฐ ตระหนัก ถึงความสำคัญส่งทีมเรือ เข้า ร่วมการชิงชัย และธำรงรักษาไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรม โบราณจาก ประเทศ เพื่อนบ้าน (ลาว) เข้ามาทำการตกแต่งแก้ไข ทำสาวใหม่ ด้วย ฝีมือของชาวไทยเพราะราคา ถูกกว่า เรือไทย เป็นยิ่งนัก

4. ก้าวสู่นานาชาติและกีฬาแห่งชาติ
ปัจจุบันเรือยาวประเพณีเป็นกีฬาทางน้ำบนพื้นฐานของวัฒนธรรมประเพณีที่ได้รับความนิยมแพร่หลายจนก้าวสู่ การแข่งขัน เรือนานาชาติเพื่อส่งเสริมการ ท่องเที่ยวและฝีพายแห่งสยามประเทศก็ประสบความสำเร็จสร้างชื่อเสียง ให้แก่ ประเทศไทย ในการแข่งขันในน่านน้ำสากลทั่วโลก ประการสำคัญ วงการ เรือยาวประเพณีได้รับการ ยอมรับจากวงการกีฬาระดับชาตื ิบรรจุเข้าชิงชัยเหรียญทองในการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ โดยการพัฒนารูปแบบ ให้เหมาะสมกับ ยุคสมัยที่ เปลี่ยนไปให้ได้ มาตรฐานกีฬาสากลทั่วไป

5. ยุคฝีพายมืออาชีพ พาณิชย์ แทรกแซง
สังคมไทยยุคปัจจุบัน เงิน หรือ วัตถุดิบ เจริญรุดหน้ากว่าจิตใจ ตลอดจนภาระกิจในการยังชีพในเศรษฐกิจยุค ปัจจุบันส่งผลกระทบก่อให้เกิดความ สับสนต่อ วิถีชีวิต อันดีงามเป็นยิ่งนัก แต่เดิมการแข่งขันเรือยาวประเพณีจาก วิถีชีวิตอันดีงาม เพื่อความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่ง ใจเดียวกันตลอดจน เพื่อนำมาซึ่ง ชื่อเสียง เกียรติยศแห่งคุ้มบ้านคุ้มวัด ก่อให้เกิดฝีพาย มืออาชีพ รับจ้างพายเรือ ด้วยค่าตัวที่สูงส่งและด้วยอำนาจของเงินตราบางครั้งทำให้หลงลืมคำ่ว่า ประเพณี และ วิถีชีวิต อันดีงามของ บรรพชนไปอย่างน่าเสียดายหรือเกิดการแสวงหาผลประโยชน์ในทางที่ผิดจากการจัดการแข่งขัน เป็นสิ่งที่ถึงสังวรระวัง เป็นยิ่งนักหรือ เกิดการเบี่ยงเบนจากคุณงามความดีอันเป็นภูมิรู้ภูมิธรรม ของบรรพชนอย่างแท้จริง

 

 


 

thitinan:
โอ้โหไปหาข้อมูลมาจากไหนครับเนี่ย

แดงคนดี:
การสร้างเรือยาว   
 

การสร้างเรือเข้าทำการแข่งขันในสมัยปัจจุบันของจังหวัดพิจิตร คงจะเป็นไปได้ยาก ทั้งนี้เพราะป่าถูกปิดทำให้ การชักลากไม้ไม่สะดวก ชาวเรือยาวทั้งหลาย มีแต่คิดหา วิธีนำเอาเรือยาวเก่ามาทำการซ่อมแซมใหม่ดังเช่นในปี พ.ศ.2533 ชาวเรือยาวของจังหวัดพิจิตรมีการซ่อมแซมเรือเรือเก่ามาทำการแข่งขัน หลายลำด้วยกัน เพราะการซ่อม เรือเก่าราคาซ่อมยังถูกกว่าการขุดเรือใหม่มากกมาย อย่างน้อย ๆ การขุดเรือยาวแต่ละลำต้องใช้เงินเป็นแสนบาท แต่การ ซ่อมเรือเก่ามาแข่งนั้นอาจจะใช้เงินเป็นหมื่น ๆ บาทเท่านั้นเอง เท่าที่เก็บรวบรวมข้อมูลในปี 2533 มีเรือระดับแชมป์ ๆ ทำการซ่อมแซม เพื่อเข้าทำการ แข่งขันหลายลำด้วยกัน

เรือธนูทองจากวัดรังนก อำเภอสามง่าม เรือแม่ตะเคียนทองจากวัดจระเข้ผอม อำเภอสามง่าม เรือเพชรชมพู จากวัด บางมูลนาก อำเภอบางมูลนาก เรือแม่ พิกุลทองจากวัดบึงตะโกน อำเภอเมือง เรือแม่ขวัญมงคลทอง 3 ปีซ้อนจากวัด ราชช้างขวัญ อำเภอเมือง เรือศรทอง นักล่าเดิมพันเงินล้านจากวัดวังกลม อำเภอเมือง เรือขุนไกร จากวัดหงษ์ อำเภอเมือง และอีกหลายลำท่กำลังเตรียมการอยู่ มิใช่เรือยาวของชาวจังหวัดพิจิตรเท่านั้นชาวเรือจังหวัดอื่นก็คิด
ซ่อมแซม เรือเข้าทำการแข่งขันเหมือนกัน เช่น เรือศรีสุนทร จากวัดบ้านสร้าง อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง ก็ซ่อมใหม่ และ เปลี่ยนชื่อเสียเลย โดยใช้ชื่อ ว่าธงชัย

ในการขุดเรือยาวใหญ่มีชาวเรือยาวหลายรายอยากจะขุด แต่ดังที่กล่าวมาการหาไม้มากมายเพราะป่าถูกปิด ไม้แต่ละต้น ที่นำมาขุดใช้ขุดเรือจะต้องยาวถึง
14 วาเศษ และต้องใช้ไม้ขนาดใหญ่ด้วย จึงทำให้การขุดเรือ ใหม่เป็นไปได้ยาก นอกจากนี้ราคาค่าขุดเรือในปัจจุบันของจังหวัดพิจิตรก็ตกวาละประมาณ 7,000-8,000 บาท แต่อย่างไรก็ตามยังม ีชาวเรือต่างจังหวัดคิดขุดเช่นในภาคอีสานมีขุดใหม่หลายลำ เช่น เรือนารายณ์ประสิทธิ์ จากวัดต้นตาล อำเภอเสาไห้ นอกจากนี้ชาวกระทุ่มแบนจังหวัดสมุทรสาครก็ขุดเรือยาวใหญ่ซึ่งขุดอยู่จังหวัดระยองจำนวนหนึ่งลำ ทางกองทัพเรือ ก็ขุดเสร็จลงน้ำอีกหนึ่งลำ

ในปี พ.ศ.2533 เรือของจังหวัดพิจิตรได้ทำการขุดเรือใหม่เพื่อไว้ต่อกรกับเรือต่างจังหวัดถึง 4 ลำด้วยกัน ซึ่งจะขอนำ รายละเอียดมาเล่า สู่กันฟังดังนี้.-
ลำแรกเป็นเรือที่ชาวบ้านหัวดง อำเภอเมือง สร้างขึ้นใหม่ก็คือเรือเพชรไกรทอง ซึ่งได้ขุดจากไม้ตะเคียนทองลำต้นขนาด 15 กำช่างไม้ มีความยาว 14 วา 9 นิ้ว กว้าง 43.5 นิ้ว ไม้ที่นำมาขุดได้มาจากเขตติดต่อขอหมู่บ้านรักไทยกับหมู่บ้าน ร่มเกล้า อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก ผู้ที่มีความสามารถไปนำไม ้มาขุด คือนายเลิศ โพนามาศ กับนายเล็ก บุญม่วง และได้นำไม้มาถึงวัดหัวดงเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2532 เริ่มทำการขุดเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2532 โดยมีนายเลิศ โพธามาศ เป็นหัวหน้าช่าง มีนายจัด วิเชียรสรรค์ เป็นรองหัวหน้าช่าง และมีช่างลูกมืออีกหลายคนคือนายบุญธรรม สิงห์พรม นายเชื้อ ทิมอ่อง นายวิเชียร วิเชียรสรรค์ นายสุข ฤกษดี ทำการขุดเสร็จเรียบร้อยเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2532 โขนหัวเรือ ทำด้วยไม้กระท้อนที่ได้จากบ้านนายสวัสดิ์ พูลคล้าย โขนท้ายเป็นไม้สำโรงที่ได้จากวัดเขารูปช้าง ไม้กงเรือเป็นไม้ประดู่ ที่ได้ มาจากวัดบึงนาราง รวมแล้วเรือเพชรไกรทองได้ ไม้มาประกอบเป็นเรือหลายหมู่บ้าน ด้วยกัน ความยาวตลอดโขนหัว ถึงโขนท้าย ยาว 17 วา 3 ศอก 13 นิ้ว เผอิญขุดเสร็จเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2532 บรรดาชาวบ้านหัวดงจึงนำเลขเศษ
13 นิ้ว ไปเสี่ยงโชคเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2532 เลขท้าย 2 ตัวล่างออกเป็น 13 พอดิบพอดี ทำให้รวยกันไปหลายรายนับว่า อัศจรรย์ยิ่ง

ในการสร้างเรือเพชรไกรทองต้องหมดค่าใช้จ่ายไปรวมทั้งสิ้นประมาณ 120,000.- บาท ซึ่งก็มีคุณนกเล็ก สดสีและคุณ สายพิณ พหลโยธิน บริษัท ที.ซี.มัยซิน หรือเรารู้จักกันในนามกระทิงแดง บริจาคเงินสดมา 90,000.- บาท นอกจากนี้ก็มี คุณสมาน (เม้ง) เจียมศรีพงษ์ มอบเงินสดให้อีก 10,000.- บาท ที่เหลือ นอกนั้นพ่อค้าประชาชนชาวบ้านหัวดงช่วยกันบริจาค

เมื่อขุดเสร็จแล้วคณะกรรมการจึงได้ประชุมเพื่อตั้งชื่อเรือโดยท่านเจ้าอาวาสวัดหัวดงเป็นประธานในการประชุม ที่ประชุมมีมติตั้งชื่อเรือลำใหม่ว่า "เพชร ไกรทอง" คำว่าเพชร หมายถึงองค์หลวงพ่อเพชร ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของ ชาวจังหวัดพิจิตรและเพชรนนี้มี ความหมายอีกนัยหนึ่งคือเป็นเครื่อง ประดับ ที่แข็งที่สุด สำหรับคำว่าไกรทองนั้นเป็น ชื่อเรือดั้งเรือเดิมของวัดหัวดงและไกรทองก็เป็นพระเอกในเรื่องไกรทอง ซึ่งพระราชนิพนธ์โดย พระบาท สมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัยอีกด้วย

ในการลงน้ำได้จัดพิธีใหญ่โต โดยเริ่มกระทำพิธีทางพุทธ เมื่อเวลา 13.39 น. และเริ่มทำพิธีทางพรหมเมื่อเวลา 14.00 น. มีคุณสุพงษ์ ศรลัมพ์ ผู้ว่าราชการ จังหวัดพิจิตรสวมพวงมาลัยและผ้าแพรที่โขนหัวและเจิมหัวเรือมีคุณวิโรจน์ โรจนวาศ นายอำเภอเมืองพิจิตร คุณทวีป กันแดง ศึกษาธิการจังหวัดพิจิตร พ.ต.ท.ประคอง อาจคงหาญ สวป.สภ.อ.เมืองพิจิตร และตัวแทนเรืออีกหลายลำมาร่วมสวมพวงมาลัย หลังจากปะพรมน้ำมนต์แล้วได ้ยกเรือ ลงแตะพื้นน้ำหน้า วัดหัวดงเมื่อเวลา 14.29 น.

ต่อมาที่สร้างขึ้นใหม่ก็คือเรือเทพเทวฤทธิ์ของชาววัดหาดมูลกระบือ อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ซึ่งได้ไม้ตะเคียนทอง มาจากป่าภูฮวด เขตติดต่อกับภูเขา หินล่องกล้า ตำบลบ้านแยง อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ตัดต้นไม้เมื่อวันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2532 ตรงกับวันขึ้น 6 ค่ำ เดือน 3 และได้ชักลาก ออกจากป่ามาถึงวัดหาดมูลกระบือเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2533 เริ่มทำการขุดเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2532 ช่างขุดก็มีนายฉาย โรจน์สว่าง อดีตกำนันตำบล
ย่านยาว อำเภอเมือง เป็นหัวหน้าช่างและมีช่างลูกมือซึ่งเป็นชาวบ้านวัดหาดมูลกระบืออีกหลายคนช่วยขุด ใช้เวลาในการขุดประมาณ 3 เดือนเศษก็เสร็จ รวมค่าใช้จ่ายไปประมาณ 60,000.- บาท

การตั้งชื่อเรือเทพเทวฤทธิ์เนื่องจากได้มีการทำพิธีบวงสรวงว่า จะให้ตั้งชื่อว่าอะไรก็ขอให้บอกเป็นนิมิต หลังจากทำพิธี บวงสรวงได้ 3 วัน ปรากฏว่าพอตก กลางคืนเกิดนิมิตขึ้น คือ มีคนรูปร่างสูงใหญ่แต่งตัวเหมือนนักรบโบราณมีเครื่องแต่งตัว สวยงามมาก ใส่ชฎาหรือมงกุฎถือดาบเป็นแสงวาว ซึ่งเกิดนิมิต
อยู่ถึง 3 วัน จึงได้ตั้งชื่อว่า เทพเทวฤทธิ์

เรือเทพเทวฤทธิ์ได้กระทำพิธีลงน้ำครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2533 ตรงกับวันแรม 11 ค่ำ เดือน 5 ที่กล่าวมาแล้วคือ เรือเพชร ไกรทอง กับเรือเทพ เทวฤทธิ์ เป็นไม้ที่ได้มาจากจังหวัดพิษณุโลกทั้ง 2 ลำ และช่างผู้ขุดก็เป็นช่าง จากจังหวัด พิจิตรเหมือนกัน ลำต่อไปที่จะเสนอเป็นเรือของ จังหวัดพิจิตรที่ได้ไม้
มาจากจังหวัดอุตรดิตย์และขุดโดยช่างทางภาคใต้ เรือของจังหวัดพิจิตรที่เกิดขึ้นในปี 2533 และขุดโดยช่างทางภาคใต้คือ เรือป่าลั่น ไม้ที่นำมาขุด คือ ไม้ตะเคียนทองที่ได้ มาจากอำเภอทองแสงขันธ์ จังหวัดอุตรดิตย์ ขุดเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2533 โดยนายเอื้อน พรหมขจร จากบ้านพล้อแดง อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร โดยคิดค่าขุดวาละ 7,000.- บาท ความยาวของตัวเรือ 14 วา 9 นิ้ว ทำการลงน้ำในวันที่ 15 กรกฎาคม 2533

การตั้งชื่อเรือป่าลั่น เนื่องจากเรือลำนี้ได้รับการอุปถัมภ์จากพลตรีสนั่น ขจรประศาสตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ที่ได้ไม้นำมารขุดเรือ ทางคณะกรรมการจึงตั้งชื่อให้สอดคล้องกับท่าน จึงตั้งชื่อว่า "ป่าลั่น"

เรือลำสุดท้ายที่เกิดขึ้นของจังหวัดพิจิตรในปี พ.ศ.2533 ก็เห็นจะได้แก่เรือตรีทอง โดยไม้ที่จะนำมาขุดเรือตรีทอง มาจากแห่งเดียวกับเรือป่าลั่น คือ จาก อำเภอทองแสงขันธ์ จังหวัดอุตรดิตย์ จะขุดประมาณเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2533 และคิดว่าจะให้เสร็จก่อนงานแข่งขันเรือประเพณีของจังหวัดพิจิตร ซึ่งมีขึ้นระหว่างวันที่ 7-9 กันยายน พ.ศ.2533 ช่างที่จะทำการขุดก็คือช่างทางภาคใต้ได้แก่นายเอื้อน พรหมขจร จากบ้านพล้อแดง อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ซึ่งรายละเอียดของเรือป่าลั่นและเรือตรีทองได้รับรายละเอียดจากคุณนิวัมน์ น้อยอ่ำกับคุณนิเวศน์ น้อยอ่ำ ผู้ควบคุม เรือ 2 ลำนี้ จึงขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ด้วย

จะเห็นได้ว่าในปี พ.ศ.2533 ทางจังหวัดพิจิตรมีเรือขุดใหม่รวม 4 ลำด้วยกันและเป็นการประชันกันระหว่าง ช่างเหนือ กับช่างใต้ว่าใครจะขุดได้แล่นกว่ากัน สนามแรกที่จะประลองก็คงจะเป็นวัดท่าหลวงพระอารามหลวง จังหวัดพิจิตร

ประมวลภาพเรือเก่า  











ติดตามชมกันต่อไป ........

 ;)
สนามแข่งเรือยาว 

 ประมวลภาพเรือร่วมสมัย

 

thitinan:
โคราชก็มีแข่งนะครับที่พิมายแต่ไม่เคยไปดู :-\

admin:
ต้องคุยกับไพฑูรย์ ผู้สันทัดกรณ๊  ;D

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป