หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พระมหาเจดีย์แห่งทุ่ง ภูเขาทอง สมรภูมิสำคัญในมหากาพย์สงคราม อโยธยา - พม่า....  (อ่าน 2777 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14177


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« เมื่อ: 05 มิถุนายน 2010, 09:17:59 pm »

       มหาปิรามิดที่ผมกล่าวถึง คือ "พระมหาเจดีย์แห่งทุ่งภูเขาทอง" สมรภูมิสำคัญในมหากาพย์สงคราม อโยธยา - พม่า  กับปริศนาในประวัติศาสตร์ของเรื่องราว รูปทรงสัญฐานและความสำคัญที่ถูกลืมเลือน


             มหาวีรกรรมของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นเรื่องราวหนึ่งในประวัติศาสตร์ของชาติไทย ที่คนไทยแทบทุกคนรับรู้และจดจำมานานกว่า 150  ปี ถ่ายทอดจากคนรุ่นสู่รุ่นผ่านการสื่อสารเจ้านาย (ยังไม่มีสื่อสารมวลชน)ในสมัยก่อน ทั้งที่เป็นเรื่องราวของพระราชพงศาวดาร เรื่องราวในภาพเขียนโคลงภาพพระราชพงศาวดาร ภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนัง ในหนังสือศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ ในหนังสือเรียนชั้นประถมมัธยม จนเมื่อสื่อสารมวลชนเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ มหาวีรกรรมแห่งชัยชนะยิ่งถูกผลิตซ้ำ (Reproductions) ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในรูปแบบของภาพยนตร์ ละเม็งละคอน หนังสือการ์ตูน นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ จนปัจจุบันกลายมาเป็นมหากาพย์ภาพยนตร์ที่ใช้ทุนสร้างมหาศาล

               แต่สุดท้าย เนื้อหาของเรื่อง ก็ยังคงเป็นเช่นเดิม ตามพระราชพงศาดารที่เขียนขึ้นโดยเจ้านาย"ฝ่ายไทย"

               ปริศนาสงครามคราวศึกยุทธหัตถี ได้นำไปสู่ข้อถกเถียงของผู้รู้ ปราชญ์ท้องถิ่น และผู้ศึกษาในแต่ละมุมมอง ส่วนใหญ่ก็ยังเชื่อถือตามกรมพระยาดำรงราชนุภาพ"พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย" จากจดหมายพระยาอี๋ กรรณสูต ความว่า"พบเจดีย์ร้างที่หนองสาหร่าย ตามที่พระองค์วินิจฉัยไว้แล้ว...ว่าอยู่ที่สุพรรณบุรี ชาวบ้านบอกว่าเป็นที่พระนารายณ์ชนช้างกับพระนเรศวร" ตอกย้ำความเชื่อด้วยการสร้างอนุสรณ์สถานโดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม  ดอนเจดีย์หรือเจดีย์ยุทธหัตถี จึงอยู่ที่สุพรรณบุรีในทันที

                ในขณะที่การขุดแต่งองค์พระเจดีย์โดยกรมศิลปากร ก็พบร่องรอยของปูนปั้นประดับศิลปะร่วมสมัยในยุคอยุธยาตอนกลาง เป็นข้อสรุปสำคัญว่าเจดีย์ร้างกลางป่าองค์นี้ ในอดีตคือเจดีย์ที่สร้างขึ้นตามพระราชพงศาวดารนั่นเอง

                ร่องรอยของพงศาวดารฝ่ายพม่าบางเล่ม ได้นำให้ปราชญ์ท้องถิ่นกาญจนบุรี......ไม่เชื่อเช่นนั้น  สมมุติฐานที่ขัดแย้งเกิดขึ้นจากเนื้อความว่า  "เจดีย์ที่สร้างขึ้นสวมทับพระศพของพระมหาอุปราชามีขนาดเล็ก และสมรภูมิอยู่ในเส้นทางเดินทัพ" อำเภอพนมทวนจึงกลายเป็นอีกปริศนาของพระเจดีย์อีกองค์หนึ่งที่เชื่อว่า เป็นเจดีย์อนุสรณ์ในมหาวีรกรรมในครั้งนั้น

        ถึงแม้ว่าจะมีการพิสูจน์โดยกรมศิลปากรแล้วว่า เจดีย์ที่พนมทวน เป็นอุเทสิกเจดีย์ในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา แต่ชาวกาญจนบุรีก็ยังคงเชื่อมั่นในประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของเขา เพราะเส้นทางเดินทัพโบราณ จากด่านพระเจดีย์สามองค์ ผ่านแม่น้ำแคว มาขึ้นที่กาญจนบุรี ต้องผ่านพนมทวน ล่องตามแม่น้ำจระเข้สามพัน ผ่านอู่ทอง เขาพระยาแมน ตัดเข้าสวนแตง บึงไผ่แขก จนถึงเมืองสุพรรณบุรีตามลำน้ำ เรื่องที่จะเดินทัพบกจำนวนมาก....อ้อมขึ้นไปถึงดอนระฆัง ดอนเจดีย์ เป็นเส้นทางสงครามที่ไม่อาจสามารถอธิบายได้ชัดเจนนัก ประกอบกับบริเวณรอบพื้นที่พนมทวนก็มีการขุดพบกระดูกช้าง ม้า และศรัตราวุธนานาชนิดเป็นจำนวนมาก ชาวพนมทวนในทุกวันนี้ ยังคงเชื่อมั่นว่า มหาวีรกรรมครั้งศึกยุทธหัตถี เกิดขึ้นที่นี่อย่างแน่นอน

           ปริศนาของเรื่องราวแห่งมหาวีรกรรมในสงครามยุทธหัตถี ยังคงดำมืดมากขึ้น เมื่อมีการใช้บันทึกของชาวต่างประเทศมาอ้างอิงมากขึ้น บันทึกของพม่าระบุว่า เป็นสงครามปรากบฏไม่ใหญ่โตนัก ไม่มีการชนช้างแต่พระมหาอุปราชาต้องปืน(ลึกลับ)สิ้นพระชนม์ สอดรับของบันทึกของตะวันตก ที่บ้างก็ว่า ต้องปืน ถูกขอบังคับช้างโน้มคอลงมาสับ และใช้ทวนสู้กัน หลายเหตุของการสัประยุทธ์ แต่กลับไม่มีเอกสารต่างประเทศเล่มใด ระบุว่ามหาวีรกรรมเกิดขึ้นที่สุพรรณบุรีเลย แต่มีเนื้อหาของบันทึกชาวต่างประเทศโดยเฉพาะของเยเรเมียส ฟานฟรีส และ หมอแกมเฟอร์ ที่ระบุสถานที่ทำสงครามในมหาวีรกรรมครั้งนี้อย่างชัดเจน

             ปริศนาของเจดีย์ยุทธหัตถี ถูกกล่าวถึงโดยนักวิชาการในยุคหลังอย่างกว้างขวาง ถึงความมีตัวตนที่แท้จริง การค้นพบที่เป็นปริศนา คติการสร้างเจดีย์เพื่อเป็นอนุสรณ์สงครามมีจริงหรือ? การสร้างพระสถูปเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และความคลุมเครือมากมายของเจดีย์ยุทธหัตถี จึงนำไปสู่แนวคิดทางวิชาการ เจดีย์ยุทธหัตถีไม่เคยเกิดขึ้น หรือ ไม่เคยมีเจดีย์ยุทธหัตถีเลย

              ซึ่งก็เป็นเรื่องราวทางวิชาการ วิชาเกิน จึงไม่ควรถูกนำมาใช้อธิบายเรื่องราวที่ยังเป็นปริศนาจากอดีตในสังคมส่วนใหญ่ ส่วนในท้องถิ่นก็ยังคงความเชื่อมั่นในประวัติศาสตร์ของตน มีความสุขกับการรำลึกถึงมหาวีรกรรม และความเชื่อ ความศรัทธาเดิมก็ยังคงเป็นสิ่งหล่อหลอมให้เกิความรักชาติบ้านเมืองและหวงแหนในแผ่นดิน  ..... อรรถประโยชน์คนละด้าน .....เลือกใช้และเลือกเชื่อ ไม่ขัดแย้งกัน
บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14177


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 05 มิถุนายน 2010, 09:18:35 pm »


       มหาปิรามิดที่ผมกล่าวถึง คือ "พระมหาเจดีย์แห่งทุ่งภูเขาทอง" สมรภูมิสำคัญในมหากาพย์สงคราม อโยธยา - พม่า  กับปริศนาในประวัติศาสตร์ของเรื่องราว รูปทรงสัญฐานและความสำคัญที่ถูกลืมเลือน


             มหาวีรกรรมของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นเรื่องราวหนึ่งในประวัติศาสตร์ของชาติไทย ที่คนไทยแทบทุกคนรับรู้และจดจำมานานกว่า 150  ปี ถ่ายทอดจากคนรุ่นสู่รุ่นผ่านการสื่อสารเจ้านาย (ยังไม่มีสื่อสารมวลชน)ในสมัยก่อน ทั้งที่เป็นเรื่องราวของพระราชพงศาวดาร เรื่องราวในภาพเขียนโคลงภาพพระราชพงศาวดาร ภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนัง ในหนังสือศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ ในหนังสือเรียนชั้นประถมมัธยม จนเมื่อสื่อสารมวลชนเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ มหาวีรกรรมแห่งชัยชนะยิ่งถูกผลิตซ้ำ (Reproductions) ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในรูปแบบของภาพยนตร์ ละเม็งละคอน หนังสือการ์ตูน นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ จนปัจจุบันกลายมาเป็นมหากาพย์ภาพยนตร์ที่ใช้ทุนสร้างมหาศาล

               แต่สุดท้าย เนื้อหาของเรื่อง ก็ยังคงเป็นเช่นเดิม ตามพระราชพงศาดารที่เขียนขึ้นโดยเจ้านาย"ฝ่ายไทย"

               ปริศนาสงครามคราวศึกยุทธหัตถี ได้นำไปสู่ข้อถกเถียงของผู้รู้ ปราชญ์ท้องถิ่น และผู้ศึกษาในแต่ละมุมมอง ส่วนใหญ่ก็ยังเชื่อถือตามกรมพระยาดำรงราชนุภาพ"พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย" จากจดหมายพระยาอี๋ กรรณสูต ความว่า"พบเจดีย์ร้างที่หนองสาหร่าย ตามที่พระองค์วินิจฉัยไว้แล้ว...ว่าอยู่ที่สุพรรณบุรี ชาวบ้านบอกว่าเป็นที่พระนารายณ์ชนช้างกับพระนเรศวร" ตอกย้ำความเชื่อด้วยการสร้างอนุสรณ์สถานโดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม  ดอนเจดีย์หรือเจดีย์ยุทธหัตถี จึงอยู่ที่สุพรรณบุรีในทันที

                ในขณะที่การขุดแต่งองค์พระเจดีย์โดยกรมศิลปากร ก็พบร่องรอยของปูนปั้นประดับศิลปะร่วมสมัยในยุคอยุธยาตอนกลาง เป็นข้อสรุปสำคัญว่าเจดีย์ร้างกลางป่าองค์นี้ ในอดีตคือเจดีย์ที่สร้างขึ้นตามพระราชพงศาวดารนั่นเอง

                ร่องรอยของพงศาวดารฝ่ายพม่าบางเล่ม ได้นำให้ปราชญ์ท้องถิ่นกาญจนบุรี......ไม่เชื่อเช่นนั้น  สมมุติฐานที่ขัดแย้งเกิดขึ้นจากเนื้อความว่า  "เจดีย์ที่สร้างขึ้นสวมทับพระศพของพระมหาอุปราชามีขนาดเล็ก และสมรภูมิอยู่ในเส้นทางเดินทัพ" อำเภอพนมทวนจึงกลายเป็นอีกปริศนาของพระเจดีย์อีกองค์หนึ่งที่เชื่อว่า เป็นเจดีย์อนุสรณ์ในมหาวีรกรรมในครั้งนั้น

        ถึงแม้ว่าจะมีการพิสูจน์โดยกรมศิลปากรแล้วว่า เจดีย์ที่พนมทวน เป็นอุเทสิกเจดีย์ในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา แต่ชาวกาญจนบุรีก็ยังคงเชื่อมั่นในประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของเขา เพราะเส้นทางเดินทัพโบราณ จากด่านพระเจดีย์สามองค์ ผ่านแม่น้ำแคว มาขึ้นที่กาญจนบุรี ต้องผ่านพนมทวน ล่องตามแม่น้ำจระเข้สามพัน ผ่านอู่ทอง เขาพระยาแมน ตัดเข้าสวนแตง บึงไผ่แขก จนถึงเมืองสุพรรณบุรีตามลำน้ำ เรื่องที่จะเดินทัพบกจำนวนมาก....อ้อมขึ้นไปถึงดอนระฆัง ดอนเจดีย์ เป็นเส้นทางสงครามที่ไม่อาจสามารถอธิบายได้ชัดเจนนัก ประกอบกับบริเวณรอบพื้นที่พนมทวนก็มีการขุดพบกระดูกช้าง ม้า และศรัตราวุธนานาชนิดเป็นจำนวนมาก ชาวพนมทวนในทุกวันนี้ ยังคงเชื่อมั่นว่า มหาวีรกรรมครั้งศึกยุทธหัตถี เกิดขึ้นที่นี่อย่างแน่นอน

           ปริศนาของเรื่องราวแห่งมหาวีรกรรมในสงครามยุทธหัตถี ยังคงดำมืดมากขึ้น เมื่อมีการใช้บันทึกของชาวต่างประเทศมาอ้างอิงมากขึ้น บันทึกของพม่าระบุว่า เป็นสงครามปรากบฏไม่ใหญ่โตนัก ไม่มีการชนช้างแต่พระมหาอุปราชาต้องปืน(ลึกลับ)สิ้นพระชนม์ สอดรับของบันทึกของตะวันตก ที่บ้างก็ว่า ต้องปืน ถูกขอบังคับช้างโน้มคอลงมาสับ และใช้ทวนสู้กัน หลายเหตุของการสัประยุทธ์ แต่กลับไม่มีเอกสารต่างประเทศเล่มใด ระบุว่ามหาวีรกรรมเกิดขึ้นที่สุพรรณบุรีเลย แต่มีเนื้อหาของบันทึกชาวต่างประเทศโดยเฉพาะของเยเรเมียส ฟานฟรีส และ หมอแกมเฟอร์ ที่ระบุสถานที่ทำสงครามในมหาวีรกรรมครั้งนี้อย่างชัดเจน

             ปริศนาของเจดีย์ยุทธหัตถี ถูกกล่าวถึงโดยนักวิชาการในยุคหลังอย่างกว้างขวาง ถึงความมีตัวตนที่แท้จริง การค้นพบที่เป็นปริศนา คติการสร้างเจดีย์เพื่อเป็นอนุสรณ์สงครามมีจริงหรือ? การสร้างพระสถูปเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และความคลุมเครือมากมายของเจดีย์ยุทธหัตถี จึงนำไปสู่แนวคิดทางวิชาการ เจดีย์ยุทธหัตถีไม่เคยเกิดขึ้น หรือ ไม่เคยมีเจดีย์ยุทธหัตถีเลย

              ซึ่งก็เป็นเรื่องราวทางวิชาการ วิชาเกิน จึงไม่ควรถูกนำมาใช้อธิบายเรื่องราวที่ยังเป็นปริศนาจากอดีตในสังคมส่วนใหญ่ ส่วนในท้องถิ่นก็ยังคงความเชื่อมั่นในประวัติศาสตร์ของตน มีความสุขกับการรำลึกถึงมหาวีรกรรม และความเชื่อ ความศรัทธาเดิมก็ยังคงเป็นสิ่งหล่อหลอมให้เกิความรักชาติบ้านเมืองและหวงแหนในแผ่นดิน  ..... อรรถประโยชน์คนละด้าน .....เลือกใช้และเลือกเชื่อ ไม่ขัดแย้งกัน
บันทึกการเข้า

admin
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +31/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3661


oknakrub@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 05 มิถุนายน 2010, 09:42:13 pm »

เดี๋ยวนี้ทาสีขาวไว้ พอเวลาผ่านไป 3 - 4 ปี สีขาว ก็กลายเป็นอะไรไม่รู้ น่าจะปรับปรุง บูรณะเสียใหม่ให้งามสมกับประวัติศาสตร์
บันทึกการเข้า

หมอผี71
Full Member
***

คะแนนจิตพิสัย +1/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 123


อย่าใว้ใจใคร ถ้าไม่ใช่หมอชา


อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: 06 มิถุนายน 2010, 04:16:39 pm »

ประวัติศาสตร์ในบทเรียนกับความจริงอาจไม่เหมือนกันทุกเรื่อง  มีปัจจัยอื่นมาเกี่ยวข้องด้วย คงรู้กัน
บันทึกการเข้า

อนิจจัง   ทุกขัง  อนัตตา
somsaka1
Newbie
*

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8


เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: 08 มีนาคม 2011, 05:30:00 pm »

ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: