หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ประเทศไทย (สยาม) ตอนที่ 2  (อ่าน 462 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14177


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« เมื่อ: 05 มิถุนายน 2010, 08:25:20 pm »




ประเทศไทย (สยาม) ตอนที่ 2

         รัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ครองราชย์ 2411-2453) เมื่อรัชกาลที่ 4 สวรรคตนั้นพระโอรสที่เป็นเจ้าฟ้าองค์ที่มีพระชนม์มายุมากที่สุด คือ สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์กรมขุนพินิตประชานาถ ตอนนั้นมีพระชนม์มายุ 15 พรรษาการประชวรของรัชาลที่ 4 นั้น สืบเนื่องจากท่านไปทอดพระเนตรสุริยุปราคาที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และได้ติดไข้มาเลเรียมา สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ซึ่งไปด้วยก็ทรงประชวรด้วย เมื่อทรงประชวรหนักรัชกาลที่ 4 ยังทรงมีพระสติดีไม่ตรัสมอบราชสมบัติให้แก่ผู้ใด มีพระดำรัสกับเจ้านายและขุนนางชั้นผู้ใหญ่ว่าให้ปรึกษากันให้พร้อม แล้วแต่จะเห็นว่าผู้ใดมีความสามารถจะรักษาแผ่นดินได้ก็ให้ยกขึ้นเป็นพระมหา กษัตริย์ พระองค์ทรงสวรรคตเมื่อเวลา 21.00น. ของวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2411 และในเวลา 24.00 น. คืนวันนั้นเองก็มีการประชุมของพระบรมวงศานุวงศ์พระราชาคณะและข้าราชการชั้น ผูใหญ่ ผู้เรียกประชุมคือ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) สมุหพระกลาโหมที่ประชุมประกอบด้วยพระราชาคณะ 25 รุป พระราชวงศ์ 16 พระองค์และขุนนางชั้นผู้ใหญ่ 20 คน มีพระราชาคณะที่เป็นพระราชวงศ์ 1 องค์คือ กรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธ์ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ได้แจ้งแก่ที่ประชุมว่ารัชกาลที่ 4 มิได้ทรงแต่งตั้งรัชทายาททรงมีพระดำรัสให้ที่ประชุมเลือกผู้ที่เห็นสมควร ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ จึงขอให้ออกความเห็นกันได้โดยไม่ต้องมีความเกรงกลัว

          กรม หลวงเทเวศร์วัชรินทร พระเจ้าน้องยาเธอในรัชกาลที่ 4 เป็นผู้ทรงอาวุโสเสนอต่อที่ประชุมว่าเพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อ รัชกาลที่ 4 เห็นสมควรเลือกสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์กรมขุนพินิตประชานาถขึ้นเป็นพระมหา กษัตริย์ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ จึงขอให้ผู้เข้าร่วมประชุมนอกจากพระราชาคณะได้ออกเสียงกันทีละพระองค์และที ละคน ข้อยกเว้นคือกรมหมื่นบวรรังษีฯ เป็นพระราชาคณะแต่ได้ออกเสียงด้วยในฐานะพระราชวงศ์ ผู้ที่ออกเสียงทั้งหมดเห็นชอบกับข้อเสนอของกรมหลวงเทเวศร์วัชรินทร

        มาถึงตอนนี้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ได้แสดงความเห็นว่ารัชกาลที่ 4 เคยทรงห่วงใยว่าพระราชโอรสทรงพระเยาว์นักจะปกครองบ้านเมืองไม่ได้ กรมหลวงเทเวศร์วัชรินทรก็เสนอต่อที่ประชุมให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ว่า ราชการแผ่นดินไปจนกว่ารัชกาลที่ 5 จะมีพระชนม์มายุพอที่จะทรงปกครองแผ่นดิน และเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ก็รับว่าจะว่าราชการแผ่นดินแทนอย่างเต็มความสามารถ

          เมื่อ ลงมติเรื่องพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่แล้วกรมหลวงเทเวศร์วัชรินทรได้เสนอให้ อัญเชิญกรมหมื่นบวรวิไชยชาญ ขึ้นเป็นพระมหาอุปราชหรือวังหน้า กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ เป็นพระโอรสองค์ใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ แก่ชันษากว่าสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ 15 พรรษา

         เจ้า พระยาศรีสุริยวงศ์ จึงได้ถามความเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุมแบบเดียวกับที่ถามความเห็นตอนเลือก พระเจ้าแผ่นดินทุกท่านที่ถูกถามก็ตอบว่าเห็น "สมควร" นอกจากกรมขุนวรจักรธรานุภาพเท่านั้นที่ไม่เห็นด้วย โดยอธิบายว่าไม่ใช่หน้าที่ของที่ประชุมจะตั้งพระมหาอุปราช ควรจะเป็นเรื่องของพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ และได้ยกตัวอย่างว่ารัชกาลที่ 1 ถึงที่ 4 ก็ทรงตั้งพระมหาอุปราชหรือกรมพระราชวังบวรด้วยพระองค์เอง

          กรม ขุนวรจักรธรานุภาพผู้นี้เป็นพระน้องยาเธอของรัชกาลที่ 4 การคัดค้านของกรมขุนวรจักรธรานุภาพทำให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ขัดเคืองได้ ตำหนิกรมขุวรจักรธรานุภาพหลายประการ ทั้งถามว่า "ที่ไม่ยอมนั้นอยากจะเป็นเองหรือ" ซึ่งคำถามนั้นทำให้กรมขุนวรจักรธรานุภาพตอบว่า "จะให้ยอมก็ต้องยอม" ก็เป็นอันว่าพระมหาอุปราชจะได้แก่กรมหมื่นบวรวิชัยชาญ ซึ่งเมื่อเป็นวังหน้าแล้วก็จะเป็นที่รู้จักกันในนามของกรมพระราชวังบวรวิชัย ชวาญ สำหรับประเด็นที่น่าจะพิจารณาคือวิธีการเสนอในที่ประชุมของกรมหลวงเท เศวัชรินทร์ให้สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์เป็นรัชกาลที่ 5 และกรมหมื่นบวรวิชัยชาญเป็นกรมพระราชวังบวรหรือวังหน้านั้นมีเบื้องหลังอะไร หรือเปล่า

          จากข้อเขียนของณัฐวุฒิ สุทธิสงคราม ซึ่งได้ศึกษาเอกสารเกี่ยวกับเรื่องนี้หลายฉบับได้กล่าวว่า สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเคยได้รับการบอกเล่าจากเจ้าพระยาภานุวงษ์มหาโก ศาธิบดี (อยู่ในที่ประชุมด้วยท่านหนึ่ง) ว่าดังนี้

         "?การ เลือกกรมพระราชวังบวรสถานมงคลครั้งนั้นถ้อยคำที่กรมหลวงเทเวศร์ฯ ตรัส แก่พระยาศรีสุริยวงศ์จดถวายให้เจ้าพระรัตนาธิเบศร์ (พุ่ม) แต่ยังเป็นขุนสมุทรโคจร นั่งเขียนที่พระทวารเมื่อตอนเวลาประชุม และในเมื่อปรึกษากันนั้นในข้อจะถวายราชสมบัติแด่พระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ยินยอมพร้อมกันด้วยความยินดีจริง แต่เมื่อเลือกพระมหาอุปราชท่านสังเกตดูผู้ที่อยู่ในที่ประชุมไม่เห็นชอบด้วย มากที่ยอมเป็นด้วยกลัวเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์เท่านั้น?"

          สมเด็จ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงนิพนธ์เกี่ยวกับเรื่องภายหลังว่ากรมหมื่นบวร วิชัยชาญนั้นพระอัธยาศัยสุภาพถ่อมพระองค์รัชกาลที่ 4 ทรงมีพระเมตตาใช้สอยสนิทสนม เมื่อพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าสวรรคตแล้วสิ่งที่กรมหมื่นบวรวิชัยชาญปฏิบัติ เป็นกิจวัตรก็คือตอนเช้าเสด็จไปหาสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ที่บ้านพระวรบรมมหาราชวัง

         สมเด็จกรมพระยาดำรง ราชานุภาพยังเห็นว่า  การตั้งพระมหาอุปราชของที่ประชุมครั้งนั้นผิดประเพณีสม ดังที่กรมขุนวรจักรฯ ให้ความเห็น แต่ที่เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์สนับสนุนกรมหมื่นบวรวิชัยชาญขึ้นเป็นมหาอุปราช ก็เพราะเกรงว่า ถ้ารัชกาลที่ 5 ทรงเจริญวัยขึ้นแล้ว ถ้าไม่พอพระทัยที่มีผู้สำเร็จราชการแผ่นดินก็คงจะคิดเอาท่านออกจากตำแหน่ง ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน จึงได้สนับสนุนกรมหมื่นบวรวิชัยชาญซึ่งสนิทสนมกับท่านเป็นอย่างมากขึ้นเป็น พระมหาอุปราชเพื่อเป็นการคานอำนาจไว้ก่อน
บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14177


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 05 มิถุนายน 2010, 08:28:51 pm »




         สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพยังทรงอธิบาย ด้วยว่า ถ้าศึกษาจากพระราชพงศาวดารไทยแล้ว พระเจ้าแผ่นดินทรงพอใจที่ตั้งพระราชโอรสพระองค์ใหญ่เป็นพระมหาอุปราชเป็น พื้นต่อไม่มีพระราชโอรสหรือเหตุการณ์อย่างอื่นบังคับจึงทรงตั้งพระอนุชาหรือ พระราชวงศ์ชั้นอื่น เช่น

           รัชกาลที่ 1 ของกรุงรัตนโกสินทร์ทรงตั้งสมเด็จพระอนุชาเป็นพระมหาอุปราช (กรมพระราชวังบวรมหาสุริยสิงหนาท) ก็เพราะได้ทรงสร้างสมพระบารมีมาด้วยกันนับว่ามีเหตุการณ์บังคับ

          รัชกาล ที่ 2 ทรงตั้งสมเด็จอนุชาธิราชเป็นพระมหาอุปราช (กรมพระราชวังบวรมหเสนานุรักษ์) ก็เพราะสมเด็จพระอนุชาพระองค์ที่ดำรงพระยศเป็นพระบัณฑูรน้อยมาตั้งแต่รัชกาล ที่ 1 จึงเป็นการตั้งด้วยเหตุการณ์บังคับ

          รัชกาล ที่ 3 ทรงตั้งกรมหมื่นศักดิพลเสพพระราชปิตุลา (อา) เป็นมหาอุปราช (กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ) ก็เพราะเป็นบำเหน็จที่กรมหมื่นศักดิพลเสพซึ่งทรงบัญชาการกระทรวงกลาโหมอยู่ ตอนรัชกาลที่ 2 สวรรคต สนับสุนให้รัชกาลที่ 3 ได้ราชสมบัติ

          รัชกาล ที่ 4 ทรงตั้งกรมขุนอิศเรศรังสรรค์ สมเด็จพระอนุชาเป็นพระมหาอุปราชก็เพราะพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเชื่อตำราพยากรณ์ว่า สมเด็จพระอนุชาจะต้องได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน

          สมเด็จ กรมพระยาดำรงตาชานุภาพยังทรงให้เหตุผลด้วยว่าการเลือกพระมหาอุปราชนั้นตาม ราชประเพณีพระเจ้าแผ่นดินต้องทรงเลือกเอาพระราชวงศ์องค์เดียวเท่านั้น

          ช่วง 5 ปี หลังจากที่รัชกาลที่ 4 สวรรคต ซึ่งเป็นช่วง 5 ปีแรกของการครองราชย์ของรัชกาลที่ 5 นั้นอำนาจการปกครองแผ่นดิน จึงอยู่ที่ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินคือ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์

          เมื่อ รัชกาลที่ 5 มีพระชนม์มายุครบ 20 พรรษา พระองค์ก็ทรงผนวชเป็นเวลา 5 วัน เมื่อสึกแล้วก็ทำพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นครองราชย์เป็นครั้งที่ 2 ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2416โดยได้ทำพิธีมาครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อขึ้นครองราชย์ครั้งแรก โดยสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงอธิบายว่าสาเหตุหนึ่งของการทำราชพิธี บรมราชาภิเษกอีกครั้งก็เพื่อ "?เป็นการแสดงว่า พระเจ้าอยู่หัวจะทรงว่า ราชการบ้านเมืองต่อไปเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์มิได้เป็นผู้ว่าราชการเหมือน อย่างแต่ก่อน?" การทำพิธีบรมราชาภิเษกนี้ ก็เป็นอันว่าเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์หมดอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน และก็ไม่มีตำแหน่งที่มีอำนาจต่อไป ตอนนั้นพระยาศรีสุริยวงศ์อายุได้ 65 ปี (เกิดในรัชกาลที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2351) และถึงจะหมดอำนาจหน้าที่แล้วแต่รัชกาลที่ 5 ก็ได้เลื่อนยศขึ้นเป็นสมเด็จพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์

         ช่วง 5 ปีแรกของการครองราชย์ของรัชกาลที่ 5 นับเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ สำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะถ้าเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์คิดจะยึดอำนาจก็คงจะทำให้ประวัติศาสตร์ไทย ต่างจากที่เป็นอยู่มา รัชกาลที่ 5 ได้ทรงอธิบายความรู้สึกของพระองค์ในช่วงเวลานั้นในพระราชหัตเลขาที่ทรง ประทานแก่สมเด็จพระบรมโอรสธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 ดังมีใจความตอนหนึ่งว่า

          "?เมื่อ พ่อได้ราชในเวลาเพียง 15 ปีเท่านั้น เหมือนตะเกียงริบหรี่จวนจะดับ?ไม่มีมารดา มีญาติฝ่ายมารดาก็ล้วนแต่โลเลเหลวไหล หรือไม่โลเลเหลวไหลก็มิได้ตั้งอยู่ในตำแหน่งราชการอันใดเป็นหลักฐาน ญาติฝ่ายข้างพ่อคือ เจ้านายทั้งปวงก็ตกอยู่ในอำนาจสมเด็จเจ้าพระยา และต้องรักษาชีวิตอยู่ด้วยกันทุกพระองค์?"

          ซึ่ง คล้ายกับว่าถ้าทางฝ่ายผู้สำเร็จราชการคิดจะยึดอำนาจแล้ว เจ้านายทั้งปวงก็คงไม่กล้าขัดขวางเพราะส่วนหนึ่งตกอยู่ในอำนาจของผู้สำเร็จ ราชการส่วนคนที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจของผู้สำเร็จราชการก็คงไม่กล้าขัดขวาง เพราะ "ต้องรักษาชีวิตอยู่ด้วยทุกพระองค์"

         ซึ่งผู้ที่ศึกษาประวัติศาสตร์ไทยในช่วงนี้ต่างก็เห็นพ้องกันว่าช่วงระหว่าง ปี พ.ศ. 2411-2416 นั้นเหมือนเป็นจุดสูงสุดของตระกูลบุนนาค ซึ่งสืบทอดตำแหน่งเสนาบดีที่สำคัญคือ สมุหกลาโหม และเสนาบดีกรมคลังมาตั้งแต่รัชกาลที่ 1 คนในตระกูลที่เป็นถึงสมเด็จเจ้าพระยาก็เป็นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ และสมเด็จพระยาบรมมหาพิชัยญาติ เมื่อเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินนั้นบุตรชายของท่าน (วร บุนนาค) เป็นสมุหกลาโหมน้องชายของท่านคือเจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษธิบดี (ท้วม บุนนาค) เป็นเสนาบดีกรมพระคลังและหลานของท่านคือ พระยาอาหารบริรักษ์ (นุช บญหลง) เป็นเสนาบดีกรมนา

         หลังจากขึ้นครองราชย์ด้วยพระองค์เองได้เพียงปีเศษก็เกิดเหตุการณ์ขัดแย้งระหว่าง รัชกาลที่ 5 กับพระมหาอุปราชหรือกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ โดยเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นปลายธันวาคม พ.ศ. 2417 เริ่มด้วยกรมพระราชวังบวรฯ ได้รับบัตรสนเท่ห์ ซึ่งสมัยนั้นเรียกหนังสือทิ้งว่าจะมีคนลอบปลงพระชนม์กรมพระราชวังบวรฯ จึงได้ระดมไพร่พลประมาณ 600 คน ไว้ที่พระที่นั่งศิวโมขพิมาน ซึ่งอยู่ในบริเวณพระราชวังของบวรฯ รัชกาลที่ 5 ได้ทราบข่าวนี้ก็เกรงว่าทางกรมราชวังบวรฯ อาจจะคิดยึดอำนาจ จึงได้ทรงเรียกทหารมารักษาพระราชวังหลวงมากขึ้น ทำให้เหตุการณ์ตึงเครียด รัชกาลที่ 5 จึงทรงโปรดให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ไปเกลี้ยกล่อมว่าพระองค์ไม่ ได้คิดร้าย แต่กรมพระราชวังบวร กลับหนีไปลี้ภัยอยู่ในสถานกงสุลอังกฤษ เมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2418 ปรากฎว่า ทางอังกฤษได้ส่งเซอร์ แอนดรู คลาก (Sir Andrew Clark) ข้าหลวงใหญ่ที่อังกฤษส่งมาปกครองสิงคโปร์ เข้ามาทำการไกล่เกลี่ย เซอร์ แอนดรู คลาก วางตัวเป็นกลางและไม่ต้องการแทรกแซงกิจการภายในของไทย และมีส่วนสำคัญในการเจรจาให้กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญมีทหารรักษาพระองค์ได้ ไม่เกิน 200 คน โดยทรงออกคำสั่งเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของกรมพระราชวังบวรฯ ตอนหนึ่งว่า

          "?อนึ่งเรามีความประสงค์ที่ จะให้พระบรมวงศ์เธอ กรมพระราชวังบวรสถานมงคลได้รักษาเกียรติยศโดยสมควร เราจึงให้กรมพระราชวังบวรสถานมงคลมีทหารปืนเล็ก อาวุธสำหรับเฉพาะ 200 คน และทหาร 200 คนนี้ให้อยู่แต่พระราชวังบวรสถานมงคลหรือกรมพระราชวังบวรสถานมงคล จะไปอยู่แห่งใดที่เป็นสถานที่วังบวรนั้น ทหารจึงจะตามอยู่รักษาได้แต่เป็นสถานที่วังเท่านั้น ถ้าเราจะต้องการเรียกทหาร 200 คนนั้น ให้มาช่วยกันเมื่อไร เราจะมีคำสั่งเซ็นชื่อของเราให้เป็นสำคัญก็ต้องมาตามความประสงค์ของเรา"

          ใน ปี พ.ศ. 2428 กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญก็ประชวรสวรรคต พระชนมายุได้ 48 พรรษา หลังจากนั้นรัชกาลที่ 5 ได้ทรงยุบเลิกตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล และได้ทรงโปรดตั้งตำแหน่งพระบรมโอรสาธิราชสยามมงกุฎราชกุมารขึ้นเป็นตำแหน่ง รัชทายาทแทนตำแหน่งพระมหาอุปราช โดยได้ทรงสถาปนาสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมงกุมารเมื่อปี พ.ศ. 2429 เมื่อสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศได้ทรงรับการสถาปนาขึ้นเป็นสยามมงกุฏราช กุมารนั้น ทรงมีพระชนมายุ 8 พรรษา (ประสูติเมื่อ 21มิถุนายน พ.ศ. 2421) และดำรงตำแหน่งอยู่จนถึงวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2437 ก็สิ้นพระชนม์

         เมื่อ สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศสิ้นพระชนม์แล้ว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงสถาปนาสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ขึ้นเป็นสยามมงกุฎราชกุมารแทนเมื่อวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2437 เมื่อทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสยามมงกุฎราชกุมารนั้น สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธมีพระชนม์ 14พรรษา (ประสูติ พ.ศ. 2423) และกำลังทรงศึกษาอยู่ ณ ประเทศอังกฤษ

        รัชกาล ที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเจ้าแผ่นดินที่ทรงพระปรีชาสามารถในทุกๆ ด้านสมกับที่ได้รับยกย่องให้เป็นพระปิยะมหาราชสวรรคตเมื่อวันที่ 23ตุลาคม พ.ศ. 2453
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: