หน้า: [1] 2   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ( จังหวัดสมุทรปราการ)แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวและอาหารอร่อยประจำท้องถิ่น+ร้านเด็ดๆ  (อ่าน 13327 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แดง Lebanon
d@eng Lebanon
Auther
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +60/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3390


~ รักนะ..นาวี 22~

try.to.dream@hotmail.com messages_d_4u@yahoo!.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: 20 เมษายน 2008, 11:32:50 pm »

                                           

จังหวัดสมุทรปราการ
ชื่อเดิม เมืองพระประแดง
ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัด พระสมุทรเจดีย์ 
ต้นไม้ประจำจังหวัด โพทะเล
คำขวัญประจำจังหวัด ป้อมยุทธนาวี พระเจดีย์กลางน้ำ ฟาร์มจระเข้ใหญ่ งามวิไลเมืองโบราณ สงกรานต์พระประแดง                                  ปลาสลิดแห้งรสดี ประเพณีรับบัว ครบถ้วนทั่วอุตสาหกรรม 
ประเพณีท้องถิ่น รับบัว-โยนบัว,สงกรานต์     


ขอเชิญชวนสมาชิกทุกท่าน แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวและอาหารอร่อยประจำท้องถิ่น+ร้านเด็ดๆ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20 เมษายน 2008, 11:40:18 pm โดย แดงคนดี » บันทึกการเข้า



~คน  ก็เหมือน คอม   *เข้าใจวิธีดูแลรักษา เอาไว้ให้ดี *แล้วเขาจะอยู่กับเรานานๆ~
oui
Full Member
***

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 195


rapeepron_aui@hotmail.com
« ตอบ #1 เมื่อ: 20 เมษายน 2008, 11:36:38 pm »

เด็กสมุทรปราการข้อตอบนะคะ

 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

oui
Full Member
***

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 195


rapeepron_aui@hotmail.com
« ตอบ #2 เมื่อ: 20 เมษายน 2008, 11:41:27 pm »

สถานที่ท่องเที่ยว จังหวัดสมุทรปราการ มีอยู่ด้วยกันหลายที่เลย

เริ่มแนะนำสถานที่แรกก่อนคือ

ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง

ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสมุทรปราการ


      สมุทรปราการเป็นเมืองปากแม่น้ำเจ้าพระยา สถาปนาขึ้นเมื่อครั้งแผ่นดินพระเจ้าทรงธรรม ปรากฏนามเมืองปากน้ำ ในหมวดพระอัยการตำแหน่งนาทหารหัวเมือง ตามกฎหมายตราสามดวงว่าเป็นเมืองชั้นที่ 4 (ชั้นจัตวา) ลำดับที่ 24 อยู่ในความดูแลของกรมท่า เจ้าเมืองถือศักดินา 3,000 ไร่ ถือเป็นเมืองหน้าด่านทางทะเล เรือสำเภาที่เข้ามาหรือออกจากกรุงศรีอยุธยาต้องผ่านเมืองนี้
       ต่อมาสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีพระราชดำริที่จะสร้างเมืองขึ้นมาใหม่แทนเมืองเดิมที่อยู่ห่างปากแม่น้ำเจ้าพระยาออกไป จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์เป็นแม่กองกับพระยาสุริยวงศ์โกษา ซึ่งเลื่อนเป็นเจ้าพระยากระคลัง (ดิศ) มาสร้างเมืองสมุทรปราการเมื่อ จุลศักราช 1181 (พ.ศ. 2362) ในครั้งนั้นได้มีการทำพิธีฝังหลักเมืองโดยกำหนดดังนี้
      เริ่มพิธีวันอาทิตย์เดือน 4 ขึ้น 7 ค่ำ ปีมะเมีย จัตวาศก (16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2365)
      วันพุธ เดือน 4 ขึ้น 10 ค่ำ (19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2365) ค่ำย่ำรุ่งแล้ว 4 นาฬิกา 6 บาท ได้ฤกษ์เอาแผ่นยันต์ทอง เงิน ทองแดง ดีบุก และศิลา ลงสู่ภูมิบาท แล้วยกเสาหลักเมือง
      วันเสาร์เดือน 4 ขึ้น 13 ค่ำ (22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2365) เวลาเช้าย่ำรุ่งแล้ว 5 นาฬิกา 6 บาท ฝังอาถรรพ์แผ่นยันต์องค์รักษ์อีกครั้งหนึ่ง
      ที่ตั้งของศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสมุทรปราการ ปัจจุบันอยู่ที่สุดถนนหลักเมืองบรรจบกับถนนประโคนชัย เป็นศาลเก่าแก่ที่มีอายุเกือบ 200 ปี จึงมีการซ่อมแซมหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายซ่อมเมื่อ 18 กันยายน พ.ศ. 2529 เนื่องจากท้องที่นี้เป็นชุมชนที่อยู่อาศัยของชาวจีนที่เข้ามาตั้งรกรากค้าขาย และเป็นกุลีมานานตั้งแต่ไทยเริ่มมีการติดต่อค้าขายกับจีน ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสมุทรปราการ เดิมเป็นอาคารทรงไทย และประชาชนก็มาสักการะหลักเมืองกันอยู่เสมอ แต่เมื่อศาลหลักเมืองทรงไทยชำรุดทรุดโทรมลง ชาวไทยเชื้อสายจีนในปากน้ำ แล้ผู้ที่เคารพบูชาหลักเมืองสมุทรปราการ จึงได้ร่วมกันสร้างศาลหลักเมืองขึ้นใหม่ คราวนี้จึงมีตัวอาคารมีรูปทรงเหมือนศาลเจ้าจีนทั่วไป เป็นตัวอย่างหนึ่งของการผสมผสานวัฒนธรรมไทย - จีน เจ้าพ่อหลักเมืองสมุทรปราการปั้นเป็นรูปขุนนางจีนโบราณในเครื่องแบบเต็มยศ สวมหมวก นั่งบนเก้าอี้ ขนาบข้างด้วยบริวารข้างละคน อยู่ในซุ้มบูชาตรงกลางห้อง บริเวณปากเจ้าพ่อหลักเมือง เปื้อนฝิ่นสีดำเป็นมัน เนื่องจากชาวบ้านบางคนมาเซ่นบูชาด้วยฝิ่น รอบศาลเป็นถิ่นที่อยู่ของชาวจีน และเคยมีโรงยาฝิ่นอยู่ทางใต้ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ซึ่งแต่เดิมนั้นทางการไทยยอมให้ชาวจีนสูบฝิ่นและตั้งโรงยาฝิ่นได้ไม่ถือว่าผิดกฎหมายแต่อย่างใด เพิ่มมายกเลิกเมื่อ พ.ศ. 2502 สมัยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี
       เครื่องเซ่นไหว้บูชาเจ้าพ่อหลักเมืองสมุทรปราการ เป็นคติการไหว้บูชาบรรพบุรุษ อาทิ หัวหมู เป็ด ไก่ต้มสุก ขนม ส้ม ผลไม้ ดอกไม้ ธูปหลายดอกและเทียน ผสมอย่างไทยมีพวงมาลัยและการปิดทอง
ทางเบื้องซ้ายที่ประทับของเจ้าพ่อหลักเมือง มีเสาหลักเมืองปักอยู่ 1 ต้น เป็นจีนปนไทย กล่าวคือเสาเป็นไม้กลึงกลม สูงราว 6 ศอกเศษ ส่วนยอดเสากลึงเป็นดุมลดหลั่นยอดเป็นพุ่มแหลมเป็นอย่างไทย แต่แกะสลักเป็นมังกรพันเสาหลักเมืองขึ้นไป มังกรมีเกล็ดและขาอย่างจระเข้มีผ้าเจ็ดสีพันรอบเสา มีซุ้มโค้งโอบครึ่งเสาเปิดด้านหน้า ยอดซุ้ม ถ้าไม่สังเกตจะไม่รู้ว่าเป็นเสาหลักเมือง
      หลักเมืองสมุทรปราการเป็นที่พึ่งทางใจของชาวสมุทรปราการมานานหลายชั่วคนยามใดที่เป็นทุกข์ ต้องมาเซ่นไหว้บนบานขอให้เจ้าพ่อหลักเมืองให้ช่วยปัดเป่าขจัดทุกข์นั้นได้ผลประการใด สังเกตจากจำนวนผู้มาแก้บนที่มีมากในแต่ละวัน


บันทึกการเข้า

oui
Full Member
***

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 195


rapeepron_aui@hotmail.com
« ตอบ #3 เมื่อ: 20 เมษายน 2008, 11:45:37 pm »

ต่อด้วย สถานที่ 2

พระเจดีย์กลางน้ำ
[/font][/color]

พระสมุทรเจดีย์ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวประเภทโบราณสถานและเป็นปูชนียสถานที่สำคัญ ซึ่งมีผู้คนมาเคารพสักการะบูชา และยังเป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัดสมุทรปราการ ผู้คนทั่วไปจะเรียกกันติดปากว่า พระเจดีย์กลางน้ำ เนื่องจากเดิมบริเวณที่ก่อสร้างพระสมุทรเจดีย์เป็นเกาะที่มีน้ำล้อมรอบ แต่ต่อมาแผ่นดินได้งอกเพิ่มออกมาจนในปัจจุบันไม่มีสภาพเป็นเกาะอีกต่อไป

งานนมัสการพระสมุทรเจดีย์ " จะเริ่มจัดในวันแรม 5 ค่ำเดือน 11 ของทุกปี โดยงานจะมีด้วยกัน 9 วัน 9 คืน ในวันเปิดจะมีงานจะมีขบวนแห่ผ้าห่มองค์พระสมุทรเจดีย์ไปตามถนน บริเวณศาลากลางจังหวัด โดยมีบรรดาข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน และนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ แต่งกายตามประเพณีไทยอย่างงดงาม ต่อจากนั้นจะมีขบวนแห่ผ้าห่มลงเรือไปตามแม่น้ำเจ้าพระยาไปที่อำเภอพระประแดงแล้วจึงนำกลับทางเรือเพื่อไปห่มรอบองค์พระสมุทรเจดีย์ ในตอนกลางคืนจัดแสดงมหรสพสมโภช มีการแสดงการละเล่นต่างๆ ตลอดจนการออกร้านค้าจำหน่ายสินค้า
 
 การเดินทาง :-

 ทางรถยนต์ :-
 ถนนสุขุมวิท (สายเก่า) เป็นทางหลวงแผ่นดิน จากกรุงเทพฯ เข้าสู่ตัวจังหวัดสมุทรปราการ

 ทางรถโดยสารประจำทางปรับอากาศ :-
 สาย 511 ( ปอ 11 เดิม ) จากสายใต้ใหม่ ไปลงที่ศาลากลางจังหวัด
 สาย 507 จากสายใต้ใหม่ ไปลงที่ศาลากลางจังหวัด
 สาย 536 จากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ไปลงที่ศาลากลางจังหวัด
 สาย 25 จากท่าช้าง ไปลงที่ศาลากลางจังหวัด


 จากนั้นข้ามไปยังพระสมุทรเจดีย์ ด้วยการนั่งเรือข้ามฟาก
 เรือข้ามฟากในตลาด ค่าบริการท่านละ 2 บาท
 เรือข้ามฟากจากบริเวณศาลากลางจังหวัด ค่าบริการท่านล่ะ 4 บาท
 
บันทึกการเข้า

oui
Full Member
***

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 195


rapeepron_aui@hotmail.com
« ตอบ #4 เมื่อ: 20 เมษายน 2008, 11:47:58 pm »

สถานที่ 3

ป้อมพระจุลจอมเกล้า
[/b]

ป้อมพระจุลจอมเกล้า เป็นสถานที่ท่องเที่ยวประเภทสิ่งก่อสร้างที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ และพิพิธภัณฑ์ทางเรือ ป้อมนี้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เนื่องจากทรงมีพระราชปรารภว่าป้อมปืนของเดิมที่เมืองสมุทรปราการเก่าเกินไปและอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถใช้ในการป้องกันศัตรูที่บุกรุกเข้ามาทางทะเลได้ จึงทรงสั่งให้จัดสร้างป้อมปราการที่ทันสมัยขึ้นที่บริเวณปากน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ห่างจากพระสมุทรเจดีย์ประมาณ 7 กิโลเมตร ลงมือก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. 2427 และเสร็จสิ้นในปี พ.ศ. 2436 และทรงพระราชทานชื่อว่า ป้อมพระจุลฯ โดยได้เสด็จพระราชดำเนินมาเปิดป้อมพระจุลฯ และทรงทดลองยิงปืนประจำป้อมด้วยพระองค์เอง ซึ่งหลังจากเปิดป้อมพระจุลฯ ได้เพียง 2 เดือนเศษก็เกิดเหตุการณ์ ร.ศ. 112 ที่เรือรบฝรั่งเศสได้ล่วงล้ำอธิปไตยทางทะเลโดยบุกรุกเข้ามาและเกิดการยิงต่อสู้กันได้รับความเสียหายทั้งสองฝ่าย

 ปัจจุบันนอกจากป้อมพระจุลฯ แล้ว ภายในบริเวณนี้ยังเป็นที่ตั้งของพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ซึ่งทรงฉลองพระองค์ในชุดจอมทัพเรือมีความสูงถึง 17.50 เมตร นับว่าเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์ที่สง่างามยิ่งนัก และภายใต้แท่นที่ประทับได้จัดทำเป็นห้องสำหรับแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับภาพประวัติศาสตร์ของเมืองปากน้ำ นอกจากนี้กองทัพเรือยังได้ดำเนินการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์เรือรบไทย โดยนำเรือหลวงแม่กลองซึ่งเป็นเรือรบที่มีอายุการใช้งานยาวนานถึง 60 ปี มาอนุรักษ์เพื่อจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์เรือรบกลางแจ้ง เพื่อเป็นประโยชน์ในการศึกษาทางประวัติศาสตร์ การค้นคว้าหาความรู้ หาความเพลิดเพลินของประชาชนทั่วไป
บันทึกการเข้า

oui
Full Member
***

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 195


rapeepron_aui@hotmail.com
« ตอบ #5 เมื่อ: 20 เมษายน 2008, 11:50:24 pm »

สถานที่ 4

พิธิธภัณฑ์ ช้างเอราวัณ
[/font]

พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ ตั้งอยู่ริมถนนสุขุมวิท ก่อนเข้าตัวเมืองปากน้ำ เป็นงานปฏิมากรรมลอยตัว ความสูงเทียบเท่าตึก 17 ชั้น สูงจากฐานอาคารถึงหัวช้าง 42 เมตร ตัวช้างทำด้วยโลหะทองแดง เคาะด้วยมือทั้งหมด เป็นแห่งแรกและใหญ่ที่สุดในโลก 
 
ภายในอาคารจะแบ่งเป็น 5 ชั้นคือ :-
 ชั้นที่ 1 จัดแสดงนิทรรศการ

 ชั้นที่ 2 เป็นห้องโถง มีบันไดเงินบันไดทองประดับลวดลายปูนปั้นทองทอดขึ้นไปสู่ชั้น 3

 ชั้นที่ 3 เป็นห้องพักบันได บนเพดานตกแต่งด้วยสเตนกลาส ทำเป็นแผนที่โลก

 ชั้นที่ 4 เป็นห้องพักรอก่อนที่จะขึ้นสู่ชั้นบนสุด

 ชั้นที่ 5 อันเป็นส่วนของท้องช้าง ซึ่งมีความสำคัญที่สุด จะจัดแสดงวัตถุโบราณ

นอกจากนี้ ภายในพื้นที่ 11 ไร่ จะจัดเป็นอุทยานพรรณไม้ มีหมู่อาคารสำหรับพักผ่อน และจัดงานแสดงปฏิมากรรมลอยตัวเรื่องรามเกียรติ์ รวม 134 ตอน ตั้งแต่ตอนกำเนิดนางสีดาจนกระทั่งกรุงลงกาแตก ช้างเอราวัณเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนเดินทางมาบูชากราบไหว้เป็นจำนวนมาก 
 
บันทึกการเข้า

oui
Full Member
***

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 195


rapeepron_aui@hotmail.com
« ตอบ #6 เมื่อ: 21 เมษายน 2008, 12:55:44 am »

ตลาดน้ำบางผึ้ง
[/b]

ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง สมุทรปราการ
สมุทรปราการ ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง อ.พระปะแดง จ.สมุทรปราการจุดมุ่งหมายหลัก “สร้างตลาดขึ้นมาใหม่” เพื่อใช้เป็น
สถานที่สำหรับขายสินค้าของชุมชนบางน้ำผึ้ง และตำบลใกล้เคียง
ฝั่งเมืองพระประแดง จนถึงปัจจุบันเติบโตจนเป็นแหล่งท่องเที่ยว
แห่งใหม่ของจังหวัดสมุทรปราการ นับเป็นตลาดน้ำแห่งใหม่ของ
เมืองไทยเที่ยวได้ชิมได้ชมได้ที่ “ ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง ”

องค์การบริหารส่วนตำบลบางน้ำผึ้งและประชาชนในพื้นที่
ปลุกวิถีชีวิตดั้งเดิมขึ้นมาใหม่ พร้อมใจสร้าง "ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง"
 
เพื่อจัดตั้งเป็นศูนย์จำหน่ายสินค้าผลิตผลทางการเกษตรและได้ขยายกรอบการดำเนินงานให้กว้างขึ้น เพิ่มสินค้าในตลาดให้หลากหลายทั้งของกินของใช้ของฝากนานาชนิด จัดเป็นซุ้มให้มีทางเดินยาวกว่า 2 กิโลเมตร ขนานไปกับคลองซอยสายเล็ก ๆ ที่แตกแขนงจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาในพื้นที่ที่ทำการเกษตรของชาวบ้าน จัดจำหน่ายต้นไม้นานาพันธุ์, ปลาสวยงามหลากชนิด, และผลิตผลของชาวบ้าน เช่น มะพร้าวอ่อน มะม่วง น้ำดอกไม้ กล้วยหอม ชมพู่มะเหมี่ยว, ขนมหวานพื้นเมืองฝีมือ ชาวบ้าน เช่น ขนมถ้วย ขนมจาก กล้วยแขก ม้าฮ่อ ขนมตระกูลทอง กาละแมกวน ฝอยเงินที่ใช้ไข่ขาวต้มในน้ำเชื่อม รสหวานชุ่มคอ หมี่กรอบโบราณ ฯลฯ อาหารคาว เช่น ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน ไส้กรอกโบราณ ห่อหมกหมู หอยทอดในถาดขนมครก ไก่สะเต๊ะ น้ำพริกต่าง ๆ พร้อมเลือกผักเคียงข้างจาน เช่น ผักกระถิน ผักบุ้ง ผักหนาม ผักดองชนิดต่าง ๆ ที่ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการแปรรูปพืชผักให้มีรับประทานนอกฤดูกาล

นอกจากนี้ในตลาดน้ำใกล้กรุง ฯ แห่งนี้ยังเป็น ศูนย์รวมสินค้า OTOP ที่สร้างสรรค์จากคนในชุมชนบางน้ำผึ้ง และตำบลใกล้เคียงในจังหวัดสมุทรปราการ เช่น ดอกไม้เกล็ดปลา บ้านธูปสมุนไพร ผลิตภัณฑ์จากทะเลอย่างกุ้งแห้ง กะปิ หอยดอง ภาพประดิษฐ์จากรกมะพร้าว ของตกแต่งบ้าน – ดอกหญ้าหลากสี,โมบายล์ ลูกตีนเป็ดรูปร่างแปลกตา เป็นต้น

ใครจะนั่งชมบรรยากาศตลาดริมน้ำ พร้อมทั้งรับประทานอาหารอร่อย ๆ ที่มีให้เลือกทั้งก๋วยเตี๋ยวหมู เย็นตาโฟ บะหมี่หมูแดง ราดหน้า กระเพาะปลา ข้าวตู หมี่กรอบ ข้าวหน้าต่าง ๆ ขนมจีน น้ำยา น้ำพริกหรือจะเลือกผสมกับแกง แกล้มกับผักสดผักดอง แม่ค้าพ่อขายจะลอยลำเรือ พร้อมรับ รายการอาหารจาก นักท่องเที่ยว ซึ่งจะมาเป็นครอบครัวหรือหมู่คณะ จับจองเก้าอี้ไม้ตัวเตี้ย นั่งพูดคุยและชมบรรยากาศตลาดริมน้ำและสวนเกษตร ที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ หรือเช่าเรือพายชมสวนและตลาดน้ำ เขาก็มีบริการพายเรือจนเมื่อย หากมีเวลามากหน่อยจะพายให้ถึง ประตูน้ำ ที่จะออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ก็จะได้ชมบรรยากาศของบ้านเรือนในวิถีไทย ๆ

ตลาดน้ำบางน้ำผึ้งจะเปิดเฉพาะวันเสาร์ – อาทิตย์ เท่านั้น เริ่มเปิดตลาดประมาณแปดโมงเช้าเป็นต้นไปจนถึงเย็น ๆ
เลือกชมบรรยากาศตลาดน้ำ ชิมอาหารอร่อยที่มีให้เลือกชิม ตลอดวัน ทั้งของคาว - ของหวาน – ผลไม้ตามฤดูกาล
อย่างมะม่วงน้ำดอกไม้

และใครที่เดินชมตลาดจนเมื่อยจะแวะพักนวดตัว นวดเท้า ทางชุมชนก็จัดหมอนวดมือทองไว้บริการนักท่องเที่ยว รับรอง สามารถเดินชมตลาดได้อีกหลายรอบ หรือหากนักท่องเที่ยว ท่านใดสนใจจะเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนชาวสวน จะพักค้างคืนที่ โฮมสเตย์บางน้ำผึ้ง เป็นบ้านพักที่ปลูกอาศัยติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา บางหลังอยู่ติดริมคลองบางน้ำผึ้งสามารถกางเต็นท์นอนได้ มีบ้านไทยโบราณอายุกว่า 100 ปี เลือกพักตามความชอบและเหมาะสมกับนักท่องเที่ยว

ถ้ามีเวลาสัก 2 วัน 1 คืนในวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ ออกเดินทางแต่เช้า ชมแหล่งท่องเที่ยวในฝั่งพระประแดง ทั้งพระสมุทรเจดีย์, ป้อมพระจุลจอมเกล้า หรือไหว้พระศักดิ์สิทธิ์ชมสถาปัตยกรรม ในวัดต่าง ๆ ที่มีเอกลักษณ์และปลูกสร้างอย่างสวยงามวิจิตรตา ตอนเที่ยงเลือกอาหารอร่อยที่ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง ยามเย็น เข้าที่พัก โฮมสเตย์บางน้ำผึ้ง

พลบค่ำออกจากบ้านชมสิ่งก่อสร้าง “สะพานวงแหวนอุตสาหกรรม” สิ่งอำนวยความสะดวกให้กับนักเดินทางที่มีความประสงค์จะข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยา ยามค่ำคืนจะประดับประดาด้วยไฟหลากสีตัดกับผืนน้ำและท้องฟ้า เช้าวันรุ่งขึ้น ใส่บาตรพระ อาหารสำหรับใส่บาตรเจ้าของบ้านจะจัดเตรียม ให้พร้อมซึ่งจะมีพระมาบิณฑบาตรหน้าบ้านทุกวันสาย ๆ ของวันที่สอง เช่าจักรยานสักคันปั่นออกกำลังกาย ชมแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง ภายในคุ้งกระเพาะหมู
(“ คุ้งกระเพาะหมู ”) เป็นพื้นที่สีเขียวที่มีรูปร่างคล้ายกระเพาะหมูหรือแอกวัว เป็นพื้นที่เกษตรกรรม ท่ามกลางความเจริญเติบโตของเมืองอย่างกรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่รวม 11,819 ไร่ โอบล้อม ด้วยแม่น้ำเจ้าพระยา และที่สำคัญ คุ้งกระเพาะหมูแห่งนี้ได้ “อนุรักษ์ให้เป็นพื้นที่สีเขียวตั้งแต่ปี 2520 พื้นป่าแห่งนี้ จึงเป็นแหล่งผลิตอากาศบริสุทธิ์ให้กับ ประชาชนในเขตจังหวัดสมุทรปราการและกรุงเทพมหานคร ช่วยกรองฝุ่นละอองและมลพิษทางอากาศที่เกิดจาก
โรงงานอุตสาหกรรมที่มีอยู่มากมาย ” เช่น วัดบางน้ำผึ้งนอก วัดบางน้ำผึ้งใน สวนศรีนครเขื่อนขันธ์ สวนหมากแดง
ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตรตำบลบางน้ำผึ้งโดยจะมีมัคคุเทศก์เป็นผู้นำทางและนำเที่ยวตลอดเส้นทาง

การเดินทาง รถยนต์ส่วนตัว ใช้ทางด่วนมาลงที่ถนนสุขสวัสดิ์ เมื่อลงทางด่วนขับมาเรื่อย ๆ จะเห็นสามแยก พระประแดง
– สุขสวัสดิ์ เลี้ยวซ้ายตรงสถานีบริการน้ำมัน พอถึงตลาดพระประแดงให้เลี้ยวซ้ายผ่านวัดทรงธรรมวรวิหารประมาณ 5 กิโลเมตร จะพบป้ายบอกทางเข้าตลาดให้เลี้ยวขวาเข้ามาประมาณ 1 กิโลเมตร จะถึงสถานีอนามัยบางน้ำผึ้งซึ่งจะเป็นที่จอดรถ

รถโดยสารประจำทาง มีรถโดยสารประจำทางสาย ปอ.138,
สาย 82, ปอ.140 สาย 82 , สาย 506

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ • สำนักงาน ททท.
ภาคกลางเขต 8 โทร.0-3731-2282, 0-3731-2284 www.tat8.com
• องค์การบริหารส่วนตำบลบางน้ำผึ้ง โทร.0-2819-6762,
08-1171-4930

 
 
บันทึกการเข้า

oui
Full Member
***

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 195


rapeepron_aui@hotmail.com
« ตอบ #7 เมื่อ: 21 เมษายน 2008, 12:57:44 am »

ป้อมแผลงไฟฟ้า สมุทรปราการ
สมุทรปราการ ป้อมแผลงไฟฟ้า อ.พระปะแดง จ.สมุทรปราการตั้งอยู่ข้างตลาดสด ใกล้กับสถานีตำรวจพระประแดงและโรงเรียนเทศบาลป้อมแผลงไฟฟ้า

ป้อมแผลงไฟฟ้า เป็นป้อมที่ยังมีสภาพสมบูรณ์อยู่บางส่วน ปัจจุบันเทศบาลเมืองพระประแดงได้ทำการบูรณะเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน โดยบริเวณด้านบนของป้อมได้จัดปืนใหญ่โบราณหลายกระบอกตั้งไว้ให้ชมรอบๆ บริเวณจัดปลูกต้นไม้ร่มรื่น

ป้อมแผลงไฟฟ้า สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อ พ.ศ.๒๓๕๘ สร้างขึ้นทางฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา ป้อมที่สร้างขึ้นทางฝั่งขวาของแม่น้ำได้แก่ ป้อมมหาสังหาร ป้อมราหูจร ป้อมปีศาจสิง ป้อมวิทยาคม ปัจจุบันเหลือแต่ป้อมแผลงไฟฟ้าเท่านั้น
   
บริเวณภายในป้อมมีเชิงเทินที่ตั้งปืนใหญ่และถนนที่สำหรับชักลากปืนขึ้นบนเชิงเทิน กำแพงป้อมแผลงไฟฟ้าเป็นกำแพงสองชั้น ตอนกลางอัดแน่นเพื่อป้อมกันกระสุนปืนที่ยิงตกลงมา นับว่าเป็นป้อมที่แข็งแรงมากในสมัยนั้น และระหว่างป้อมฝั่งขวาและป้อมฝั่งซ้ายมีการขึงโซ่โดยใช้ซุงเป็นทุ่นกั้นขวางแม่น้ำเป็นระยะๆ เพื่อป้องกันเรือข้าศึกที่จะเข้ามารุกรานทางทะเล

ปี พ.ศ.๒๔๓๖ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ซ่อมแซมป้อมแผลงไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ และในปี พ.ศ.๒๕๑๔ เทศบาลเมืองพระประแดงได้ตกแต่งซ่อมแซมให้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน

ป้อมแผลงไฟฟ้าเป็นโบราณสถานที่รัฐบาลได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๙๗ ตอนที่ ๕๙ วันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๒๓

ประตูป้อมแผลงไฟฟ้า

ป้อมแผลงไฟฟ้า มีกำแพงล้อมรอบตัวป้อมทั้ง ๔ ด้าน คือ ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ด้านทิศใต้ มีกำแพง ๒ ชั้น ถมดินอัดแน่นระหว่างชั้นนอกและชั้นใน

ประตูทางเข้าอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ มีบันไดทางขึ้นไปบนซุ้มประตูด้านในทั้ง ๒ ด้าน มีแนวกำแพงป้อมทั้งด้านขวาและด้านซ้าย ด้านในกำแพงมีบันไดทางขึ้นไปบนกำแพงทางขวามือ เมื่อเดินถึงกำแพงชั้นในจะมีบันไดทางขึ้นไปบนกำแพงชั้นในที่มีดินถมอันแน่นระหว่างกำแพงป้อมชั้นนอกและชั้นในทอดตัวไปทางทิศใต้

ด้านซ้ายมือ เดินถึงกำแพงชั้นในแต่ไม่มีบันไดทางขึ้นไปบนกำแพง มีบันไดทางขึ้นไปบนกำแพงด้านทิศเหนือแต่ไม่มีทางลง

บริเวณภายในป้อมมี

๑. กำแพงป้อมชั้นในตรงกลางกำแพงมีทางลาดขึ้นลงเป็นที่ชักลากปืนใหญ่ขึ้นไปบนกำแพงป้อมทางทิศใต้ ซึ่งมีดินถมอัดแน่นระหว่างกำแพงชั้นนอกและกำแพงชั้นใน มีปืนใหญ่ตั้งอยู่มุมกำแพงด้านซ้ายมือซึ่งมีอยู่เดิม

ปัจจุบัน สำนักงานเทศบาลเมืองพระประแดง ได้นำปืนใหญ่ขึ้นมาบนกำแพง ตั้งอยู่ตรงกลาง ๑ กระบอก และมุมกำแพงด้านขวา ๑ กระบอก ระหว่างทางลาดมีบันไดทางขึ้นทั้งสองด้านขึ้นไปบนกำแพงแนวกำแพงด้านขวาและด้านซ้ายมีอุโมงค์ก่ออิฐถือปูน มีทางเดินถึงกันได้

ประตูป้อมมี ๓ ด้าน ด้านตะวันตกเฉียงเหนือด้านหน้าป้อม ซุ้มประตูยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ด้านตะวันออกเฉียงเหนือ ซุ้มประตูอยู่ทนสภาพชำรุด แต่ยังมีส่วนของเดิมอยู่บูรณะได้ ด้านทิศใต้ ประตูทางเข้าอยู่มุมกำแพง ไม่มีซุ้มประตู มีคานเสากลมอยู่ด้านบน และเสากลมติดกับค้านบน ทั้งขวาและซ้ายเป็นเสาประตูอยู่ในสภาพชำรุดแต่บูรณะได้

๒. กำแพงด้านทิศเหนือ

๓. กำแพงด้านทิศใต้ มุมกำแพงมีประตูทางเข้าภายในป้อมด้านใน กว้าง ๔.๙๐ เมตร ด้านบนมีคานไม้กลม เส้นผ่าศูนย์กลาง ๐.๒๕ เมตร และมีเสาไม้กลม เส้นผ่าศูนย์กลาง ๐.๓๐ เมตร ติดกับคานบน ทั้งด้านขวาและซ้ายเป็นเสาประตู ฐานกำแพงส่วนล่างไม่ทรุด บนกำแพงมีดินถมอัดแน่นระหว่างกำแพงชั้นนอกและชั้นใน

๔. กำแพงป้อมด้านทิศตะวันออก ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีประตูทางเข้า อยู่ห่างจากแม่น้ำเจ้าพระยาประมาณ ๗๖ เมตร

๕. กำแพงป้อมด้านทิศตะวันตก

 
 
บันทึกการเข้า

oui
Full Member
***

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 195


rapeepron_aui@hotmail.com
« ตอบ #8 เมื่อ: 21 เมษายน 2008, 01:09:49 am »

วัดกลาง สมุทรปราการ
สมุทรปราการ วัดกลาง จ.สมุทรปราการตั้งอยู่ที่ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง ปัจจุบันเป็นพระอารามหลวงชั้นโท เป็นวัดสมัยอยุธยาตอนปลาย เดิมชื่อ วัดตะโกทอง มีพระอุโบสถได้รับการปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 หน้าบันมีลายปูนปั้นประดับเครื่องลายคราม ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังปฐมสมโพธิกถา ต่อมามีการสร้างพระมณฑปประดิษฐานพระพุทธบาท 4 รอย นอกจากนี้ยังมีศาลาการเปรียญเป็นเรือนไทยหมู่ไม้สักทั้งหลัง หน้าบันมีลวดลายไม้สลักละเอียดอ่อนสวยงามควรค่าแก่การอนุรักษ์อย่างยิ่ง

 
 
วัดทรงธรรมวรวิหาร สมุทรปราการ
สมุทรปราการ วัดทรงธรรมวรวิหาร อ.พระปะแดง จ.สมุทรปราการตั้งอยู่ที่อำเภอพระประแดง เป็นวัดเก่าแก่ในพุทธศาสนารามัญนิกาย สร้างขึ้นพร้อมกับเมืองนครเขื่อนขันธ์ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัจจุบันเป็นพระอารามหลวงชั้นโท มีพระรามัญเจดีย์องค์ใหญ่ ศิลปะรามัญ พระวิหารก่ออิฐถือปูน มีช่อฟ้าใบระกาทำด้วยไม้สัก ภายในประดิษฐานพระพุทธบาทจำลอง
 
 
วัดอโศการาม
วัดอโศการาม อยู่ริมถนนสุขุมวิท ตำบลท้ายบ้าน ซอยสุขาภิบาล 58 ห่างจากตัวเมือง 6 กิโลเมตร มีทางแยกขวามือเข้าสู่วัดตรงสถานพักฟื้นสวางคนิวาส วัดนี้เป็นวัดใหม่ สร้างเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2505 ฝ่ายธรรมยุตินิกาย สร้างขึ้นโดยพระสุทธิธรรมรังสีคัมภีร์เมธาจารย์ (พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร) เป็นวัดสำคัญวัดหนึ่ง และเป็นสถานที่สำหรับวิปัสสนากรรมฐาน มีสิ่งที่น่าชม เช่น พระธุตังคเจดีย์ เป็นพระเจดีย์หมู่รวม 13 องค์ เป็นที่ระลึกถึงธุดงควัตร 13 ประการ และวิหารวิสุทธิธรรมรังสีเป็นที่ประดิษฐานสรีระท่านอาจารย์ลี

ประวัติวัดบางพลีใหญ่ใน   

                    วัดบางพลีใหญ่ใน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของจังหวัดสมุทรปราการ วัดนี้อยู่ริมลำคลองสำโรง ห่างจากประตูน้ำสำโรงประมาณ 13 กิโลเมตร
มีเนื้อที่ 40 กว่าไร่ เนื้อที่ตั้งวัดประมาณ 35 ไร่เศษ การคมนาคมจากกรุงเทพฯ หรือจังหวัดต่าง ๆ มายังวัดนี้สะดวกสบายมากด้วยทางรถยนต์ และทางเรือ
ทางรถยนต์นี้เข้าทางถนนสาย บางนา-ตราด ประมาณกิโลเมตรที่ 12 ข้ามสะพานคลองชวดลากข้าว แล้วจะมีทางเลี้ยวเข้าสู่อำเภอบางพลี ทางด้านขวามือ
ประมาณ 3 กิโลเมตรครึ่ง ก็จะถึงวัด อีกทางหนึ่งเข้าถนนเทพารักษ์ข้างสถานีตำรวจสำโรงประมาณ 13 กิโลเมตร ก็ถึงวัด ส่วนทางเรือก็มีเรือโดยสาร
อยู่ที่ท่าเรือสำโรง มีเรือโดยสารออกทุกระยะประมาณไม่เกิน 30 นาที เรือก็จะถึงวัดบางพลีใหญ่ใน นับวาการคมนาคมสะดวกสบายมาก
            วัดบางพลีใหญ่ใน เดิมชื่อ วัดพลับพลาไชยชนะสงคราม ชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงเรียกวัดนี้ว่า วัดใหญ่หรือ วัดหลวงพ่อโต ทางประวัติศาสตร์
จากโบราณคดีจารึกสืบต่อกันแต่ครั้งโบราณกาล กล่าวว่า วัดนี้สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยามาถึง 2 ครั้ง มาใน
ปี พ.ศ.2112 และ พ.ศ.2310 สมเด็จพระนเรศวรได้ทรงกอบกู้อิสรภาพสู่ความเป็นไทยอีกครั้งหนึ่งพระองค์ทรงกระทำสงคราม และได้มีชัยชนะแก่พม่า
หลายต่อหลายครั้ง จนอาณาเขตของประเทศไทย (สยาม) ขยายออกไป อีกอย่างกว้างขวาง
              ณ ครั้งหนึ่งพระองค์ทรงยาตรากองทัพขับไล่ข้าศึกมาทางทิศตะวันออกของกรุงศรีอยุธยา มาถึงยังตำบลหนึ่งซึ่งยังไม่ปรากฏนามและ ณ ที่แห่งนี้
พระองค์ได้ทรงสั่งให้หยุดทัพพักไพร่พล และได้ทรงทำพิธีกรรมบวงสรวงหาฤกษ์ยามอันเป็นนิมิตตามตำรับพิชัยสงคราม ก่อนที่จะยาตราทัพไล่กวาดล้างข้าศึก
และอริราชศัตรูต่อไป การทำพิธีพลีกรรมบวงสรวงนี้ ตามประเพณีโบราณมีการปลูกศาลเพียงตา พร้อมทั้งเครื่องเซ่นสังเวย ประดามี ข้าวตอกดอกไม้ สัตว์สี่เท้า
สัตว์สองเท้า ขนมต้มขาว ขนมต้มดำ ขนมต้มแดงและอื่น ๆ พร้อมทั้งอัญเชิญพระแสงปืน พระแสงดาบ และสรรพวุธ บรรดามี เพื่อเข้าในพิธีพลีกรรมบวงสรวงนี้
พร้อมทั้งตั้งสัจจะอธิษฐานต่อเทวาอารักษ์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายว่า ?ถ้าหากพระองค์ยังมีบุญญาธิการปกครองไพร่ฟ้าประชาชน พร้อมทั้งบ้านเมืองให้ได้รับ
ความร่วมเย็นเป็นสุขแล้ว ขอให้พระองค์จงมีชัยชนะต่ออริราชศัตรูทั้งมวล ครั้งเมื่อพระองค์ทรงกรีฑาทัพรบได้ชัยชนะแล้ว ก็ทรงยาตราทัพกลับสู่กรุงศรีอยุธยา
ย้อนผ่านกลับมาทางเดิม ที่พระองค์ได้ทรงกระทำพิธีกรรมบวงสรวงนั้นก็ทรงได้โปรดให้สร้างพลับพลาชัยขึ้นไว้เป็นอนุสรณ์ ในชัยชนะของพระองค์
และทรงขนานพระนามว่า ?พลับพลาชัยชนะสงคราม? ครั้งต่อมาชาวบ้านในละแวกแถบนั้นได้ร่วมกันสร้างวัดขึ้นที่พลับพลาแห่งนี้และเรียกวัดที่สร้างขึ้นนี้ว่า
?วัดพลับพลาชัยชนะสงคราม?
            ส่วนชื่อของตำบลนั้นได้มีชื่อว่า ?บางพลี? ก็เพราะเหตุที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ทรงกระทำพิธีพลีกรรมบวงสรวงนั้นเอง ดังนั้นประชาชน
ทั้งหลายจึงเรียกว่าบางพลีและวัดพลับพลาชัยชนะสงครามก็ถูกเรียกตามตำบลนั้นอีกว่า ?วัดบางพลี? ซึ่งชื่อนี้ประชาชนนิยมเรียกกันมากกว่าชื่อเดิม แต่เนื่องจาก
ต่อมาได้มีการสร้างวัดขึ้นอีกอยู่ทางด้านนอก เรียกกันว่า วัดบางพลีใหญ่กลาง ส่วนวัดพลับพลาชัยชนะสงครามเป็นวัดที่อยู่ทางด้านในมีอาณาเขตใหญ่โต
ซึ่งต่อมาได้พระพุทธรูปองค์ใหญ่เป็นมิ่งขวัญของวัดจึงเรียกว่า ?วัดบางพลีใหญ่ใน? หรือ ?วัดหลวงพ่อโต? มาจนตราบเท่าทุกวันนี้
 
ประวัติหลวงพ่อโต
           วัดบางพลีใหญ่ใน นี้ชาวบ้านใกล้ไกลแทบทุกคนมักจะเรียกกันว่า ?วัดหลวงพ่อโต? เหตุที่เรียกกันดังนี้ ก็เพราะว่ามี พระพุทธรูปปางค์มารวิชัย
(สะดุ้งมาร) ใหญ่โตมาก เนื้อเป็นทองสัมฤทธิ์ทั้งองค์ หน้าตักกว้าง 3 ศอก 1 คืบ ลืมพระเนตร เป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถของวัด
บางพลีใหญ่ใน
            ตามตำนานประวัติของหลวงพ่อโต ที่เล่าสืบต่อกันมาว่า ประมาณกาล 200 กว่าปีล่วงมาแล้วได้มีพระพุทธรูป 3 องค์ ปาฏิหาริย์ลงมาจากทางเหนือ
ลอยมาตามลำแม่น้ำเจ้าพระยาตลอดมา พระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ นี้เข้าใจว่าปวงชน ในกรุงศรีอยุธยาคงอาราธนาท่านลงสู่แม่น้ำเพื่อ หลบหนีข้าศึก ด้วยในสมัยนั้น
บ้านเมืองได้เกิดสภาวะสงครามขึ้นกับพม่า พระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ ได้แสดงอภินิหารลอยล่องมาตามลำแม่น้ำ และบางครั้งก็แสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ผุดให้ผู้คนเห็น
ตามลำดับ จนเป็นที่โจษจันกันทั่ว ถึงอภินิหารและความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน จนล่วงมาถึงตำบล ๆ หนึ่งท่านก็ได้ผุดให้คนเห็นเป็นอัศจรรย์ พวกเหล่าประชาชน
ในตำบลนั้นต่างก็พร้อมใจกันทำ พิธีอาราธนาท่านขึ้นสู่ฝั่ง ฝูงชนประมาณ 3 แสน คนช่วยกันฉุดลากชะลอองค์ท่านก็ไม่สามารถนำท่านขึ้นสู่ฝั่งได้ และท่านก็กลับ
จมลงหายในแม่น้ำอีก ยังความเศร้าโศกเสียดายของประชาชนในตำบลนั้นเป็นอย่างยิ่ง ต่อมาตำบลนั้นจึง ถูกเรียกชื่อว่า ?ตำบลสามแสน? แต่ต่อมาก็ถูกเรียก
กลับกลายเป็นสามเสน ?ตำบลสามเสน? มาจนกระทั้งบัดนี้ ท่านสุนทรภู่ จินตกวีของไทย ยังได้พร่ำพรรณนาไว้เป็นคำกลอนว่า
                                                 ถึงสามเสนแจ้งความตามสำเหนียก
                                                 เมื่อแรกเรียกสามแสนทั้งกรุงศรี
                                                 ประชาชนฉุดพุทธรูปในวารี
                                                 ไม่ได้เคลื่อนที่ชลธารบาดาลดิน
                                                 จึงสาปนามสามแสนเป็นชื่อคุ้ง
                                                 เออชาวกรุงกลับเรียกสามเสนสิ้น
                                                 นี่หรือรักจักมิน่าเป็นราคิน
                                                 แต่ชื่อดินเจียวยังหลายเป็นหลายคำ
                                                 ขอใจนุชที่ฉันสุดจริตรัก
                                                 ให้แน่หนักเหมือนพระพุทธรูปเขาขำ
                                                 ถึงแสนคนจะมาวอนชอ้อนนำ
                                                สักแสนคำอย่าให้เคลื่อนจงเหมือนใจ

พระพุทธรูปได้ล่องลอยทวนน้ำมาทั้ง 3 องค์ โดยลำดับ ครั้งหนึ่งปรากฏว่าได้ล่องลอยไปจนถึงวัดฉะเชิงเทรา แสดงอภินิหารปรากฏให้ผู้คนเห็นอีก
ประชาชนต่างก็ได้ช่วยกันอาราธนาและฉุดชะลอท่านขึ้นจากลำน้ำแต่ก็ไม่สำเร็จอีกพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ ได้ลอยทวนน้ำและจมหายไป ณ ที่แห่งนั้น จึงได้ชื่อว่า
สามพระทวน แต่ต่อมาก็ได้เปลี่ยนเรียกกันอีกเป็น สัมปทวน คือ แม่น้ำหน้าวัดสัมปทวน อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา ในปัจจุบันพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์
ท่านล่องลอยผ่าน ณ ที่ใดที่นั่นก็จะมีชื่อเรียกกันใหม่ทุกครั้ง ดังเช่น ท่านได้แสดงอภินิหารล่องลอยให้ผู้คนเห็นเป็นอัศจรรย์เรื่อยมาในแม่น้ำบางปะกง
ผู้คนมากมายพยายามที่จะอาราธนาท่านขึ้นแต่ก็ไม่สำเร็จอีก ณ สถานที่นั้นจึงได้มีเรียกชื่อกันว่า ?บางพระ? ซึ่งเรียกว่า คลองบางพระในปัจจุบัน
                 ครั้นต่อมาภายหลังปรากฏว่าพระพุทธรูปองค์หนึ่งไปขึ้นประดิษฐานอยู่ที่ วัดบ้านแหลม จังหวัดสมุทรสงครามและต่อมาในเวลาไล่เลี่ยกันพระพุทธรูป
อีกองค์หนึ่งก็ไปขึ้นประดิษฐานอยู่ที่วัดโสธร จังหวัดฉะเชิงเทรา และอีกองค์หนึ่งได้ล่องลอยเรื่อยมาตามลำแม่น้ำเจ้าพระยา ปาฏิหาริย์ลอยวกเข้ามาในลำคลองสำโรง
ประชาชนพบเห็นต่างโจษจันกันไปทั่วถึงความศักดิ์สิทธิ์และอภินิหาร พร้อมกับพากันอาราธนาท่านขึ้นที่ปากคลองสำโรงนั้นแต่ท่านก็ไม่ยอมขึ้น และในที่นั้นได้มีผู้มี
ปัญญาดีคนหนึ่งได้ให้ความเห็นว่าคงเป็นเพราะบุญญาอภินิหารของท่านแม้จะใช้จำนวนผู้คนสักเท่าไรอาราธนาฉุดท่านขึ้นบนฝั่งไม่สำเร็จเป็นแน่ควรจะเสี่ยงทาย
ต่อแพผูกชะลอกับองค์ท่าน แล้วใช้เรือพายฉุดท่านให้ลอยตามลำน้ำสำโรงและอธิษฐานว่า ?หากท่านประสงค์จะขึ้นโปรดที่ใดก็ขอจงได้แสดงอภินิหารให้แพที่ลอยมา
จงหยุด ณ ที่นั้นเถิด? เมื่อประชาชนทั้งหลายได้เห็นพ้องดีกันดังนั้นแล้ว ก็พร้อมใจกันทำแพผูกชะลอกับองค์ท่าน แล้วใช้เรือซึ่งสมัยนั้นเป็นเรือพายทั้งสิ้นช่วยกัน
จ้ำพายจูงแพลอยเรื่อยมาตามลำคลองเรือที่ใช้ลากจูงแพมานั้นมีชื่อแปลกต่าง ๆ กันเช่นชื่อ ม้าน้ำ เป็ดน้ำ ตุ๊กแก และอื่น ๆ เป็นต้น และจัดให้มีการละเล่นต่าง ๆ
มีละครเจ้ากรับรำถวายมาตลอดทาง และการละเล่นอื่น ๆ ครึกครื้นมาตลอดทั้งลำน้ำ ครั้งแพลอยมาถึงบริเวณหน้าวัดพลับพลาชัยชนะสงคราม หรือวัดบางพลีใหญ่ใน
ในปัจจุบันนี้ แพที่ผูกชะลอองค์ท่านก็เกิดหยุดนิ่งพยายามจ้ำและพายกันอย่างเต็มที่เต็มกำลัง แพนั้นก็หาได้ขยับเขยื้อนไม่ ประชาชนที่มากับเรือและชาวบางพลี
ถึงกับขนลุกซู่ด้วยความเคารพ และเปี่ยมด้วยสักการะ จึงได้พร้อมใจกันอาราธนาตั้งจิตอธิษฐานว่า       
            ?ถ้าหลวงพ่อจะโปรดคุ้มครองชาวบางพลีให้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขแล้วก็ ขออาราธนาอัญเชิญองค์ท่านให้ขึ้นจากน้ำได้โดยง่ายเถิด?

                และก็เป็นที่น่าอัศจรรย์เป็นอย่างมากเพียงใช้คนไม่มากนักก็สามารถอาราธนาท่านขึ้นจากน้ำได้โดยง่าย ทำให้ประชาชนต่างแซ่ซ้องในอภินิหารของท่าน
เป็นอย่างยิ่ง และได้อาราธนาท่านขึ้นไปประดิษฐานอยู่ในวิหารนั้นเรื่อยมา ครั้นต่อมาได้รื้อวิหารนั้นอีกเพื่อสร้างเป็นพระอุโบสถที่ถาวร จึงต้องชะลออาราธนา
องค์ท่านมาพักไว้ยังศาลาชั่วคราว จนกระทั่งได้สร้างพระอุโบสถสำเร็จแล้ว จึงได้อาราธนาท่านไปประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถ เพื่อเป็นพระประธานของวัด
บางพลีใหญ่ใน การที่ท่านได้พระนามว่า ?หลวงพ่อโต? นั้นคงเป็นเพราะองค์ของท่านใหญ่โตสมกับที่ประชาชนเรียก คือ ใหญ่โตกว่าองค์ที่ลอยน้ำมาด้วยกันทั้ง 2 องค
จึงถือเป็นนิมิตอันดีให้ประชาชนพากันถวายนามว่า ?หลวงพ่อโต? เป็นสิ่งที่เคารพสักการะของชาวบางพลี และเป็น มิ่งขวัญของวัดบางพลีใหญ่ใน มาจนตราบเท่า
ทุกวันนี้ การลำดับว่าองค์ไหนองค์พี่ องค์กลาง องค์น้อง นั้นและลอยมาพร้อมกันตามตำนานที่สืบต่อกันมา เข้าใจว่าคงจะนับเอาองค์ที่อาราธนาขึ้นจากน้ำได้ก่อน
เป็นองค์พี่ ขึ้นจากน้ำองค์ที่ 2 เป็นองค์กลาง ขึ้นจากน้ำองค์ที่ 3 เป็นองค์น้อง ตามลำดับคือ   
                                                      หลวงพ่อวัดบ้านแหลม จังหวัดสมุทรสงคราม อาราธนาขึ้นจากน้ำองค์ที่ 1
                                                      หลวงพ่อโสธร วัดโสธร จังหวัดฉะเชิงเทรา อาราธนาขึ้นจากน้ำองค์ที่ 2
                                                      หลวงพ่อโต วัดบางพลีใหญ่ใน จังหวัดสมุทรปราการ อาราธนาขึ้นจากน้ำ เป็นองค์ที่ 3 เรียงกันตามลำดับ

           อภินิหารและความศักดิ์สิทธิ์ของ หลวงพ่อโต อันอภินิหารตลอดทั้งความศักดิ์สิทธิ์ขององค์หลวงพ่อโตนั้น มีมากมายสุดคณานับ ซึ่งนับแต่ท่านได้แสดง
อภินิหารล่องลอย มาตามกระแสน้ำในทะเล หรือแม้กระทั่งในมหาสมุทรจนกระทั่งได้ขึ้นประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถของวัดบางพลีใหญ่ใน ซึ่งเราท่านต่างก็จง
คิดดูเอง เถิดว่ามีหรือไม่ว่าโลหะชนิดใดที่จะลอยน้ำมาได้ ซึ่งองค์หลวงพ่อโตเองนั้นก็เป็นทองสัมฤทธิ์ทั้งองค์มีน้ำหนักมาก ถ้ามิใช้เพราะอภินิหารและความศักดิ์สิทธิ
ขององค์หลวงพ่อ ทั้งท่านก็แสดงให้ประชาชนได้เห็นกันทั่วแถบตลอดทั้งลำน้ำเจ้าพระยาหรือแม้แต่ที่วัดบางพลีใหญ่ในซึ่งท่านประดิษฐานเป็นมิ่งขวัญของชาวบางพล
ท่านก็ยังได้แสดงอภินิหารให้ประชาชนเห็นกันอยู่บ่อย ๆ ดังเช่นครั้งท่านประดิษฐานอยู่ในพระวิหารเก่า บางวันที่เป็นวันพระขึ้น 15 ค่ำ กลางคืนผู้คนจะได้ยิน
เสียงพึมพำ อยู่ในวิหารคล้ายเสียงสวดมนต์ ครั้นเมื่อเข้าไปดูก็ไม่เห็นมีใครอยู่ในนั้นเลย นอกจากหลวงพ่อนั่ง พระพักตร์ยิ้มแฉ่ง จนผู้คนที่เข้าไปดูขนลุกซู่
ด้วยความเลื่อมใส บางคราวพระภิกษุและสามเณรในวัดจะเห็น พระภิกษุชราห่มจีวรสีคราคร่ำคร่า ถือไม้เท้าเดินออกมายืนสงบนิ่งอยู่หน้าวิหาร ผู้ที่พบเห็นต่าง
ก็เรียกกัน มาดู เมื่อทุกคนเห็นพร้อมกันดีแล้ว ภิกษุชรารูปนั้นก็เดินหายเข้าไปในวิหารตรงองค์ของหลวงพ่อ เป็นดังนี้หลายครั้งหลายหน บางครั้งจะมีผู้เห็นเป็นชาย
รูปร่าง สง่างามมีรัศมีเปล่งปลั่งนุ่งขาวห่มขาวเข้ามาหาหลวงพ่อแล้วก็หายไปตรงพระพักตร์ของท่านซึ่งยังความปลาบปลื้มปิติแก่ผู้ที่พบเห็นและที่ข้างวิหารนั้นมีสระน้ำ
ย่อม ๆ อยู่ในหนึ่งในบางคราวจะมีปลาเงินปลาทอง หรือปลาตะเพียนเงินปลาตะเพียนทองขนาดใหญ่ 2 ตัว ปรากฏให้เห็นลอยเล่นน้ำคู่กันอยู่ในสระนั้น ซึ่งในสระนั้น
ไม่เคยมีปลาตะเพียนทองไว้สมนาคุณสำหรับบูชาไว้กับร้านค้า และ บ้านเรือน ปรากฏว่าผู้ที่นำไปสักการะบูชาประสบลาภผลอย่างดียิ่งในการทำมาหากินและโชคลาภ
ประชาชนจึงถือว่าปลาตะเพียนเงินปลาตะเพียนทองนี้ เป็นปลาคู่บรามีของหลวงพ่อโต จึงมีผู้คนต่างนำไปสักการะบูชากันมากมาย เดิมก่อนนั้น หลวงพ่อโตประดิษฐาน
อยู่ในวิหารเก่า ของวัดบางพลีใหญ่ใน ซึ่งมีอายุเก่าแก่นานครำคร่าและทรุดโทรมลงไปมาก ทางวัดจึงพร้อมกันสร้างพระอุโบสถถวายท่านใหม่ขณะที่ก่อสร้างก็ได้
รื้อวิหาร หลังเก่าออกและอาราธนาชะลอองค์หลวงพ่อมาพักอยู่ที่ศาลาชั่วคราว และได้ตัดต้นพิกุลหน้าวิหารซึ่งมีขนาดใหญ่ประมาณ 3 คน โอบออกเสีย เพราะเห็นว่า
ขึ้นใหญ่โตและเกะกะบริเวณที่จะสร้างพระอุโบสถขึ้นใหม่ และในคืนวันหนึ่งตรงพื้นเบื้องหน้าห่างหลวงพ่อราว 2 ศอกเศษ ได้ปรากฏว่ามีรอยเท้า ตอนเข้ามาไม่ปรากฏ
ปรากฏแต่รอยเท้าตอนกลับเท่านั้น รุ่งขึ้นเช้าได้มีผู้คนแตกตื่นมาดูกันเป็นการใหญ่ ท่านผู้ใหญ่บางท่านบอกว่าเป็นรอยมือรอยเท้าของนางพิกุลที่มากราบลาหลวงพ่อ
ซึ่งผู้ที่เฝ้าองค์หลวงพ่อที่ศาลานั้น ได้กล่าวว่าตนเองได้กลิ่นหอมของดอกพิกุลมาก จึงผงกศรีษะขึ้นดูอย่างงัวเงียจึงได้เห็นผู้หญิงสาวสวยผมยาวจรดบั้นเอว นุ่งผ้าและ
ห่มสไบ สีคล้ายกลีบดอกจำปามาร่ำไห้กราบลาหลวงพ่อ เมื่อกราบลาหลวงพ่อแล้วก็เดินร่ำไห้ลงบันไดไป และแสดงอภินิหารฝากรอยมือรอยเท้าให้ปรากฏไว้ให้เห็น
ต้นพิกุลต้นนี้หลังจากได้ตัดแล้ว ต่อมาภายหลังได้แกะสลักเป็นรูปพระ ?สังกัจจายน์? ประดิษฐานไว้ที่ด้านหน้าวิหารหลังเล็กข้าพระอุโบสถ พระสังกัจจายน์นี้ซึ่งแกะด้วย
ต้นพิกุลนี้ มีชื่อเสียงมากในทางโชคลาภ มีผู้มาขอโชคกันบ่อย ๆ จนเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนทั่วไปอีกสิ่งหนึ่ง
         และเมื่อสร้างพระอุโบสถเสร็จใหม่ ๆ ก่อนจะอาราธนาหลวงพ่อเข้าไปประดิษฐานภายในพระอุโบสถได้วัดองค์ท่านกับช่องประตูพระอุโบสถ ช่องประตูใหญ่
กว่าองค์ท่านประมาณ 5 นิ้ว ซึ่งสามารถนำท่านชะลอผ่านประตูเข้าไปได้สบายมาก ครั้งเวลาอาราธนาหลวงพ่อเข้าสู่พระอุโบสถจริง ๆ กลับปรากฏว่าองค์หลวงพ่อใหญ่
กว่าช่องประตูมาก จะทำอย่างไรก็ไม่สามารถนำท่านผ่านประตูเข้าไปได้ คณะกรรมการและประชาชนทั้งหลายเห็นเช่นนั้นก็พากันตกใจ ให้ความเห็นว่าต้องทุบช่อง
ประตูออกเสียให้กว้าง เมื่อนำหลวงพ่อเข้าไปแล้วค่อยทำประตูกันใหม่ แต่บางท่านให้ความเห็นว่า หลวงพ่อโตคงจะแสดงอภินิหารให้ทุกคนได้เห็นเป็นอัศจรรย์ก็ได้
จึงพร้อมใจกันทั่วทุกคนจุดธูปเทียนบูชาอธิษฐานของให้หลวงพ่อผ่านเข้าประตูพระอุโบสถได้ เพื่อเป็นมิ่งขวัญคุ้มครองชาวบางพลีสืบต่อไป เมื่อเสร็จจากอธิษฐานแล้ว
ก็อาราธนาหลวงพ่อเข้าสู่ประตูพระอุโบสถใหม่ คราวนี้ทุกคนก็ต้องแปลกใจที่องค์หลวงพ่อผ่านเข้าประตูพระอุโบสถได้อย่างง่ายดาย โดยมีช่องว่างระหว่างองค์หลวง
พ่อโตกับประตูพระอุโบสถเสียอีก นับว่าเป็นที่น่าอัศจรรย์ในอภินิหารและความศักดิ์สิทธิ์ขององค์หลวงพ่อโตยิ่งนัก
         นอกจากนั้น หลวงพ่อโตยังได้ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เจ็บป่วยทั้งหลายที่มาบอกเล่าบนบานกราบนมัสการท่าน บางท่านได้นำน้ำมนต์หลวงพ่อไปเพื่อเป็น
สิริมงคล ปรากฏว่าโรคภัยไข้เจ็บที่เป็นนั้นหายวันหายคืนแม้กระทั้งรูปเหรียญหลวงพ่อโตชาวบ้านทั้งใกล้ไกลต่างพากันห้อยคอให้แก่บุตรหลานของตน เพราะเมื่อ
เด็กเผลอพลัดตกน้ำ เด็กนั้นกลับลอยได้เป็นที่น่าอัศจรรย์ ตลอดทั้งพระเครื่องรางที่ทำเป็นรูปขององค์หลวงพ่อ ก็มีอภินิหารป้องกันภยันตรายต่าง ๆ ได้และเมื่อ
วันที่ 12 พฤษภาคม 2520 หลวงพ่อได้กระทำให้เกิดปาฏิหาริย์ องค์ท่านซึ่งเป็นทองสัมฤทธิ์เกิดนุ่มนิ่มไปทั้งองค์ดังเนื้อมนุษย์ หนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับพากันลงข่าว
อันน่าอัศจรรย์นี้ทั่วไป ประชาชนพากันมาชมบารมีและการปาฏิหาริย์นี้อย่างเนืองแน่น และในปี พ.ศ.2522 ก็นิ่มอีก 1 ครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องแปลกและมหัศจรรย์มาก
อภินิหาร และความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อโตนั้น มีมากมายไม่สามารถที่จะพรรณาได้หมดสิ้นดังที่ท่านก็ทราบกันดีอยู่แล้วประชาชนจากที่ต่าง ๆ ทั้งใกล้และไกล
ต่างพากันมากราบนมัสการด้วยความเคารพเลื่อมใสในบารมีของหลวงพ่อโตมากจนสุดจะคณานับได้
 
        งานนมัสการหลวงพ่อโต
              ด้วยอภินิหารและความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อโตเป็นที่นับถือ และเป็นมิ่งขวัญของชาวบางพลี ตลอดจนพุทธศาสนิกชนทั่ว ๆ ไป ทางวัดจึงจัดให้มีการ
เฉลิมฉลององค์ท่าน โดยมีงานสมโภชเป็นประจำทุกปีไป งานนี้แบ่งออกเป็น 3 วาระ ในแต่ะปี คือ
             1.งานปิดทองฝ่าพระพุทธบาทจำลองและนมัสการหลวงพ่อโต เริ่มงานตั้งแต่วันขึ้น 15 ค่ำ ถึง วันแรม 2 ค่ำ เดือน 3 รวม 3 วัน                                   
              2.งานนมัสการและปิดทองหลวงพ่อโต ซึ่งเป็นงานขององค์ท่านโดยตรง เริ่มงานตั้งแต่วันขึ้น 15 ค่ำ ถึง วันแรม 2 ค่ำ เดือน 4 รวม 3 วัน
              3.งานประเพณีรับบัวและนมัสการหลวงพ่อโต เริ่มงานตั้งแต่วันขึ้น 11 ค่ำ ถึงขึ้น 14 ค่ำ หรือบางทีอาจยืดงานออกไปอีกตามความเหมาะสม งาน
                 ประเพณีรับบัวนี้เป็นงานประเพณีของวัดมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ มีการจัดขบวนเรือแห่แหนหลวงพ่อโตจำลองไปตามลำคลองสำโรง มีการประกวด
                 เรือทุกประเภท แข่งเรือ การละเล่นกีฬาต่าง ๆ และมีมหรสพสมโภชมากมายครึกครื้นตลอดงานและงานทำบุญฉลองที่หลวงพ่อได้นิ่มนั้นทำบุญฉลองใน
                 วันวิสาขบูชา ขึ้น 15 เดือน 6 ของ ทุกปี


--------------------------------------------------------------------------------

 
วัดบางพลีใหญ่กลาง
 
 

ตั้งอยู่บริเวณคลองสำโรงฝั่งเหนือ ตำบลบางพลีใหญ่ ห่างจากวัดบางพลีใหญ่เล็กน้อย สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2367 ชาวบ้านเรียกว่า วัดกลาง ต่อมาเปลี่ยนเป็น วัดราษฎร์ศรัทธาธรรม และครั้งสุดท้ายเปลี่ยนเป็นวัดบางพลีใหญ่กลาง เป็นที่ประดิษฐานสมเด็จพระศากยมุณีศรีสุเมธบพิตร พระพุทธรูปปางไสยาสน์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ยาว 53 เมตร ภายในพระนอนมีห้องปฏิบัติธรรม ภาพเขียนเรื่องราวของเทวดา นรก และมีห้องหัวใจพระซึ่งประชาชนนิยมมาปิดทองเพื่อเป็นศิริมงคล

การเดินทาง
จากแยกบางนา ใช้เส้นทางถนนบางนา-ตราดมุ่งหน้าไปทางจังหวัดชลบุรีถึงกิโลเมตรที่ 12 ให้กลับรถแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางถนนบางพลี-กิ่งแก้ว ประมาณ 3 กิโลเมตร ให้เลี้ยวซ้ายถนนทางเข้าที่ว่าการอำเภอบางพลีไปประมาณ 1 กิโลเมตร จะถึงวัดบางพลีใหญ่กลาง


 
วัดไพชยนต์พลเสพย์ราชวรวิหาร
 
 

ตั้งอยู่ที่ตำบลบางพึ่ง จากแยกพระประแดง เลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระราชวีริยาภรณ์ ประมาณ 200 เมตร ก็จะถึงวัด วัดไพชยนต์ฯ เป็นพระอารามหลวงชั้นโท กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์ ทรงสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 2 มีพระอุโบสถและพระวิหารที่งดงาม ในพระอุโบสถมีพระประธานปูนปั้นปิดทองปางมารวิชัย อยู่บนบุษบกยอดปรางค์จตุรมุข ติดต่อสอบถามรายละเอียดที่ 0 2462 6033

การเดินทาง
จากสามแยกพระประแดง ให้เลี้ยวซ้ายไปตามถนนนครเขื่อนขันธ์ (ทางหลวงหมายเลข 3104) ให้เลี้ยวซ้าย (สามแยกบางพึ่ง) ไปตามถนนพระราชวีริยาภรณ์บรรจบกับถนนทรงธรรม จะพบวัดไพชยนต์ฯ อยู่ตรงหน้าบริเวณสามแยก เดินทางด้วยรถโดยสารประจำทางปรับอากาศและธรรมดา ขสมก. สาย 82 และ 138 รถร่วมบริการ สาย 6 ลงตรงสามแยกบางพึ่งแล้วต่อรถรับจ้างก็สามารถไปถึงวัดได้

 
วัดโปรดเกศเชษฐาราม/ 
  วัดโปรดเกศเชษฐาราม อยู่ที่ตำบลทรงคะนอง เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี เป็นวัดพุทธไทยเพียงวัดเดียวในย่านพระประแดง ส่วนวัดอื่น ๆ มักเป็นพุทธรามัญ พระยาเพชรพิชัย สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 2 มีลักษณะสถาปัตยกรรมดีเด่นคือ พระอุโบสถมุงหลังคาด้วยกระเบื้องมอญเก่า ไม่มีช่อฟ้าใบระกา หน้าบันมีศิลปะปูนปั้นลายเครือเถาประดับเครื่องลายคราม ภายในมีพระประธานหล่อด้วยโลหะ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย พระวิหารมีลักษณะสถาปัตยกรรมเช่นเดียวกับพระอุโบสถ ภายในมีพระพุทธไสยาสน์พระพักตร์งามมาก เหนือหน้าต่างมีภาพปริศนาธรรม เป็นศิลปะตะวันตกซึ่งหาดูได้ยาก นอกจากนี้ยังมีพระมณฑปหลังคามุงด้วยกระเบื้องรายรอบด้วยเก๋งจีน ประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่าง ๆ มีพระปรางค์ที่มุมทั้ง 4 ด้าน ภายในพระมณฑปมีพระพุทธรูปและรอยพระพุทธบาทจำลองประดับมุข

 


 
บันทึกการเข้า

oui
Full Member
***

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 195


rapeepron_aui@hotmail.com
« ตอบ #9 เมื่อ: 21 เมษายน 2008, 01:17:40 am »

ชื่อ พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ
[/color]

สำหรับผู้ที่ชอบชมของโบราณยังมีสถานที่ น่าชมอีกแห่งหนึ่งในสมุทรปราการ พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ เป็น พิพิธภัณฑ์สถานแบบพิเศษ ตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิท อำเภอ เมือง ฯ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งตรงข้ามกับโรงเรียนนาย เรือ มีโบราณวัตถุเกี่ยวข้องกับกิจการทหารเรือ เท่านั้น พิพิธภัณฑ์ทหารเรือมีประวัติริเริ่มการจัด ตั้งย้อนหลังไปในปี พ.ศ. ๒๔๖๖ ได้มีกานำเอาวัสดุจากกรมกองต่างๆที่ มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี มาจัด ตั้งกองประวัติศาสตร์ขึ้นในกรมเสนาธิการทหาร เรือในพระราชวังเดิม กรุงธนบุรี

พ.ศ. ๒๔๙๖ กองประวัติศาสตร์ได้เปลี่ยนสังกัด ไปขึ้นกับกรมธุรการทหารเรือ (กรมสาร บรรณทหารเรือ ในปัจจุบัน) พ.ศ. ๒๔๙๗ กองประวัติศาสตร์ได้ย้ายไปตั้งอยู่ที่ราชนา วิกสภชั้นล่าง จึงได้จัดแผนกพิพิธภัณฑ์ ๒ ห้องอยู่ ทางด้านเหนือและได้ขออนุมัติกองทัพเรือเปิด ให้ประชาชนเข้าชมเป็นครั้งแรกใน พ. ศ.๒๔๙๘

พ.ศ. ๒๕๐๑ กองทัพเรือได้ย้ายสถาน ที่ของกองประวัติศาสตร์กลับมาอยู่ในพระราช วังเดิมแล้วย้ายแผนกพิพิธภัณฑ์ไปอยู่ ณ ป้อมพระ จุลจอมเกล้า ฯ และให้กองประวัติศาสตร์ไปขึ้นตรงกับ กรมยุทธการทหารเรือ

พ.ศ. ๒๕๑๔ กองทัพเรือได้ดำเนินการ จัดสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ทหารเรือขึ้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ฝั่ง ตรงข้ามกับโรงเรียนนายเรือ มีเนื้อที่ ๒๑ ไร่ เป็นอาคาร ๒ ชั้น กว้าง ๑๕ เมตร ยาว ๖๐ เมตร เมื่อสร้างเสร็จได้ย้ายพิพิธภัณฑ์ทหารเรือจากป้อมพระ จุลจอมเกล้า ฯ มาจัดแสดง ณ อาคารใหม่เมื่อเดือนเมษายน ๒๕๑๕ จึงนับว่าพิพิธภัณฑ์ทหารเรือได้มีอาคารอัน สง่างามของตนเองตั้งแต่นั้นมาและเปิด ให้ประชาชนเข้าชมได้

พิพิธภัณฑ์ทหารเรือเก็บรักษาและจัดแสดงวัตถุพิพิธภัณฑ์ที่ มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่เกี่ยว กับกิจการทหารเรือ เพื่อใช้ประกอบการศึกษาพิจารณา ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี และหลักนิยมในการรบของ ทัพเรือ เพื่อให้ข้าราชการของกองทัพเรือ ข้าราชการทั่วไป ตลอดจนประชาชนทั่วไป ได้เข้าชม เพื่อศึกษาและได้รับความเเพลิดเพลิน

การจัดแสดงวัตถุพิพิธภัณฑ์ในปัจจุบันจัดดำเนินการเป็น ๒ ลักษณะ คือ การจัดแสดงวัตถุพิพิธภัณฑ์เป็นประจำ และ การจัดแสดงนิทรรศการเฉพาะเรื่องเป็นครั้งคราว

การจัดแสดงวัตถุพิพิธภัณฑ์เป็นประจำ

การจัดแบ่งออกตามประเภทของวัตถุเช่น การวิวัฒนาการ ของเรือรบไทย เครื่องแต่งกายทหารเรือ อาวุธของ ทหารเรือ การแสดงประวัติยุทธการทางเรือ เป็นต้น

ชั้นล่างด้านขวามือ เป็นห้องแสดงเรือจำลองประเภทเรือพระ ราชพิธีสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เรือพระราชพิธีมี หลายลำ เป็นเรือสำหรับประกอบพระราชพิธีทาง ชลมารค เรือเหล่านี้ในสมัยโบราณก็คือเรือรบใน ลำแม่น้ำนั่นเอง ในการยกทัพเรือไปรบหรือ การลำเลียงทหารไปรบทางบก จำเป็นต้องจัด รูปกระบวนเรือให้เหมาะสมเพื่อให้ได้เปรียบข้าศึก และได้ชัยชนะในที่สุด ดังนั้นในยาม ที่บ้านเมืองสงบจึงมักมีการฝึกซ้อมกระบวน ยุทธอยู่เสมอ ในฤดูน้ำก็มีการฝึกซ้อม กระบวนเรือโดยการเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคเพื่อ พระราชทานผ้าพระกฐินที่วัดซึ่งอยู่ริม น้ำ ต่อมาจึงกลายเป็นประเพณีเสด็จพยุหยาตราทาง ชลมารคไปทอดผ้าพระกฐิน

ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ กระบวนพยุหยาตราทางชลมารค เริ่มมีมาตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. ๒๑๙๙ - ๒๒๓๑) มาจน ถึงปัจจุบัน ถ้าเรือที่ใช้ในกระบวนพยุหยาตราทาง ชลมารคลำใดชำรุดพอที่จะซ่อมแซมให้อยู่ ในสภาพเดิมได้ก็จัดซ่อมแซม ถ้าซ่อมไม่ ได้เนื่องจากชำรุดทรุดโทรมมากก็สร้างขึ่นใหม่ โดยคงรูปเดิมไว้

กระบวนพยุหยาตราทางชลมารคมี ๕ แบบ คือ

กระบวนพยุหยาตราใหญ่ จัดในโอกาสถวายผ้าพระกฐิน หรือในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครทาง ชลมารค กระบวนเรือประกอบด้วย เรือพิฆาต เรือดั้ง เรือรูป สัตว์ เรือกลอง เรือตำรวจ เรือทรงผ้าไตร เรือคู่ ชัก เรือพระที่นั่งลำทรง เรือพลับพลา เรือ พระที่นั่งรอง เรือตำรวจตาม เรือทหารแซง รวม ประมาณ ๔๘ ลำ

กระบวนพยุหยาตราน้อย จัดในโอกาสเสด็จพระราชดำเนิน ทางชลมารคเพื่อถวายผ้าพระกฐิน กระบวนเรือประกอบด้วย เรือพิฆาต เรือดั้ง เรือรูปสัตว์ เรือกลอง เรือตำรวจ เรือทรงผ้าไตร เรือคู่ชัก เรือพระที่นั่ง ลำทรง เรือพระที่นั่งรอง เรือตำรวจตาม เรือ ทหารแซง รวมประมาณ ๓๙ ลำ

กระบวนราบใหญ่ กระบวนเรือประกอบด้วย เรือพิฆาต เรือดั้ง เรือกลอง เรือตำรวจน้ำ เรือเอกชัย เรือคู่ชัก เรือพระที่นั่งลำทรง เรือพระที่นั่งรอง เรือตำรวจตาม เรือทหารแซง รวมประมาณ ๔๑ ลำ

กระบวนราบน้อย กระบวนเรือประกอบด้วย เรือพิฆาต เรือดั้ง เรือกลอง เรือตำรวจน้ำ เรือเอกชัย เรือคู่ชัก เรือพระที่นั่งลำทรง เรือพระที่นั่งรอง เรือตำรวจตาม เรือทหารแซง รวมประมาณ ๓๙ ลำ

กระบวนราบย่อ เป็นการจัดกระบวนเรือรับช่วงจาก กระบวนราบใหญ่อีกทอดหนึ่ง ในเส้นทางเสด็จพระ ราชดำเนินไปในลำคลองแคบหรือแม่น้ำขนาด เล็ก มีเรือต่างๆคือ เรือกลอง เรือตำรวจน้ำ เรือ คู่ชักเรือพระที่นั่งลำทรง เรือพระที่ นั่งรอง เรือตำรวจตาม เรือแซง รวมประมาณ ๙ ลำ

เรือจำลองในกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคที่ตั้งแสดงในพิพิธภัณฑ์ทหารเรือที่สำคัญๆ มีดังนี้

เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เป็นเรือพระที่นั่งทรง ในงานพระราชพิธี ตั้งบุษบกที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัว ที่หัวเรือแกะสลักเป็รรูปหงส์

เรือพระที่นั่งอนัตนาคราช เป็นเรือพระที่นั่งรอง หรือ เรือทรงผ้าไตร ในพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน หัวเรือแกะ สลักเป็นรูปนาค ๗ เศียร

เรือพระที่นั่งเอนกชาติภุชงค์ เป็นเรือพระที่นั่งรอง
นอกจากนี้มีเรือพิฆาตสำหรับนำขบวนเรือมี ๒ ลำคือ เรือเสือทะยานชลและเรือเสือคำ รณสินธุ์เรือกลองมีหน้าที่ให้สัญญาณแก่ กระบวนเรือ เรือปืนมีปืนใหญ่เป็นอาวุธประจำเรือ หัวเรือทำเป็นรูปสัตว์ต่างๆเช่น ลิง นก เรือ แซงมีหน้าที่อารักขา เรือดั้งป้องกันหน้ากระบวน เรือ เรือคู่ชักช่วยกันลากเรือพระที่นั่ง ในกรณีที่ฝีพายเรือพระที่นั่งมีไม่ เพียงพอ

ชั้นล่างด้านซ้ายมือ เป็นห้องแสดงประวัติการยุทธทางเรือ การปฏิบัติการ ของหน่วยนาวิกโยธิน จัดแสดงอาวุธประเภทต่างๆ ตั้งแต่ สมัยรัชกาลที่ ๔ เป็นต้นมา มีอาวุธประเภทปืน เล็กยาว ลูกปืน ปืนกล กระสันปืน มีด หอก ดาบ กระบี่ เป็นต้น

ในห้องนี้ลำดับปี พ.ศ. ของเหตุการณ์วีรกรรมทหารเรือตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันให้ผู้สนใจได้ทราบ เช่น
ทหารเรือปราบพวกอั้งยี่ก่อจลาจลที่จังหวัดระนอง ภูเก็ต ในปี พ.ศ. ๒๔๑๙
การรบที่ปากน้ำเจ้าพระยาสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๑ ในปี พ.ศ.๒๔๖๑
การรบที่เกาะช้างกรณ๊พิพาทไทยกับอินโดจีนฝรั่งเศส ปี พ.ศ. ๒๔๘๔
สงครามมหาเอเซียบูรพาหรือสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในปี พ.ศ.๒๔๘๔-๒๔๘๘
การปฏิบัติการทางเรือของสงครามเกาหลี ในปี พ.ศ. ๒๔๙๓-๒๔๙๘
สิ่งที่น่าชมในห้องนี้อีกอย่าง คือ โล่ ซึ่งประชาชนจังหวัดต่างๆมอบให้ทหารเรือเป็นที่ระลึก
บริเวณระเบียงด้านหลังและพื้นที่นอกห้อง จัดแสดงเรือรบทางทะเลสมัยโบราณประเภทเรือใบ และเรือกลไฟ เช่น เรื่อพระที่นั่งครุฑ สร้าง ในรัชกาลที่ ๑ เรือวิทยาคม สร้างในรัชกาล ที่ ๓ เรือยงยศอโยชณิยา สร้างในรัช กาลที่ ๔ เรือพิทยัมรณยุทธ สร้างในรัช กาลที่ ๕ และสิ่งอื่นๆอีกเป็นจำนวนมาก

ชั้นบนห้องโถง ใกล้บันไดตั้งแสดงหัวเรือมกุฎราชกุมาร (ลำ แรก) หัวเรือพาลีรั้งทวีป และหัวเรือสุค รีพครองเมือง (เรือปืนในรัชกาลที่ ๕ ) ครุฑขนาดใหญ่ติดที่เสาหน้าของเรือพระ ที่นั่งมหาจักรีลำที่ ๒ ครุฑติดที่หัว เรือหลวงรัตนโกสินทร์ และภาพแผนที่ยุทธศาสตร์ ทั้งสมัยโบราณและปัจจุบัน

ห้องเครื่องแต่งกาย ตั้งแสดงเครื่องแต่งกายทหารประจำเรือพระราชพิธี และเครื่องแบบทหารเรือสมัยต่างๆตั้งแต่รัชกาล ที่ ๕ จนถึงปัจจุบัน และเครื่องหมายแสดงความสามารถ พิเศษ

ห้องแสดงหุ่นจำลองและภาพเขียนเรือรบ มีเรือรบที่น่าสนใจ คือ

เรือมูรธาวสิตสวัสดิ์ (ลำที่ ๑) สมเด็จพระ ยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ต่อถวายพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สร้างเสร็จขึ้นประจำการ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๖ เป็นเรือรบชนิดส กูเนอร์ ๒ เสา จักรท้ายตัวเรือทำด้วยไม้ ระวางขับน้ำ ๒๕๐ ตัน ปืนใหญ่ ๕ กระบอก เรือลำ นี้เคยเข้ารบกับฝรั่งเศสที่ปากน้ำเจ้าพระยา เมื่อ ร.ศ. ๑๑๒ (พ.ศ. ๒๔๓๖)

เรือพระที่นั่งเวสาตรี เป็นเรือรบเหล็กลำ แรกที่รัฐบาลไทยได้สั่งต่อที่ประเทศอังกฤษ เพื่อใช้เป็นเรือพระที่นั่ง เรือลำนี้เดิน ทางมาถึงกรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๔๒๑ เป็น เรือรบชนิดสกูเนอร์ยอชต์ กว้าง ๒๒ ฟุต ยาว ๑๒๗ ฟุต กินน้ำลึกประมาณ ๑๐ ฟุตมีจักรท้าย ใช้ คนประจำเรือประมาณ ๗๐ คน ครั้งสุดท้ายใช้เป็น เรือพระที่นั่งรองพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้า อยู่หัว เสด็จประพาสหัวเมืองชายทะเลฝั่งตะวันตก ของแหลมมลายู ใช้งานทั้งหมดรวมเวลา ๑๐ ปี

เรือหลวงพระร่วง สร้างที่ประเทศอังกฤษ แล้วเสร็จเมื่อ เดือนกุมภาพันธ์ ๒๔๖๐ เดินทางมาจอดทอดสมอที่หน้า จังหวัดสมุทรปราการเมื่อ ๗ ตุลาคม ๒๔๖๓ มีพิธีสมโภชต้อนรับ เรือที่ราชวรดิษฐ์เมื่อ ๘-๑๐ ตุลาคม ๒๔๖๓ และปลดระวางประจำการเมื่อ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๐๒

เรือลำนี้เป็นเรือหลวงลำแรกของไทย ที่ ประชาชนชาวไทยร่วมใจกันเรี่ยไรเงินจัด ซื้อไว้ใช้ในราชการแผ่นดิน ย่าเหลสุนัข แสนรู้ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่ หัวก็ได้ร่วมบริจาคเงิน ๑๐๐ บาทด้วย ใช้เป็น เรือตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่ หัว เมื่อคราวเสด็จประพาสสิงค์โปร์ ชวา บาหลี ในปี ๒๔๘๓

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างในห้องนี้คือ โต๊ะทรายแสดงการรบระหว่างไทยกับฝรั่งเศสที่ ปากน้ำเจ้าพระยา ร.ศ. ๑๑๒ (พ. ศ.๒๔๓๖) แสดงให้เห็นเรือฝรั่งเศสถูก ยิงและเกยตื้นอยู่

ห้องแสดงของเบ็ดเตร็ด มีวัตถุต่างๆที่เกี่ยวข้อง กับกิจการทหารเรือตั้งแสดง เช่น เครื่องภาชนะประเภท ลายคราม ซึ่งเคยใช้ในเรือพระประเทียบ (เรือ ฝ่ายใน) เครื่องใช้ในเรือพระที่นั่งเวสา ตรีและเรือพระที่นั่งมหาจักรี พระมหาพิชัย มงกุฎซึ่งจอมพลเรือ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต เสนาบดีกระทรวงทหารเรือ ได้ทรงชักชวนให้ข้าราชการแห่งราชนาวี และเสือป่าพร้อมใจกันสร้างขึ้นในปี ๒๔๖๕ เพื่อน้อมเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้า อยู่หัว สำหรับสวมบนยอดเสากลางเรือพระที่ นั่งจักรีลำที่ ๒

ชั้นบนนี้ยังมีห้องสมุดสำหรับเจ้าหน้าที่ และผู้ชมที่สนใจทั่วไปเข้าศึกษาค้น คว้าเกี่ยวกับกิจการของทหารเรืออีกด้วย

การจัดแสดงนิทรรศการเฉพาะเรื่องเป็นครั้งคราว

พิพิธภัณฑ์ทหารเรือได้เคยจัดแสดงดังต่อไปนี้

เรื่องการรบที่ปากน้ำเจ้าพระยา แสดงเหตุการณ์ ร .ศ. ๑๑๒ ที่เกิดขึ้นเมื่อ ๑๓ กรกฏาคม ๒๔๓๖ เป็นการรบระหว่างเรือรบฝรั่งเศสกับเรือ รบไทย ณ บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดสมุทรปราการ ปืน ที่ป้อมพระลจอมเกล้า ฯ ยิงเรือฝรั่งเศสจม ๑ ลำ เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ไทยต้อง เสียดินแดนทางฝั่งแม่น้ำโขงเพื่อแลกกับ จังหวัดตราด

เรื่องการจับเรือเชลย แสดงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อ ๒๒ กรกฏาคม ๒๔๖๐ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๑ กองทัพเรือได้รับหน้าที่ให้เป็นผู้ ยึดเรือสินค้าของเยอรมนีที่หลบหนีภัย สงครามมาจอดอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ตำบลบาง โคล่ บริเวณวัดพระยาไกร มีจำนวนเรือทั้งหมด ๒๕ ลำ

เรื่องยุทธนาวีที่เกาะช้าง แสดงเหตุการณ์ที่เกิด ขึ้นเมื่อ ๑๗ มกราคม ๒๔๘๔ เป็นการปะทะระหว่างกำลังทาง เรือของฝ่ายไทยและกำลังทางเรือของฝรั่งเศส ที่บริเวณเกาะช้าง จังหวัดตราด ไทยสามารถสกัดกั้นกอง เรือรบฝรั่งเศสมิให้เข้ามาทำการระดม ยิงฝั่งได้เป็นผลสำเร็จแต่ไทยต้องเสียเรือ หลวงธนบุรี เรือหลวงชลบุรีและเรือหลวงสงขลา รวม ๓ ลำ

เรื่องวีรกรรมที่ดอนน้อย แสดงเหตุการณ์ที่เกิด ขึ้นเมื่อ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๑๘ เป็นการปะทะระหว่างเรือของ หน่วยปฏิบัติการตามลำแม่น้ำโขงคือ เรือหลวง ๑๒๓ กับกำลังทหารบกของฝ่ายประเทศลาวที่บริเวณ ดอนน้อย หมู่บ้านท่ามะเฟือง ตำบลโพนสา อำเภอท่า บ่อ จังหวัดหนองคาย

นอกจากวัตถุที่แสดงตามห้องต่างๆแล้วที่หน้า พิพิธภัณฑ์ทหารเรือยังมีเรือดำน้ำจำลอง ปืนใหญ่ โบราณ และรถถังตั้งแสดงให้ชมด้วย

พิพิธภัณฑ์ทหารเรือยังได้จำทำภาพยนต์เกี่ยวกับ กิจการทหารเรือไว้ฉายให้ชม คือ เรื่องพระ ราชวังเดิมกรุงธนบุรี เรื่องยุทธนาวีที่ เกาะช้าง เรื่องขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เรื่องวีรกรรม ที่ดอนน้ย และการยงจรวดเอกโซเซ่ต์ เป็นต้น

พิพิธภัณฑ์ทหารเรือเปิดให้ผู้สนใจเข้าชมโดย ไม่เก็บค่าผ่านประตูทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ เวลา ๙.๐๐-๑๖.๐๐ น. การเข้าชมเป็นหมู่คณะจะต้องเขียนจดหมาย ติดต่อล่วงหน้าถึงเจ้ากรมยุทธการทหารเรือ กรมยุทธการทหารเรือพระราชวังเดิม ถนนอรุณ อัมรินทร์ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพ ฯ ๑๐๖๐๐ จะได้ รับความสะดวกสบายและได้ชมภาพยนต์ด้วย
บันทึกการเข้า

oui
Full Member
***

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 195


rapeepron_aui@hotmail.com
« ตอบ #10 เมื่อ: 21 เมษายน 2008, 01:21:14 am »

เมืองโบราณ

“วัฒนธรรมไทยได้จำเริญอยู่คู่เคียงกับไทยโบราณมาอย่างสืบเนื่อง และหากสามารถรักษาไว้สืบไป ด้วยภูมิปัญญา และความเข้าใจอันถ่องแท้แล้ว ก็จะทำให้ปัจจุบัน และอนาคตของ เรากอปรด้วย ความหมาย ที่ทรงคุณค่า มิเสื่อมคลาย

คำถามมีอยู่ว่า เหตุใดวัฒนธรรมอันดีงามยิ่งใหญ่ไพศาลนี้ ถึงเสื่อมถอยลงได้เล่า?

ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะคนทั้งหลายไม่ใส่ใจ พากันมองข้ามไปเสีย หรือว่าอาจยังมีเหตุอื่นที่สำคัญกว่า เคลือบแฝงอยู่อีก?

เมื่อได้ใช้ความคิดทบทวนไปมานานครั้งเข้าจึงเห็นว่า การที่วัฒนธรรมไทยต้องเสื่อมโทรมอับเฉา ลงทุกทีๆ นั้น ก็ด้วยเหตุที่มิได้มีผู้ใดนำเอายอดแห่งแก่นสาร ของวัฒนธรรมไทย ไปเผยแพร่ในหมู่ชน อย่างกว้างขวาง และถูกต้องบริบูรณ์ด้วยการใช้รูปแบบง่ายๆ เข้าใจไม่ยาก โดยให้ประสานสอดคล้อง กับสิ่งแวดล้อม และชีวิตความเป็นอยู่ของคนในปัจจุบันสมัย

ดังนั้นเมื่อคนทั้งหลายไม่มีโอกาสที่จะรับรู้ และเข้าใจวัฒนธรรมแห่งชาติ ของตนเองที่มีสืบต่อ กันมานั้นแล้ว จะให้เขาเหล่านั้นชื่นชอบและยอมรับได้อย่างไร?

เมื่อเราตระหนักเช่นนี้ จึงเห็นว่าต้องลงมือทำเลย

ด้วยเหตุนี้ เราผู้ยึดถือวัฒนธรรมเป็นภารกิจ ย่อมต้องลงแรงส่งเสริมกิจกรรมด้านนี้อย่างสุดกำลัง”

เล็ก วิริยะพันธุ์  รุ่งอรุณแห่งความคิด

เล็ก วิริยะพันธุ์ เกิดเมื่อปี พศ.๒๔๕๗ ในครอบครัวนักธุรกิจชาวจีน ย่านสำเพ็ง เมื่อสำเร็จการศึกษา ขั้นพื้นฐานบิดาได้ส่งไปศึกษาต่อ ขั้นอุดมศึกษาที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ช่วงนี้เองคุณเล็ก มีโอกาสเที่ยวศึกษาไปยังแหล่งศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ ได้สั่งสมความรู้ด้านศิลปะ ศาสนาและปรัชญาต่าง ๆ ไว้เป็นอันมาก จนเมื่อบิดาป่วยหนัก จึงได้กลับมาสานต่อ ธุรกิจของครอบครัว และจากการติดต่อ ค้าขายทางธุรกิจ ได้ชักนำให้คุณเล็ก พบคุณประไพ วิริยะพานิช ผู้ซึ่งได้กลายมาเป็นคู่ชีวิต ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเป็นคู่คิด และแรงใจในการทำงาน จนคุณเล็กประสบความสำเร็จอย่างสูง ในแวดวงธุรกิจในระยะต่อมา ส่วนจุดเริ่มต้นความสนใจ ด้านศิลปะของคุณเล็กนั้น เริ่มจากการอ่าน และสะสมของเก่าตั้งแต่ช่วงยังเป็นนักธุรกิจเต็มตัว ยิ่งอ่าน ยิ่งศึกษา ยิ่งเกิดความหวงแหนในศิลปะ ของชาติ กอปรกับความสนใจในเรื่องปรัชญาศิลป วิทยาการเป็นพื้นฐาน ทำให้คุณเล็กเกิดแรงผลักดัน ที่จะคิดทำเมืองโบราณขึ้นมา โดยความตั้งใจแรกเพียงต้องการ ใช้ประโยชน์จากที่ดินขนาดใหญ่ สร้างเป็นสนามกอล์ฟที่มีขอบเขตตามรูปร่างแผนที่ประเทศไทย โดยจัดให้มีการจำลองโบราณสถาน สำคัญตามจุดต่าง ๆ ในพื้นที่ ให้คนได้เที่ยว ได้เห็น ได้รู้จักเท่านั้น

เรียนรู้จากอดีต

วิธีการสร้างเมืองโบราณของคุณเล็กนั้น มิใช่เป็นเพียงการไปจ้างเขาออกแบบและจ้างเขาทำ แต่เป็นการดำเนินงานที่คุณเล็กเข้าไปมีส่วนร่วม อย่างเต็มตัวทั้งในความคิดและการกระทำ เริ่มจากการศึกษาหาข้อมูลในรายละเอียด ทั้งส่วนรูปแบบและความหมายของสถานที่ ที่จะนำมาสร้างเป็นสัญลักษณ์ คุณเล็กและครอบครัวออกเดินทางสำรวจทั่วท้องถิ่นประเทศไทย ร่วมกับเหล่านักวิชาการ และที่ปรึกษา ในวันหยุดอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี มีการจดรายละเอียด บันทึก ถ่ายรูปสถานที่จริง เพื่อใช้อ้างอิงในการสร้างอย่างมีเป้าหมาย และเป็นระบบ คุณเล็กเป็นคนชนิดที่จะทำอะไรแล้วต้อง “รู้จริง” ทำให้ได้ลงไปคลุกคลีใน การศึกษาค้นคว้าอย่างเต็มตัว ยิ่งรู้มากขึ้น ความคิด และความเข้าใจในสถานที่ก็เพิ่มมากขึ้น เกิดความซาบซึ้งในคุณค่า และเมื่อได้ออกสำรวจมากขึ้น ได้เห็นความเสื่อมโทรมขาด การดูแลรักษาของโบราณสถานหลายแห่ง จึงได้มีความคิดในการผาติกรรมสถาปัตยกรรม และการเก็บสะสมวัตถุทางชาติพันธุ์ เพื่อจัดทำพิพิธภัณฑ์ภายในเมืองโบราณขึ้นมาเพิ่มขึ้นด้วย จากเป้าหมายในการทำงานที่มากขึ้นและลึกซึ้งขึ้นนี้เอง มิติของเมืองโบราณจึงเปลี่ยนจากสถานที่เที่ยว เพื่อการหย่อนใจ มาเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งเพื่อการศึกษาอย่างเต็มตัว

สรรสร้างจากหลักฐาน

สถานที่สำคัญในเมืองโบราณ ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้นิยามเมืองโบราณพ้นไปจากคำว่า เมืองจำลองอย่างเต็มตัว คือพระที่นั่งสรรเพชญปราสาท เพราะเป็นสถานที่ที่มีหลักฐาน เหลือปรากฏน้อยมาก ปัจจุบันที่อยุธยาเหลือเพียงซากฐานอาคาร การสร้างให้สมบูรณ์ จึงมีความยากลำบาก และท้าทายในการศึกษาค้นคว้า เพราะต้องอาศัยจินตนาการในการสร้างสรรค์สูง และยังต้องค้นคว้าหาหลักฐานอ้างอิงอย่างละเอียด รอบคอบ นายเล็กถกเถียง กับนักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญในด้านรูปแบบ และเนื้อหาความหมายอย่างลุ่มลึก และได้คุมการออกแบบ และก่อสร้างด้วยตนเอง ที่สำคัญทั้งครอบครัวต่างก็มีส่วนร่วมในการสร้างปราสาทหลังนี้ ซึ่งต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้า ให้ใช้เป็นสถานที่รับรองการเสด็จเยือนประเทศไทย ของสมเด็จพระบรมราชินีนาถเอลิซาเบทที่ ๒ ของอังกฤษ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๕

การสร้างสถานที่นี้ทำให้คุณเล็กได้สั่งสมพัฒนาการในการศึกษา จัดการ วิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียด และได้เข้าใจถึงองค์ประกอบ เทคนิคการสำรวจ และการก่อสร้างสถาปัตยกรรมไทยขนาดใหญ่

วิจิตรศิลปกรรม

การสร้างหอพระแก้วและพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เป็นอีกจุดหนึ่งของพัฒนาการทางความคิด และทักษะเชิงศิลปกรรมของคุณเล็ก หอพระแก้วเป็นการสร้างโดยอิง รูปแบบอาคารที่ปรากฎ ในภาพสลัก บนตู้พระธรรมสมัยอยุธยาตอนปลายที่ตั้งแสดงไว้ ณ อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ ซึ่งคุณเล็กให้ช่างชาวเซี่ยงไฮ้มาถ่ายแบบสร้างไว้ การสร้างอาคารนี้ขึ้นมาคือ การทำให้สิ่งที่อยู่ในภาพแกะสลัก กลายเป็นสิ่งก่อสร้างจริง ซึ่งเป็นการทำงานที่ยากทั้ง การออกแบบโครงสร้าง ซึ่งเป็นหอสูงแบบจีนและการตกแต่งภายใน โดยเฉพาะการให้สีที่จะทำให้ กลมกลืน คุณเล็กใช้เวลาคิดพิจารณาอยู่นานกว่างานจะสำเร็จลงตัว

พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ของกรุงรัตนโกสินทร์ ความยากใน การสร้างพระที่นั่งดุสิตฯ ที่แม้จะมีองค์จริงให้ศึกษาแต่ก็มีการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างภายในเรื่อยมา คุณเล็กเลือกที่จะสร้างพระที่นั่งในรูปแบบสมัยที่ยังมีสาหาน ส่วนการตกแต่งภายใน เช่น ภาพฝาผนัง และลวดลายโครงสร้างภายในของยอดปราสาทนั้น ต้องการแสดงให้เห็นถึงความวิจิตรพิสดาร ของศิลปะสถาปัตยกรรมไทย อย่างครบถ้วน เพื่อให้คนที่มาชมได้เรียนรู้ จึงต้องใช้เวลาใน การออกแบบ เลือกสรรรายละเอียดงานฝีมือเป็นเวลานาน จากผลงานทั้งสองแห่งนี้ คุณเล็กได้พัฒนาทักษะการประยุกต์ และทำความเข้าใจในองค์ประกอบสถาปัตยกรรม และศิลปกรรมอย่างลึกซึ้ง ทั้งในด้านรายละเอียด รูปแบบและสี ทำให้ในระยะต่อมาคุณเล็กเข้าใจ และควบคุมศิลปกรรมโบราณได้อย่างเชี่ยวชาญ

สถาปัตย์รังสรรค์

พื้นที่ส่วนปลายนาในเมืองโบราณ เป็นสถานที่ส่วนล่าสุดในเมืองโบราณ ที่สร้างขึ้นในช่วงปลายชีวิต ของคุณเล็ก เป็นบริเวณที่คุณเล็กได้ใช้จินตนาการของตนสร้างสถาปัตยกรรม และประติมากรรม ที่มีลักษณะผสมผสานกับหลักความเชื่อทางศาสนา และปรัชญาตะวันออก เช่น เขาพระสุเมรุ มณฑปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ศาลาพระอรหันต์เป็นต้น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เป็น สิ่งเสริมสร้างทางการศึกษา ในทางวรรณคดีและศาสนา

งานรังสรรค์ในส่วนปลายนานี้ ทำให้คุณเล็กได้นำแก่นความคิดของสถาปัตยกรรม มาพัฒนาจนก้าว พ้นไปจากแบบแผนเดิม เป็นการประมวลความรู้ด้านศิลปะ และสถาปัตยกรรมทั้งหมดที่สั่งสมมา มาออกแบบสร้างสรรค์สถาปัตยกรรม และประติมากรรมตามความคิดและจินตนาการของตนเอง ได้อย่างเต็มที่ บนพื้นฐานของคติความเชื่อแบบโบราณ

รูปธรรมแห่งปรัชญา

ตลอดมาจนถึงช่วงปลายของชีวิต คุณเล็กยังคงต่อยอดแนวคิด สร้างสรรค์ผลงานต่อไปเรื่อย ๆ ภายในเมืองโบราณ รวมถึงปราสาทไม้ที่พัทยา และพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ ตราบจนสิ้นอายุขัยเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2543

สืบสานจิตสำนึกไทย

โดยในทุกผลงานที่ผ่านมาทั้งหมด คงแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจน ถึงพัฒนาการด้านแนวคิดของคุณเล็ก ที่ปรับเปลี่ยนไปตามช่วงเวลา แต่จุดยืนของคุณเล็กที่ยืนหยัดแนวคิดหลัก ที่จะเชิดชูคุณค่าวัฒนธรรม ตะวันออก ต้านกระแสตะวันตกนิยมเพื่อรักษาดุลยภาพทางสังคม และวัฒนธรรมจวบตลอดจนชีวิต ของท่านนั้น ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

ทุกวันนี้แม้จะสิ้นคุณเล็กไปแล้ว แต่เมืองโบราณยังคงตั้งอยู่ โดยยึดถือเจตนารมณ์เดิมของคุณเล็ก ที่ต้องการให้เมืองโบราณเป็น สถานที่เพื่อการศึกษา ของคนรุ่นต่อไปที่จะได้รู้จักตัวเอง เห็นคุณค่า และภูมิใจในรากเหง้าทางวัฒนธรรมของบ้านเมืองสืบต่อไป

ภาค 1
บันทึกการเข้า

oui
Full Member
***

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 195


rapeepron_aui@hotmail.com
« ตอบ #11 เมื่อ: 21 เมษายน 2008, 01:23:39 am »

ภาค 2

วัตถุประสงค์
เมืองโบราณคือเมืองในอดีต อดีตคือช่วงเวลาที่ผ่านไป ช่วงเวลาที่ผ่านไปย่อมต้องมีช่วงเวลาที่ติดตามมา ความแตกต่างอยู่ที่ถึงก่อนถึงหลังเท่านั้น เช่นเดียวกับพระอาทิตย์ พระจันทร์ต่างผลัดกันให้แสงสว่าง เกิดวัน เดือน ปี ปรากฏการณ์ทั้งหลายย่อมไม่มีจุดเริ่มต้นให้เห็นได้ เป็นวัฏฏะที่หมุนเวียน เหตุวันนี้ย่อมสืบเนื่องมาจากเมื่อวานนี้ การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ย่อมมาจากวันนี้ ฉะนั้นเรื่องของอดีตคนปัจจุบันจำเป็นจะต้องรู้ หากเราไม่รู้จักอดีตก็เหมือนเดินเรือในท้องทะเลโดยปราศจากเข็มทิศและหางเสือ ผลที่จะเกิดขึ้นกับเรือลำนั้นเป็นที่น่าวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง

อนึ่ง ความเสียหายนั้นเนื่องมาจากความไม่รู้ แต่ไม่รู้จริงเสียหายมากกว่า ยิ่งไม่รู้จริงแล้วทำเป็นรู้ผลที่สุดคือหายนะ โบราณและปัจจุบัน ความสำเร็จกับความล้มเหลวตกอยู่ในห้วงแห่งสาเหตุนี้มากต่อมาก การที่จะรู้จริงนั้นต้องมาจากความยากลำบาก จะต้องเผชิญกับอุปสรรคนานาประการ โลกปัจจุบันนี้แคบลงทุกวัน เรื่องเล็กๆ เรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นในมุมเล็กๆ มุมหนึ่งของโลกสามารถกระทบกระเทือนถึงทุกแห่งในโลกได้ ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงหวั่นวิตกว่า ความเปลี่ยนแปลงของสังคมระบบใหม่เกิดขึ้น จากความบีบคั้นของสิ่งแวดล้อมทางวัตถุ ประกอบกับปัจจุบันนี้ วัฒนธรรมประเพณีตะวันออกกับตะวันตกกำลังเผชิญหน้ากันอย่างรุนแรงและคงจะร้ายแรงยิ่งขึ้น ผู้ที่มีสติปัญญาหรือบัณฑิตทั้งหลายจะต้องเพ่งเล็งในกรณีนี้เป็นพิเศษ แม้แต่พวกที่ถือคัมภีร์ของตนเป็นสรณะนับเป็นศตวรรษมาแล้วก็ตาม ต้องละทิ้งทิฐิของตนหันมาพิจารณากับสิ่งที่เขาเคยคิดว่าเป็นปรปักษ์

ข้าพเจ้าเชื่อว่าศีลธรรมของพลโลกปัจจุบันนี้เสื่อมลง ในขณะเดียวกันข้าพเจ้าก็ไม่ปฏิเสธว่าวิทยาศาสตร์เจริญ มีคุณค่าที่ปรากฏแก่มวลมนุษย์ ไม่มียุคไหนเทียบเท่า แต่ชาวตะวันออกเราเชื่อว่าวิทยาศาสตร์สามารถให้ความรู้แก่มนุษย์ได้ แต่ไม่สามารถที่จะยกระดับจิตของมนุษย์ให้สูงขึ้นได้ มีแต่ทำให้ผู้คนนับถือลัทธิวัตถุนิยม มุ่งแต่ความสุขในทางโลก สิ่งต่างๆ ในจักรวาลนี้เกิดขึ้นด้วยความเหมาะสมของธรรมชาติและความสำเร็จของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จะต้องขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เหมาะสมหนึ่ง จุดศูนย์กลางที่พอดีหนึ่ง เวลาที่ถูกต้องหนึ่ง

ตำแหน่งที่เหมาะสมนั้นหมายถึงตำแหน่งที่ต้องอยู่อย่างพอเหมาะพอดี จุดศูนย์กลางนั้นหมายถึงความเจริญอยู่ในกฎเกณฑ์ เวลาที่ถูกต้องนั้นหมายถึงสิ่งแวดล้อมที่ต้องการในขณะนั้น หากสวรรค์ต้องการให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดคงเหลืออยู่ ย่อมไม่ให้เจริญเกินขอบเขตของความเจริญ นี้คือบ่อเกิดของความสมดุลตามกฎแห่งธรรมชาติ ความเหมาะสมและดีงามของสิ่งใดๆ ไม่มีขอบเขตแห่งความเก่าแก่ พิสูจน์จากจิตรกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรมที่วิจิตรงดงาม เป็นมรดกของมนุษยชาติที่บรรพบุรุษมอบไว้ให้แก่เราเป็นเวลานานแสนนาน มีคุณค่าอย่างยิ่ง ที่ไม่ได้เสื่อมโทรมแม้แต่น้อย ศิลปะไม่มีลัทธิ ศาสนา และกาลเวลา ศิลปะเท่านั้นที่หล่อเลี้ยงจิตใจมนุษย์มาตราบเท่าทุกวันนี้ เหตุไฉนประเพณีวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษมอบไว้ให้แก่เราจึงถูกทอดทิ้งบ้าง ทำลายบ้าง ทั้งๆที่วัฒนธรรมประเพณีนั้นเหมาะสมกับสังคมมนุษย์และสิ่งแวดล้อมของเรา

โดยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงอยากให้มนุษย์ร่วมโลกรู้จักประเพณีและวัฒนธรรมของเรา เพราะเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์แก่มวลมนุษย์ อย่างน้อยก็เป็นเครื่องเตือนใจของผู้ที่กำลังหลงทางในสังคมปัจจุบัน นี่คือจุดประสงค์ของข้าพเจ้าที่สร้าง "เมืองโบราณ" ขึ้น หวังเพื่อแก้ไขสิ่งเลวร้ายที่มีอยู่ในสังคมปัจจุบัน แต่ปัญหายิ่งใหญ่จะสัมฤทธิ์ผลได้อย่างไร ใครจะเป็นผู้แก้ไข คำตอบของข้าพเจ้าคือ ไม่ใช่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง ต้องทุกๆ คน ไม่ใช่เรื่องราวของเช้าเย็นวันหนึ่ง จะต้องเป็นเดือน เป็นปี เป็นศตวรรษ เสมือนที่โบราณกล่าวไว้ว่า หากจะสร้างภูเขาหนึ่งภูเขา ดินก้อนหนึ่งมีคุณค่าของดินก้อนหนึ่ง เปรียบเสมือนคนเดินทาง ก้าวหนึ่งย่อมมีคุณค่าของก้าวหนึ่ง ภูเขาที่สำเร็จต้องอาศัยคุณค่าของหินก้อนแรก ระยะทางที่เราเดินสำเร็จต้องอาศัยคุณค่าของก้าวแรก

หากคติของข้าพเจ้าไม่สอดคล้องกับคนที่ยึดถือว่าสังคมปัจจุบันนี้ถูกค้องและยึดถือไว้ปฏิบัติให้ก้าวหน้าต่อไป ข้าพเจ้าใคร่ขอวอนให้ท่านเหล่านั้นตั้งอยู่ในความเที่ยงธรรม จงพยายามหาสิ่งที่ดีจากสิ่งที่เราเกลียด หาสิ่งที่เลวร้ายจากสิ่งที่เรารัก เพื่อนำมาประกอบ การวินิจฉัยกับ วัฒนธรรมประเพณีของโบราณไทย ว่ามีคุณค่า สมเจตนารมณ์ของข้าพเจ้าหรือไม่

จะได้ผลประการใด แล้วแต่สวรรค์จะทรงโปรด

ภาค 2
บันทึกการเข้า

oui
Full Member
***

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 195


rapeepron_aui@hotmail.com
« ตอบ #12 เมื่อ: 21 เมษายน 2008, 01:27:47 am »

ภาค 3

กิจกรรมและบริการ

นอกจากสิ่งก่อสร้างเพื่อการเรียนรู้ ทางวัฒนธรรมทั้ง 116 แห่ง บนพื้นที่กว่า 600 ไร่แล้ว กลุ่มเมืองโบราณ ยังได้จัดสร้าง“ค่ายริมขอบฟ้า”ในบริเวณเดียวกัน ที่ให้บริการห้องประชุม-สถานที่จัดเลี้ยง พร้อมอุปกรณ์ อำนวยความสะดวก ต่างๆ อาทิ ห้องพักสำหรับ ผู้เข้าสัมมนา ทั้งแบบห้องพักคู่และ ห้องพักรวม, หอวัฒนธรรมริมขอบฟ้า แหล่งรวบรวมข้อมูล ทางสังคม – วัฒนธรรม โดยการสนับสนุนของมูลนิธิ เล็ก – ประไพ วิริยะพันธุ์ และ หอประชุม ขนาด 600 ที่นั่ง เป็นต้น เพื่อรองรับกิจกรรม อันหลากหลายตาม ความต้องการ ใช้สถานที่ของผู้มาเยือน รวมไปถึง ฐานกิจกรรม ท่ามกลางสิ่งปลูกสร้างและ สวนขนาดใหญ่ของเมืองโบราณ ที่พร้อมบริการ จัดกิจกรรมกลางแจ้งเพื่อการสร้าง ความคุ้นเคยและ การทำงานเป็นทีมของกลุ่มบุคคล ที่เข้าร่วมกิจกรรม

ด้วยความตั้งใจที่จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับ ชาวไทยและ ต่างชาติ ชั้นนำของประเทศ ที่ตอบรับต่อผู้มาเยี่ยมชม ทุกเพศ ทุกวัย และ หลากหลายความสนใจ กลุ่มเมืองโบราณ จึงไม่หยุดนิ่งในการสนับสนุนและ พัฒนาภารกิจทาง วัฒนธรรมและ การท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

รายละเอียดการให้บริการต่างๆ

อัตราค่าบริการสำหรับลูกค้าทั่วไป ค่ายริมขอบฟ้า เมืองโบราณ
เช่าสถานที่ถ่ายภาพยนตร์
เช่าสถานที่จัดงานเลี้ยง – งานแต่งงาน (กลางวัน - กลางคืน)


อัตราค่าบริการค่ายริมขอบฟ้า เมืองโบราณ ลำดับที่ รายการ จำนวน ราคา หมายเหตุ
1 รายการกิจกรรม     
1.1 ฐานผจญภัยพร้อมวิทยากร   70 บาท/ท่าน ฐานกิจกรรมมีทั้งหมด 28 ฐาน

2 รายการที่พัก      
2.1 ที่พักเรือนไทยพฤกษา (พัดลม) 15 หลัง 150 บาท/ท่าน/คืน สำหรับพัก 20 ท่าน
2.2 ที่พักเรือนไทยพฤกษา (พัดลม) 15 หลัง 2,600 บาท/ห้อง สำหรับพัก 14 ท่าน (ราคาเหมา)
2.3 ที่พักอาคารหอประชุมใหญ่ 1 ห้อง 135 บาท/ท่าน/คืน สำหรับพัก 200 ท่าน
2.4 ห้องพักปรับอากาศ VIP 12 ห้อง 900 บาท/ห้อง สำหรับพัก 2 ท่าน
2.5 ห้องพักปรับอากาศ (พักรวม) 2 ห้อง 6,000 บาท/ห้อง สำหรับพัก 30 - 60 ท่าน (ราคาเหมา)
2.6 สถานที่กางเต้นท์ บริเวณค่าย  130 บาท/ท่าน/คืน 

3 รายการอาหาร
3.1 ข้าว+อาหาร 2 อย่าง+ผลไม้/ของหวาน  35 บาท/ท่าน 
3.2 อาหารบุฟเฟ่ต์ (ราคาต่ออย่าง)  30 บาท/ท่าน รวมข้าว ผลไม้ และของหวาน
3.3 อาหารว่าง (ชา,กาแฟ,โอวัลติน,ขนม)  35 บาท/ท่าน 

4 รายการห้องประชุม จำนวนห้อง ราคาสำหรับห้องพัดลม ราคาสำหรับห้องปรับอากาศ
4.1 ห้องประชุมเล็ก ORANGE ROOM (10-15 ท่าน) 1 ห้อง  2,500 บาท/คืน
4.2 ห้องไพบูลย์ 1และ2 2 ห้อง  6,000 บาท/คืน
4.3 หอประชุมใหญ่ (ไม่เกิน 300 ท่าน) 1 ห้อง 5,000 บาท/คืน 15,000 บาท/คืน
4.4 หอประชุมใหญ่ (ไม่เกิน 500 ท่าน) VIP 1 ห้อง 7,500 บาท/คืน 18,000 บาท/คืน
4.5 หอประชุมใหญ่ (500-700 ท่าน) 1 ห้อง 10,000 บาท/คืน 21,000 บาท/คืน
4.6 หอประชุมใหญ่ (700 ท่านขึ้นไป) 1 ห้อง 12,500 บาท/คืน 24,000 บาท/คืน
4.7 ใฃ้หอประชุมเกินเวลา คิดราคาชั่วโมงละ  350 บาท 1,000 บาท

5 รายการจัดเลี้ยง     
5.1 จัดเลี้ยง 16.00-23.00น. ไม่เกิน 500 ท่าน  9,500 บาท 24,000 บาท
5.2 จัดเลี้ยง 16.00-23.00น. มากกว่า 500 ท่าน  คิดเพิ่มจาก 9,500 ท่านละ 15 บาท คิดเพิ่มจาก 24,000 บาท ท่านละ 45 บาท

ค่าวิทยากรพิเศษ
- ค่าวิทยากรพิเศษ - บรรยาย ชั่วโมงละ 600 บาท /คน
- ค่าวิทยากรพิเศษ - นันทนาการ เหมา 1,000 - 1,500 บาท / คน
- ค่าวิทยากรพิเศษ - Walk Rally ทั่วไป 20,000 บาท /ทีม
  ( ยังไม่รวมที่พัก และ อาหาร )
 

ค่ายริมขอบฟ้าเมืองโบราณ

963 หมู่9 ต.บางปูใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 10280
โทร 0-2323-4094-99 Fax 0-2323-4055
 

ฝ่ายการตลาด ค่ายริมขอบฟ้าเมืองโบราณ

คุณหนึ่งฤทัย ผูกพานิช โทร 087-939-0262
คุณจิตตรี เชื้อเจ็ดตน โทร 081-420-2554
 

สำนักงานกรุงเทพฯ ติดต่อ

คุณเพียงนภา หล่อพิทักษ์ โทร 089-679-3434
คุณนิฤมน คำเอี่ยม โทร 086-392-1533
                                                                                                                                                                     ภาค 3
บันทึกการเข้า

oui
Full Member
***

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 195


rapeepron_aui@hotmail.com
« ตอบ #13 เมื่อ: 21 เมษายน 2008, 01:29:42 am »

ภาค 4

เช่าสถานที่ถ่ายภาพยนต์ ( filming )

- ถ่ายภาพยนตร์โฆษณา
- ถ่ายภาพนิ่ง
- ถ่ายภาพเคลื่อนไหว (วีดีทัศน์)
- ถ่ายมิวสิควีดีโอ
- ถ่ายภาพยนตร์ ? ละครโทรทัศน์ (นอกอาคาร)
 
*หมายเหตุ อนุญาตให้สำหรับคนทำงาน 40 คน ยานพาหนะ 15 คัน
 
ติดต่อฝ่ายการตลาด
 
สำนักงานสมุทรปราการ
- คุณชณารัศมิ์
โทร 0-2709-1644 ต่อ 103
โทรศัพท์มือถือ 081-8591557
- คุณหนึ่งฤทัย ผูกพานิช
โทร 0-2323-4094-99
โทรศัพท์มือถือ 087-939-0262
 
สำนักงานกรุงเทพฯ
- คุณเพียงนภา หล่อพิทักษ์
โทร 089-679-3434

เช่าสถานที่จัดงานเลี้ยง ? งานแต่งงาน ( กลางวัน - กลางคืน )

 
Location
- หน้าพระที่นั่งสรรเพชญปราสาท (100 ? 300 ท่าน )
- โรงละคร ( 50 ? 100 ท่าน )
- ศาลาแปดเหลี่ยม ( 50 ? 150 ท่าน )
- หอคำและสวนพระลอ ( Up to 400 ท่าน )
- ศาลาพระอรหันต์ ( 800 ท่านขึ้นไป )
 
ติดต่อฝ่ายการตลาด
 
สำนักงานสมุทรปราการ
- คุณชณารัศมิ์
โทร 0-2709-1644 ต่อ 103
โทรศัพท์มือถือ 081-8591557
- คุณหนึ่งฤทัย ผูกพานิช
โทร 0-2323-4094-99
โทรศัพท์มือถือ 087-939-0262
 
สำนักงานกรุงเทพฯ
- คุณเพียงนภา หล่อพิทักษ์
โทร 089-679-3434

ภาค 4
บันทึกการเข้า

oui
Full Member
***

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 195


rapeepron_aui@hotmail.com
« ตอบ #14 เมื่อ: 21 เมษายน 2008, 01:31:55 am »

ภาค 5

อัตราค่าเข้าชมเมืองโบราณ
 
ค่าเข้าชมสำหรับบุคคลทั่วไป (คนไทย)
ผู้ใหญ่ ท่านละ ๑๐๐ บาท
เด็ก ท่านละ ๕๐ บาท
 
ค่าเข้าชมสำหรับบุคคลทั่วไป (ชาวต่างประเทศ )
ผู้ใหญ่ ท่านละ ๓๐๐ บาท
เด็ก ท่านละ ๒๐๐ บาท
 
บริการรถรางนำชมพร้อมมัคคุเทศก์ (บรรยายไทย)
ผู้ใหญ่ ท่านละ +๘๐ บาท
เด็ก ท่านละ +๕๐ บาท
 
บริการรถรางนำชมพร้อมมัคคุเทศก์ (บรรยายภาษาอังกฤษ)
ผู้ใหญ่ ท่านละ +๑๐๐ บาท
เด็ก ท่านละ +๑๐๐ บาท
 
บริการมัคคุเทศก์นำชมส่วนตัว
บรรยายภาษาไทย +๑,๐๐๐ บาท
ยายภาษาอังกฤษ +๑,๕๐๐บาท
 
นำรถยนต์ส่วนบุคคล/รถตู้ เข้าไป (ไม่รวมคนขับ)
คันละ +๑๐๐ บาท   
 
ค่าเช่ารถจักรยาน (ไม่รวมค่าเข้าชม)
- รถจักรยาน ที่นั่งเดียว คันละ +๕๐ บาท
- รถจักรยาน สามัคคี ๒ ตอน คันละ +๑๐๐ บาท
- รถจักรยาน สามัคคี ๓ ตอน คันละ +๑๕๐ บาท
 
รถจักรยานนำมาเอง คันละ +๓๐ บาท
 
**บริการพิเศษสำหรับผู้ที่มาเป็นหมู่คณะ
รถรางพร้อมมัคคุเทศก์บรรยายภาษาไทย
รถรางเหมาคันละ ๕,๒๐๐ บาท สำหรับ ๓๒ ท่าน ต่อคัน
 
รถรางพร้อมมัคคุเทศก์บรรยายภาษาอังกฤษ
รถรางเหมาคันละ ๑๒,๐๐๐ บาท สำหรับ ๓๒ ท่าน ต่อคัน
 
**หมายเหตุ อัตราดังกล่าวข้างต้นรวม
- บัตรเข้าชม
- มัคคุเทศก์
- รถรางนำชม
 
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
โทรศัพท์ ๐-๒๗๐๙-๑๖๔๔-๕,๐-๒๗๐๙-๑๖๔๘


อัตราค่าเข้าชมพิเศษ สำหรับนักเรียน-นักศึกษา
 
นักเรียน-นักศึกษาเป็นหมู่คณะ
อนุบาล-มัธยมศึกษาตอนต้น คนละ 80 บาท
มัธยมศึกษาตอนปลาย-อุดมศึกษา คนละ 140 บาท
ผู้ปกครอง คนละ 180 บาท
 
หมายเหตุ : อัตรานี้รวม
- บัตรเข้าชมเมืองโบราณ
- *มัคคุเทศก์บรรยายภาษาไทย*
- รถรางนำชมเมืองโบราณ
ราคาดังกล่าวสำหรับนักเรียนจำนวน 100 คนขึ้นไป
อาจารย์ผู้ควบคุมจ่ายเท่ากับเด็ก
(ไม่เกินร้อยละ 10 ส่วนที่เกิน ท่านละ 180 บาท)
 
นักเรียน-นักศึกษาเป็นหมู่คณะ
อนุบาล-มัธยมศึกษาตอนต้น คนละ 150 บาท
มัธยมศึกษาตอนปลาย-อุดมศึกษา คนละ 200 บาท
ผู้ปกครอง คนละ 300 บาท
 
หมายเหตุ : อัตรานี้รวม
- บัตรเข้าชมเมืองโบราณ
- *มัคคุเทศก์บรรยายภาษาอังกฤษ*
- รถรางนำชมเมืองโบราณ
ราคาดังกล่าวสำหรับนักเรียนจำนวน 100 คนขึ้นไป
อาจารย์ผู้ควบคุมจ่ายเท่ากับเด็ก
(ไม่เกินร้อยละ 10 ส่วนที่เกิน ท่านละ 300 บาท)
ค่าเช่าจักรยาน (ไม่รวมค่าเข้าชม)
คันเดี่ยว คันละ 50 บาท
สามัคคี 2 ตอน คันละ 100 บาท
สามัคคี 3 ตอน คันละ 150 บาท
 
* ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่
คุณวีรนุช, คุณนวิยา, คุณไพศาล
เบอร์โทรศัพท์ 0-2709-1644, 0-2709-1645
โทรสาร 0-2323-9253
 
** ร้านอาหารหอคำ
รับจัดอาหารนักเรียน-นักศึกษา และจัดเลี้ยง
ติดต่อได้ที่ คุณต๋อย 081-454-3614
เบอร์โทรศัพท์ 0-2323-0916

ภาค 5
บันทึกการเข้า

หน้า: [1] 2   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: