หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: (จังหวัดสุพรรณบุรี )แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวและอาหารอร่อยประจำท้องถิ่น+ร้านเด็ดๆ  (อ่าน 12626 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แดง Lebanon
d@eng Lebanon
Auther
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +60/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3390


~ รักนะ..นาวี 22~

try.to.dream@hotmail.com messages_d_4u@yahoo!.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: 20 เมษายน 2008, 11:56:45 pm »

                                           

จังหวัดสุพรรณบุรี
ชื่อเดิม เมืองอู่ทอง
ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัด ยุทธหัตถี
ต้นไม้ประจำจังหวัด มะเกลือ
คำขวัญประจำจังหวัด เมืองยุทธหัตถี วรรณคดีขึ้นชื่อ เลื่องลือพระเครื่อง รุ่งเรืองเกษตรกรรม                                  สูงล้ำประวัติศาสตร์ แหล่งปราชญ์ศิลปิน ภาษาถิ่นชวนฟัง   


ขอเชิญชวนสมาชิกทุกท่าน แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวและอาหารอร่อยประจำท้องถิ่น+ร้านเด็ดๆ
บันทึกการเข้า



~คน  ก็เหมือน คอม   *เข้าใจวิธีดูแลรักษา เอาไว้ให้ดี *แล้วเขาจะอยู่กับเรานานๆ~
แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14305


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 14 ธันวาคม 2008, 11:09:33 pm »






เมืองยุทธหัตถี วรรณคดีขึ้นชื่อ เลื่องลือพระเครื่อง รุ่งเรืองเกษตรกรรม
สูงล้ำประวัติศาสตร์ แหล่งปราชญ์ศิลปิน ภาษาถิ่นชวนฟัง

จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคกลางของประเทศไทย ห่างจากกรุงเทพฯ 107 กิโลเมตร จังหวัดที่อยู่ติดกัน (จากทิศเหนือ วนตามเข็มนาฬิกา) ได้แก่ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา นครปฐม และกาญจนบุรี

จังหวัดสุพรรณบุรี อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 100 กิโลเมตร เป็นเมืองที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย ทั้งทางประวัติศาสตร์และทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ วัดเขาขึ้นของพระอาจารย์ธรรมโชติผู้สร้างขวัญและกำลังใจให้กับชาวบ้านบางระจัน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง อุทยานแห่งชาติพุเตย บึงฉวาก และมีขนมขึ้นชื่ออย่างสาลี่สุพรรณ

ภาษาถิ่นชวนฟัง สุพรรณบุรีเป็นเมืองสมัยโบราณ พบหลักฐานทางโบราณคดี มีอายุไม่ต่ำกว่า 3,500-3,800 ปี โบราณวัตถุที่ขุดพบมีทั้งยุคหินใหม่ ยุคสัมฤทธิ์ ยุคเหล็ก และสืบทอดวัฒนธรรมต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยสุวรรณภูมิ เดิมจังหวัดสุพรรณบุรีเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ?เมืองทวารวดีศรีสุพรรณภูมิ? หรือ ?พันธุมบุรี? ต่อมาเมื่อพระเจ้ากาแต (เชื้อสายไทยปนพม่า) เสด็จขึ้นครองราชย์ และย้ายเมืองมาอยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำท่าจีน ได้ทรงสร้างวัดสนามชัย และบูรณะวัดป่าเลไลยก์ ได้ทรงชักชวนข้าราชการออกบวช จำนวน 2,000 คน จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ?สองพันบุรี? ครั้นพระเจ้าอู่ทองทรงย้ายเมืองไปอยู่ทางฝั่งใต้ (ทิศตะวันตกของแม่น้ำท่าจีน) เมืองนี้จึงได้ชื่อใหม่ว่า ?อู่ทอง? จนกระทั่งลุเข้าสมัยขุนหลวงพะงั่ว จึงเปลี่ยนชื่อเป็นสุพรรณบุรีในที่สุด นอกจากนี้ยังเป็นเมืองต้นกำเนิดวรรณคดีเรื่อง ขุนช้างขุนแผน อันเป็นวรรณคดีสำคัญเรื่องหนึ่งของของชาติไทย เมื่อไปถึงสุพรรณบุรีเราจะได้สัมผัสบรรยากาศของวรรณกรรมเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็น ชื่อตำบล ชื่อบ้าน ชื่อถนน และชื่อสถานที่สำคัญต่างๆ ในท้องเรื่องยังมีปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน เช่น บ้านรั้วใหญ่ วัดเขาใหญ่ ไร่ฝ้าย วัดป่าเลไลยก์ วัดแค ถนนนางพิม ถนนขุนไกร อำเภออู่ทอง และอำเภอศรีประจันต์

สุพรรณบุรีเป็นเมืองโบราณ พบหลักฐานทางโบราณคดีมีอายุไม่ต่ำกว่า 3,500-3,800 ปี โบราณวัตถุที่ขุดพบมีทั้งยุคหินใหม่ ยุคสำริด ยุคเหล็ก และสืบทอดวัฒนธรรมต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยสุวรรณภูมิ ฟูนัน อมราวดี ทวารวดี และศรีวิชัย สุพรรณบุรีเดิมมีชื่อว่า ทวารวดีศรีสุพรรณภูมิ หรือ พันธุมบุรี ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำท่าจีน แถบ บริเวณตำบลรั้วใหญ่ไปจดตำบลพิหารแดง ต่อมาพระเจ้ากาแตได้ย้ายเมืองมาตั้งอยู่ที่ฝั่งขวาของแม่น้ำ แล้วโปรดให้มอญน้อยไปสร้างวัดสนามชัย และบูรณะวัดป่าเลไลยก์ ชักชวนให้ข้าราชการจำนวน 2,000 คนบวช จึงขนานนามเมืองใหม่ว่า สองพันบุรี ครั้งถึงสมัยพระเจ้าอู่ทอง ได้สร้างเมืองมาทางฝั่งใต้หรือทางตะวันตกของแม่น้ำท่าจีน ชื่อเมืองเรียกว่า อู่ทอง จวบจนสมัยขุนหลวงพะงั่ว เมืองนี้จึงถูกเรียกว่าชื่อว่า สุพรรณบุรี นับแต่นั้นมา

ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เมืองสุพรรณบุรีเป็นเมืองหน้าด่านและเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญ ต้องผ่านศึกสงครามหลายต่อหลายครั้ง สภาพเมืองตลอดจนโบราณสถานถูกทำลายเหลือเป็นซากปรักหักพัง จนกระทั่งถึงสมัยรัตนโกสินทร์ เมืองสุพรรณบุรีได้ฟื้นตัวขึ้นใหม่ และตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำท่าจีน (ลำน้ำสุพรรณ) มาจนตราบทุกวันนี้

ความสำคัญของสุพรรณบุรีในด้านประวัติศาสตร์การกอบกู้เอกราชไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้แก่ ชัยชนะแห่งสงครามยุทธหัตถีที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงมีชัยชนะเหนือพระมหาอุปราชา ณ สมรภูมิดอนเจดีย์ เป็นมหาวีรกรรมคชยุทธอันยิ่งใหญ่ที่ได้ถูกจารึกไว้ และมีการจัดงานเพื่อเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ทุกปี เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ ในด้านวรรณคดี เป็นเมืองต้นกำเนิดแห่งตำนาน "ขุนช้างขุนแผน" วรรณคดีไทยเรื่องราวและสถานที่ที่ปรากฏตามท้องเรื่องยังคงมีให้เห็นในปัจจุบัน อาทิ บ้านรั้วใหญ่ วัดเขาใหญ่ ท่าสิบเบี้ย ไร่ฝ้าย วัดป่าเลไลยก์ วัดแค อำเภออู่ทอง และอำเภอศรีประจันต์

สุพรรณบุรี ดินแดนแห่งความอุดมสมบูรณ์บนพื้นที่ราบภาคกลางสืบสานความเจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่อดีตเมื่อ พ.ศ. 1420 จากนามเดิมเมืองพันธุมบุรีในยุคทวารวดีตามหลักฐานทางโบราณคดีได้จารึกชื่อไว้ในพงศาวดารเหนือ และนาม "สุพรรณภูมิ" ปรากฏในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราชระบุว่าเป็นนครรัฐที่มีความสำคัญมาก่อนกรุงศรีอยุธยา เมื่อมีการสถาปนากรุงศรีอยุธยา เมืองสุพรรณบุรีจึงจัดอยู่ในฐานะเมืองลูกหลวงซึ่งเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญอีกด้วย

สภาพทางภูมิศาสตร์

ภูมิประเทศส่วนใหญ่ของสุพรรณบุรีเป็นที่ราบต่ำติดชายฝั่งแม่น้ำ มีทิวเขาขนาดเล็กอยู่ทางเหนือและทางตะวันตก ด้านตะวันออกเฉียงใต้เป็นที่ราบลุ่มของแม่น้ำสุพรรณบุรี(แม่น้ำท่าจีน) ใช้เป็นพื้นที่ปลูกข้าว

อาณาเขตการปกครอง :

สุพรรณบุรี มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 5,358 ตารางกิโลเมตร แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 10 อำเภอได้แก่ อำเภอเมือง อำเภอบางปลาม้า อำเภอศรีประจันต์ อำเภอดอนเจดีย์ อำเภอเดิมบางนางบวช อำเภออู่ทอง อำเภอสามชุก อำเภอหนองหญ้าไซ อำเภอสองพี่น้อง และ อำเภอด่านช้าง

ทิศเหนือ ติดต่อจังหวัดชัยนาท และจังหวัดอุทัยธานี
ทิศตะวันออก ติดต่อจังหวัดอ่างทอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดสิงห์บุรี
ทิศใต้ ติดต่อจังหวัดนครปฐม
ทิศตะวันตก ติดต่อจังหวัดกาญจนบุรี

การเดินทาง :
ทางรถยนต์


สามารถใช้เส้นทางในการเดินทางได้หลายเส้นทาง ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ ประมาณ 1 ชั่วโมง ดังนี้

1. จากกรุงเทพฯ ผ่านอำเภอบางบัวทอง ไปจนถึงตัวจังหวัดสุพรรณบุรี หรือจากกรุงเทพฯ ผ่านนนทบุรี อำเภอบางบัวทอง ไปจนถึงตัวจังหวัดสุพรรณบุรี ระยะทางประมาณ 107 กิโลเมตร

2. จากกรุงเทพฯ ผ่านจังหวัดปทุมธานี อำเภอลาดหลุมแก้ว ไปจนถึงตัวจังหวัดสุพรรณบุรี ระยะทางประมาณ 115 กิโลเมตร

3. จากกรุงเทพฯ ผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไปจนถึงตัวจังหวัดสุพรรณบุรี ระยะทางประมาณ 132 กิโลเมตร

4. จากกรุงเทพฯ ผ่านจังหวัดสิงห์บุรี อำเภอเดิมบางนางบวช ไปจนถึงตัวจังหวัดสุพรรณบุรี ระยะทางประมาณ 228 กิโลเมตร

5. จากกรุงเทพฯ ผ่านจังหวัดอ่างทอง ไปจนถึงตัวจังหวัดสุพรรณบุรี ระยะทางประมาณ 150 กิโลเมตร

6. จากกรุงเทพฯ ผ่านจังหวัดนครปฐม อำเภอกำแพงแสน ไปจนถึงตัวจังหวัดสุพรรณบุรี ระยะทางประมาณ 164 กิโลเมตร

หรือใช้ทางพิเศษอุดรรัถยา (ทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด) สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1543

ทางรถไฟ

การรถไฟแห่งประเทศไทย มีขบวนรถไฟออกจากสถานีรถไฟหัวลำโพงไปสถานีรถไฟจังหวัดสุพรรณบุรีทุกวัน วันละ 1 เที่ยว จากกรุงเทพฯ เวลา 16.40 น. ถึงสุพรรณบุรี 19.40 น.และเที่ยวกลับจากสุพรรณบุรี เวลา 04.30 น. ถึงกรุงเทพฯ 08.10 น. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ หน่วยบริการเดินทาง การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร. 0 2220 4334, 0 2621 8710, 1690 สถานีรถไฟสุพรรณบุรี โทร 0 3551 1950, 0 3552 1799 หรือที่เว็บไซต์ www.railway.co.th

ทางรถโดยสารประจำทาง

บริษัท ขนส่ง จำกัด มีบริการรถโดยสารประจำทางออกจาก สถานีขนส่งหมอชิต ถนนกำแพงเพชร 2 ไปจังหวัดสุพรรณบุรีทุกวัน ทั้งรถธรรมดาและรถปรับอากาศ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2537 8055 และมีรถออกจาก สถานีขนส่งสายใต้ ถนนบรมราชชนนี ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที สอบถามเพิ่มเติมสำหรับ รถธรรมดา โทร. 0 2434 5557-8 และ รถปรับอากาศ บริษัท สพรรณทัวร์ โทร. 0 2884 9522 (สุพรรณบุรี) โทร. 0 3550 0817 รถออกจากกรุงเทพฯ เที่ยวแรก 06.00 น. เที่ยวสุดท้าย 19.00 น. ออกจากสุพรรณบุรี เที่ยวแรก 04.30 น. เที่ยวสุดท้าย 18.00 น. หรือที่เว็บไซต์ www.transport.co.th

การเดินทางจากสุพรรณบุรีไปยังจังหวัดใกล้เคียง

พระนครศรีอยุธยา 31 กิโลเมตร
อ่างทอง 44 กิโลเมตร
ปทุมธานี 80 กิโลเมตร
นนทบุรี 89 กิโลเมตร
กาญจนบุรี 91 กิโลเมตร

การเดินทางจากอำเภอเมืองสุพรรณบุรีไปยังอำเภอต่าง ๆ

อำเภอเมือง - กิโลเมตร
อำเภอบางปลาม้า 10 กิโลเมตร
อำเภอศรีประจันต์ 20 กิโลเมตร
อำเภอดอนเจดีย์ 31 กิโลเมตร
อำเภออู่ทอง 32 กิโลเมตร
อำเภอสามชุก 39 กิโลเมตร
อำเภอเดิมบางนางบวช 54 กิโลเมตร
อำเภอหนองหญ้าไซ 58 กิโลเมตร
อำเภอสองพี่น้อง 70 กิโลเมตร
อำเภอด่านช้าง 77 กิโลเมตร

หมายเลขโทรศัพท์ที่สำคัญ :

สำนักงานจังหวัด โทร. 0 3553 5376,0 3540 8200, 0 3553 5378
เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี โทร. 0 3551 1987, 0 3551 1021
ประชาสัมพันธ์จังหวัด โทร. 0 3540 8220, 0 3553 5423
สถานีตำรวจภูธร โทร. 0 3552 5583-4
สถานีขนส่ง จ.สุพรรณบุรี (บขส.) โทร. 0 3552 2373
โรงพยาบาลศุภมิตรสุพรรณบุรี โทร. 0 3550 0283-8, 0 3550 1601-5
โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช โทร. 0 3550 2784-8, 0 3552 4068-98
โรงพยาบาลดอนเจดีย์ โทร. 0 3559 1032, 0 3557 8032-3 โทร. 0 3550 8577, 0 3550 8492
โรงพยาบาลเดิมบางนางบวช โทร. 0 3557 8032-3, 0 3550 8577, 0 3550 8492
โรงพยาบาลบางปลาม้า โทร. 0 3540 0578-81
โรงพยาบาลศรีประจันต์ โทร. 0 3558 1204, 0 3558 1203, 0 3558 1749-51
โรงพยาบาลอู่ทอง โทร. 0 3555 1422, 0 3555 1432
โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17 อ.สองพี่น้อง โทร. 0 3553 1077
โรงพยาบาลสามชุก โทร. 0 3557 1492
โรงพยาบาลด่านช้าง โทร. 0 3559 5032, 0 3550 9693-6
ตำรวจทางหลวง โทร. 1193
ตำรวจท่องเที่ยว โทร. 1155

ถนนที่สำคัญในสุพรรณบุรี

ถนนสุพรรณ-ชัยนาท(340)
ถนนมาลัยแมน(321)
ถนนพระพันวษา
ถนนประชาธิปไตย
ถนนเณรแก้ว
ถนนนางพิม
ถนนหมื่นหาญ
ถนนขุนแผน
ถนนขุนแผน
ถนนขุนไกร
ถนนม้าสีหมอก

สะพานที่สำคัญ

สะพานอาชาสีหมอก ๑
สะพานอาชาสีหมอก ๒
สะพานวัดพระรูป

บุคคลสำคัญ

แจ้ง คล้ายสีทอง
สุรพล สมบัติเจริญ
บรรหาร ศิลปอาชา
วาณิช จรุงกิจอนันต์
สายัณห์ สัญญา
พุ่มพวง ดวงจันทร์
อาทิวราห์ คงมาลัย (ตูน) นักร้องนำวง บอดี้แสลม
ยืนยง โอภากุล (แอ๊ด) นักร้องนำวง คาราบาว
พลเรือเอกสงัด ชลออยู่
พลเอกบุญสร้าง เนียมประดิษฐ์
ดา อินคา (นักร้องนำ)
ไวพจน์ เพชรสุพรรณ
เสรี รุ่งสว่าง
ก้าน แก้วสุพรรณ
สังข์ทอง สีใส
แดน ดีทูบี
เทอดศักดิ์ ใจมั่น
มานิตย์ น้อยเวช
ขวัญจิตร ศรีประจันต์
ศรเพชร ศรสุพรรณ
วงสุนทรีย์
เจ้าพระยายมราช




สถานที่ท่องเที่ยว

พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ อำเภอดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี
สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงสร้างเจดีย์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะในสงครามยุทธหัตถ
ีที่ทรงมีต่อพระมหาอุปราชาแห่งพม่าเมื่อเดือนมกราคมในปี พ.ศ.2135 และในปี พ.ศ. 2495
กองทัพบกได้บูรณะปฏิสังขรณ์องค์เจดีย์ขึ้นใหม่

วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร อำเภอ จ.สุพรรณบุรี
ตั้งอยู่ที่ริมถนนมาลัยแมน ตำบลรั้วใหญ่ ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณบุรี เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่หน้าบันของวิหารวัดป่าเลไลยก์มีเครื่องหมายพระมหามกุฎอยู่ระหว่างฉัตรค
ู่ บอกให้ทราบว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จธุดงค์มาพบสมัยยังทรงผนวชอยู่ เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้วจึงทรงมาปฏิสังขรณ์

วัดเขาขึ้น หรือ วัดเขานางบวช (วัดพระอาจารย์ธรรมโชติ) อำเภอเดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี
ห่างจากจังหวัดประมาณ 51 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 340 กิโลเมตรที่ 138?139

ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 8 อำเภอเมือง จ.สุพรรณบุรี
ตั้งอยู่ที่ตำบลดอนกำยาน ริมถนนมาลัยแมน เลยวัดป่าเลไลยก์ไปทางอำเภออู่ทองประมาณ 1 กิโลเมตร

วัดหน่อพุทธางกูร (เดิมชื่อ วัดมะขามหน่อ) อำเภอเมือง จ.สุพรรณบุรี
ตั้งอยู่ที่ตำบลพิหารแดง ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณ เลยวัดพระลอยไปทางเหนือประมาณ 2 กิโลเมตร

วัดแค อำเภอเมือง จ.สุพรรณบุรี
เป็นวัดเก่าแก่ที่มีชื่อปรากฏในวรรณคดีเรื่อง ?ขุนช้างขุนแผน? อยู่ในอำเภอเมืองสุพรรณบุรี

ถ้ำเวฬุวัน อำเภอด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี
ตั้งอยู่ในบริเวณวัดวังคัน ห่างจากอำเภอด่านช้างประมาณ 14 กิโลเมตร ห่างจากทางเข้าอุทยานแห่งชาติพุเตย 1 กิโลเมตร มีบันไดคอนกรีตขึ้นถึงบริเวณปากถ้ำ จำนวน 61 ขั้น

บ้านควาย อำเภอศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี
ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 340 (สุพรรณบุรี-ศรีประจันต์) กิโลเมตรที่ 115-116


อุทยานแห่งชาติพุเตย อำเภอด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี

มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 198,422 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 2 จังหวัด คือ ป่าองค์พระ ป่าเขาพุระกำและป่าเขาห้วยพลู

เขื่อนกระเสียว อำเภอด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี
อยู่ที่ตำบลด่านช้าง ในพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยกระเสียว

วัดพระนอน อำเภอเมือง จ.สุพรรณบุรี
ตั้งอยู่ตำบลพิหารแดง เลยวัดหน่อพุทธางกูรไปเล็กน้อย วัดพระนอนนี้อยู่ติดกับแม่น้ำท่าจีน สร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ ภายในวัดมี อุทยานมัจฉา อยู่บริเวณริมน้ำหน้าวัด

สวนพืชไร้ดิน Soilless Culture Center อำเภอศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี
ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 6 ตำบลวังน้ำซับ ริมถนนกรุงเทพฯ-สุพรรณฯ-ชัยนาท(ทางหลวงหมายเลข 340) บนเนื้อที่ 200 ไร่

วัดเขาดีสลัก อำเภออู่ทอง จ.สุพรรณบุรี
ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลดอนคา ห่างจากตัวเมือง 14 กิโลเมตร เป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทที่มีมงคล 108 ประการ
สลักไว้อย่างวิจิตรงดงาม

หอคอยบรรหาร-แจ่มใส และ สวนเฉลิมภัทรราชินี อำเภอเมือง จ.สุพรรณบุรี

บึงฉวาก อำเภอเดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี
มีอุโมงค์ความยาวประมาณ 8.5 เมตร ผู้ชมสามารถเดินลอดผ่านใต้ตู้ปลาได้บรรยากาศเหมือนอยู่ใกล้สัตว์น้ำ ซึ่งถือว่าเป็นอุโมงค์ปลาน้ำจืดแห่งแรกของประเทศไทย

ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง อำเภอเมือง จ.สุพรรณบุรี
อยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณบุรี (แม่น้ำท่าจีน) ห่างจากฝั่งแม่น้ำไปตามถนนมาลัยแมน

วัดไผ่โรงวัว อำเภอสองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี
ตั้งอยู่ที่ตำบลบางตาเถร ห่างจากตัวจังหวัดสุพรรณบุรีประมาณ 43 กิโลเมตร หรือห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 70 กิโลเมตร ตามเส้นทางสายตลิ่งชัน-สุพรรณ

หาดทรายห้วยกระเสียว อำเภอด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี
เป็นลำธารขนาดใหญ่ที่มีต้นน้ำมาจากอ่างเก็บน้ำกระเสียว

วัดทับกระดาน อำเภอสองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี
เป็นอำเภอบ้านเกิดของพุ่มพวง ดวงจันทร์

กลุ่มทอผ้าพื้นบ้านเมืองจกลวดลายโบราณลาวซี่-ลาวครั่ง อำเภอเดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี
ลุ่มทอผ้าลวดลายโบราณลาวซี่?ลาวครั่ง ขอเชิญชวนทุกท่านเข้าไปท่องเที่ยวชมตำบลป่าสะแก ดูเรือเก่าแก่โบราณอายุ 100-120 ปี ไหว้รอยพระพุทธธาตุเก่าแก่ศักดิ์สิทธิ์ที่วัดดอนมะเกลือ

วัดขวางเวฬุวัน อำเภอเดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี
เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเก่าแก่โบราณในสมัยทวารวดี หรือเมืองนเรศ (ภาษาท้องถิ่น) อายุประมาณ 400 ปี

วัดหัวเขา อำเภอเดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี
ทุกปีทางวัดจะจัดงานประเพณีตักบาตรเทโว ซึ่งเป็นพิธีทำบุญของชาวไทยในเทศกาลออกพรรษา


บึงระหาร อำเภอสามชุก จ.สุพรรณบุรี

เป็นบึงขนาดใหญ่

ตลาดสามชุก หรือตลาดริมน้ำร้อยปี อำเภอสามชุก จ.สุพรรณบุรี
เป็นชุมชนชาวจีนเก่าแก่ที่ยังคงสภาพบ้านเรือน และตลาดแบบดั้งเดิม

วัดลาดสิงห์ อำเภอสามชุก จ.สุพรรณบุรี
เป็นวัดเก่าแก่เดิมชื่อ ?วัดราชสิงห์? มีคำเล่าสืบทอดกันมาว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงสร้างวัดนี้ขึ้นมาภายหลังจากที่ประสบชัยชนะในสงครามยุทธหัตถี
และทรงทราบข่าวว่า พระสุพรรณกัลยาที่เป็นตัวประกันอยู่ที่เมืองพม่าถูกประหารชีวิต เป็นการล้างแค้นที่พระมหาอุปราชสิ้นพระชนม์ด้วยพระแสงของ้าว พระองค์จึงทรงสร้างวัดเพื่ออุทิศพระกุศลให้แด่พระสุพรรณกัลยา

วัดสามชุก อำเภอสามชุก จ.สุพรรณบุรี
เป็นวัดเก่าแก่โบราณไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยใดมีสิ่งที่เป็นหลักฐานว่าเป็นวัดเก่า
คือรอยพระพุทธบาทจำลองประดิษฐานในมณฑป

บ้านขาม อำเภออู่ทอง จ.สุพรรณบุรี
มีฝีมือในการทอผ้าตีนจก หรือผ้าทอมัดหมี่ที่มีเอกลักษณ์

ศูนย์บริหารศัตรูพืชโดยชีวภาพ อำเภออู่ทอง จ.สุพรรณบุรี
เป็นสถานที่เผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน

วัดเขาพระศรีสรรเพชญาราม (เดิมชื่อ วัดเขาพระ) อำเภออู่ทอง จ.สุพรรณบุรี
เป็นวัดเก่าแก่ สันนิษฐานว่าตั้งแต่สมัยทวารวดี

แหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงเกษตรของจังหวัดสุพรรณบุรี อำเภออู่ทอง จ.สุพรรณบุรี
เป็นศูนย์กลางการศึกษาเชิงเกษตรที่ทันสมัย

โบราณสถานบึงหนองสาหร่าย อำเภอดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี
เป็นหนองน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในช่วงสงครามยุทธหัตถีสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับพระมหาอุปราชาแห่งพม่า

วัดบ้านกร่าง อำเภอศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี
เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยอยุธยา สันนิษฐานว่าน่าจะมีอายุร่วม 400 ปี

อุทยานมัจฉา วัดป่าพฤกษ์ อำเภอบางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
บริเวณหน้าวัดมีฝูงปลาโดยเฉพาะปลาสวาย ปลาเทโพ ปลานิล เป็นจำนวนมาก

วัดสวนหงษ์ อำเภอบางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
เป็นสถานที่แข่งเรือยาวเป็นประจำทุกปี

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสุพรรณบุรี อำเภอเมือง จ.สุพรรณบุรี
ภายในศูนย์ราชการกรมศิลปากรจังหวัดสุพรรณบุรี ประกอบด้วยวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสุพรรณบุรี หอจดหมายเหตุแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี หอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรีเฉลิมพระเกียรติ และโรงละครแห่งชาติภาคตะวันตกจังหวัดสุพรรณบุรี

บ้านยะมะรัชโช อำเภอเมือง จ.สุพรรณบุรี
เป็นบ้านของเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) อดีตผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 และเป็นอดีตเสนาบดี 3 กระทรวง

กำแพงเมืองเก่า และประตูเมือง อำเภอเมือง จ.สุพรรณบุรี
ประตูเมืองที่เห็นในปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่ตามแบบกรมศิลปากรตรงสถานที่ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นที่ตั้งของประตูเมืองเดิม

ศูนย์ฝึกอบรมช่างสิบหมู่สุพรรณบุรี อำเภอเมือง จ.สุพรรณบุรี
ดำเนินงานโดยกรมศิลปากร

สระศักดิ์สิทธิ์ อำเภอเมือง จ.สุพรรณบุรี
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยเสด็จมาทอดพระเนตรสระศักดิ์สิทธิ์ที่ตำบลนี้

วัดพร้าว อำเภอเมือง จ.สุพรรณบุรี
ภายในวัดมีวิหารลักษณะเด่น คือ เลียนแบบสถาปัตยกรรมพม่า หลังคาซ้อนชั้นทรงสูง มีความงดงามแปลกตา

วัดพระลอย อำเภอเมือง จ.สุพรรณบุรี
สาเหตุที่สร้างวัดนี้น่าจะมาจากที่มีพระพุทธรูปปางนาคปรกเนื้อหินทรายขาวลอยมาตามแม่น้ำท่าจีน(แม่น้ำสุพรรณ) จึงได้ทำพิธีอาราธนาขึ้นมาจากแม่น้ำ

วัดสนามชัย อำเภอเมือง จ.สุพรรณบุรี
สันนิษฐานจากศิลปะการก่อสร้างว่ามีการสร้างซ้อนกันอย่างน้อย 2 สมัย ตั้งแต่สมัยทวารวดี-สมัยอู่ทอง (คือช่วงปลายทวารวดีต่อสมัยอยุธยา) และสมัยอยุธยา

วัดพระธาตุ หรือ วัดพระธาตุศาลาขาว อำเภอเมือง จ.สุพรรณบุรี
วัดนี้สร้างในราว พ.ศ. 1967-2031 ในรัชสมัยพระบรมราชาธิราชที่ 2

โรงละครแห่งชาติภาคตะวันตก อำเภอเมือง จ.สุพรรณบุรี
เป็นโรงละครภูมิภาคขนาด 850 ที่นั่ง

สวนกล้วยไม้แอฟฟีนิท (Affinit Orchids) อำเภออู่ทอง จ.สุพรรณบุรี
เป็นสวนกล้วยไม้บนเนื้อที่ 20 ไร่ มีกล้วยไม้พันธุ์ต่างๆ เพื่อการศึกษาและการจำหน่าย

วนอุทยานพุม่วง อำเภออู่ทอง จ.สุพรรณบุรี
อุทยานแห่งนี้มีเนื้อที่ประมาณ 1,725 ไร่ สภาพพื้นที่เป็นป่าเบญจพรรณสลับกับป่าไผ่รวก

วัดเดิมบาง อำเภอเดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี
ห่างจากจังหวัดประมาณ 55 กิโลเมตร สิ่งที่น่าสนใจภายในวัด ได้แก่ ธรรมาสน์ที่สร้างโดยช่างชาวจีน เป็นศิลปะไทยผสมจีน สร้างเมื่อ พ.ศ. 2458

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง อำเภออู่ทอง จ.สุพรรณบุรี
ตั้งอยู่ที่ถนนมาลัยแมน ติดกับที่ว่าการอำเภออู่ทองและโรงเรียนอู่ทองศึกษาลัย เป็นสถานที่รวบรวมศิลปะโบราณวัตถุในสมัยต่างๆ ที่ขุดค้นพบ

สวนนกท่าเสด็จ (หน่วยอนุรักษ์นกท่าเสด็จ) อำเภอเมือง จ.สุพรรณบุรี
ตั้งอยู่ที่บ้านท่าเสด็จ ตำบลสระแก้ว ห่างจากตัวเมืองประมาณ 15 กิโลเมตร ไปตามทางสายสุพรรณบุรี-ดอนเจดีย์ (ทางหลวงหมายเลข 322) กิโลเมตรที่ 6-7

วัดสุวรรณภูมิ (วัดกลางหรือวัดใหม่) อำเภอเมือง จ.สุพรรณบุรี
เป็นวัดสมัยอยุธยาตอนต้น ตั้งอยู่ในเขตเทศบาล ถนนพระพันวษา ตรงข้ามกับที่ว่าการอำเภอเมืองสุพรรณบุรี สิ่งที่น่าสนใจภายในวัด

วัดหน่อพุทธางกูร (เดิมชื่อ วัดมะขามหน่อ) อำเภอเมือง จ.สุพรรณบุรี
ตั้งอยู่ที่ตำบลพิหารแดง ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณ เลยวัดพระลอยไปทางเหนือประมาณ 2 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 3507 กิโลเมตรที่ 3
เป็นวัดเงียบสงบสร้างในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ภายในพระอุโบสถหลังเก่ามีภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพุทธประวัติ ค่อนข้างสมบูรณ์ชัดเจน
เป็นจิตรกรรมที่มีความงดงาม เขียนราว พ.ศ. 2391 ในสมัยรัชกาลที่ 3


วัฒนธรรมประเพณี
งานประเพณีไทยทรงดำ

ในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี อำเภอเขาย้อยจัดการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยทรงดำหรือลาวโซ่ง ประกอบด้วยการแสดงแสงสีเสีง ประวัติศาสตร์ไทยทรงดำ

ในวันศุกร์ - วันอาทิตย์ ต้นเดือนเมษายนของทุกปี ณ ศูนย์วัฒนธรรมไทยทรงดำเขาย้อย อำเภอเขาย้อย สอบถามได้ที่เทศบาลตำบลเขาย้อย โทร. 0 3265 2061-2
นอกจากนี้ ทุกวันที่ 18 เมษายน ของทุกปี ที่ ศูนย์วัฒนธรรมตำบลทับคาง อำเภอเขาย้อย มีการจัดงาน "หงำฮอดสมัย อ่อนวงศ์และประเพณีไทยทรงดำ" เพื่อรำลึกถึง

สมัย อ่อนวงศ์ ศิลปินผู้ได้รับโล่ห์เกียรติยศรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน ผู้สร้างตำนานมิตรภาพระหว่างประเทศ ร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่สมัย อ่อนวงศ์
ไหว้ครูแคน เสวนา และฟังเพลงจากศิลปินคู่ใจ สมัย อ่อนวงศ์ กิจกรรมภาคค่ำประกอบด้วยการแสดงแคนวง ฟ้อนรำแบบไทยทรงดำ การละเล่นพื้นบ้าน
และการประกวดธิดาไทยทรงดำ และการทำอาหารแบบดั้งเดิมของชาวไทยทรงดำ มีการแต่งกายด้วยชุดตามประเพณีที่หาดูได้ยาก

งานประเพณีข้าวห่อกระเหรี่ยง

จัดขึ้นเป็นประจำช่วงขึ้น14 ค่ำ เดือน 9 ของทุกปี เป็นงานประเพณีที่แสดงออกถึงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวกระเหรี่ยง
ซี่งยังคงอาศัยอยู่ในอำเภอหนองหญ้าปล้อง และอำเภอแก่งกระจาน จัดขึ้นเป็นประจำช่วงขึ้น14 ค่ำ เดือน 9 ของทุกปี






« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15 ธันวาคม 2008, 02:12:37 am โดย d@eng » บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14305


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 14 ธันวาคม 2008, 11:46:34 pm »


ประวัติความเป็นมาไทยทรงดำ


กลุ่มชนชาวไทดำ มีถิ่นฐานเดิมอยู่ในแคว้นสิบสองจุไท ดังกล่าวไว้ในพงศาวดารเมืองไลว่า ? เมืองที่พวกผู้ไทดำอยู่นั้น คือเมืองแถงหนึ่ง เมืองควายหนึ่ง เมืองตุงหนึ่ง เมืองม่วยหนึ่ง เมืองลาหนึ่ง เมืองโมะหนึ่ง เมืองหวัดหนึ่ง เมืองซางหนึ่ง รวมเป็น 8 เมือง เมืองผู้ไทขาว 4 เมือง ผู้ไทดำ 8 เมืองเป็น 12 เมือง จึงเรียกว่าเมืองสิบสองผู้ไท แต่บัดนี้เรียก สิบสองจุไท ?
 

เขตสิบสองจุไท บริเวณลุ่มแม่น้ำดำและแม่น้ำแดง ในเวียดนามภาคเหนือ ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของ ไทดำ ไทแดง และไทขาว เมื่อ ฝรั่งเศสเข้าปกครองเวียดนาม ได้เรียกชนเผ่าที่อาศัยอยู่ลุ่มแม่น้ำดำว่า ไทดำที่เรียกว่าไทดำ เพราะชนดังกล่าวนิยมสวมเสื้อผ้าสีดำซึ่งย้อมด้วยต้นห้อมหรือคราม แตกต่างกับชนเผ่าที่อยู่ใกล้เคียงเช่น ไทขาวที่นิยมแต่งกายด้วยผ้าสีขาว และไทแดงที่ชอบใช้ผ้าสีแดงขลิบตกแต่งชายเสื้อ

ชาวไทยดำอยู่ที่เมืองแถงหรือแถน แต่เดิมเป็นเมืองใหญ่ของแคว้นสิบสองจุไท ปัจจุบันคือจังหวัดเดียนเบียนฟู อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศเวียดนาม มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศลาว (แคว้นล้านช้าง) ทิศเหนือติดกับตอนใต้ของประเทศจีน

การอพยพและการตั้งรกรากในไทย ชาวไทดำอพยพเข้ามาตั้งรกรากในไทยถึง 2 ครั้งด้วยกัน ครั้งแรกในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีที่โปรดให้ไปตี เมืองเวียงจันทร์ได้ในปี พ.ศ. 2321 ดังได้กล่าวไว้ในประวัติชาติไทยว่า "แล้วปีรุ่งขึ้นโปรด ฯ ให้ยกกองทัพไปตีเมืองหลวงพระบาง ไปตีเมืองทัน เมืองม่วย เมืองทั้ง 2 นี้เป็นเมืองของไทซ่งดำ ตั้งอยู่ในเขตแดนญวนเหนือ แล้วพาครัวไทเวียง ไทดำ ลงมากรุงธนบุรี ในเดือนยี่ ไทซ่งดำให้ไปอยู่เพชรบุรี " ต่อมารัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ประมาณ พ.ศ. 2378 ก็ได้นำครอบครัวชาวไทดำเข้ามาอยู่ในไทยอีก ดังบันทึกของจอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีกล่าวไว้ เมื่อคราวเป็นแม่ทัพไปปราบฮ่อในสมัยรัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2430 ไว้ว่า ? พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพระยาธรรมา ฯ ยกกองทัพขึ้นมาเมืองถึงเมืองแถง จัดราชการเรียบร้อยแล้วได้เอาครัวเมืองแถงและสิบสองจุไทซึ่งเป็นไทดำลงมากรุงเทพ ฯ เป็นอันมาก

เพราะขืนไว้จะเกิดการยุ่งยากแก่ทางราชการขึ้นอีกครั้ง แล้วพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้า ฯ ให้พวกไทดำเหล่านั้น ไปตั้งภูมิลำเนาอยู่ ณ เมืองเพชรบุรี จนได้ชื่อว่า ลาวซ่ง   จากหลักฐานการอพยพเข้ามาในไทยทั้งสองครั้ง แสดงให้เห็นว่าไทดำหรือไทยทรงดำ มาตั้งถิ่นฐานที่จังหวัดเพชรบุรี เป็นแห่งแรกและจากคำบอกเล่าจากชาวไทยทรงดำเอง ก็บรรยายว่า เดินอพยพมาจากถิ่นฐานเดิมโดยทางเรือ มาตั้งถิ่นฐานที่ตำบลท่าแร้ง อำเภอบ้านแหลม ซึ่งเป็นบ้านชายทะเล ชาวไทยทรงดำไม่ชอบภูมิประเทศแถบนั้น จึงได้ย้ายถิ่นฐานมาเรื่อย ๆ จนถึงแถบอำเภอเขาย้อย ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นป่าเขาเหมือนกับถิ่นฐานเดิมจึงได้ตั้งบ้านเรือนอยู่อย่างหนาแน่น ต่อมาชาวไทยทรงดำก็ได้ย้ายถิ่นฐานไปทำมาหากินในที่อื่นๆ เช่น นครปฐม ราชบุรี สุพรรณบุรี พิจิตร ชุมพร และสุราษฎร์ธานี แต่ชาวไทยทรงดำในจังหวัดต่าง ๆ เหล่านั้นจะบอกที่มาเป็นแหล่งเดียวกันว่า มาจากจังหวัดเพชรบุรี

สารานุกรมไทยดำล้ำค่าของกลุ่มนักศึกษา โครงการเรียนรู้ร่วมกันสร้างสรรค์ชุมชน กล่าวถึงไทยดำไว้ว่า ไทยดำหรือไตดำ (Tai Dam, Black Tai) เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น ผู้ไทยดำ ไทยทรงดำ โซ่ง ลาวโซ่ง ไทยโซ่ง เรียกอย่างไรคงไม่ผิด เพราะเป็นที่เข้าใจถึงกลุ่มชนเดียวกัน กลุ่มชนชาวไทยดำมีชื่อเรียกตนเองว่า "ไต" - ผู้ไต - ผู้ไตดำ (หรือไทยดำ)

ความหมายของคำว่า"ไต" คือกลุ่มชาติพันธุ์คนไทยสาขาหนึ่งที่มีความเป็นอิสระ คำว่า "ดำ" หมายถึงการแต่งกายด้วยเครื่องนุ่งห่มสีดำ ชื่อเรียกขานในนาม "ไทยดำ" จึงมีความหมายโดยรวม ว่ากลุ่มชาติพันธุ์คนไทยสาขาหนึ่งในบรรดาหลายชนเผ่า ที่แต่งกายด้วยสีดำนั่นเอง ซึ่งถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของชาวไทยดำด้วย ไทยดำได้ถูกอพยพเข้าสู่ดินแดนของประเทศไทยตั้งแต่สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ใน พ.ศ.2322 เมื่อกองทัพไทยไปตีเวียงจันทน์ แล้วกวาดต้อนไทยดำที่อพยพมาจากสิบสองจุไท ส่งไปตั้งถิ่นฐานที่บ้านท่าแร้ง อำเภอบ้านแหลม เมืองเพชรบุรี

ต่อมาได้กวาดต้อนเข้ามาเพิ่มเติมอีก ในสมัยรัชกาลที่ 1 ใน พ.ศ.2335 และสมัยรัชกาลที่ 3 ใน พ.ศ.2381 ก่อนจะย้ายมาตั้งถิ่นฐานบริเวณหนองปรงในปัจจุบัน และถือว่าแผ่นดินหนองปรงนี้ คือบ้านเกิดเมืองนอนของชาวไทยดำ มีการสืบเชื้อสายมาหลายชั่วอายุคนจนถึงปัจจุบัน และได้กระจายกันอยู่ในพื้นที่หลายจังหวัด เช่น ราชบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี พิจิตร พิษณุโลก กาญจนบุรี ลพบุรี สระบุรี ชุมพร และสุราษฎร์ธานี

ในสปป.ลาว ไทดำได้อพยพเข้าสู่หลวงน้ำทาในปี พศ.2438 เพราะเกิดศึกสงครามแย่งชิงอำนาจกันระหว่างบรรดาหัวหน้าของไทดำกลุ่มต่าง ๆ ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานครั้งแรกในหลวงน้ำทาที่บ้านปุ่งบ้านทุ่งดี บ้านทุ่งอ้ม บ้านน้ำแง้นและบ้านทุ่งใจใต้ ต่อมาเกิดความไม่สงบในสิบสองจุไทขึ้นอีก เนื่องจากศึกฮ่อซึ่งเป็นพวกกบฏใต้เผงที่ถูกทางการจีนปราบปรามแตกหนีเข้ามาปล้นสะดม และก่อกวนอยู่ในเขตสิบสองจุไท ทำให้ชนเผ่าไทดำอพยพจากเมืองสะกบและเมืองวา แขวงไลเจา เข้าตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านปุ่งบ้านนาลือและบ้านใหม่ ในปี พ.ศ.2439 เมื่อมีประชากรเพิ่มมากขึ้น จึงได้กระจายกันออกไปตั้งหมู่บ้านอยู่ทั่วเขตทุ่งราบหลวงน้ำทา ของสปป.ลาว

ชาวไทยทรงดำ หรือ ลาวโซ่ง ซึ่งมีบรรพบุรุษและถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ที่เดียนเบียนฟู ประเทศเวียตนาม ย้ายเข้ามาตั้งถิ่น ฐานในแถบเมืองเพชรบุรี เป็นที่แรกในประเทศไทย เมื่อกว่า 200 ปีมาแล้ว กลุ่มที่ย้ายมาอยู่ในเมืองไทยนี้เป็นกลุ่มที่อาศัย อยู่ในประเทศลาว คนไทยแต่ไหนแต่ไรมาจึงเรียกชนกลุ่มนี้โดยใช้คำนำหน้าว่า ?ชาวลาว? ซึ่งที่มาของชื่อชนกลุ่มนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ บ้างก็ว่ามาจาก ?ไทสง? อันเป็นภาษาในสิบสองจุไท หมายถึงคนที่อาศัย ตามป่าเขา ต่อมาเพี้ยนเป็น ไทยโซ่ง แต่บ้างก็ว่าน่าจะเป็น ซ่วง ซึ่งมาจากคำว่า ?ซ่วงก้อม? อันเป็นคำเรียกกางเกงผู้ชาย (มีลักษณะขายาวแคบ สีดำ) จึงเรียกกันว่า ?ลาวซ่วงดำ? หรือ ?ลาวโซ่ง? ภายหลังด้วยเหตุผลทางการปกครอง จึงเรียกว่า ?ไทยโซ่ง? หรือ ?ไทยซ่วงดำ? และ ?ไทยทรงดำ?
แต่สำหรับเจ้าของวัฒนธรรมพึงพอใจที่จะให้ใคร ๆ เรียกว่า ?ไทยโซ่ง? หรือ ?ไทยทรงดำ? มากกว่า เพราะ มีความรู้สึกผูกพันและกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในความเป็นไทย

คนไทยดำมีภาษาพูดและภาษาเขียนเป็นของตนเอง ภาษาไทดำจัดอยู่ในตระกูลภาษาไท (Tai Language-Family) กลุ่มตะวันตกเฉียงใต้ เช่นเดียวกับภาษาไทยและภาษาลาว สำเนียงพูดของคนไทยดำแต่ละท้องถิ่นจะแตกต่างกันไปบ้างแต่ก็ไม่มาก ลักษณะตัวอักษรมีความสวยงามคล้ายกับอักษรลาวและอักษรไทยบางตัว

ชาวไทดำมีความเชื่อว่าตนสืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษดั้งเดิม 2 ตระกูลคือ ตระกูลผีผู้ท้าวที่สืบเชื้อสายมาจากชนชั้นเจ้านาย ชนชั้นปกครอง และตระกูลผีผู้น้อย สืบเชื้อสายมาจากชนชั้นสามัญ ชาวไทดำนับถือผีและมีการบวงสรวงผีเป็นประจำ โดยจะทำ "กะล่อหอง" เอาไว้ที่มุมหนึ่งในบ้านเพื่อใช้เป็นที่เซ่นไหว้บูชาผีบรรพบุรุษ สำหรับในการประกอบพิธีกรรมไทดำจะถือว่าผีผู้ท้าวนั้นมีศักดิ์สูงกว่าผีผู้น้อย ผู้น้อยจะต้องให้ความเคารพยำเกรง แต่สำหรับการดำเนินชีวิตนั้นทั้งสองตระกูลสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเสมอภาค

การอพยพของชาวไทดำ (ผศ.มนู อุดมเวช แห่งคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี บรรยายเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2548 เวลา 13.30-15.30 น. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรจัดการบรรยายเรื่อง ?ประวัติศาสตร์ไทดำในประเทศไทย?การบรรยายครั้งนี้ เป็นการนำเสนอผลการวิจัย ?ประวัติศาสตร์ชาวไทดำในประเทศไทย? ของ ผศ.มนู ซึ่งได้ศึกษาประวัติความเป็นมาของชาวไทดำในประเทศไทย ความเปลี่ยนแปลงและการปรับตัวทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของชุมชนไทดำ โดยเน้นช่วงเวลาตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์จนถึง พ.ศ.2540 วิธีการศึกษาใช้หลักฐานเอกสารและการสัมภาษณ์ประกอบกัน)

การอพยพของชาวไทดำ
            บรรพบุรุษของชาวไทดำในประเทศไทย ส่วนใหญ่เข้ามาอยู่ในดินแดนประเทศไทยปัจจุบันตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี สมัยรัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ตามลำดับ โดยเข้ามาด้วยอำนาจบังคับของกองทัพสยาม ที่กวาดต้อนชาวไทดำมาไว้ที่เพชรบุรี 3 ครั้ง
           ในช่วง พ.ศ.2350-2400 ชาวไทดำได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ภายในจังหวัดเพชรบุรีก่อน หลังจากนั้นจึงเริ่มการอพยพไปอยู่ในพื้นที่อื่น กล่าวคือ ในช่วงปี พ.ศ.2400 มีการอพยพไปอยู่ที่สุพรรณบุรี, ในปี พ.ศ.2420 มีการอพยพไปทางนครปฐม ต่อมาในราว พ.ศ.2440 มีการอพยพครั้งใหญ่จากเพชรบุรีไปอยู่ที่ชุมพร ราชบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี นครสวรรค์ และในช่วง พ.ศ.2460 มีการอพยพใหญ่อีกครั้งจากนครปฐม สุพรรณบุรี และเพชรบุรี ไปยังนครสวรรค์ พิจิตร และพิษณุโลก ส่วนในช่วง พ.ศ.2469-2475 มีการอพยพเป็นครั้งคราว ไปสุโขทัย ประจวบคีรีขันธ์ พิษณุโลก กาญจนบุรี นครปฐม นครสวรรค์ นอกจากนี้ยังมีการอพยพข้ามมาจากประเทศลาวเข้ามาทางจังหวัดเลยด้วย
            จากการวิจัยพบว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ชาวไทดำอพยพ คือ ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินและภัยแล้ง ชาวไทดำจำนวนมากอพยพจากภูมิลำเนาเดิมเพื่อไปหาที่ดินทำกินใหม่ที่อุดมสมบูรณ์กว่าเดิม โดยไม่คำนึงถึงปัญหาความห่างไกลจากเส้นทางคมนาคมหรือภูมิลำเนาเดิม
ผู้วิจัยตั้งข้อสังเกตว่า ไม่มีหลักฐานหรือบันทึกของรัฐที่แสดงถึงการรับรู้เรื่องราวการอพยพเนื่องจากความทุกข์ยากของชาวไทดำเลย ทั้งที่เป็นกระบวนการที่กินเวลายาวนานนับร้อยปี แสดงให้เห็นว่ารัฐขาดการเอาใจใส่ต่อคนกลุ่มนี้

เศรษฐกิจของชุมชนไทดำ
             เดิมชุมชนไทดำเป็นชุมชนพึ่งตนเองในทางเศรษฐกิจ ทำนาเป็นอาชีพหลัก แม้จะอพยพไปอยู่ในพื้นที่ใหม่ชาวไทดำก็ยังคงทำนาอยู่ แต่อาจเปลี่ยนไปเพาะปลูกพืชอย่างอื่นนอกเหนือจากข้าว ที่ผ่านมามีแนวโน้มว่าชาวไทดำจะอพยพไปอยู่ในที่ดินที่ห่างไกลความเจริญออกไปเรื่อยๆ ทำให้ได้รับความยากลำบากเนื่องจากอยู่ห่างไกลเส้นทางคมนาคมและตลาด วิธีการได้มาซึ่งที่ดินใหม่ของผู้อพยพชาวไทดำ มีตั้งแต่การซื้อด้วยทุนเดิม ซื้อด้วยทุนที่สะสมอดออมขึ้นใหม่ แลกด้วยวัตถุสิ่งของต่างๆ ไปจนถึงการหักร้างถางพง จับจองที่ดินที่ยังไม่มีเจ้าของ

             ชาวไทดำนิยมผลิตเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ ด้วยตนเอง งานหัตถกรรมที่โดดเด่นคือ การผลิตเสื้อผ้า ซึ่งเริ่มตั้งแต่การปลูกพืชเลี้ยงไหมเพื่อผลิตเส้นใยและทอผ้าเอง กล่าวได้ว่างานผลิตเสื้อผ้านั้นเกี่ยวพันกับวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชาวไทดำ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันกิจกรรมการผลิตเสื้อผ้าของชาวไทดำเริ่มจางหายไป เนื่องจากมีเสื้อผ้าราคาถูกจากโรงงานเข้ามาจำหน่ายมากขึ้น นอกจากนี้ ชาวไทดำยังสนใจประกอบอาชีพอื่นๆ นอกภาคเกษตรมากขึ้นเป็นลำดับ ทั้งนี้น่าจะเป็นอิทธิพลของการศึกษาและการสื่อสารที่พัฒนาขึ้น

ปัจจัยพื้นฐานของชีวิตไทดำ
              ชาวไทดำโดยทั่วไป มีความผูกพันกับเครือญาติและชาวไทดำด้วยกันเองค่อนข้างสูง วิถีชีวิตของชาวไทดำในรอบปีมีระบบที่แน่นอน เช่น เดือนอ้ายเป็นฤดูเก็บเกี่ยว, เดือน 4-5 ว่าง, เดือน 6 เตรียมการเพาะปลูก, เดือน 7-12 ทำนา
              ชาวไทดำมีภาษาของตนเอง ซึ่งมีศัพท์แสงแตกต่างจากภาษาไทยภาคกลางมาก ทั้งยังมีตัวอักษรของตนเอง อันเป็นสมบัติเฉพาะของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใช้กันแถบลุ่มน้ำแดง-ลุ่มน้ำดำในเวียดนาม อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันภาษาเฉพาะของไทดำกำลังถดถอย โดยเฉพาะการอ่าน-เขียนที่เริ่มไม่ค่อยมีผู้รู้แล้ว


ที่อยู่อาศัยของชาวไทดำ

          เป็นเรือนเครื่องผูก มีขดกุดบนหลังคาเหนือจั่ว มุงแฝกหรือหญ้าคา ใต้ถุนสูง ส่วนเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ ในชีวิตประจำวันก็ผลิตเอง โดยใช้ไม้ไผ่รวกเป็นหลัก
           อาหารการกิน ชาวไทดำนิยมรับประทานข้าวเหนียวกับปลา ซึ่งมีการนำมาแปรรูปแบบต่างๆ เช่น ปลาร้า ปลาส้ม นอกจากนี้ยังนิยมดื่มเหล้ากันมาก
            เครื่องนุ่งห่ม เดิมชาวไทดำจะผลิตเสื้อผ้าเอง มีการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และทอผ้าใช้เอง การแต่งกายในแต่ละพื้นที่แตกต่างกันบ้าง เครื่องแต่งกายหลักคือ ?เสื้อฮี? ซึ่งเป็นเสื้อแขนสั้น และโพกผ้าเปียว นอกจากนี้ผู้หญิงไทดำในอดีตยังแต่งผมด้วยการ ?ปั้นเกล้า? ตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น แต่ปัจจุบันมีแต่ผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไปเท่านั้นที่ยังปั้นเกล้าอยู่ (มีการสาธิตวิธีการปั้นเกล้าโดยผู้หญิงไทดำให้ชมด้วย) ส่วนการทอผ้า ชาวไทดำก็เลิกทอมาตั้งแต่ พ.ศ.2490-2500 เป็นต้นมา

ปัจจัยระดับสูงของชีวิตไทดำ

           ปัจจัยระดับสูงที่แสดงถึงความเป็นชนเผ่าที่มีวัฒนธรรมเฉพาะของชาวไทดำ ได้แก่
การศึกษาและอักษร สมัยก่อนชาวไทดำได้รับการศึกษาน้อยมาก เพราะยากจน และโรงเรียนตั้งอยู่ห่างไกลจากหมู่บ้าน ชาวไทดำมีอักษรบันทึกวัฒนธรรม เช่นที่ปรากฏใน ?คำขับเขยบอกทาง? (เพื่อบอกทางไปเมืองแถงแก่วิญญาณ), ขับขึ้นบ้านใหม่ ความรู้ต่างๆ มีการถ่ายทอดกันในครอบครัว แต่ปัจจุบันผู้ที่อ่านอักษรไทดำได้กำลังหมดไป

          ดนตรี การขับร้อง และการละเล่น

ใช้แคนและการปรบมือเป็นพื้นฐาน มีเพลงสุดสะแนน เวียง พู่จำดอก และเกริงสร้อย ลีลาแคนมีทั้งแคนแล่น และแคนเดิน การ ?ขับ? ใช้ในโอกาสรื่นเริง ?ว่า? เป็นการร่ายกึ่งมีทำนอง ใช้ในพิธีกรรม ในวัฒนธรรมของชาวไทดำนั้น ดนตรี การขับร้อง และการละเล่นจะปะปนผสมผสานกันอยู่มากใน ?อิ้นกอน? ช่วงเดือน 5

การหาคู่ครอง ตามแบบแผนเดิม ชาวไทดำมักหาคู่ครองด้วยการไป ?อิ้นกอน? ในเดือน 5 ซึ่งเป็นกระบวนการที่ฝ่ายชายจะไปเล่นลูกช่วงตามหมู่บ้านต่างๆ ที่มีหญิงสาวคอยเล่นด้วย โดยฝ่ายชายมักจะไปค้างแรมคืนต่างหมู่บ้านไปเรื่อยๆ ตลอดทั้งเดือน 5 นอกจากนี้ ชายและหญิงไทดำยังมีโอกาสพบปะกันใน ?ข่วง? (ลานบ้าน) อันเป็นที่ตำข้าว ปั่นด้าย ฯลฯ ของบ้านที่มีลูกสาว ซึ่งเปิดโอกาสให้ฝ่ายชายไปคุยได้ หากรักชอบกันก็จะนำไปสู่การแต่งงานในที่สุด

       ศาสนา

การนับถือผีเป็นเรื่องสำคัญตามประเพณีไทดำ โดยเฉพาะผีบรรพบุรุษ ความเชื่อเกี่ยวกับผีบรรพบุรุษนั้นเป็นสาระสำคัญที่นำไปสู่ประเพณีและพิธีกรรมอื่นๆ ในวัฒนธรรมชาวไทดำ เช่น ประเพณี ?ปาดตง? และพิธี ?เสนเฮือน? (เซ่นเรือน) ซึ่งกระทำทุก 3 ปี หรือ 5 ปี นอกจากนี้ ทุกบ้านยังมี ?กะล้อห่อง? และมีการ ?หน็องก้อ? ทุกครั้งที่ดื่มเหล้า คือให้ผีบรรพบุรุษดื่มก่อน อาจกล่าวได้ว่า ความผูกพันกับบรรพบุรุษนั้นเป็นแก่นของวัฒนธรรมไทดำเลยทีเดียว

         นอกจากนี้ชาวไทดำยังมีความเชื่อเรื่องขวัญ เมื่อเกิดความเจ็บป่วย จะมีการทำพิธีเรียกขวัญ หรือเสนขวัญ โดยมี ?แม่มด? เป็นผู้ทำพิธี ทำหน้าที่ต่ออายุ และแก้ไขการกระทำต่างๆ ที่ผิดผี อันเป็นสาเหตุให้เกิดความเจ็บป่วย

ความเปลี่ยนแปลง   

         ชาวไทดำประกอบอาชีพทำนามาตั้งแต่บรรพบุรุษ มีความถนัดในการทำเกษตร และได้รักษาอาชีพในแนวทางนี้มาตลอด แม้ว่าพื้นที่บางแห่งที่ไม่สะดวกแก่การทำนา จะมีการเปลี่ยนไปทำไร่ ทำสวน และเลี้ยงไก่บ้างก็ตาม ทั้งนี้ผู้วิจัยมองว่า คุณสมบัติเด่นของชาวไทดำคือ ความสามารถในการเรียนรู้ และความทรหดอดทนต่อความยากลำบาก
ปัจจัยพื้นฐานของชีวิตในชุมชนไทดำ ส่วนใหญ่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสังคมสมัยใหม่ เช่น เครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ ปัจจุบันชาวไทดำก็ซื้อหาจากท้องตลาด เนื่องจากราคาถูกและหาซื้อได้ง่าย ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาและแรงงานมากมายไปในการจัดหาวัสดุจากธรรมชาติมาจัดทำขึ้นเอง ทำให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในส่วนนี้ของชาวไทดำกำลังสูญหายไปอย่างน่าเสียดาย
           ส่วนปัจจัยระดับสูงของวิถีชีวิตไทดำ ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงอัตลักษณ์ของเผ่าพันธุ์ คือ ความผูกพันที่มีต่อผีบรรพบุรุษนั้น ยังคงดำรงอยู่ในฐานะแก่นของวัฒนธรรมไทดำ กระนั้นก็ตาม บริบทสังคมที่เปลี่ยนไปก็ทำให้วัฒนธรรมบางอย่าง เช่น กระบวนการหาคู่ครอง การเดินทางเพื่อ ?อิ้นกอน? ค่อยๆ จางหายไป
          ในช่วงท้ายของการบรรยาย ผู้วิจัยเสนอว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่น่าจะมีการศึกษาอย่างละเอียดต่อไป เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมของชาวไทดำในประเทศไทยกับชาวไทดำลุ่มแม่น้ำแท้หรือแม่น้ำดำ ภูมิปัญญาและเทคโนโลยีพื้นบ้านของไทดำ ภาษาและอักษรของไทดำ คติความเชื่อและสัมพันธภาพในชุมชนไทดำ เป็นต้น

อำเภอเขาย้อยจังหวัดเพชรบุรี

มีกลุ่มชนไทยทรงดำอยู่อย่างหนาแน่น โดยจากรายงานด้านประชากรของอำเภอเขาย้อยมี
      - ไทยทรงดำ 70 %      - ไทย 14 %
      - ลาวเวียง        3 %      - จีน 10 %
      - ลาวพวน        3 %

ไทยทรงดำหรือลาวโซ่งซึ่งจะอาศัยอยู่ในตำบลห้วยท่าช้าง หนองปรง ทับคาง เขาย้อย บางเค็ม หนองชุมพล และหนองชุมพลเหนือ ซึ่งยังมีการอนุรักษ์ประเพณีเก่าแก่ของไทยทรงดำไว้มาก อาทิเช่น

      1. เล่นลูกช่วง (เล่นคอน) หรือรำแคน นิยมเล่นในเทศกาลตรุษสงกรานต์
      2. การเสนเรือน คือ การทำบุญให้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว
      3. การแต่งงาน เป็นประเพณีของไทยทรงดำ มีการแต่งกายชุดใหญ่ของไทยทรงดำ
      4. ประเพณีการทำงานศพ จะทำพิธีแบบไทยทรงดำทุกคน

เยี่ยมเรือนเยือนเหย้าชาวไทยทรงดำไทย มีวัฒนธรรมที่เป็น เอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น การแต่งกาย ทรงผม ภาษา บ้านเรือน อาหาร และการประกอบ อาชีพ รวมไปถึงความเชื่อที่สืบ ทอดกันมานาน ก่อให้เกิดพิธีกรรมและประเพณีที่น่าสนใจมากมายแม้ในกระแสวัฒนธรรมจากภายนอกที่หลั่งไหลเข้าทดแทนวัฒนธรรมดั้งเดิมอย่างต่อเนื่อง แต่สำหรับชาวไทยทรงดำ วัฒนธรรมหลายอย่างหาได้สูญสลายไปตามกระแสไม่ แต่ยังคงปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างน่าประทับใจ เช่น ภาษา การแต่งกาย งานประเพณีและการดำรงชีวิตที่สมถะเรียบง่ายแบบดั้งเดิม ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ชาวไทยทรงดำพึงพอใจและดำรง รักษา ไว้อย่างภาคภูมิ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14 ธันวาคม 2008, 11:51:23 pm โดย d@eng » บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14305


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: 15 ธันวาคม 2008, 12:06:37 am »



ที่พัก : โรงแรม จังหวัดสุพรรณบุรี


(ราคาที่พักอาจเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาสอบถามราคาก่อนเข้าพักนะ) 

? อำเภอเมือง

กิ่งโพธิ์ไทร 72 ถ.เณรแก้ว ต.ท่าพี่เลี้ยง โทร. 0 3552 1216, 0 3552 1259 จำนวน 80 ห้อง ราคา 130-280 บาท

กีฬาและสุขภาพ ถ.ริมคลองชลประทานวัดป่าเลไลยก์ ต.รั้วใหญ่ โทร. 0 3555 5112-3 จำนวน 88 ห้อง ราคา 420-560 บาท

คันทรี่ โฮเต็ล 207 หมู่ 3 ถ.สุพรรณบุรี -บางบัวทอง ต.ท่าระหัด โทร.0 3550 2297-9 โทรสาร 0 3550 2298 จำนวน 46 ห้อง ราคา 400-450 บาท

คุ้มสุพรรณ 28/2 ถ.หมื่นหาญ ต.ท่าพี่เลี้ยง โทร. 0 3552 2273-6 โทรสาร 0 3552 3553 จำนวน 226 ห้อง ราคา 700-7,500 บาท

เค เอ ที 27 ถ.พระพันวษา ต.ท่าพี่เลี้ยง โทร. 0 3552 1639, 0 3552 1619, 0 3552 1927 จำนวน 57 ห้อง ราคา 200?320 บาท

ดีรักษ์ 2 ถ.เณรแก้ว ต.ท่าพี่เลี้ยง โทร. 0 3552 1513 จำนวน 40 ห้อง ราคา 200-480บาท
บิ๊กอินน์ โฮเต็ล 125/6 หมู่ 8 ถ.ชัยนาท-สุพรรณบุรี ต.โพธิ์พระยา โทร.0 3553 5846 จำนวน 65 ห้อง ราคา 250-600 บาท

พชร 3 ถ.นางสร้อยฟ้า ต.ท่าพี่เลี้ยง โทร. 0 3552 1007, 0 3552 1637 โทรสาร 0 3551 1860 จำนวน 46 ห้อง ราคา 150-450 บาท

ไพฑูรย์ 2 ถ.ประชาธิปไตย ต.ท่าพี่เลี้ยง โทร. 0 3552 2094, 0 1763 3550 จำนวน 39 ห้อง ราคา 150-400 บาท

วาเลนไทน์ 195 ถ.เณรแก้ว ต.ท่าพี่เลี้ยง โทร. 0 3552 1836, 0 3552 1841 จำนวน 50 ห้อง ราคา 180-400 บาท

ศรีสุพรรณ 31-33 ถ.ขุนไกร ต.ท่าพี่เลี้ยง โทร. 0 3551 1122 จำนวน 30 ห้อง ราคา 180-350 บาท
ศรีอู่ทอง 113 ถ.นางพิม ต.ท่าพี่เลี้ยง โทร. 0 3552 1668, 0 3550 1191-4 จำนวน 60 ห้อง ราคา 200-350 บาท

สองพันบุรี 135/1 ถ.ประชาธิปไตย ต.ท่าพี่เลี้ยง โทร. 0 3552 2555-7, 0 3554 6667-71 จำนวน 150 ห้อง ราคา 600-1,800 บาท

สุลักษณ์ 577-8 ถ.พลายเพชร ต.ท่าพี่เลี้ยง โทร. 0 3551 1576 จำนวน 17 ห้อง ราคา 120-200 บาท

โรงแรม 99 2 ถ.ประชาธิปไตย ต.ท่าพี่เลี้ยง โทร. 0 3552 2094 จำนวน 33 ห้อง ราคา 200?450 บาท

? อำเภอศรีประจันต์

วังยาง ริเวอร์ พาร์ค รีสอร์ท 28/1 หมู่ 6 ถ.สุพรรณบุรี-ชัยนาท ต.วังยาง กิโลเมตรที่ 105-106 ต.วังยาง โทร. 0 3554 8869-71 โทรสาร 0 3554 8872 จำนวน 35 ห้อง ราคา 890-990 บาท

บังกะโล จำนวน 4 หลัง ราคา 1,600?3,200 บาท และมีเต็นท์ให้เช่า ราคาเต็นท์ละ 300 บาท

? อำเภอสามชุก

สามชุกอินน์ 131 หมู่ 1 ต.สามชุก โทร. 0 3554 4235, 0 3550 4752 จำนวน 20 ห้อง ราคา 200-450 บาท

? อำเภออู่ทอง

ทุ่งดินดำ รีสอร์ท 199/2 หมู่ 4 ต.บ้านโข้ง โทร.0 3559 5792, 0 1309 1752 จำนวน 28 ห้อง ราคา 500-1,000 บาท

สยาม 1603 หมู่ 6 ซ.สุขศาลา ต.อู่ทอง โทร. 0 3555 1570 จำนวน 52 ห้อง ราคา 150-350 บาท

อู่ทองธานี 1027 หมู่ 6 ถ.ท้าวอู่ทอง ต.อู่ทอง โทร. 0 3555 1840 จำนวน 32 ห้อง ราคา 200-350 บาท

? อำเภอสองพี่น้อง

แอลพี โฮเต็ล 229 ถ.มาลัยแมน ต.สองพี่น้อง โทร. 0 3554 2730 จำนวน 48 ห้อง ราคา 200-500 บาท

? อำเภอด่านช้าง

ด่านช้างแค้มปิ้งเฮาส์ (ตรงข้ามวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสุพรรณบุรี) 296/1 หมู่ที่ 1 ต.ด่านช้าง โทร. 0 3559 5647, 0 1736 6311, 0 1736 6322 จำนวน 7 ห้อง ราคา 500 บาท ห้องพักรวม 8?10 คน ราคา 1,000 บาท บ้านพัก 1 หลัง ราคา 800 บาท
 

ร้านอาหาร จังหวัดสุพรรณบุรี

? อำเภอเมือง

สวนอาหารเรือนไทย เลขที่ 21 ถ.นางเทพทอง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี โทร.035-521582, 0 3554 6644 (อาหารไทย)

กุ๊กโอชา (เชิงสะพานไผ่ขวาง) 30/1 หมู่ 2 ถ.ไผ่ขวาง-ลาดตาล ต.ไผ่ขวาง โทร. 0 3541 2387, 0 1856 6048 (อาหารไทย-จีน)

ครัวนฤมล (อยู่อาคารเดียวกับเอกชัย สาลี่สุพรรณ) 222/2 ถ.สุพรรณบุรี-บางบัวทอง ต.ท่าระหัด โทร. 0 3541 2426 (อาหารไทย-จีน ตามสั่ง)

ครัว เอส เอ็ม 168 หมู่ 4 ถ.สุพรรณบุรี-ท่าระหัด ต.ท่าระหัด โทร. 0 3550 2932 (อาหารตามสั่ง)

นพรัตน์ภัตตาคาร (ใกล้วัดปราสาททอง) 334 ถ.หมื่นหาญ ต.ท่าพี่เลี้ยง โทร. 0 3550 2690, 0 3551 1708 (อาหารจีนและอาหารประเภทปลา)

บัวเงิน359/2 ถ.ไผ่ขวาง-ลาดตาล ต.ท่าระหัด โทร.0 3552 3816 (10.00?21.00 น.)

ใบเงิน (บริเวณลานจอดรถนาซ่ามอลล์) 74/39-40 ถ.เณรแก้ว ต.ท่าพี่เลี้ยง โทร. 0 3550 0599-600 (บริการอาหารไทย จีน ฝรั่ง)

พชร (ในโรงแรมพชร) ถ.นางสร้อยฟ้า ต.ท่าพี่เลี้ยง โทร. 0 3552 1007 (อาหารไทย-จีน)

สวนอาหารไผ่ขวาง 167 หมู่ 2 ถ.ไผ่ขวาง-ป่าโมก ต.ไผ่ขวาง โทร. 0 3552 3014-5, 0 3541 2605 (อาหารไทย)

ท่าจีน 32 ถ.นางพิม ต.ท่าพี่เลี้ยง โทร. 0 3552 5538, 0 1639 5137 (อาหารไทยตามสั่ง)
เอมโอชา 35 ถ.อาชาสีหมอก ต.รั้วใหญ่ โทร. 0 3554 3352 (อาหารไทย)

? อำเภอดอนเจดีย์

เพ็ญจันทร์ 1277 หมู่ 5 ต.ดอนเจดีย์ โทร. 0 3559 1386 (อาหารไทย ประเภทปลาน้ำจืด)

? อำเภอบางปลาม้า

ก๋วยเตี๋ยวนายเท้า 88/1 ถ.บางบัวทอง-สุพรรณบุรี กิโลเมตรที่ 82-83 โทร. 0 3558 6091

กุ่ยหมง (ข้างที่ว่าการ อ.บางปลาม้า) 328/5 ต.โคกคราม โทร. 0 3558 7256, 0 9515 1302

ใบเงิน ถ.สุพรรณบุรี-บางบัวทอง กิโลเมตรที่ 81 โทร.0 3558 7153 (บริการอาหารไทย จีน ฝรั่ง)

แม่บ๊วย (ตรงข้ามธนาคารออมสิน) 279 หมู่ 5 ต.โคกคราม โทร. 0 3558 6416

ริมคลองเฮาส์ 29 หมู่ 2 ถ.มะขามล้มเก้าห้อง ต.บางปลาม้า โทร. 0 3558 7141 (อาหารตามสั่ง)

สาลีวิว 83/1 ถ.สุพรรณบุรี-บางบัวทอง กม.ที่ 74 ต.สาลี โทร. 0 3552 2103 (อาหารไทยจำพวกปลา กุ้ง)

? อำเภอศรีประจันต์

ทองประศรี (ในโรงแรมวังยาง ริเวอร์ พาร์ค รีสอร์ท) ต.วังยาง โทร. 0 3554 8870-1 (อาหารไทย จำพวกปลา)

เรือนแพป้าสร้อย (ริมแม่น้ำหน้าที่ว่าการอำเภอศรีประจันต์) 179 หมู่ 3 ต.ศรีประจันต์ โทร. 0 3558 1113 (อาหารไทย)

? อำเภอเดิมบางนางบวช

ครัวตายม (บึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ) 16/2 หมู่ 3 ต.เดิมบาง โทร. 0 3543 9194 (ส้มตำ ไก่ย่าง อาหารตามสั่ง)

? อำเภอสามชุก

เจ๊เน้ย (อยู่ตรงข้ามโรงพักสามชุก)

ดำ (สี่แยกตลาดสามชุก) 941 ถ.สุพรรณบุรี-ชัยนาท ต.สามชุก โทร.0 3557 1768 (ข้าวต้มกุ๊ย อาหารตามสั่ง)

? อำเภอสองพี่น้อง

นรินทรา 92 ถ.บางลี่-หนองวันเปลียง ต.สองพี่น้อง โทร. 0 3553 1067 (อาหารไทย จีน)

บ้านดอน 54 ถ.โพธิ์อ้น-หวายสอ ต.สองพี่น้อง โทร. 0 3553 1888 (อาหารตามสั่ง)

? อำเภอด่านช้าง

ปลาบู่โภชนา 49 ถ.หน้าโรงเรียนบรรหาร 3 ต.หนองมะค่าโมง โทร. 0 3559 5231 (อาหารตามสั่ง)

ปลาบู่โภชนา 2 913/3-4 ถ.อู่ทอง-บ้านไร่ ต.หนองมะค่าโมง โทร. 0 3559 5451 (อาหารตามสั่ง)


แหล่งท่องเที่ยว อ.ดอนเจดีย์ : อ.บางปลาม้า : อ.ศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี

อำเภอดอนเจดีย์

   พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ อยู่ที่ตำบลดอนเจดีย์ อยู่ห่างจากจังหวัดประมาณ 31 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 322 (สุพรรณบุรี-ดอนเจดีย์) ประกอบด้วย พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จ พระนเรศวรมหาราช ทรงพระคชาธารออกศึก และ องค์เจดีย์ยุทธหัตถี สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงสร้างเจดีย์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะในสงครามยุทธหัตถีที่ทรงมีต่อพระมหาอุปราชาแห่งพม่าเมื่อเดือนมกราคม ปี พ.ศ.2135 และในปี พ.ศ. 2495 กองทัพบกได้บูรณะปฏิสังขรณ์องค์เจดีย์ขึ้นใหม่ โดยสร้าง เป็นเจดีย์แบบลังกาทรงกลมใหญ่ สูง 66 เมตร ฐานกว้างด้านละ 36 เมตร ครอบเจดีย์องค์เดิมไว้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเสด็จไปประกอบพิธีบวงสรวงและเปิดพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2502 ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดให้วันที่ 25 มกราคม ของทุกปี เป็นวันถวายราชสักการะพระบรมราชานุสรณ์ ดอนเจดีย์และถือเป็นวันกองทัพไทย พร้อมกันนั้นทางจังหวัดได้จัดให้มีงานเฉลิมฉลองพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ทุกปี เลยจากเจดีย์ไปประมาณ 100 เมตร เป็นที่ตั้งของ พระตำหนักสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภายในมีรูปปั้นของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและพระสุพรรณกัลยา มีผู้นิยมไปสักการะบูชาอยู่เสมอ

  โบราณสถานบึงหนองสาหร่าย อยู่ห่างจากจังหวัดประมาณ 40 กิโลเมตร เลยพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ ไปตามทางหลวงหมายเลข 3038 ประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นหนองน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในช่วงสงครามยุทธหัตถีสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับพระมหาอุปราชาแห่งพม่า สมเด็จพระนเรศวรทรงเลือกบริเวณหนองสาหร่ายเป็นที่ตั้งทัพ เพราะน้ำบริเวณหนองสาหร่ายมีมากพอที่จะให้ทหารจำนวนแสนคน พร้อมช้าง ม้าได้อาศัยเป็นเวลาแรมเดือน ประกอบกับเป็นชัยภูมิที่ตั้งสูงห่างข้าศึก ปัจจุบันสภาพหนองน้ำตื้นเขินและมีเนื้อที่เหลือที่เป็นหนองน้ำเพียง 29 ไร่ บริเวณโดยรอบมีต้นไม้เรียงรายร่มรื่น เนื่องจากสภาพทรุดโทรมนักท่องเที่ยวไม่นิยมมาท่องเที่ยว

อำเภอบางปลาม้า

   อุทยานมัจฉา วัดป่าพฤกษ์ อยู่ที่ตำบลบ้านแหลม ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 17 กิโลเมตร ทางหลวงหมายเลข 340 กิโลเมตรที่ 86 จะเห็นป้ายทางเข้าจากนั้นไปตาม ทางหลวงหมายเลข 3351 กิโลเมตรที่ 10 บริเวณหน้าวัดมีฝูงปลาโดยเฉพาะปลายสวาย ปลาเทโพ ปลานิล เป็นจำนวนมาก นักท่องเที่ยวสามารถยืนชม และให้อาหารปลาได้อย่างใกล้ชิดบริเวณริมแม่น้ำซึ่งทางวัดก่อสร้างเป็นเขื่อนทางเท้าริมน้ำยาวประมาณ 100 เมตร




อำเภอศรีประจันต์

  บ้านควาย ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 340 (สุพรรณบุรี-ศรีประจันต์) กิโลเมตรที่ 115-116 เป็นสถานที่รวบรวมวิถีชีวิตแบบพื้นบ้านภาคกลาง มีพื้นที่ 100 กว่าไร่ แบ่งออกเป็นส่วนต่างๆ เช่น หมู่บ้าน ชาวนาแสดงวิถีชีวิตความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย มีลานนวดข้าว คอกควาย โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ บ้านเรือนไทยภาคกลาง เรือนแต่ละหลังมีกิจกรรมสำหรับผู้สนใจ เช่น เรือนแพทย์แผนไทย การนวดแผนไทย และการใช้สมุนไพร เรือนโหราศาสตร์ มีลานแสดงควายช่วงเช้าแสดงรอบ 11.00-11.30 น. ช่วงบ่ายรอบ 16.30-17.00 น. ด้านหน้าทางเข้ามีร้านขายสินค้าที่ระลึกของบ้านควายสำหรับนักท่องเที่ยว บ้านควายเปิดให้เข้าชมทุกวัน วันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 09.00-18.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ 09.30-18.30 น. ค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท ชาวต่างประเทศ 300 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สำนักงานกรุงเทพฯโทร. 0 2619 6326-9 สำนักงานสุพรรณบุรีโทร 0 3558 1668 เว็บไซต์ : www.buffalovillages.com

  วัดบ้านกร่าง จากทางหลวงหมายเลข 340 ผ่านอำเภอศรีประจันต์ เข้าทางหลวงหมายเลข 3038 กิโลเมตรที่ 14-15 ริมฝั่งแม่น้ำสุพรรณบุรีคนละฝั่งกับที่ว่าการอำเภอศรีประจันต์ ห่างจากจังหวัดประมาณ 20 กิโลเมตร เป็นวัดที่มีกรุ พระขุนแผนบ้านกร่าง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นหลังสงครามยุทธหัตถีระหว่าง สมเด็จพระนเรศวรกับพระมหาอุปราชา ลักษณะเป็นพระคู่ ด้านใต้ของวัดมีเจดีย์องค์หนึ่งอายุประมาณ 100 ปี บริเวณหน้าวัดริมแม่น้ำมีปลาอาศัยจำนวนมาก ทางวัดจัดจำหน่ายอาหารปลา ถือ เป็นอุทยานมัจฉา แห่งหนึ่งของจังหวัดสุพรรณบุรี จะสังเกตเห็นเรือนแถวหน้าทางเข้าวัดบ้านกร่าง เป็นเรือนแถวไม้สองชั้น แบบโบราณ บรรยากาศเงียบสงบ สะท้อนความเป็นอยู่เรียบง่ายแบบดั้งเดิมของผู้คนแถวนั้น

 


บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14305


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: 15 ธันวาคม 2008, 12:34:18 am »





ความเป็นมา ขุนช้างขุนแผน

            เรื่องขุนช้างขุนแผน มีผู้สันนิษฐานว่าเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ และเล่ากันต่อ ๆมาจนกลายเป็นนิยายพื้นเมืองของเมืองสุพรรณบุรี ต่อมาได้มีผู้นำเรื่องขุนช้างขุนแผนมาแต่งเป็นกลอนเสภเพื่อใช้ในการขับเสภา จึงทำให้เรื่องนี้เป็นที่นิยมและแพร่หลายมากขึ้น ครั้นเสียกรุงแล้วบางตอนก็สูญหายไป บางตอนยังมีต้นฉบับเหลืออยู่ เรื่องไม่ติดต่อกัน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยโปรดเกล้าฯ ให้กวีหลายคนช่วยกันรวบรวมและแต่งขึ้นเรียกว่า เสภาหลวง

             การชุมนุมกวีครั้งนั้นจึงเป็นการประกวดฝีปากเชิงกลอนอย่างเต็มที่ ทำให้เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน มีความไพเราะเพราะพริ้งมากอย่างไรก็ตามได้มีนักขับเสภาระยะหลังได้แต่งเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ขึ้นอีกหลายสำนวนเพื่อใช้ขับเสภาเป็นตอน ๆ ใน พ.ศ. ๒๔๖๐ หอพระสมุดวชิรญาณได้ชำระหนังสือเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนขึ้นเพราะมีเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนหลายฉบับ ทั้งฉบับหลวงและฉบับราษฎรโดยมีสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพและกรมหมื่นกวีพจน์สุปรีชา ทรงเป็นประธานการชำระได้คัดเลือกเอาสำนวนที่ดีที่สุดมารวมกันจนครบทุกตอน บางตอนก็ไม่สามารถทราบนาม

วรรณคดี เรื่องขุนช้างขุนแผน เป็นนิทานพื้นบ้าน  ที่แต่งเป็นตอนๆ มีผู้แต่งหลายคน

   แสดงอรรถรสของกวี นิพนธ์ยังฉายภาพสังคมไทย  ประเพณีวัฒนธรรม ไทยใน

ยุคนั้น อธิบายขยายความในทางตำนานโบราณคดี ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์

จึงเป็นวรรณคดีที่น่าศึกษาค้นคว้า  อีกเรื่องหนึ่งสถานที่ทางภูมิศาสตร์ เรื่องขุนช้างขุนแผนน่าติดตามศึกษามาก  จะเป็นสถานที่มีอยู่จริงๆในบ้านเมืองเรา จึงควรนำมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวในเชิงวรรณกรรม

เณรแก้ว  หรือขุนแผนเวลาต่อมา นัดนางพิมพิลาไลย มาที่ไร่ฝ้ายเณรแก้วลาสึกเองชั่วคราวมาพบสาว

พิม เณร ฉุดเอาสไบแพรสาวพิมหลุดลุ่ย  แล้วกระซิบเบาๆ  นมเจ้างอนงามปลั่งดังเงินยวง

ประโลมล่วงน้องหน่อยอย่าน้อยใจพูดพลางก็กอดสาวเข้ าไว้บนตัก สายทองมาเห็นเข้า

ทักว่า เออวันนี้น้องเราเป็นอะไรไป  ดูหลังไหล่เปรอะฝุ่นละอองไปทั้งนั้น

      เสภา เรื่องขุนช้าง  ขุนแผน เป็นวรรณคดี เรื่องเดียว  ที่มีฉากเป็นไทย
และตัวละครเป็นไทย เป็นชีวิตจริง(Realism)  เหตุผลความต่อเนื่องของเหตุการณ์

กับนาฏบท (Dramatization)

     นายตำรา ณ.เมืองใต้ (อจ.เปลื้อง ณ.นคร)  กับ กาญจนาคพันธ์ ( ท่านขุนวิจิตรมาตรา)

ท่านทั้งสองได้นำมาเล่าลงในหนังสือวิทยาสาร  ไทยวัฒนาพานิช พิมพ์จำหน่าย ปี พ.ศ.

2505       เรื่องขุนช้างขุนแผนเป็นวรรณคดีพื้นบ้าน  เมื่ออ่านแล้วได้ อรรถรส ได้ความรู้

ในทางตำนาน  โบราณคดี ประเพณี วัฒนธรรม ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ชาติไทย

ตามถนนหมายเลข 347 มุ่งสู่ลพบุรีนั้น สถานที่  ที่เกี่ยวข้อง

กับวรรณคดีขุนช้างขุนแผน นั้นมีหลายแห่ง  ที่ผู้นำท้องถิ่น หรือคุณครูทางวรรณคดี

น่าจะนำมาเป็นแหล่งพัฒนาการท่องเที่ยวได้  เช่น บ้านดาบโก่งธนู สถานที่แม่น้ำลพบุรี

ไหล่ผ่าน สถานที่แห่งนี้ ปัจจุบันนี้ ถนนที่กล่าวถึง เลียบลัดเลาะมาทางแม่น้ำ มีต้นไทรใหญ่

ที่ขุนแผนได้นำดาบฟ้าฟื้นมา  ซุกซ่อนไว้เมื่อคราวที่เข้ามามอบตัวแก้ฟ้องขุนช้าง  และติดคุกที่กรุงศรีฯ อยู่นาน  หลายปี  เรื่องขอกล่าวหาว่าขุนแผนลักเมีย(จริงๆแล้วพิมหรือวันทองเป็นเมียขุนแผน

แต่ขุนช้างแกล้งตลอดเวลา เพราะอยากได้เมียเขา) ขุนแผนพาเมียหนี ดั้นด้นไปตามที่ต่างๆ วันทอง

(หรือพิมฯ เปลี่ยนชื่อเป็นวันทอง) เมื่อท้อง ก็เดินทางปหลบซ่อน อยู่กับพระพิจิตร  ติดคุกอยู่หลายปี

พลายงามลูกชายไปขอให้ขุนแผนไปช่วยทำศึกด้วย

  จึงแวะไปเอาดาบ  ที่ซ่อนไว้  ที่โพร่งต้นไทร ที่บ้านดาบโก่งธนู พื้นที่รอยต่อ

อยุธยาฯ กับอำเภอเมืองลพบุรี  เมื่อเดินทัพไปตีเชียงใหม่ แวะให้กองทัพค้างคืน ที่บ้านพิตเพี้ยน มหาราช (ตรงนี้ ยังสถานที่จริงอยู่  ตลอดแนวแม่น้ำลพบุรี ยังมีต้นไม้ใหญ่ๆมากมาย)

    จึงเป็นวรรณคดีที่น่าศึกษาค้นคว้า สถานที่ต่างๆ ในเรื่องเป็นสถานที่มีอยู่จริงๆ เรื่องนี้

เหตุการณ์ต่างๆอยู่ในช่วงกรุงศรีอยุธยา  บ้านเมืองเป็นสุข พระเดชานุภาพของพระพันวษา

แผ่ไปทั่วทิศ   (ข้อสัณนิฐานของกรมพระย่ดำรงราชานุภาพว่า สมเด็จพระพันวษา นี่ควรจะเป็น

สมเด็จพระรามาธิบดี ที่2 พ.ศ.2034-25072)

      พระองค์ท่านดำรงอยู่ในทศพิธราชธรรม

    ในสมัยกรุงศรีอยุธยาที่ตำบลบ้านพลับ มีชายเชื้อทหาร ชื่อขุนไกรพลพ่าย ขุนไกร

แต่งงานกับนางทองประศรี สาวงาม ตำบลบ้านวัดตะไกร  เมื่อแต่งงานอยู่กินเป็น ผัว เมียกันแล้ว

ขุนไกร ได้รับตำแหน่ง เป็นนายทหารคุมด่าน ที่เมืองสุพรรณบุรี   ทั้งสองจึงย้ายไปปลูกบ้าน

ใหม่ที่สุพรรณบุรี  ขุนไกรมีพลทหารอยู่ในบังคับบัญชา  700 คน

   ที่เมืองสุพรรณ มีนายทหารกรมช้างกองนอก คนหนึ่งชื่อขุนศรีวิชัย เมียชื่อนางเทพทอง

ตั้งบ้านเรือนอยู่ตำบลท่าสิบเบี้ย ครอบครัวนี้เป็นเศรษฐีใหญ่

   และอีกตำบลหนึ่งคือตำบลท่าพี่เลี้ยง เป็นที่ตั้งบ้านเรือน พันศรโยธา มีเมียชื่อศรีประจัน

นางศรีประจันปากร้ายด่าเก่งมากๆในวรรณคดีเขียนไว้เช่นนั้น  เธอมีน้องสาวชื่อบัวจัน

ไปแต่งงานกับนายโชติคง  นายโชติคงตั้งบ้านเรื่อนอยู่บางเหี้ย  นายคนนี้ ก็เหี้ยสมชื่อบาง

เพราะชอบขโมยควายชาวบ้าน

    ในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผนนี้ แฝงความเชื่ออะไรๆไว้น่าศึกษามาก  ผมอ่านเรื่องนี้มาหลายครั้ง

หลายรอบ เก็บอรรถรส บทต่างๆไว้มาก ความเจ้าชู้ของเณรแก้ว หรือพลายแก้ว หรือขุนแผน

ในเวลาต่อมา บทพิศวาส นั้น สมัยผมเด็ก เรียนไปก็งันๆเอง  เรียนเพื่อสอบไล่  รสอารมณ์ต่างๆ

แทบไม่มีเลย

  ทำให้ทราบว่าคนโบราณ  ท่านมีความเชื่อว่าคนเราเกิดมานั้น ผีอยู่บนปลายไม้ เป็นผู้ปั้นให้มาเกิด

ปัจจุบันอ่านเรื่องนี้ บทอัศจรรย์ตอนต่างๆมันเห็นภาพเลยละ

       จะกล่าวกลอนถึงกำเนิดคนทั้งหลาย  เมื่อแรกเข้าสู่ครรภ์บรรยาย  ว่าไอ้ผีแสนร้ายบนปลายไม้

กลางคืนปั้นรูปหัวเราะขิก  แล้วหยิบหยิกบีบี้มิเอาส่ำได้  ปั้นแล้วปั้นเล่าเฝ้าริกไป  เอานั้นนี้บี้ใส่ให้ครบครั้น

เห็นภาพเลยละทางวิทยาศาสตร์ มันบี้กันจริง หรือการเสพสมกัน คนโบราณท่านยกมาพรรณนา
ขอนำท่านไปบ้านท่าสิบเบี้ย สถานที่ตั้งนิวาสถาน  บนเรือนขุนศรวิชัย กำลังโกลาหลกัน
เพราะนางเทพทองร้องโอดโอย พวกบ่าวไพร่วิ่งกันวุ่น บ้างก็เสกน้ำมนต์ บ้างโปรยข้าวสาร
บ้างเอวเบี้ยเหน็บฝาเรื่อน  เพื่อเป็นเคล็ดให้ลูกคลอดง่ายๆ  ฝ่ายขุนศรีวิชัยนั้น เป่ามนต์พรวดๆ
ลงบนขม่อมเมีย  ทำพิธีกันหลายอย่าง  สืบทราบมาว่านางเทพทองชอบด่าผัว  จึงเอาน้ำล้างเท้า

ขุนศรีวิชัย  มาให้ ดื่มแก้เคล็ด  ลูกนางเทพทองศีรษะล้าน มาแต่กำเนิด  เมื่อน้องเทพทองเห็นแล้วสะบัดหน้าหนี  แต่เวลาตกฟากเป็นมงคลฤกษ์ มีนิมิตอันดี    คือตรงกับเวลา ที่ผู้นำช้างเผือกมาถวายพระมหากษัตริย์  จึงให้ชื่อขุนช้าง

    เรื่องย่อๆและตัวละครเอก

       ที่ตำบลบ้านพลับ เป็นที่ตั้งบ้ารเรื่อนของขุนไกร พลพ่าย  ขุนไกรฯแต่งงาน

กับนาทองประศรี สาวงามตำบลวัดตะไกร  ต่อมาขุนไกรได้รับตำแหน่งเป็นนายทหารคุทกด่าน ทางเมืองสุพรรณบุรี  มีลูก คือพลายแก้ว  หรือขุนแผนเวลาต่อมา

พลายแก้วหรือขุนแผนนั้นเป็นคนชะตาแรง เกิดปีขาล วันอังคาร เดือนห้า เป็นคนรูปงาม พูดเก่ง

        ขุนศรีวิชัย เป็นนายช้างกองนอก  มีเมียชื่อนางเทพทอง  ตั้งบ้านเรื่อนอยู่ท่าสิบเบี้ย  มีลูกคือขุนช้าง    ขุนช้างเกิดเป็นมงคลฤกษ์ มีนิมิตรดี คือเวลาตรงกัผู้นำช้างเผือกมาถวายพระพันวษา  พ่อแม่จึงพร้อมใจตั้งชื่อว่าช้าง

        ที่ตำบลท่าพี่เลี้ยง  พันสรโยธา  มีเมยชื่อศรีประจัน  ปากจัดด่าเก่ง  มีลูกสาวคือพิมพิลาไลย  มีคุณสมบัติเป็นหญิงพร้อม  อายุ 5 ขวบ  แสดงฝีมือเย็บปักถักร้อยแล้ว

    ตัวละครอันมีคุณสมบัติประจำตัวต่างๆ  ได้มีเหตุการณ์พัวพันกันตลอดเรื่อง  เสภาขุนช้างขุนแผนนี้  แมจะมีกวีหลายท่านช่วยกันแตง  แต่ก็ได้ให้บทบาทตัวละครทั้งสามนี้ ได้เหมาะเจาะตลอดเรื่อง




เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน

               เดิมเรื่องขุนช้าง ขุนแผน เล่าเป็นนิทาน แต่เนื่องจากเป็นเรื่องที่ยาวมาก เมื่อแต่งเป็นกลอน และขับเป็นลำนำด้วยก็ยิ่งจะต้องใช้เวลามาก ไม่สามารถจะขับให้ตลอดเรื่องในคืนเดียวได้ บทเสภาที่แต่งขึ้นจึงแต่งแต่เป็นตอนพอที่จะขับได้ภายในหนึ่งคืน ดังนั้น บทเสภาเดิมตั้งแต่ครั้งกรุงเก่า หรือที่แต่งสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ จึงแต่งเป็นท่อนเป็นตอน ไม่เป็นเรื่องติดต่อเหมือนกับบทละคร การเอาบทเสภามารวมติดต่อกันให้เป็นเรื่องโดยสมบูรณ์ เพิ่งทำในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า ฯ

หนังสือเสภาสมัยกรุงเก่าน่าจะสูญหายหมด เนื่องจากผู้ที่แต่งหนังสือเสภาสำหรับขับหากิน น่าจะปิดบังหนังสือของตน เพื่อป้องกันผู้อื่นมาแข่งขัน จะให้อ่านเพื่อท่องจำก็เฉพาะในหมู่ศิษย์และคนใกล้ชิด ด้วยสภาพดังกล่าวหนังสือเสภาจึงสาบสูญได้ง่าย ไม่เหมือนหนังสือประเภทอื่น เช่น หนังสือบทละคร และหนังสือสวด ดังนั้น บทเสภาครั้งกรุงเก่า จึงตกมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์เพียงเล็กน้อย จากการจดจำกันมาและมีไม่มากตอน
ตำนานเสภาสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ มีหลักฐานแสดงที่มาได้ค่อนข้างดี ซึ่งจะพบได้จากกลอนของสุนทรภู่ กลอนไหว้ครู ที่ได้มีการเอ่ยชื่อครูเสภาไว้หลายท่าน พร้อมทั้งผลงานของท่านเหล่านั้น ที่ให้ไว้ในงานเสภา เช่น ครูทองอยู่ ครูแจ้ง ครูสน ครูเพ็ง พระยานนท์ เป็นต้น ส่วนครูปี่พาทย์ก็มีครูแก้ว ครูพัก ครูทองอิน ครูมีแขก ครูน้อย เป็นต้น

หนังสือเสภาที่แต่งในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า ฯ จะแต่งเป็นตอน ๆ แต่ละตอนยาวประมาณ 2 เล่มสมุดไทย พอจะขับได้ภายในหนึ่งคืน หนังสือเสภาเรื่องขุนช้าง ขุนแผน ที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน แต่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ และพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ เท่าที่รวบรวมได้ในหอพระสมุด มีต่างกันถึง 8 ฉบับ และยังมีฉบับปลีกย่อยอีกต่างหาก รวมประมาณ 200 เล่ม สมุดไทย





บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14305


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: 15 ธันวาคม 2008, 01:20:56 am »


ตัวละครในเรื่องขุนช้างุนแผน

1. ขุนแผน


เดิมชื่อพลายแก้ว มีรูปร่างหน้าตางดงามคมสัน สติปัญญาเฉลียวฉลาด นิสัยเจ้าชู้ มีดาบฟ้าฟื้นเป็นอาวุธประจำตัว พาหนะคู่ใจคือ ม้าสีหมอก พ่อเป็นทหารชื่อ ขุนไกรพลพ่าย แม่ชื่อ นางทองประศรี ได้บวชเณรและเรียนวิชาที่วัดส้มใหญ่ แล้วย้ายไปเรียนต่อที่วัดป่าเลไลย สุดท้ายไปเป็นศิษย์สมภารคง วัดแค จนมีความรู้ทางโหราศาสตร์ ปลุกผี อยู่ยงคงกระพัน คาถามหาละลวยทำให้ผู้หญิงรัก ตลอดจนวิชาจากตำรับพิชัยสงคราม และยังมีความสามารถเทศ์ได้ไพเราะจับใจอีกด้วย ต่อมาสึกจากเณรแล้วแต่งงานกับนางพิมพิลาไลย ไม่นานก็ถูกเรียกตัวไปเป็นแม่ทัพรบกับเชียงใหม่ ครั้นได้ชนะกลับมาก็ได้เป็นขุนแผนแสนสะท้าน แต่ปรากฏว่าภรรยาแต่งงานใหม่แล้ว ขุนแผนต้องโทษถูกจำคุกถึง ๑๕ ปี จึงพ้นโทษ และทำสงครามกับเชียงใหม่อีกครั้ง เมื่อชนะกลับมาก็ได้ตำแหน่งเป็นพระสุริทรฤาไชย เจ้าเมืองกาญจนบุรี

ขุนแผนเจ้าชู้มากจึงมีภรรยาหลายคน คือ

1.       นางวันทอง                                   มีลูกด้วยกันคือ     พลายงาม

2.       นางลาวทอง                                 

3.       นางแก้วกิริยา                               มีลูกด้วยกันคือ     พลายชุมพล

4.       นางสายทอง

5.       นางบัวคลี่                                      มีลูกด้วยกันคือ     กุมารทอง             

2. ขุนช้าง


                                ? จะกล่าวถึงขุนช้างเมื่อรุ่นหนุ่ม                      หัวเหมือนนกตะกรุมล้านหนักหนา

                   เคราคางขนอกรกกายา                                                    หน้าตาดังลิงค่างที่กลางไพร ?   

      ขุนช้าง มีลักษณะรูปชั่วตัวดำ หัวล้านมาแต่กำเนิด นิสัยเจ้าเล่ย์เพทุบาย ได้ชื่อว่าขุนช้างเพราะตอนคลอดนั้น มีผู้นำช้างเผือกมามอบให้สมเด็จพระพันวษา พ่อชื่อ ขุนศรีวิชัย แม่ชื่อ นางเทพทอง มีฐานะร่ำรวยมาก แม้จะเกิดมาเป็นลูกเศรษฐี แต่ก็อาภัพ ถูกแม่เกลียดชังเพราะอับอายที่มีลูกหัวล้าน จึงมักถูกแม่ด่าว่าอยู่เสมอ และไม่ว่าจะเดินไปทางใดก็จะเป็นที่ขบขันล้อเลียนของชาวบ้านทั่วไปเสมอ  แต่เป็นที่รักของญาติพี่น้อง เพราะตั้งแต่ขุนช้างเกิดมาครอบครัวก็ร่ำรวยขึ้น  พอเป็นหนุ่มก็ได้นางแก่นแก้ว เป็นภรรยา อยู่ด้วยกันได้ปีกว่านางก็ตาย จึงหันมาหมายปองนางพิมพิลาไลย แต่งงานกับนางสมใจปรารถนา


3. นางพิมพิลาไลย หรือ วันทอง


                                ?ทรวดทรงส่งศรีไม่มีแม้น                 อรชนอ้อนแอ้นประหนึ่งเหลา

                ผมสลวยสวยขำดำเป็นเงา                                  ให้ชื่อว่าเจ้าพิมพิลาไลย

      นางพิมพิลาไลย เป็นหญิงรูปงาม แต่ปากจัด พ่อชื่อ พันศรโยธา แม่ชื่อ นางศรีประจัน ต่อมารได้แต่งงานกับพลายแก้ว ซึ่งภายหลังมีลูกชายด้วยกัน คือ พลายงาม ครั้นพลายแก้วไปทำสงคราม นางก็ป่วยหนักรักษาเท่าไรก็ไม่หาย ขรัวตาจู วัดป่าเลไลย ตรวจดูดวงชะตาและแนะนำให้เปลี่ยนชื่อเป็น นางวันทอง อาการไข้จึงหายต่อมานางถูกแม่บังคับให้แต่งงานใหม่กับขุนช้าง นางต้องถูกประณามว่าเป็นหญิงสองใจ เมื่อมีคดีฟ้องร้องถึงสมเด็จพระพันวษา และพระองค์ให้นางเลือกว่าจะอยู่กับใคร แต่นางตัดสินใจไม่ถูกจึงถูกสั่งให้ประหารชีวิต

4.พลายงาม

                                                                                                                                                                               
                พลายงาม มีตำแหน่งทางราชการเป็นจมื่นไวยวรนาถ ซึ่งมักเรียนกันสั้น ๆ ว่า พระไวย หรือหมื่นไวย เป็นลูกของขุนแผนกับนางวันทอง แต่ไปคลอดที่บ้านของขุนช้าง เพราะนางถูกฉุดไปขณะที่ท้องแก่ ยิ่งโตพลายงามก็ยิ่งละม้ายคล้ายคลึงกับขุนแผนมากขึ้น ทำให้ขุนช้างเกลียดมาก วันหนึ่งจึงหลอกพลายงามไปฆ่าในป่า แต่โหงพรายของขุนแผนมาช่วยไว้ นางวันทองจึงให้ไปอยู่กับนางทองประศร ีที่กาญจนบุรีพลายงามได้เรียนวิชาจากตำราของพ่อจนเชี่ยวชาญ มีความสามารถเช่นเดียวกับขุนแผนต่อมาได้อาสายกทัพไปรบกับเชียงใหม่ แล้วถือโอกาสขออภัยโทษให้ขุนแผนออกจากคุกได้ เมื่อกลับมาจากสงครามก็ได้ตำแหน่งเป็นจมื่นไวยวรนาถ และมีภรรยาสองคน คือ นางศรีมาลา และนางสร้อยฟ้า


5. นางลาวทอง



                นางลาวทอง เป็นลูกของแสนคำแมน นายบ้านจอมทอง แห่งเชียงใหม่ แม่ชื่อนางศรีเงินยวง พ่อยกนางให้เป็นภรรยาของพลายแก้วเพื่อตอบแทนบุญคุณที่กองทัพของพลายแก้วไม่ได้รุกรานผู้คนในหมู่บ้านให้เดือนร้อน พลายแก้วพานางกลับมาที่กรุงศรีอยุธยาด้วย เมื่อได้ตำแหน่งขุนแผนแสนสะท้านแล้ว ก็พานางไปที่สุพรรณบุรี ครั้นได้พบกับนางวันทองก็โต้เถียงกันอย่างรุนแรง ขุนแผนโกรธที่ถูกนางวันทองพูดก้าวร้าวล่วงเกิน จึงพานางลาวทองไปอยู่ที่กาญจนบุรี ต่อมานางป่วยหนักขุนแผนจึงออกจากวังมาเยี่ยม ทำให้ขุนช้างมีโอกาสใส่ความขุนแผน นางจึงถูกพรากเข้าไปอยู่ในวังทำหน้าที่ปักสะดึงกรึงไหม แต่เมื่อขุนแผนขออภัยโทษให้นางเป็นอิสระ สมเด็จพระพันวษาก็ไม่พอใจสั่งจำคุกขุนแผนไว้ นางลาวทองจึงต้องพลัดพรากจากขุนแผนเป็นเวลานานถึง ๑๖ ปีจนกระทั่งขุนแผนพ้นโทษจึงได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีก

6. นางบัวลี่


                นางบัวคลี่ เป็นลูกสาวของหมื่นหาญกับนางสีจันทร์ นางมีรูปโฉมงดงามราวกับสาวชาววัง เจ้าเมืองกรมการแห่งกาญจนบุรีรู้กิตติศัพท์ความงามาของนางก็ส่งคนมาสู่ขอ แต่พ่อของนางไม่ยอมยกให้ เมื่อขุนแผนเดินทางไปเสาะหาของวิเศษ ๓ อย่าง คือ กุมารทอง ดาบ และม้าฝีเท้าดี ได้มาพบนางบัวคลี่เข้าก็มีความพอใจ จึงฝากตัวเข้าเป็นสมุนกับพ่อของนาง และได้นางเป็นภรยา จนนางตั้งท้อง ต่อมาพ่อของนางเห็นว่าขุนแผนมีวิชาอาคมเหนือกว่า ก็เกรงว่าจะถูกยึดอำนาจ จึงสั่งให้นางบัวคลี่วางยาพิษฆ่าขุนแผนเสีย นางก็เชื่อฟังพ่อยอมกระทำตาม แต่ขุนแผนรู้ตัวเสียก่อนก็แค้นเคืองที่นางคิดไม่ซื่อ จึงแกล้งทำเป็นถูกพิษและไม่สบาย ครั้นนางนอนหลับก็ใช้มีดผ่าท้องของนางควักเอาลูกในท้องออกมาทำพิธีปลุกเสกเป็นกุมารทอง

7. นางสายทอง


                นางสายทอง เป็นพี่เลี้ยงของนางพิมพิลาไลย ได้เลี้ยงดูอุ้มชูกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ จึงมีความรักใคร่สนิทสนมกันมาก เหมือนเป็นพี่น้องกันแท้ ๆ นางช่วยเป็นแม่สื่อให้พลายแก้วกับนางพิมพิลาไลยรักกัน และรู้เห็นเป็นใจให้คนทั้งสองแอบไปพบกันหลายครั้ง ต่อมานางก็ตกเป็นภรรยาของพลายแก้วด้วย นางสายทองเป็นเพื่อนคอยปลอบใจยามที่นางพิมพิลาไลยเศร้าโศก เพราะความอาลัยรักและห่วงไยพลายแก้วที่จากไปทำสงครามในแดนไกล แต่นางไม่เคยมีโอกาสอยู่ร่วมกับพลายแก้วอย่างใกล้ชิดในฐานะสามีภรรยาเลย แม้ว่าพลายแก้วจะมีหน้าที่ราชการสูงขึ้น ได้เป็นขุนแผนแสนสะท้านและได้เลื่อนเป็นพระสุริทรฤาไชย นางสายทองก็ยังอยู่กับนางศรีประจันแม่ของนางพิมพิลาไลยเช่นเดิม

8. นางแก้วกิริยา


                นางแก้วกิริยา เป็นลูกของพระยาสุโขทัยกับนางเพ็ญจันทร์ พ่อพานางมาขายฝากให้เป็นทาสของขุนช้างเพื่อนำเงินไปใช้หนี้ ขุนช้างนึกเอ็นดูจึงเลี้ยงนางไว้เป็นเหมือนน้องสาว ขุนแผนหาของสำคัญสามอย่าง คือ ดาบฟ้าฟื้น กุมารทอง และม้าสีหมอก ได้ครบแล้ว คืนหนึ่งก็บ้านของขุนช้างเพื่อลักตัวนางวันทองไป แต่เข้าห้องผิดไปเข้าห้องของนางแก้วกิริยาและได้นางเป็นภรรยา ก่อนจากกันขุนแผนมอบแหวนให้นางไว้ดูต่างหน้าและให้เงินไปไถ่ตัวจากขุนช้างด้วย ตลอดเวลานางเป็นภรรยาที่ดีและซื่อสัตย์ต่อขุนแผนเสมอ ยามที่ขุนแผนมีเคราะห์ต้องโทษถึงจำคุก นางก็ตามไปคอยปรนนิบัติดูแลอยู่จนพ้นโทษซึ่งกินเวลาถึง ๑๕ ปี นางมีลูกชายกับขุนแผนคือ พลายชุมพล

9. นางศรีมาลา


                นางศรีมาลา เป็นลูกของพระพิจิตรกับนางบุษบา นางเป็นหญิงที่งดงามทั้งรูปร่างหนน้าตา กิริยามารยาท และงามน้ำใจ นางได้พบและรักกับพลายงาม ตอนที่พลายงามกับขุนแผนยกทัพไปทำสงครามกับเชียงใหม่แล้วแวะเยี่ยมพ่อแม่ของนาง หลังจากเสร็จสงคราม นางได้แต่งงานกับพลายงามพร้อมกับนางสร้อยฟ้า นางได้รับความรักจากพลายและนางทองประศรีมากกว่าจึงทำให้นางสร้อยฟ้าอิจฉา นางสร้อยฟ้าจึงทำเสน่ห์ให้พลายงามหลงใหลและเกลียดชังนางศรีมาลา ทำให้นางปวดร้าวขมขื่นใจมากบางครั้งก็ถูกพลายงามทุบตีเพราะเชื่อที่นางสร้อยฟ้าใส่ความ ครั้นนางสร้อยฟ้าต้องโทษประหารชีวิต นางศรีมาลาก็ใจอ่อน ช่วยขออภัยโทษให้ นางสร้อยฟ้าจึงเพียงแต่ถูกเนรเทศไป ต่อมานางศรีมาลาก็ให้กำเนิดลูกชาย ขุนแผนตั้งชื่อให้ว่า พลายเพชร

10. นางสร้อยฟ้า


                นางสร้อยฟ้า เป็นธิดาของพระเจ้าเชียงอินทร์ เจ้าเมืองเชียงใหม่กับนางอัปสร นางสร้อยฟ้ามารูปโฉมงดงามมาก แต่กิริยามารยาทไม่เรียบร้อย นิสัยขี้อิจฉา เมื่อเชียงใหม่แพ้สงคราม สมเด็จพระพันวษาก็ยกนางให้แต่งงานกับพลายงามพร้อมกับนางศรีมาลา นางสร้อยฟ้าเจ็บใจที่พลายงามรักนางศรีมาลามากกว่า จึงให้เถรขวาดทำเสน่ห์ แล้วแกล้งหาเรื่องให้นางศรีมาลาถูกพลายงามทุบตี ต่อมาพลอยชุมพลก็แก้ไขได้ หลังจากที่พิสูจน์ได้ว่านางสร้อยฟ้าผิดจริง ก็ถูกสั่งให้ประหารชีวิต แต่นางอ้อนวอนให้นางศรีมาลาช่วย ขออภัยโทษ โดยอ้างอิงถึงลูกในท้องที่จะต้องตายไปกับนางด้วย นางจึงเพียงแต่ถูกเนรเทศไปอยู่ที่เชียงใหม่ตามเดิม ไม่นานต่อมานางก็คลอดลูกชายชื่อ พลายยง

11. สมเด็จพระพันวษา


                สมเด็จพระพันวษา เป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ยุคนี้เป็นยุคที่บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง มีความอุดมสมบูรณ์ ราษฎรทั้งหลายอยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุขบรรดาประเทศใกล้เคียงก็ยอมอ่อนน้อม เพราะยำเกรงบารมี สมเด็จพระพันวษามีนิสัยโกรธง่าย ดังเช่นเมื่อขุนไกรต้อนควายป่ามาเข้าคอกให้พระองค์ล่า แต่ควายตื่นตกใจหนีเตลิด ขุนไกรจึงใช้หอกไล่แทงควายตายไปมากมาย สมเด็จพระพันวษาก็โกรธสั่งให้ประหารชีวิตขุนไกรทันที แต่พระองค์ก็นับว่าเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีความยุติธรรมต่อพวกทหาร เสนาอำมาตย์ และราษฎรพอสมควร เมื่อมีคดีฟ้องร้องกัน ก็จะให้มีการไต่สวน และพิสูจน์ความจริงให้ประจักษ์ชัดเสียก่อนจึงจะลงโทษ เช่น ในคราวที่นางสร้อยฟ้าทำเสน่ห์ให้จมื่นไวยวรนาถ (พลายงาม) หลงรักแล้วถูกจับได้ แต่ไม่มีพยานยืนยัน สมเด็จพระพันวษาก็ให้ลุยไฟพิสูจน์ จนรู้แน่ว่านางสร้อยฟ้าเป็นฝ่ายผิดจึงได้สั่งลงโทษ

12. ขุนไกร


                ขุนไกรพลพ่าย แต่งงานกับนางทองประศรี แล้วมีลูกชายด้วยกัน ชื่อ พลายแก้ว ขุนไกรมีความรู้ทางคงกระพันชาตรี รับราชการทหารมีไพร่พลในบังคับบัญชา ๗๐๐ คน คราวหนึ่งสมเด็จพระพันวษาประสงค์จะล่าควายป่า สั่งให้ขุนไกรปลูกสร้างพลับพลา และต้อนควายป่าเข้าคอกเตรียมไว้ แต่ควายป่าเหล่านั้นพากันแตกตื่นไม่ยอมเข้าคอก และยังไล่ขวิดคนอีกด้วย ขุนไกรจึงคว้าหอกไล่แทงควายตายไปมากมาย ที่เหลือก็หนีเข้าป่าไป สมเด็จพระพันวษาโกรธ หาว่าขุนไกรแกล้งแทงควายเล่นสั่งให้ประหารชีวิตขุนไกรเสีย แล้วให้รีบทรัพย์สมบัติทั้งหมด รวมทั้งภรยา ลูกและข้าทาสบริวารด้วยขุนไกรเป็นห่วงภรรยาและลูกจึงขอร้องให้เพื่อนสนิทคือ หลวงฤทธานนท์ไปส่งข่าวด้วย นางทองประศรีจึงพาลูกหนีไปได้ก่อนที่พวกทหารจะไปจับกุมตัว

13. นางทองประศรี


                นางทองประศรี เดิมเป็นชาวบ้านวัดตะไกร พอแต่งงานกับขุนไกรพลพ่ายก็ย้ายไปอยู่กินด้วยกันที่สุพรรณบุรี แล้วให้กำเนิดลูกชายคนหนึ่ง คือ พลายแก้ว นางเป็นหญิงที่มีน้ำใจเด็ดเดี่ยว ทรหดอดทน แต่ปากร้าย  ในคราวที่ขุนไกรผู้เป็นสามีประสบเคราะห์กรรมถึงถูกประหารชีวิต นางทองประศรีรู้ข่าวแล้วก็รีบพาลูกหนีระหกระเหินเข้าป่ามุ่งหน้าไปหาญาติของขุนไกรที่กาญจนบุรี แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินอย่างขยันขันแข็งค่อยเก็บหอมรอมริม จนมีฐานะดีขึ้น และเลี้ยงดูลูกชายคนเดียวอย่างเอาใจใส่คอยอบรมสั่งสอนให้เป็นคนดีอยู่เสมอ

14. ขุนศรีวิชัย


                ขุนศรีวิชัย รับราชการเป็นนายกรมช้างกองนอก เป็นเศรษฐีใหญ่ของเมืองสุพรรณบุรี มีภรรยาชื่อ นางเทพทอง และมีลูกชายด้วยกันชื่อ ขุนช้าง ต่อมานายโจรจันศรยกพวกเข้าปล้นบ้าน ขุนศรีวิชัยกระโดดลงจากบ้านหนีมาช่วย แต่จำนวนคนน้อยกว่าพวกโจร ขุนศรีวิชัยจึงถูกจับตัวได้ พวกโจรรุมกันฟันแทง แต่อาวุธไม่ระคายผิว หอยผิว หอกดาบเหล่านั้นกลับหักหมด พวกโจรจึงช่วยกันจับแล้วใช้หลาวสวนทวารจนขุนศรีวิชัยขาดใจตาย



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15 ธันวาคม 2008, 01:24:56 am โดย d@eng » บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14305


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: 15 ธันวาคม 2008, 02:07:52 am »


15. นางเทพทอง


                นางเทพทอง เป็นแม่ของขุนช้าง มีนิสัยปากจัด ด่าเก่งตอนตั้งท้องขุนช้างนั้น นางฝันว่ามีนกตะกรุมคาบช้างเน่ามาให้ ขุนศรีวิชัยผู้เป็นสามีทำนายฝันให้ว่าจะได้ลูกชาย มีวาสนาดี ทำให้พ่อแม่ร่ำรวยขึ้น แต่จะต้องขายหน้าเพราะหัวล้านตั้งแต่เกิด เมื่อคลอดลูกแล้วปรากฏว่าลูกชายของนางหัวล้านจริง ๆ หน้าตาก็ไม่น่ารัก นางนึกอับอายขายหน้าเพื่อนบ้าน จึงเกลียดชังขุนช้าง ไม่ใคร่จะอุ้มชูเลี้ยงดูลูกเหมือนแม่คนอื่น ๆ มิหนำซ้ำยังด่าแช่งเว้นแต่ละวัน

16. พันศรโยธา


                พันศรโยธา มีภรรยาชื่อ นางศรีประจัน มีลูกสาวสวยชื่อ นางพิมพิลาไลย พันศรโยธามีฐานะดีเป็นเศรษฐีคนหนึ่งของเมืองสุพรรณบุรี มีอาชีพเป็นพ่อค้า เดินทางไปค้าขายต่างเมืองบอยู่เสมอ ต่อมาไปค้าขายที่ละว้า พอกลับมาถึงบ้านก็ป่วยหนัก อยากกินแต่พวกเนื้อหมู เนื้อวัวพล่า นางศรีประจันพยายามรักษาพยาบาล อาการก็ดีขึ้นเพียงชั่วคราวแล้วก็เป็นอีก ทุกคนลงความเห็นว่าถูกผีเข้า ในที่สุดก็สิ้นใจตาย

17. นางศรีประจัน


                นางศรีประจัน เป็นแม่ของนางพิมพิลาไลยหรือนางวันทองนั่นเอง นางเป็นคนปากจัด ด่าเก่ง และเอาแต่ใจตนเอง ขุนช้างมาบอกข่าวว่าพลายแก้วตาย และขู่ว่านางวันทองจะต้องถูกจับกุมตัวเข้าวังเป็นม่ายหลวง นอกจากรีบแต่งงานใหม่เสีย แล้วขุนช้างก็เอาเงินทองมีค่ามาล่อใจ นางศรีประจันจึงคิดให้นางวันทองแต่งงานกับขุนช้าง แม้ว่านางวันทองกับคนอื่นๆ จุพยายามคัดค้านแต่นางศรีประจันใสใจ บังคับให้นางวันทองแต่งงานใหม่กับขุนช้างจนได้ การกระทำของนางทำให้ลูกสาวต้องมีสามีถึงสองคน และมีเหตุวุ่นวายแย่งตัวนางวันทองกัน ผลสุดท้ายนางวันทองถูกประหารชีวิต

18. พลายชุมพล


                พลายชุมพล เป็นลูกของขุนแผนกับนางแก้วกิริยา เป็นน้องของพลายงาม เมื่อขุนแผนเป็นเจ้าเมืองกาญจนบุรี นางทองประศรีก็ขอมาเลี้ยงไว้ที่กรุงศรีอยุธยาตั้งแต่เด็ก ๆ ครั้นเกิดเรื่องหึงหวงกันระหว่างนางศรีมาลากับนางสร้อยฟ้า พลายชุมพลก็หนีไปหาพ่อแม่ที่กาญจนบุรี แล้วหนีต่อไปหายายที่สุโขทัย ได้บวชเณรและเรียนวิชาล่องหนหายตัว ดำดิน เสกหุ่นหญ้า อยู่ยงคงกระพัน สำเร็จวิชาแล้วก็สึกจากเณรปลอมตัวเป็นมอญ ใช้ชื่อว่า สมิงมัตรา ยกทัพหุ่นหญ้าเสกมาสมทบกับขุนแผนเพื่อจับตัวพลายงาม พลายงามรู้ตัวรีบหนีไปฟ้องสมเด็จพระพันวษา พระองค์จึงเรียกตัวมาสอบถามแล้วมอบให้พลายชุมพลสืบหาคนทำเสน่ห์จนสามารถแก้ไขได้สำเร็จ ต่อมาก็อาสาไปปราบเถรขวาดซึ่งแปลงเป็นจระเข้มาอาละวาดฆ่าคน และจับตัวเถรขวาดได้สมเด็จพระพันวษาจึงแต่งตั้งให้เป็นหลวงนายฤทธิ์

19. กุมารทอง


                กุมารทอง คือ ผีเด็ก ซึ่งเป็นลูกของขุนแผนกับนางบัวคลี่ เมื่อขุนแผนรู้ตัวว่านางบัวคลี่วางยาพิษฆ่าตนก็ทั้งรักทั้งแค้น พอนางนอนหลับก็ใช้มีดผ่าท้องแล้วอุ้มเด็กในท้องของนางไปทำพิธีย่างไฟให้แห้งสนิทในโบสถ์พระประธาน ปลุกเสกด้วยคาถาอาคมขลังจนลุกขึ้นนั่งได้ ขุนแผนตั้งชื่อว่า กุมารทอง กุมารทองนี้ติดตามขุนแผนไปทุกหนทุกแห่ง โดยไม่มีใครมองเห็นตัว คอยรายงานเหตุการณ์ต่าง ๆ ให้ขุนแผนรู้อยู่เสมอ บางครั้งก็แปลงร่างเป็นคนได้อีกด้วย เช่น คราวที่พลายชุมพลหนีย่าไปหาพ่อแม่ที่กาญจนบุรี กุมารทองก็แปลงร่างเป็นเด็กเดินไปเป็นเพื่อนชวนคุย ชวนชมนกชมไม้ให้เพลิดเพลิน จนถึงบ้านของขุนแผนอย่างปลอดภัย

20. ม้าสีหมอก


                สีหมอก เป็นม้าแสนรู้พาหนะประจำตัวของขุนแผน แม่เป็นม้าเทศชื่อ อีเหลือง พ่อเป็นม้าน้ำ คลอดจากท้องแม่เมื่อวันเสาร์ขึ้น ๙ ค่ำ ตัวสีหมอก ตาสีดำ หลวงศรีวรข่านได้รับคำสั่งจากสมเด็จพระพันวษาให้ไปซื้อม้าที่เมืองมะริด ประเทศอินเดีย สีหมอกซึ่งเป็นลูกม้ารุ่นหนุ่มก็ติดตามแม่มาด้วย แต่ความซุกซนทำให้เที่ยวไล่กัดม้าตัวอื่นๆ อยู่เสมอ จึงทำให้ถูกคนดูแลม้าไล่ตีเอาเนือง ๆ  ขุนแผนไปพบเข้าที่เพชรบุรี เห็นสีหมอกมีลักษณะดี ต้องตามตำราจึงเข้าไปขอซื้อ แล้วเสกหญ้าให้กิน สีหมอกก็ติดตามขุนแผนไปโดยดี

21. เถรขวาด


                เถรขวาด เป็นพระภิกษุลาว มีคาถาอาคมขลัง ชอบฉันสุราจนเมามาย เดิมอยู่วัดที่เชียงใหม่ พระเจ้าเชียงอินทร์ขอให้มาอยู่เป็นเพื่อนนางสร้อยฟ้าที่กรุงศรีอยุธยาเพื่อคอยช่วยเหลือยามเดือดร้อน โดยไปอาศัยที่กุฏิร้างในวัดพระยาแมนกับเณรจิ๋วรับปราบภูตผีปีศาจ รดน้ำมนต์ และรักษาโรคให้ชาวบ้าน เถรขวาดช่วยทำเสน่ห์ให้พลายงามหลงใหลนางสร้อยฟ้า ต่อมาถูกพลายชุมพลจับตัวได้และแก้เสน่ห์สำเร็จ แต่เถรขวาดก็สะเดาะโซ่ตรวนพาเณรจิ๋วหนีไปได้ แล้วแปลงเป็นจระเข้คอยฟังข่าวนางสร้อยฟ้าอยู่ในแม่น้ำจนพบกัน ขณะที่นางถูกเนรเทศให้เดินทางกลับเชียงใหม่ พระเจ้าเชียงอินทร์ให้บำเหน็จความดีความชอบ โดยตั้งให้เป็นพระสังฆราช เถรขวาดยังผูกใจเจ็บพลายชุมพล จึงแปลงเป็นจระเข้ใหญ่อาละวาดกัดคนในกรุงศรีอยุธยาตายไปมากมาย พลายชุมพลรับอาสามาปราบ แล้วจับเถรขวาดได้ สมเด็จพระพันวษาสั่งให้ประหารชีวิตเสีย

     
 
บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14305


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: 15 ธันวาคม 2008, 02:09:39 am »


22. เณรจิ๋ว



                เณรจิ๋ว เป็นลูกศิษย์ของเถรขวาดซึ่งติดตามมาจากเชียงใหม่ มาอยู่ที่วัดพระยาแมนด้วยกัน เณรจิ๋วรู้เห็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องของเถรขวาดตลอดเวลา แต่ความที่ต้องการเรียนวิชาจากเถรขวาด จึงยอมอยู่ด้วย และคอยช่วยเหลือเมื่อเข้าที่คับขัน เณรจิ๋วมีสติปัญญาเฉียวฉลาด เห็นว่าเถรขวาดกับตนบิณฑบาตได้อาหารน้อยจนไม่พอฉันก็เที่ยวไปบอกเล่าชาวบ้านว่าเถรขวาดอาจารย์ของตนมีวิชาดี รักษาโรคได้ปราบภูตผีปีศาจได้ พวกชาวบ้านมีศรัทธาจึงพากันมาขอเครื่องรางของขลัง ขอยา บ้างก็มาให้รดน้ำมนต์ และนำอาหารคาวหวานมาถวายทุกวัน เมื่อเถรขวาดจะแปลงเป็นจระเข้มาแก้แค้นพลายชุมพล เณรจิ๋วก็พยายามตักเตือน แต่เถรขวาดไม่เชื่อ ในที่สุดจึงต้องตาย

23. หลวงตาจู


                ขรัวตาจู คือ พระภิกษุชรา อยู่ที่วัดป่าเลไลย สุพรรณบุรี เก่งทางดูฤกษ์ยามทำนายทายทักโชคชะตาได้อย่างแม่นยำ ทั้งยังมีเวทย์มนต์คาถาอาคมขลังอีกด้วย คราวที่นางพิมพิลาไลยเจ็บหนัก ขรัวตาจูก็แนะนำให้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นวันทอง แล้วอาการเจ็บไข้ได้ป่ายก็หายและเมื่อขุนช้างมาบอกข่าวว่าพลายแก้วตายแล้ว นางวันทองก็รีบไปหาขรัวตาจูที่วัดทันทีเพื่อให้ช่วยตรวจดูดวงชะตาของพลายแก้ว ขรัวตาจูทำนายว่าพลายแก้วจะชนะศึกกลับมา ได้ข้าวของเงินทองและเชลยมามากมาย ซึ่งปรากฏว่าเป็นจริงตามคำทำนายของขรัวตาจูทุกประการ

24. โหงพลาย


                โหงพราย เป็นผีที่ขุนแผนเลี้ยงไว้ใช้ โดยไปทำพิธีปลุกขึ้นมาจากป่าช้าตั้งแต่ยังเป็นพลายแก้วและเพิ่งสึกจากเณร พวกโหงพรายรับใช้ขุนแผนอย่างซื่อสัตย์ตลอดมา ตอนที่ยังไม่มีม้าสีหมอกก็ได้อาศัยขี่คอโหงพราย เดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างรวดเร็ว และคอยกระซิบเตือนเมื่อจะมีภัย เช่น คราวที่นางบัวคลี่วางยาพิษในอาหารนอกจากนั้นยังช่วยปกป้องคุ้มครองญาติใกล้ชิดของขุนแผนด้วย เคยช่วยเหลือพลายงามไว้ ตอนที่ถูกขุนช้างหลอกไปฆ่าในป่า และช่วยนางศรีมาลาคราวที่สมเด็จพระพันวษาให้นั่งเรือไปรับขุนแผนกันพลายชุมพลเข้าวังเพื่อสอบสวนคดีทำเสน่ห์แล้วนางสร้อยฟ้าสั่งให้พรรคพวกไปดักซุ่มฆ่านางศรีมาลาระหว่างทาง
 

25. ขุนรามอินทรา




                ขุนรามอินทรา ได้เคยสาบานเป็นเพื่อนตายกับขุนช้างขุนแผน พระหมื่นศรีและขุนเพชรอินทรา ครั้งที่ขุนช้างทูลฟ้องสมเด็จพระพันวษาว่าขุนแผนบุกขึ้นเรือนตนลักพาวันทองไป สมเด็จพระพันวษาทรงเห็นว่าไม่ควรฟังความข้างเดียว จึงรับสั่งให้พระหมื่นศรีกับจมื่นไวยเป็นแม่ทัพ ให้ขุนรามอินทราเป็นปีกซ้าย ขุนเพชรอินทราเป็นปีกขวาคุมทหารห้าพันคนไปดูร่องรอยที่บ้านของขุนช้าง และไปตามตัวขุนแผนมาเข้าเผ้าให้ได้ ถ้าขุนแผนดื้อดึงก็ให้ตัดหัวเสียบประจานไว้ในป่าเสียเลย คืนนั้นเอง ภรรยาของขุนรามอินทราฝันว่าฟันหักไปสามซี่นางตกใจตื่นขึ้นเล่าให้สามีฟัง ขุนรามอินทราก็พยายามปลอบให้ภรรยาเลิกคิดกังวล ครั้นรุ่งเช้าแต่งกายเสร็จเดินลงจากบ้าน ก็มีเหตุอัศจรรย์บันไดหักทีเดียวห้าขั้นขุนรามอินทราสังหรณ์ใจว่าไปคราวนี้คงต้องตายเป็นแน่ แต่ไม่อาจละทิ้งหน้าที่ได้ เมื่อยกทัพไปพบขุนแผนในป่าและต่อสู้กันขุนรามอินทราก็ถูกขุนแผนฟันตกจากหลังช้างสิ้นใจตาย

26. จมื่นศรีาวรักษ์


                จมื่นศรีสาวรักษ์ ซึ่งมักเรียกกันสั้น ๆ ว่า หมื่นศรี เป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ของสมเด็จพระพันวษา เป็นผู้ที่สมเด็จพระพันวษาไว้วางใจมาก มักมอบหมายให้ทำงานต่าง ๆ อยู่เสมอ หมื่นศรีทำหน้าที่ฝึกงานให้ขุนแผนกับขุนช้าง เมื่อเข้ารับราชการในวังใหม่ ๆ รักและเอ็ดดูขุนแผนมาก ได้ให้ความช่วยเหลืออยู่เสมอ ขุนแผนก็ซาบซึ้งในบุญคุณถึงกับเรียกหมื่นศรีว่า คุณพ่อ ครั้งขุนแผนพานางวันทองออกจากป่ามามอบตัวสู้คดี หมื่นศรีก็ให้พักอาศัยอยู่ที่บ้าน พอพลายงามโตขึ้นเรียนวิชาสำเร็จ ขุนแผนก็พาไปฝากไว้กับหมื่นศรีอีก ซึ่งหมื่นศรีก็รับอุปการะไว้และพาเข้ารับราชการกับสมเด็จพระพันวษาเมื่อมีโอกาส

27. หมื่นหาญ


                                ?สูงเกือบสี่ศอกตากลอกโพลง                          หนวดโง้งงอนปลายทั้งซ้ายขวา

                ขอบตาแดงฉาดดังชาดทา                                  เนื้อแน่นหนังหนาดูน่ากลัว

                ผมหยิกหยักศกอกเป็นขน                                                  ทรหดอดทนมิใช่ชั่ว

                ปลุกเสกเครื่องฝังไว้ทั้งตัว                                                 เป็นปมปุ่มไปทั่วทั้งกายตน?

      หมื่นหาญ เดิมชื่อ นายเดช มีฉายาว่ากระดูกดำ เป็นหัวหน้าโจรอยู่ที่บ้านถ้ำ กาญจนบุรี มีวิชาดีไม่ว่าปืนหรืออาวุธอื่นใดก็ไม่อาจระคายผิวได้ มีภรรยาชื่อ นางสีจันทร์ มีลูกสาวคนเดียวชื่อ นางบัวคลี่ ต่อมาหมื่นหาญเป็นคนขี้ระแวง ดังนั้นพอรู้ว่าขุนแผนมีวิชาเหนือกว่าตนก็ไม่พอใจ สั่งให้นางบัวคลี่วางยาพิษฆ่าเสีย แต่นางบัวคลี่ก็ต้องตายด้วยน้ำมือของขุนแผน เนื่องจากขุนแผนรู้ตัวเสียก่อน

28. ศรพระยา

                ศรพระยา มีศักดิ์เป็นพี่ชายของขุนช้าง เพราะเป็นลูกชายของป้า ซึ่งมีด้วยกัน 3 คน คือ พันศร ศรพระยา และราทยา เฉพาะศรพระยา และราทยานั้นมักติดตามขุนช้างอย่างใกล้ชิด ทำทุกอย่างตามแต่ขุนช้างจะใช้ จึงเป็นที่ขบข้นของชาวบ้านที่ได้พบเห็นอยู่เสมอ เพราะศรพระยากับราทยาก็หัวล้านเช่นเดียวกับขุนช้าง มิหนำซ้ำยังมีกิริยาท่าทางกระโดกกระเดกคล้ายกันอีกด้วย ครั้งที่ขุนแผนต้องโทษจำคุก ศรพระยาก็เป็นผู้นำข่าวไปบอกขุนช้าง และยุยงให้ไปรับนางวันทองกลับมาอยู่ด้วยกันอีก



   เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนเป็นนิยายของไทยระดับชาวบ้านอย่างแท้จริง  มีรายละเอียดของชีวิตไทยในสมัยก่อนบันทึกไว้มากมาย ควรแก่การอนุรักษ์ในฐานะเป็นตำราไทยคดีศึกษา  และควรแก่การศึกษาอย่างยิ่ง  เพราะมีทั้งรายละเอียดของชีวิต  มีเรื่องของสังคมไทย            วัฒนธรรมไทย  รัฐศาสตร์  และนิติศาสตร์ ์ รวมอยู่ในในบทเสภา  ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นวรรณคดีที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งของไทย

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15 ธันวาคม 2008, 02:20:40 am โดย d@eng » บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: