หน้าแรกบอร์ด
ช่วยเหลือ
ค้นหา
ปฏิทิน
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก
» ยินดีต้อนรับคุณ,
บุคคลทั่วไป
กรุณา
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว:
พ.จ.ต. สุเทพ อิ่มเอิบ อีเมล
s_dmax@yahoo.com
รุ่น22 เออรี่ปี51 เบอร์โทรบ้าน 027512367 มือถิอ 0853386520 เปิดร้านขายซุบหางวัวอยู่ที่ ต.บางพลีใหญ่ สมุทรปราการถ้าผ่านมาแวะมาลองชิมกันได้
บ้านเลขที่ 22
>
พระมหากษัตริย์ไทย
>
ประวัติศาสตร์ไทย
>
การปกครองแบบมณฑล เทศาภิบาล
หน้า: [
1
]
ลงล่าง
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
พิมพ์
ผู้เขียน
หัวข้อ: การปกครองแบบมณฑล เทศาภิบาล (อ่าน 1321 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์
กระทู้: 14177
~สาวสกลนคร~
การปกครองแบบมณฑล เทศาภิบาล
«
เมื่อ:
05 มิถุนายน 2010, 07:45:04 pm »
การปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล
ระบบการปกครองส่วนภูมิภาคของเมืองไทยก่อนหน้าที่จะวิวัฒนาการในรูป ของจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน ได้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารราชการแผ่นดินส่วนภูมิภาคมาหลายยุคหลาย สมัยหลายขั้นตอนด้วยกัน นับตั้งแต่สมัยสุโขทัยซึ่งจัดระเบียบการปกครองหัวเมืองทั้งหลายออกเป็นเมือง ราชธานี เมืองลูกหลวง (หรือเมืองหน้าด่านรอบราชธานีทั้ง 4 ด้าน) เมืองพระยามหานคร (หัวเมืองชั้นนอก) และเมืองประเทศราช โดยเมืองแต่ละประเภทจะมีลักษณะความสัมพันธ์ และระดับความใกล้ชิดกับเมืองแม่หรือราชธานีมากน้อยลดหลั่นกันไปตามระยะทาง จากเมืองหลวง ตลอดจนความคล้ายคลึงทางภาษา และวัฒนธรรมอย่างในกรณีของเมืองประเทศราชเป็นต้น
การปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล
ครั้นถึงต้นสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีในสมัยพระเจ้าอู่ทอง ก็ยังมิได้ทรงเปลี่ยนแปลงระเบียบการปกครองหัวเมืองต่าง ๆ เท่าใดนัก การปกครองอาณาเขตก็ใช้ทำนองเดียวกันกับครั้งสมัยกรุงสุโขทัย โดยแบ่งเป็นราชธานีมีเมืองหน้าด่านชั้นในสำหรับป้องกันราชธานีทั้ง 4 ทิศ เรียกว่า เมืองป้อมปราการ นอกจากนั้นก็เป็นหัวเมืองชั้นใน เมืองพระยามหานคร และเมืองประเทศราช เช่นเดียวกับสมัยกรุงสุโขทัย การจัดระเบียบการ ปกครองหัวเมืองของกรุงศรีอยุธยาเป็นดังที่กล่าวมานี้จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 1991 ซึ่งเป็นปีที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถขึ้นครองราชย์ จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขปรับปรุงหลายประการด้วยกัน
การปรับปรุงระเบียบการปกครองที่สำคัญในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ คือ การแยกการทหาร และการพลเรือนออกจากกัน ดังปรากฏในพระราชพงศาวดารว่า “ทรงตั้งตำแหน่งเสนาบดีเอาทหารเป็นกลาโหม เอาพลเรือนเป็นสมุหนายก” งานจตุสดมภ์ คือ เวียง วัง คลัง นา ซึ่งถือว่าเป็นงานฝ่ายพลเรือน มีสมุหนายกเป็นผู้รับผิดชอบเหนือจตุสดมภ์อีกชั้นหนึ่ง เทียบได้กับอัครมหาเสนาบดี ส่วนการงานที่เกี่ยวกับการทหารหรือการป้องกันประเทศ เช่น กรมม้า กรมช้าง และกรมทหารราบก็มีสมุหกลาโหมเป็นผู้รับผิดชอบ การจัดระเบียบการปกครองหัวเมืองในสมัยนี้ มีลักษณะของการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง คือ ราชธานีเพิ่มมากขึ้น โดยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้ทรงวางหลักการปกครองหัวเมืองให้เป็นแบบเดียวกัน กับราชธานี คือ ทรงให้ใช้วิธีการปกครองฝ่ายพลเรือนที่เรียกว่า จตุสดมภ์ ตามหัวเมืองด้วย ส่วนฝ่ายทหารนั้น มีอำนาจครอบคลุมกิจการทหารทั่วราชอาณาจักรอยู่แล้ว ในด้านการปรับปรุงหัวเมืองที่อยู่รายรอบ อันได้แก่ บรรดาหัวเมืองชั้นในแต่เดิม นอกจากนั้นไปก็เป็นเมืองพระยามหานคร ซึ่งกำหนดเป็นเมืองชั้นเอก โท ตรี โดยลำดับกันตามความสำคัญของเมือง ผู้ ปกครองเมืองจะได้รับการแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ตามแต่จะทรงเห็นสมควร ส่วนเมืองประเทศราชนั้นยังคงให้เจ้านายชนชาตินั้นปกครองตามจารีตประเพณี กรุงศรีอยุธยามิได้ควบคุมการบริหารโดยตรง เป็นแต่ว่าต้องส่งเครื่องราชบรรณาการ และถ้าผู้ใดจะเป็นเจ้าเมืองจะต้องทูลขอให้พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงแต่งตั้ง
การจัดระเบียบการปกครองราชธานีและหัวเมืองในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถนี้ เป็นหลักในการปกครองประเทศสืบต่อมาตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยา มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งได้ทรงแบ่งหัวเมืองออกเป็น 2 ภาค คือ หัวเมืองทางภาคเหนือ มอบให้สมุหนายกว่าการทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน ส่วนหัวเมืองทางภาคใต้มอบให้สมุหกลา-โหมดูแลทั้งฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือนเช่น กัน เว้นแต่หัวเมืองที่อยู่ตามปากอ่าวมอบให้อยู่ในหน้าที่ของกรมคลัง เพราะเกี่ยวกับการค้าขายต่างประเทศ
วิธีจัดการปกครองส่วนภูมิภาคปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาได้ใช้กันต่อมาในสมัยกรุงธนบุรี (พ.ศ. 2310-2325) และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น พ.ศ. 2325 จนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ โดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในส่วนที่สำคัญแต่อย่างใด เว้นแต่ในปี พ.ศ. 2417 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ได้ทรงแบ่งหัวเมืองเสียให้เป็น 3 ประเภท คือ หัวเมืองชั้นใน หัวเมืองชั้นกลาง และหัวเมืองชั้นนอก ตามระยะทางใกล้ไกลจากกรุงเทพฯ หัวเมืองแต่ละประเภทในแต่ละภาคยังคงอยู่ในความควบคุมดูแลของสมุหนายก สมุหกลาโหม และเสนาบดีคลังเช่นเดิม
บันทึกการเข้า
ขั้นตอนตั้งกระทู้+ลงรูปภาพ+การใช้เว๊บบอร์ด คลิกที่นี่
แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์
กระทู้: 14177
~สาวสกลนคร~
Re: การปกครองแบบมณฑล เทศาภิบาล
«
ตอบ #1 เมื่อ:
05 มิถุนายน 2010, 07:45:24 pm »
การปฏิรูปการจัดระเบียบการปกครองในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ
ในสมัยรัชกาลที่ 5 นี้ ประเทศไทยมีการติดต่อกับชาวต่างประเทศมากยิ่งขึ้น วัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณี ของชาวต่างประเทศทางตะวันตกกำลังหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทย และอิทธิพลในการแสวงหาเมืองขึ้นของชาติตะวันตกก็กำลังแพร่มาถึงชาวเอเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งได้ขยายอำนาจคุกคามเอกราชและบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศไทยอย่างรุนแรง เหตุการณ์ในระยะนั้นเป็นพลังผลักดันให้เกิดความคิดที่จะแก้ไขปรับปรุงการ ปกครองประเทศเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารงานหัวเมืองและสร้างความ มั่นคงให้กับประเทศชาติให้เพียงพอที่จะต้านทานการคุกคามของมหาอำนาจชาติ ตะวันตกได้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ จึงทรงเริ่มปรับปรุงระบบการปกครองประเทศให้ทันสมัย พระองค์ทรงดำริว่า “ จะนิ่งอยู่โดดเดี่ยวเช่นที่เป็นมาแล้วแต่โบราณหาได้ไม่เพราะเป็นสมัยของโลก ที่กำลังเปลี่ยนแปลงเข้ายุคใหม่ จะต้องเผชิญกับชาวต่างประเทศที่เขาเจริญแล้วที่อาณานิคมอยู่ใกล้ชิดติดกับ ประเทศไทย และเขากำลังแสดงและจัดการปกครองอาณานิคมให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้น ฉะนั้นประเทศไทยจะต้องเร่งรีบลงมือจัดการทะนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญทัด เทียมกับกาลสมัย จึงจะรักษาเอกราชไว้ได้” โดยเหตุนี้ต่อมาจึงมีพระบรมราชโองการยกเลิกระเบียบการปกครองแต่เดิม และ
ประกาศตั้งกระทรวงแบบใหม่ขึ้น 12 กระทรวง เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2435 โดยจัดสรรอำนาจและหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละกระทรวงให้เป็นสัดส่วน อาทิเช่นกระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตราธิการ กระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม เป็นต้น บรรดาหัวเมืองที่แบ่งเป็นฝ่ายเหนือ ฝ่ายใต้ ก็ให้อยู่ในบังคับบัญชาตราพระราชสีห์ของกระทรวงมหาดไทยทั้งหมด ตามประกาศพระบรมราชโองการ ลงวันที่ 22 ธันวาคม ร.ศ. 113 (พ.ศ. 2437)
เมื่องานปกครองหัวเมืองที่เคยแยกไปอยู่ในอำนาจของกระทรวง กลาโหมก็ดี กระทรวงการต่างประเทศหรือกรมท่าก็ดี ไปขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทยเพียงกระทรวงเดีย กระทรวงมหาดไทยจึงมีฐานะเป็นศูนย์กลางบัญชีการงานปฏิรูปการปกครองให้ทันสมัยไปโดยปริยาย
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยครั้งแรกที่เสด็จไปตรวจราชการหัวเมืองได้ทรงพบข้อขัด ข้องหลายประการในการปกครองหัวเมือง ประการแรก คือ มีหัวเมืองมากเกินไป แม้แต่หัวเมืองชั้นในก็หลายสิบเมือง ทางคมนาคมกับกรุงเทพฯ จะไปถึงก็ล่าช้า เช่นจะไปเมืองพิษณุโลกต้องเดินทางไปกว่า 10 วันจึงจะถึง หัวเมืองก็อยู่หลายทิศทาง จะจัดการอันใดก็พ้นวิสัยที่เสนาบดีจะออกไปจัดหรือตรวจการได้เอง ได้แต่มีห้องตราสั่งข้อบังคับและแบบแผนส่งออกไปในแผ่นกระดาษให้เจ้าเมือง จัดการ เจ้าเมืองก็มีหลายสิบคนด้วยกันจะเข้าใจคำสั่งต่างกันอย่างไร และใครจะทำการซึ่งสั่งไปนั้นอย่างไรก็ยากที่จะรู้ ในที่สุดพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ กับสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ จึงทรงดำริจัดตั้งระเบียบการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลขึ้น
การจัดระเบียบการปกครองหัวเมืองแบบมณฑลเทศาภิบาลนี้เป็นการ จัดตั้งหน่วย ราชบริหารส่วนภูมิภาค ซึ่งมีสภาพและฐานะเป็นตัวแทนประจำท้องที่ของกระทรวงมหาดไทยอย่างแท้จริง เพื่อความเข้าใจในเรื่องนี้ จึงขอนำคำจำกัดความของ “เทศาภิบาล” ซึ่งพระยาราชเสนา (ศิริ เทพหัสดิน ณ อยุธยา) อดีตปลัดทูลฉลองกระทรวงมหาดไทย มากล่าวไว้ ณ ที่นี้
"…การเทศาภิบาล คือ การปกครองโดยลักษณะที่จัดให้มีหน่วยบริหารราชการ อันประกอบด้วยตำแหน่งข้าราชการต่างพระเนตรพระกรรณของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว และเป็นที่ไว้วางใจของรัฐบาลของพระองค์ รับแบ่งภาระของรัฐบาลซึ่งประจำอยู่แต่เฉพาะในราชธานีนั้น ออกไปดำเนินการในส่วนภูมิภาคของประเทศ ซึ่งอยู่ห่างไกลจากรัฐบาล ซึ่งอยู่ในราชธานีให้ได้ใกล้ชิดกับอาณาประชากรเพื่อให้เขาได้รับความร่มเย็น เป็นสุขและเกิดความเจริญทั่วถึงกัน โดยมีระเบียบแบบแผนอันเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติฯ จึงแบ่งเขตการปกครองโดยขนาดลดหลั่นกันเป็นชั้นอันดับกันดังนี้คือ ส่วนใหญ่เป็นมณฑล รองถัดลงไปเป็นเมือง คือ จังหวัด รองไปอีกเป็นอำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน จัดแบ่งหน้าที่ราชการเป็นส่วนสัดแผนกงานให้สอดคล้องกับทำนองการของกระทรวง ทบวง กรม ในราชธานี และจัดสรรข้าราชการที่มีความรู้สติปัญญาความประพฤติดีให้ไปประจำทำงานตาม ตำแหน่งหน้าที่ มิให้มีการก้าวก่ายสับสนกันดังที่เป็นมาแต่ก่อน…"
การปกครองหัวเมืองในสมัยก่อนใช้ระบบเทศาภิบาลนั้น อำนาจปกครองบังคับบัญชามีความหมายแตกต่างกันออกไปตามความใกล้ไกลของท้องถิ่น หัวเมือง หรือประเทศราช ยิ่งไกลจากกรุงเทพฯ เท่าใด ก็ยิ่งมีอิสระมากขึ้นเท่านั้น หัวเมืองที่รัฐบาลปกครองบังคับบัญชาได้โดยตรงก็มีแต่หัว-เมืองใกล้ ๆ ส่วนหัวเมืองอื่นที่ไกลออกไปมักจะมีเจ้าเมืองเป็นผู้ปกครองแบบกินเมือง และมีอำนาจอย่างกว้างขวาง สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพจึงทรงพยายามที่จะจัดให้อำนาจการปกครองเข้ามารวมอยู่ ยังจุดเดียวกัน โดยจัดตั้งระบบเทศาภิบาลซึ่งเป็นระบบที่รัฐบาลกลางจัดส่งข้าราชการไปบริหาร ราชการในท้องที่ต่าง ๆ แทนที่ส่วนภูมิภาคจะจัดการปกครองกันเองเช่นแต่ก่อน อันเป็นระบบกินเมือง ระบบการปกครองแบบเทศาภิบาลจึงเป็นระบบการปกครองที่รวมอำนาจเข้ามาไว้ในส่วน กลางและลิดรอนอำนาจเจ้าเมืองตามระบบเดิมลงอย่างสิ้นเชิง และเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมหัว-เมืองให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ตลอดจนเป็นการแบ่งเบาภาระหน้าที่ของเสนาบดี จึงได้รวมหัวเมืองเข้าเป็นแบบมณฑล ๆ ละ 5 เมืองหรือ 6 เมือง ในขนาดท้องที่ที่ผู้บังคับบัญชาการมณฑลอาจจะจัดการและตรวจตราได้เองตลอด อาณาเขตเรียกว่า “มณฑลเทศาภิบาล” มีข้าหลวงเทศาภิบาลเป็นผู้ปกครองบังคับบัญชา หัวเมืองทั้งปวงในเขตมณฑลของตน
การจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาลนี้รัฐบาลมิได้ดำเนินการในทีเดียว ทั้งประเทศ แต่ได้จัดตั้งเป็นระยะ ๆ ไป โดยเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2437 ภายหลังการปฏิรูปการบริหารส่วนกลาง ทั้งนี้ถือลำน้ำซึ่งเป็นทางคมนาคมหลักในสมัยนั้นเป็นเครื่องกำหนดเขตมณฑล มณฑลเทศาภิบาลที่จัดตั้งขึ้นในคราวแรกมี 3 มณฑล คือ มณฑลพิษณุโลก มณฑลปราจีน และมณฑลนครราชสีมา ต่อมาเมื่อมีการโอนหัวเมือง ทั้งหมดซึ่งเคยอยู่ในกระทรวงกลาโหมมาขึ้นอยู่ในกระทรวงมหาดไทยกระทรวงเดียว แล้ว จึงได้รวมหัวเมืองฝ่ายใต้จัดเป็นมณฑลราชบุรีขึ้นอีกมณฑลหนึ่ง จากนั้นมาในปี พ.ศ. 2438 ถึง 2458 ก็ได้มีการจัดตั้งยุบเลิกและเปลี่ยนเขตการปกครองมณฑลเทศาภิบาลอยู่ตลอดเวลา ตามความเหมาะสม
จังหวัดอ่างทอง
นั้นถูกรวมอยู่ในมณฑลเทศาภิบาลกรุงเก่าซึ่งจัดขึ้นในปี พ.ศ. 2438
โดยรวมกรุงศรีอยุธยา เมืองอ่างทอง ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรีพรหม บุรี และอินทบุรีเข้าด้วยกัน
โดยมีพระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนมรุพงศ์ศิริพัฒน์ (พระองค์เจ้าวัฒนานุวงศ์ ต้นราชสกุล วัฒนวงศ์) ทรงเป็นข้าหลวงเทศาภิบาลคนแรกของมณฑลนี้ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นมณฑลอยุธยาและยุบเลิกไปภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
บันทึกการเข้า
ขั้นตอนตั้งกระทู้+ลงรูปภาพ+การใช้เว๊บบอร์ด คลิกที่นี่
แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์
กระทู้: 14177
~สาวสกลนคร~
Re: การปกครองแบบมณฑล เทศาภิบาล
«
ตอบ #2 เมื่อ:
05 มิถุนายน 2010, 07:45:43 pm »
การจัดรูปการปกครองของมณฑลเทศาภิบาล
ดังที่กล่าวมาแล้วว่ามณฑลเทศาภิบาลมีลักษณะเป็นหน่วยราชการ บริหารส่วนภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุด โดยมีอาณาเขตรวมหลาย ๆ เมืองเข้าด้วยกันมากบ้างน้อยบ้างตามความเหมาะสม ในมณฑลเทศาภิบาลแต่ละมณฑลมีข้าราชการคณะหนึ่งประกอบด้วยข้าหลวงเทศาภิบาล ข้าหลวงมหาดไทย ข้าหลวงยุติธรรม ข้าหลวงคลัง เลขานุการข้าหลวงเทศาภิบาล และแพทย์ประจำมณฑล ข้าราชการบริหารมณฑลจำนวนนี้เรียกว่า “กองมณฑล” เจ้าหน้าที่ 6 ตำแหน่งดังกล่าวนี้เป็นเจ้าหน้าที่ที่กระทรวงมหาดไทยได้จัดให้มีขึ้นสำหรับ บริหารงานมณฑล ๆ ละ 1 กอง เป็นข้าราชการที่สังกัดกระทรวงมหาดไทยทั้งสิ้น กระทรวงคลังข้าราชการในตำแหน่งยุติธรรมและการคลังของมณฑล จึงเปลี่ยนไปสังกัดกระทรวง ทบวง กรมตามสายงานของตน
ข้าหลวงเทศาภิบาลเป็นผู้รับผิดชอบปกครองมณฑลมีอำนาจสูงสุด ในมณฑลเหนือ ข้าราชการพนักงานทั้งปวง มีฐานะเป็นข้าราชการต่างพระเนตรพระกรรณของพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้ทรงมอบความไว้วางพระราชหฤทัยโดยคัดเลือกจากขุนนางผู้ใหญ่ทั้งฝ่าย ทหารและพลเรือน ออกไปปฏิบัติราชการมณฑลละ 1 คน หน่วยปกครองมณฑลเทศาภิบาลนี้ทำหน้าที่เสมือนสื่อกลางเชื่อมโยงรัฐบาลกลางกับ หน่วยราชการส่วนภูมิภาคหน่วยอื่น ๆ เข้าด้วยกัน ข้าหลวงมณฑลเทศาภิบาลมีอำนาจที่ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยสั่งการได้เอง ยกเว้นเรื่องสำคัญซึ่งจะต้องขอความเห็นมายังกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น เป็นการช่วยแบ่งเบาภาระของเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยเป็นอันมาก มณฑลเทศาภิบาลนับว่าเป็นวิธีการ ปกครองที่ทำให้รัฐบาลสามารถดึงเอาหัวเมืองต่าง ๆ เข้ามาอยู่ภายใต้อำนาจของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ อย่างแท้จริงผู้ว่าราชการเมืองของแต่ละเมืองในมณฑลต้องอยู่ภายใต้บังคับ บัญชาของข้าหลวงเทศาภิบาลอีกชั้นหนึ่ง โดยมิได้ขึ้นตรงต่อเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยโดยตรง ต่อมากระทรวงมหาดไทยยังได้เพิ่มตำแหน่งข้าราชการมณฑลขึ้นอีก เพื่อแบ่งเบาภาระข้าหลวงเทศาภิบาลเช่น ตำแหน่งปลัดมณฑล มีอำนาจหน้าที่รองจากข้าหลวงเทศาภิบาล เสมียนตรามณฑลเป็นเจ้าพนักงานการเงินรักษาพัสดุและดูแลรักษาการปฏิบัติ ราชการมณฑล และมหาดเล็กรายงานมีหน้าที่ออกตรวจราชการตามเมืองและอำเภอต่าง ๆ ตลอดมณฑล เป็นต้น
เนื่องจากการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลเป็นการปกครองแบบใหม่ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ จึงได้ทรงจัดให้มีการประชุมเทศาภิบาลเป็นประจำปี ปีละ ๑ ครั้ง เพื่อร่วมกันปรึกษาหารือแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ตลอดจนพิจารณาวางหลักการปกครองท้องที่ให้เป็นถาวร เพื่อตราเป็นกฎหมายใช้เป็นหลักดำเนินการปกครองต่อไป โดยเริ่มประชุมตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๓๘ เป็นต้นมาจนกระทั่งได้เลิกมณฑลเทศาภิบาลไปใน พ.ศ.๒๔๗๕ รวม ๓๖ ปี
ภาคเหนือ
มณฑลพายัพ
เดิมเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนา ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2442 โดยมีชื่อเรียกว่า "มณฑลฝ่ายตะวันตกเฉียงเหนือ" อีกหนึ่งปีถัดมาจึงเปลี่ยนชื่อเป็นมณฑลพายัพ เพื่อให้คล้องจองกับชื่อมณฑลอีสาน ประกอบด้วย 3 หัวเมือง ได้แก่ เมืองเชียงใหม่ เมืองแม่ฮ่องสอน และเมืองลำพูน
การรวมหัวเมืองประเทศราชล้านนาเข้ากับส่วนกลาง รัฐบาลกลางวางเป้าหมายของการปฏิรูปการปกครองเพื่อสร้างเอกภาพแห่งชาติ ซึ่งมีองค์พระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมอำนาจเพียงแห่งเดียว การดำเนินการต้องกระทำ ๒ ประการ
คือ
ประการแรก
ยกเลิกฐานะหัวเมืองประเทศราชที่เป็นมาแต่เดิม โดยจัดการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล ส่งข้าหลวงมาปกครอง ขณะเดียวกันก็พยายามยกเลิกตำแหน่งเจ้าเมืองเสีย โดยรัฐบาลกลาง ริดรอนอำนาจของเจ้าเมืองอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งในที่สุดตำแหน่งเจ้าเมืองก็สลายตัวไป
ประการที่สอง
การผสมกลมกลืนชาวล้านนาให้มีความรู้สึกเป็นพลเมืองไทยเช่นเดียวกับ พลเรือนส่วนใหญ่ของประเทศ คือให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชนในชาติ ซึ่งแต่เดิมมีความรู้สึกแบ่งแยกเป็นคนละพวก คนทางใต้เข้าใจว่าชาวล้านนาเป็นลาว ไม่ใช่ไทย รัฐบาลกลางใช้วิธีจัดการปฏิรูปการศึกษาโดยจัดระบบโรงเรียนหนังสือไทยแทนการ เรียนอักษรพื้นเมืองในวัด และกำหนดให้กุลบุตรกุลธิดาต้องศึกษาเล่าเรียนภาษาไทย ซึ่งประสบผลสำเร็จ ชาวเชียงใหม่และล้านนาต่างถูกผสมกลมกลืนจนมีความรู้สึกเป็นพลเมืองไทย การดำเนินการ มีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านการปกครอง การศาล การภาษีอากร การคลัง การศึกษา การสาธารณสุขและอื่น ๆ โดยจัดเป็นระบบเดียวกับกรุงเทพฯ ในทุกด้าน
ระหว่างการปฏิรูปการปกครอง ในช่วง ก่อนจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาล (พ.ศ.๒๔๒๗-๒๔๔๒) ตรงกับสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าเมืองเชียงใหม่องค์ที่ ๗ (พ.ศ. ๒๔๑๖-๒๔๓๙) ซึ่งนับว่าเป็นเจ้าเมืององค์สุดท้ายที่มีอำนาจปกครองบ้านเมือง เพราะเป็นช่วงแรกของการดำเนินงานรัฐบาลกลางมีนโยบายไม่ยกเลิกตำแหน่งเจ้า เมืองในทันที ยังคงใช้ดำรงตำแหน่งอย่างมีเกียรติ แต่ขณะเดียวกันก็พยายามลดอำนาจและผลประโยชน์ทีละน้อย รัฐบาลกลางได้ส่งข้าหลวงจากกรุงเทพฯ ขึ้นมาจัดการปกครองในเมืองเชียงใหม่ ในลักษณะที่ร่วมกันปกครองกับเจ้าเมืองและเจ้านายบุตรหลาน โดยที่ข้าหลวงพยายามแทรกอำนาจลงไปแทนที่ ส่วนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจซึ่งได้แก่รายได้จากการเก็บภาษีอากรส่วนหนึ่งต้อง ส่งกรุงเทพฯ นอกจากนั้น ป่าไม้ซึ่งแต่เดิมเป็นของเจ้าเมืองและเจ้านายบุตรหลานได้ถูกโอนเป็นของรัฐใน พ.ศ. ๒๔๓๙ ซึ่งเป็นช่วงก่อนการพิราลัยของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ และหลังจากสิ้นสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์แล้ว รัฐบาลกลางให้เจ้าอุปราชรั้งเมืองอยู่หลายปี จนกระทั่งเห็นว่าให้ความร่วมมือกับรัฐบาลกลางดี จึงมีการแต่งตั้งให้เจ้าอุปราชเป็นเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ เจ้าเมืองเชียงใหม่ องค์ที่ ๘ (พ.ศ. ๒๔๔๔-๒๔๕๒)
เมืองเชียงใหม่เติบโตอย่างมากหลังจากนโยบายเมืองหลัก โดยเฉพาะตั้งแต่ประมาณ พ.ศ.๒๕๓๐ เป็นต้นมา และเจริญเติบโตแตกต่างจากจังหวัดอื่น ๆ ในภาคเหนือ
มณฑลมหาราษฎร์
เป็นมณฑลที่แบ่งออกจากมณฑลพายัพในปี พ.ศ. 2458 มีพื้นที่ครอบคลุมทางด้านตะวันออกของมณฑลพายัพเดิมได้แก่ เมืองเชียงราย เมืองพะเยา เมืองน่าน เมืองแพร่ และเมืองลำปาง
มณฑลพิษณุโลก
ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2437 ได้แก่ เมืองพิษณุโลก เมืองพิจิตร เมืองสุโขทัย เมืองพิชัย (จังหวัดอุตรดิตถ์) และเมืองสวรรคโลก
มณฑลนครสวรรค์
ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2438 ได้แก่ เมืองนครสวรรค์ เมืองชัยนาท เมืองกำแพงเพชร เมืองมโนรมย์ เมืองพยุหะคีรี เมืองสรรคบุรี เมืองตาก และเมืองอุทัยธานี
มณฑลเพชรบูรณ์
ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2442 โดยแยกออกจากมณฑลนครราชสีมา ตอนแรกประกอบด้วย 2 เมือง คือ เมืองหล่มสักและเมืองเพชรบูรณ์ ภายหลังเมืองหล่มสักก็ถูกยุบลงเป็นอำเภอหนึ่งของเมืองเพชรบูรณ์ จึงทำให้มณฑลนี้มีอยู่เมือง (จังหวัด) เดียว ซึ่งต่อมามณฑลเพชรบูรณ์ก็ได้ถูกรวมเข้ากับมณฑลพิษณุโลกในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2446-2450 ก่อนที่จะถูกยุบลงเป็นหัวเมืองในมณฑลพิษณุโลกอย่างถาวรในปี พ.ศ. 2458
บันทึกการเข้า
ขั้นตอนตั้งกระทู้+ลงรูปภาพ+การใช้เว๊บบอร์ด คลิกที่นี่
แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์
กระทู้: 14177
~สาวสกลนคร~
Re: การปกครองแบบมณฑล เทศาภิบาล
«
ตอบ #3 เมื่อ:
05 มิถุนายน 2010, 07:45:56 pm »
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
มณฑลนครราชสีมา
ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2436 เป็นมณฑลแรกของประเทศสยาม ในช่วงแรกมีเมืองเพชรบูรณ์และเมืองหล่มสักรวมอยู่ด้วย ได้แต่แยกออกไปเป็นอีกมณฑลหนึ่งในปี พ.ศ. 2442 ได้แก่ เมืองนครราชสีมา เมืองชัยภูมิ และเมืองบุรีรัมย์
มณฑลร้อยเอ็ด
เดิมเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลอีสานซึ่งก่อตั้งในปี พ.ศ. 2443 แต่ภายหลังแยกออกเป็นสองมณฑล (คือมณฑลร้อยเอ็ดและมณฑลอุบล) เมื่อปี พ.ศ. 2455 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้แก่ เมืองร้อยเอ็ด เมืองมหาสารคาม และเมืองกาฬสินธุ์
มณฑลอุบล
เดิมเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลอีสานซึ่งก่อตั้งในปี พ.ศ. 2443 แต่ภายหลังแยกออกเป็นสองมณฑล (คือมณฑลร้อยเอ็ดและมณฑลอุบล) เมื่อปี พ.ศ. 2455 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้แก่ เมืองอุบลราชธานี เมืองขุขันธ์ เมืองศรีสะเกษ และเมืองสุรินทร์
มณฑลอุดร
ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2442 ได้แก่ เมืองอุดรธานี เมืองขอนแก่น เมืองเลย เมืองนครพนม เมืองหนองคาย และเมืองสกลนคร
บันทึกการเข้า
ขั้นตอนตั้งกระทู้+ลงรูปภาพ+การใช้เว๊บบอร์ด คลิกที่นี่
แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์
กระทู้: 14177
~สาวสกลนคร~
Re: การปกครองแบบมณฑล เทศาภิบาล
«
ตอบ #4 เมื่อ:
05 มิถุนายน 2010, 07:46:31 pm »
ภาคใต้
มณฑลชุมพร
ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2439 ต่อมาในปี พ.ศ. 2468 จึงได้ถูกยุบรวมกับมณฑลนครศรีธรรมราชได้แก่ เมืองชุมพร เมืองไชยา เมืองกาญจนดิษฐ์ เมืองหลังสวน และเมืองบ้านดอน ภายหลังเมืองไชยา เมืองกาญจนดิษฐ์ และเมืองบ้านดอนถูกรวมเข้าเป็น เมืองสุราษฎร์ธานี
มณฑลภูเก็ต
ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2441 ต่อมาเมืองสตูล (ซึ่งเดิมเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลไทรบุรีทางทิศใต้) ได้มารวมอยู่กับมณฑลนี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2450 ได้แก่ เมืองภูเก็ต เมืองถลาง เมืองระนอง เมืองพังงา เมืองตะกั่วป่า เมืองกระบี่ เมืองตรัง และเมืองสตูล
ช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น จังหวัดภูเก็ตมี ฐานะเป็นเมืองขึ้นของสมุหกลาโหม ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าหลวงใหญ่ไปประจำ ณ เมืองภูเก็ต ทำหน้าที่กำกับราชการ จัดเก็บภาษีอากร และรับส่งเงินตราในหัวเมืองชายทะเลตะวันตก ในปี พ.ศ.๒๔๑๘ และเมื่อโปรดให้รวมหัวเมืองชั้นนอกเข้าเป็นมณฑลมีข้าหลวงใหญ่ประจำมณฑลเป็น การทดลองจัดการปกครองก่อนการปฏิรูปการปกครองในปี พ.ศ.๒๔๓๕ นั้น พระองค์โปรดให้รวมเมืองภูเก็ต เมืองกระบี่ เมืองตรัง เมืองตะกั่วป่า เมืองพังงา และเมืองระนอง เป็นมณฑล เรียกชื่อว่า “มณฑลฝ่ายทะเลตะวันตก” ตั้งกองบัญชาการมณฑลที่เมืองภูเก็ต เมื่อตั้งกระทรวงมหาดไทยขึ้นในปี พ.ศ.๒๔๓๕ จึงเริ่มจัดการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลขึ้นมณฑลฝ่ายทะเลตะวันตกเปลี่ยนชื่อ เรียกเป็น “มณฑลภูเก็ต”ตามชื่อเมืองที่ตั้งมณฑลแต่ยังสังกัดในกระทรวงกลาโหม จนกระทั่ง พ.ศ.๒๔๓๗ จึงขึ้นอยู่ในกระทรวงมหาดไทย มีฐานะเป็นมณฑลเทศาภิบาลตามระบอบการปกครองแบบเทศาภิบาล แบ่งการปกครองเป็น มณฑล จังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้านตามลำดับ และแบ่งหน้าที่บริหารราชการตามกระทรวงในราชธานี
ในส่วนการปฏิรูปการศาลและกฎหมายก็ดำเนินควบคู่ไปกับการ ปฏิรูปการปกครอง กล่าวคือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกระทรวงยุติธรรมเมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ.๒๔๓๔ เพื่อรวมศาลต่าง ๆ ซึ่งแยกย้ายสังกัดอยู่ตามกระทรวงต่าง ๆ ไว้ในสังกัดเดียวกัน ซึ่งรวมเพียงเฉพาะศาลในกรุงเทพมหานครเท่านั้น ส่วนศาลหัวเมืองยังคงสังกัดกระทรวงมหาดไทยตามเดิม จนกระทั่งปี พ.ศ.๒๔๓๘ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรา “พระธรรมนูญศาลหัวเมือง รัตนโกสินทรศก ๑๑๔” เพื่อจัดระเบียบการศาลหัวเมืองให้สอดคล้องและรวมสังกัดอยู่ในกระทรวง ยุติธรรมแห่งเดียว มีการตั้งศาลขึ้นในเมืองทั่ว ๆ ไปเพื่อให้เพียงพอแก่การอำนวยความสะดวกราษฎรที่เกิด คดีความ แยกที่ทำการศาลออกจากศาลากลางซึ่งเดิมใช้เป็นที่ชำระความ รวมทั้งจัดให้มีพนักงานอัยการเป็นทนายแผ่นดินฟ้องคดีโทษหลวง และแบ่งศาลหัวเมืองเป็น ๓ ชั้น คือ ศาลมณฑล ศาลเมือง ศาลแขวง จากนั้นโปรดให้ตรา “พระราชบัญญัติตั้งข้าหลวงพิเศษสำหรับจัดการแก้ไขธรรมเนียมศาลยุติธรรมหัว เมืองทั้งปวง รัตนโกสินทรศก ๑๑๕” เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ.๒๔๓๙ กำหนดให้มีข้าหลวงพิเศษ ๕ นาย ประกอบด้วยข้าหลวงพิเศษประจำการ ๓ นาย เทศาภิบาลประจำมณฑล และผู้ว่าราชการเมืองซึ่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้ง ทำหน้าที่จัดการแก้ไขกิจการศาลหัวเมืองให้เป็นไปตามพระธรรมนูญศาลหัวเมือง กำหนด
ข้าหลวงพิเศษสำหรับจัดการแก้ไขธรรมเนียมศาลยุติธรรมหัว เมือง ดำเนินการจัดตั้งศาลมณฑลกรุงเก่าเป็นแห่งแรกในปี พ.ศ.๒๔๓๙ และในปีต่อมาได้จัดการตั้งศาลมณฑลปราจีนบุรี ศาลมณฑลนครราชสีมา ศาลมณฑลนครศรีธรรมราช ศาลมณฑลพิษณุโลก โดยลำดับ ในปี พ.ศ.๒๔๔๑ จัดการตั้งศาลมณฑลลพบุรี ศาลมณฑลภูเก็ต ศาลมณฑลนครสวรรค์ ศาลมณฑลนครไชยศรี ศาลมณฑลชุมพร และศาลมณฑลจันทบุรี
ศาลยุติธรรมมณฑลภูเก็ต จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๔๑ ตามประกาศตั้งศาลยุติธรรมมณฑลภูเก็ต ความว่า “บัดนี้ ทรงพระราชดำริห์เห็นว่า ควรจะลงมือทำการจัดตั้งศาลยุติธรรมมณฑลภูเก็ต ตามพระธรรมนูญศาลหัวเมืองได้อีกตำบลหนึ่ง จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระยาประชาชีพบริบาล ๑ พระนริศราชกิจ ข้าหลวงเทศาภิบาลเป็นข้าหลวงพิเศษตามตำแหน่งอีกนายหนึ่ง มิศเตอร์ชีมงหนึ่ง มีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติในมาตรา ๒ มีอำนาจตั้งศาลยุติธรรมมณฑลภูเก็ต เต็มตามพระราชบัญญัติข้าหลวงพิเศษทุกประการ ประกาศมา ณ วันที่ ๘ สิงหาคม รัตนโกสินทรศก ๑๑๗”(1)
แม้ข้าหลวงพิเศษจะจัดตั้งศาลมณฑลภูเก็ต ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2441 ก็ตาม แต่ศาลมณฑลภูเก็ตยังไม่สามารถเปิดทำการได้ เนื่องจากไม่มีผู้พิพากษาไปประจำจนกระทั้งพระยาพิจารณาปฤชามาตย์ (สุหร่าย วัชราภัย) เมื่อครั้งเป็นนายเสนองานประกาศเดินทางไปรับตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลมณฑล ภูเก็ต ในวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ.2442 ศาลมณฑลภูเก็ต จึงได้เปิดทำการพิจารณาพิพากษาคดี ได้ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ.2442 เป็นต้นมา ศาลมณฑลภูเก็ตเป็นศาลชั้นสูงมีอำนาจตัดสินคดีความได้ทุกประเภท และเป็นศาลอุทธรณ์ในมณฑลด้วย ศาลมณฑลภูเก็ตตั้งอยู่ในเมืองภูเก็ตอันเป็นเมืองที่ตั้งมณฑล มีตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลมณฑล เป็นตำแหน่งหัวหน้าการยุติธรรมทั้งมลฑล สืบแทนตำแหน่งข้าหลวงยุติธรรม
วิธีพิจารณาความในศาลหัวเมืองแต่เดิมเป็นหน้าที่ของผู้ว่า ราชการเมืองและกรมการเมืองในทำเนียบชั้นสัญญาบัตร คือ ยกกระบัตรอันเป็นตำแหน่งที่บังคับบัญชาการรักษาตัวบทกฎหมายพระอัยการหัว เมือง และมีตำแหน่งแพ่งเป็นผู้ช่วยทำหน้าที่ไต่สวนสืบจับโจรผู้ร้าย และฟ้องว่าความแผ่นดิน พนักงานอัยการประจำศาลตั้งขึ้นเมื่อมีการจัดตั้งศาลหัวเมือง ตามแบบการจัดการศาลยุติธรรมในกรุงเทพฯ ตามความใน “พระธรรมนูญศาลหัวเมือง รัตนโกสินทรศก 114” มาตรา 25 ความว่า
“......ข้าหลวงเทศาภิบาลเมื่อได้รับอนุญาตจากกระทรวง กระทรวงยุติธรรมแล้ว มีอำนาจที่จะตั้งพนักงานอัยการไว้สำหรับเปนทนายแผ่นดินฟ้อง หากคดีมีโทษหลวงในมณฑลเมืองนั้น ๆ ตามข้อพระราชบัญญัติความอาญามีโทษหลวง ถ้าหากว่ามีคดีซึ่งจะต้องแต่งทนายแผ่นดินว่ากล่าวมากเกินกว่าพนักงานอัยการ ที่มีประจำตำแหน่ง ฤาผู้บัญชาการเมืองจะเห็นสมควรโดยเหตุอย่างอื่น จะตั้งทนายแผ่นดินเพิ่มเติมว่าความเฉพาะเรื่องฤาชั่วครั้งหนึ่งคราวหนึ่ง โดยจะยังไม่ได้รับอนุญาตของเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมก็ตั้งได้ (2)
ในส่วนการเลือกสรรบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งพนักงานอัยการ และประโยชน์ของการมีพนักงานอัยการนี้ สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์ไว้ใน “คำอธิบายการจัดศาลหัวเมือง” เอกสารประกอบการประชุมเทศาภิบาล ครั้งที่ ๗-๘ วันที่ ๓๐-๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๘
“....การที่จะเลือกผู้เปนพนักงานอัยการนั้น ย่อมจำเปนที่จะต้องเลือกสรรผู้ชำนิชำนาญกฎหมายแลกระบวนถ้อยความตั้งเปน ธรรมดา และไม่จำเปนต้องมีสักกี่คนนัก แลต้องเปนที่เข้าใจอย่าง ๑ ว่า พนักงานอัยการนี้สำหรับจะเปนทนายว่าความแผ่นดินต่อเมื่อได้รับคำสั่งของข้า หลวงเทศาภิบาลหรือผู้ว่าราชการเมือง...”(3)
“....ตำแหน่งพนักงานอัยการสำหรับเปนทนายแผ่นดินดังได้ กล่าวในมาตรา ๒๕ แห่งพระธรรมนูญศาลหัวเมืองนั้นจำต้องมีเพราะตามการที่มักจะเปนได้มาแต่ก่อน นั้น ถ้ามีผู้หนึ่งผู้ใดกระทำล่วงเกินเลมิดพระราชกำหนดกฎหมายประการใด และที่ใด ๆ บางทีไม่มีโจทย์ฟ้องร้อง ความก็เชือนสูญไปหรือบางทีโจทย์จำเลยสมยอมฟ้องร้องแก้เกี้ยวให้ผู้ผิดรอดพ้น พระราชอาญาต่อไป หรือบางทีไม่มีโจทย์ แต่เจ้าพนักงานจับตัวคนมาฟ้องซักชำระสะสางในถานที่เปนโจทย์ด้วย แลเปนดุลการตัดสินเสร็จไปในตัว ประเพณีที่เปนดังนี้ชื่อว่าไม่สมควรแก่ยุติธรรม ตำแหน่งพนักงานอัยการมีขึ้นสำหรับที่จะจัดการแก่การเหล่านี้เปนสำคัญ กล่าวคือ ถ้าข้าหลวงแลผู้ว่าราชการเมืองรู้เห็นว่าผู้ใดกระทำล่วงเลมิดพระราชอาญา และจะพ้นไปเสียได้ด้วยไม่มีโจทย์ฟ้องร้องก็ตาม หรือโจทย์จำเลยสมยอมกันเสียก็ตาม ต้องให้พนักงานอัยการเปน ทนายแผ่นดินฟ้องร้องเอาตัวผู้ผิดมาชำระเอาโทษตามพระราชอาญาจงได้
แลการที่ให้มีพนักงานอัยการนี้ ยังเพื่อประโยชน์ในความยุติธรรมอย่าง ๑ กล่าวคือ ที่จะให้ตำแหน่งผู้พิพากษาสมควรเปนไว้วางใจของราษฎรได้ทั่วกัน ว่าเปนกลางมิได้เกี่ยวข้องในฝ่ายโจทย์หรือจำเลยในคดีใด ๆ ทั่วไป เพราะถึงจะเปนความฟ้องร้องว่ากล่าวโดยอำนาจบ้านเมืองก็คงมีพนักงานอัยการเปน โจทย์ ซึ่งจะมาอยู่ในอำนาจและความยุติธรรมของศาลเสมอด้วยจำเลยอีกว่าการที่จำจับ กุมคนมาชำระสะสางเอาโดยอำนาจของศาลแลบ้านเมืองปะปนดังแต่ก่อน”(4)
การอัยการศาลมณฑลภูเก็ตแต่แรก จึงอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต คือ พระยาวรสิทธิ์เสวีวัตร (ใต้ฮก ภัทรนาวิก) โดยความเห็นชอบของกระทรวงยุติธรรม และขึ้นกับกระทรวงมหาดไทยซึ่งบังคับบัญชาหัวเมืองทั่วพระราชอาณาจักร และคงมีที่ทำการอยู่บนศาลาว่าการมณฑล มี
พนักงานอัยการทำการในตำแหน่งยกกระบัตรมณฑลภูเก็ตคนแรก คือ นายบูด
พนักงานอัยการแต่เดิมแยกย้ายสังกัดอยู่ตามกระทรวงต่าง ๆ ดังนั้นอำนาจการแต่งตั้งพนักงานอัยการจึงกระจัดกระจายไปตามสายการบังคับ บัญชา ดังที่ระบุไว้ในพระธรรมนูญศาลยุติธรรม รัตนโกสินทรศก ๑๒๗ มาตรา ๓๓-๓๔ ความว่า
“......กรมอัยการในกรุงเทพมหานคร ให้ขึ้นอยู่ในกระทรวงยุติธรรม อัยการหัวเมืองให้ขึ้นอยู่ในกระทรวง เจ้าหน้าที่ซึ่งรักษาราชการเมืองและมณฑลนั้น”(5)
“....วิธีตั้งอัยการนั้น ในกรุงเทพมหานครตำแหน่งเจ้ากรมแลปลัดกรมอัยการตั้งโดยพระบรมราชานุญาต พนักงานอัยการในกรุงเทพ ฯ เจ้ากรมอัยการเปนผู้จัดสรรตั้งโดยได้รับอนุมัติของเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม พนักงานอัยการในหัวเมืองต่าง ๆ นั้น เสนาบดีเจ้ากระทรวงที่รักษาราชการเมือง ตั้งยกกระบัตร์มณฑลแลยกกระบัตร์เมือง ข้าหลวงสำเร็จราชการมณฑลจัดตั้งตำแหน่งพนักงานอัยการที่รองแต่ยกกระบัตร์ลงมา”(6)
สรุปได้ว่าพักงานอัยการในกรุงเทพ ฯ ขึ้นอยู่กับกระทรวงยุติธรรม พนักงานอัยการในหัวเมืองมณฑลกรุงเทพ ฯ ขึ้นกระทรวงนครบาลตามสายการบังคับบัญชา และพนักงานอัยการในหัวเมืองมณฑลอื่น ๆ ขึ้นกระทรวงมหาดไทย ตำแหน่งยกกระบัตรมณฑลภูเก็ต จึงอยู่ในบังคับบัญชาของเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยและแต่งตั้งโดยเสนาบดีกระทรวง มหาดไทยด้วย
จนกระทั่งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ใน พ.ศ.๒๔๕๙ พระองค์โปรดให้รวมพนักงานอัยการสังกัดอยู่ในกระทรวงยุติธรรม และเปลี่ยนชื่อเรียกตำแหน่งยกกระบัตรมณฑล เป็น อัยการมณฑล ตาม “ประกาศรวมพนักงานอัยการ” ลงวันที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ.๒๔๕๘ ความว่า
“มีพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ดำรัสเหนือเกล้า ฯ ให้ประกาศให้ทราบทั่วกันว่าพนักงานอัยการเวลานี้ยังแยกกันอยู่หลายกระทรวง สมควรที่จะรวมอยู่ในกระทรวงเดียวกัน เพื่อให้ทำการสดวกแก่ราชการยิ่งขึ้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตราพระราชบัญญัติไว้สืบไปดังนี้
มาตรา ๑ ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน พระพุทธศักราช ๒๔๕๙ สืบไป..... ให้เปลี่ยนนามตำแหน่งยกกระบัตร์มณฑลแลยกระบัตร์เมือง ผู้มีน่าที่เป็นพนักงานใหญ่ของอัยการในมณฑลแลหัวเมืองนั้นเสีย ให้เรียกว่า อัยการมณฑล แลอัยการเมืองสืบไป
มาตรา ๒ ให้ใช้ข้อความที่กล่าวต่อไปนี้แทนความในมาตรา ๓๓ และ ๒๔ กับ ๒๕ ซึ่งยกเลิกเสียข้างต้นนั้นว่า มาตรา ๓๓ ให้มีพนักงานอัยการไว้สำหรับเปนทนายแผ่นดินแทนรัฐบาลนาลทั้งในกรุงแลหัว เมือง เรียกว่า กรมอัยการ ให้ขึ้นอยู่ในกระทรวงยุติธรรม มาตรา ๓๔ วิธีตั้งพนักงานอัยการนั้น ถ้าเป็นตำแหน่งอธิบดี เจ้ากรมปลัดกรมอัยการ และอัยการมณฑล อัยการเมืองแล้ว ให้เสนาบดีกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้จัดสรรตั้งโดยพระบรมราชานุญาต ถ้าเปนพนักงานอัยการอื่น ๆ ให้อธิบดีหรือเจ้ากรมอัยการเป็นผู้จัดสรรตั้งได้ โดยรับอนุมัติของเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม...."(7)
ตำแหน่งยกกระบัตรมณฑลภูเก็ต จึงเปลี่ยนชื่อเป็น อัยการมณฑลภูเก็ต และขึ้นในกรมอัยการสังกัดกระทรวงยุติธรรมสืบมา พ.ศ.๒๔๖๕ จึงย้ายไปสังกัดกระทรวงมหาดไทยตาม “ประกาศรวมการปกครองท้องที่ และแบ่งปันน่าที่ราชการระหว่างกระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงยุติธรรม” ลงวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๖๕ ความว่า
“.....กรมอัยการซึ่งแต่เดิมมาทางกรุงเทพ ฯ ขึ้นอยู่ในกระทรวงยุติธรรมแต่ฝ่ายหัวเมืองขึ้นอยู่ในกระทรวงมหาดไทย และภายหลังได้ยกไปรวมไว้เปนกรมเดียวกันขึ้นอยู่ในกระทรวงยุติธรรมนั้น บัดนี้ สมควรที่จะยกมาไว้ในกระทรวงมหาดไทยเพื่อให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองได้ปฏิบัติ การถนัดขึ้น เพราะฉะนั้นให้.... โอนกรมอัยการจากกระทรวงยุติธรรมมาขึ้นในกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป”(8
)
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ แล้ว โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธ ศักราช ๒๔๗๖ ประกาศ ณ วันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๗๖ (9)จัดระเบียบราชการออกเป็น
๑. ราชการบริหารส่วนกลาง
๒. ราชการบริหารส่วนภูมิภาค
๓. ราชการบริหารส่วนท้องถิ่น
ในส่วนราชการบริหารส่วนภูมิภาค จัดระเบียบบริหารราชการออกเป็น จังหวัดและอำเภอ เป็นการยกเลิกการปกครองแบบเทศาภิบาล เมื่อฝ่ายปกครองยกเลิกมณฑลเทศาภิบาลแล้ว ฝ่ายศาลยุติธรรมจึงต้องปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ร.ศ.๑๒๗ ยกเลิกศาลมณฑลให้ศาลมณฑลเป็นฐานะเป็นศาลจังหวัด และยุบตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลมณฑล ตามความใน “พระธรรมนูญศาลยุติธรรม แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช ๒๔๗๖” วันที่ ๑๙ มีนาคม พ.ศ.๒๔๗๖ มาตรา ๔(10) ดังนั้น ตำแหน่งอัยการศาลมณฑลภูเก็ตจึงเปลี่ยนฐานะเป็นอัยการประจำศาลจังหวัดภูเก็ต
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พ.ศ.๒๔๗๘ สภาผู้แทนราษฎรเห็นสมควรกำหนดอำนาจหน้าที่พนักงานอัยการ การแต่งตั้งและจัดระเบียบการบังคับบัญชาพนักงานอัยการ จึงมีพระบรมราชโองการให้ตรา “พระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พุทธศักราช ๒๔๗๘” ประการใช้เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๗๘ ความว่า
“มาตรา ๕ ให้มีพนักงานอัยยการไว้เป็นทนายแผ่นดินประจำศาลชั้นต้นทุกศาล ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม สังกัดขึ้นในกรมอัยยการ”
“มาตรา ๖ การแต่งตั้ง ถอดถอน ปลด และย้ายพนักงานอัยการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน ซึ่งใช้อยู่ในเวลานั้น และพระราชกฤษฏีกากำหนดวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ ในกรมอัยการ ซึ่งตราขึ้นตามความในพระราชบัญญัตินั้น และให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา”
การแต่งตั้งพนักงานอัยยารจะต้องแต่งตั้งจากบุคคลที่เป็น สมาชิกแห่งเนติบัณฑิตยสภาด้วย และระบุตำแหน่งอัยการประจำศาลจังหวัดไว้ว่า (11)
“มาตรา ๑๑ ให้ทุกท้องที่ที่ตั้งศาลจังหวัด ให้มีพนักงานอัยการนายหนึ่งหรือหลายนาย แล้วแต่รัฐมนตรีจะเห็นสมควร ถ้ามีพนักงานอัยการมากกว่านายหนึ่ง ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้านายหนึ่ง เรียกว่า “อัยการจังหวัด” นอกนั้นให้เป็นผู้ช่วย เรียกว่า “อัยการผู้ช่วย" (12)กับทั้งระบุอำนาจหน้าที่พนักงานอัยการไว้ว่า
ในทางอาญา อัยการมีหน้าที่ดำเนินคดีกับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายของรัฐ และในทางแพ่งมีอำนาจหน้าที่ดำเนินคดีแทนรัฐบาลศาลทั้งปวง ฯลฯ
การอัยการประจำศาลจังหวัดภูเก็ต ดำเนินสืบมาตามประวัติดังกล่าวตราบจนกระทั่งปัจจุบัน
มณฑลนครศรีธรรมราช
ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2439 ได้แก่ เมืองนครศรีธรรมราช เมืองพัทลุง และเมืองสงขลา ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้โปรดให้ยกเมืองพัทลุงขึ้นตรงต่อกลาโหมโดยมีฐานะเป็น เมืองชั้นโท และได้ย้ายเมืองไปอยู่ที่ปากน้ำลำปำ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปการปกครอง เป็นแบบมณฑลเทศาภิบาล เมืองพัทลุงได้ถูกจัด ให้ขึ้นกับมณฑลนครศรีธรรมราชจนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2467 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้โปรดให้ย้ายเมือง มาตั้งที่ตำบลคูหาสวรรค์ ซึ่งเป็นที่ตั้งปัจจุบันนี้ เมื่อได้ยกเลิกการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลในปี พ.ศ. 2476 พัทลุง จึงได้มีฐานะเป็นจังหวัดตั้งแต่บัดนั้น
มณฑลปัตตานี
ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2449 มีอาณาเขตครอบคลุมบริเวณ มลายูเจ็ดหัวเมือง ได้แก่ เมืองปัตตานี (ตานี) เมืองยะลา เมืองสายบุรี เมืองยะหริ่ง เมืองหนองจิก เมืองรามัน และเมืองระแงะ (จังหวัดนราธิวาส)
มณฑลเกดะห์ (มณฑลไทรบุรี)
ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2440 แต่ภายหลังได้ถูกพรากเอา เมืองไทรบุรีและเมืองปลิศไปเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐมลายูในเครือจักรภพ อังกฤษเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2451 เพื่อแลกกับเงินกู้สร้างทางรถไฟสายใต้ มูลค่า 4 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง ดอกเบี้ยร้อยละ 4 ชำระหนี้ในเวลา 40 ปี เหลือเมืองสตูลซึ่งเป็นส่วนที่เหลือของมณฑลไทรบุรีในอาณาเขตสยาม เมืองนี้จึงถูกรวมเข้ากับมณฑลภูเก็ต ได้แก่ เมืองไทรบุรี เมืองปลิศ และเมืองสตูล
บันทึกการเข้า
ขั้นตอนตั้งกระทู้+ลงรูปภาพ+การใช้เว๊บบอร์ด คลิกที่นี่
แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์
กระทู้: 14177
~สาวสกลนคร~
Re: การปกครองแบบมณฑล เทศาภิบาล
«
ตอบ #5 เมื่อ:
05 มิถุนายน 2010, 07:46:41 pm »
ภาคกลาง
มณฑลกรุงเทพ
ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2440 โดยตอนแรกเป็นส่วนหนึ่งของกระทรวงนครบาล ประกอบด้วยจังหวัดในเขตปริมณฑล ยกเว้นเมืองปทุมธานีและธัญบุรีที่จะรวมกับมณฑลอยุธยาในภายหลังได้แก่ เมืองพระนคร เมืองธนบุรี เมืองมีนบุรี เมืองนนทบุรี เมืองพระประแดง (เมืองนครเขื่อนขันธ์) และเมืองสมุทรปราการ
ในปี พ.ศ. 2458 มณฑลนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็น
"กรุงเทพพระมหานคร"
และเมื่อมีการรวมกระทรวงนครบาลเข้ากับกระทรวงมหาดไทยในปี พ.ศ. 2465 กรุงเทพพระมหานครจึงมาอยู่ในความดูแลของกระทรวงมหาดไทยเหมือนกับมณฑลอื่น ๆ
มณฑลราชบุรี
ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2438 ได้แก่ เมืองราชบุรี เมืองกาญจนบุรี เมืองสมุทรสงคราม เมืองเพชรบุรี และเมืองประจวบคีรีขันธ์
มณฑลนครชัยศรี
ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2438 ได้แก่ เมืองนครชัยศรี เมืองสุพรรณบุรี และเมืองสมุทรสาคร
เมื่อมีการปรับปรุงการบริหารราชการแผ่นดินเป็นระบบมณฑล เทศาภิบาล ได้โปรดฯให้รวมเมืองนครชัยศรี สาครบุรี และสุพรรณบุรี โดยยกฐานะขึ้นเป็นมณฑลนครชัยศรีในพ.ศ. 2438 มีที่ทำการมณฑลอยู่ที่เมืองนครชัยศรี ต่อมาในพ.ศ. 2441 โปรดฯให้ย้ายเมืองนครชัยศรี จากตำบลท่านามาอยู่ ณ บริเวณองค์พระปฐมเจดีย์ ซึ่งขณะนั้นยังเป็นพื้นที่รกร้าง ที่ทำการราชการในระยะแรก ต้องอาศัยอยู่ในระเบียงและวิหารทิศขององค์พระปฐมเจดีย์ จึงได้โปรดฯ ให้พัฒนาพื้นที่โดยวางผังเมืองใหม่ สร้างอาคารที่ทำการ และตัดถนนต่างๆขึ้น อีกทั้งมีการตัดรถไฟสายใต้ผ่านมณฑลนครชัยศรีในขณะนั้น ทำให้บ้านเมืองพัฒนาขึ้น และผู้คนย้ายเข้ามา ตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณโดยรอบพระปฐมเจดีย์มากขึ้น
มณฑลอยุธยา (มณฑลกรุงเก่า)
ได้แก่ เมืองกรุงเก่า เมืองอ่างทอง เมืองสิงห์บุรี เมืองพรหมบุรี เมืองลพบุรี เมืองสระบุรี เมืองปทุมธานี และเมืองธัญบุรี
บันทึกการเข้า
ขั้นตอนตั้งกระทู้+ลงรูปภาพ+การใช้เว๊บบอร์ด คลิกที่นี่
แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์
กระทู้: 14177
~สาวสกลนคร~
Re: การปกครองแบบมณฑล เทศาภิบาล
«
ตอบ #6 เมื่อ:
05 มิถุนายน 2010, 07:47:00 pm »
ภาคตะวันออก
มณฑลปราจีนบุรี
ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2436 ได้แก่ เมืองปราจีนบุรี เมืองชลบุรี เมืองนครนายก เมืองพนมสารคาม และเมืองฉะเชิงเทรา
มณฑลจันทบุรี
ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2449 หลังจากที่สยามเสียมณฑลบูรพาไปให้กลับฝรั่งเศสและฝรั่งเศสคืนดินแดนเมือง ตราดและเกาะต่าง ๆ กลับมาสู่อำนาจอธิปไตยของสยาม ได้แก่ เมืองจันทบุรี เมืองระยอง และเมืองตราด
มณฑลบูรพา
ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2446 เป็นส่วนหนึ่งของประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน เพราะถูกฝรั่งเศสพรากไปเมื่อ 23 มีนาคม พ.ศ. 2449 เพื่อแลกเอาเมืองตราดและเมืองด่านซ้ายคืนมา ได้แก่ เมืองเสียมราฐ เมืองพระตะบอง เมืองพนมศก และเมืองศรีโสภณ
การแบ่งบริเวณ
มณฑลที่ใหญ่ ๆ คือ มณฑลพายัพ มณฑลอุดรธานี และมณฑลอีสาน มีเขตการปกครองพิเศษที่มีระดับอยู่ระหว่างมณฑลกับจังหวัด เรียกว่า "บริเวณ" มีข้าหลวง ประจำบริเวณเป็นผู้ปกครอง ได้แก่
มณฑลพายัพ
* บริเวณเชียงใหม่เหนือ: เชียงราย เชียงแสน ป่าเป้า (เวียงป่าเป้า) เชียงขวาง และฝาง
* บริเวณเชียงใหม่ตะวันตก: แม่ฮ่องสอน ยาว ขุนยวม และปาย
* บริเวณน่านเหนือ: เชียงของ เทิง เชียงคำ เชียงแลง เชียงลม และเชียงฮ่อน
มณฑลอุดรธานี
* บริเวณหมากแข้ง: บ้านหมากแข้ง (อุดรธานี) หนองคาย หนองหาน กุมภวาปี กมุทธาไสย (หนองบัวลำภู) โพนพิสัย และรัตนวาปี
* บริเวณพาชี: ขอนแก่น ชนบท และภูเวียง
* บริเวณธาตุพนม: นครพนม ชัยบุรี ท่าอุเทน และมุกดาหาร
* บริเวณสกล: สกลนคร
* บริเวณน้ำเหือง: เลย แก่นท้าว (ประเทศลาว) และบ่อท่า
มณฑลอีสาน
* บริเวณอุบล: อุบลราชธานี เขมราฐ และยโสธร
* บริเวณจำปาศักดิ์: จำปาศักดิ์ (ประเทศลาว)
* บริเวณขุขันธ์: ขุขันธ์ ศรีสะเกษ และเดชอุดม
* บริเวณสุรินทร์: สุรินทร์และสังขะ
* บริเวณร้อยเอ็ด: ร้อยเอ็ด มหาสารคาม กาฬสินธุ์ กมลาไสย และสุวรรณภูมิ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
* เว็บไซต์วิกิพีเดียไทย
* เว็บไซต์บ้านจอมยุทธ
* เว็บไซต์สำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย
* เว็บไซต์วิชการดอทคอม
* เว็บไซต์สำนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
* เว็บไซต์ไทยทัวร์
* เว็บไซต์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
บันทึกการเข้า
ขั้นตอนตั้งกระทู้+ลงรูปภาพ+การใช้เว๊บบอร์ด คลิกที่นี่
joejiroo
Newbie
คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์
กระทู้: 10
ก้าวตามคนอื่น แต่ก้าวให้ยาวกว่าคนอื่น
Re: การปกครองแบบมณฑล เทศาภิบาล
«
ตอบ #7 เมื่อ:
13 พฤศจิกายน 2010, 05:59:00 pm »
ขอบคุณมากครับสําหรับคงามรู้หาอ่านยากมากครับ
ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
safety shoes manufacturer
sport shoes manufacturer
boots manufacturer
footwear manufacturer
หน้า: [
1
]
ขึ้นบน
พิมพ์
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
กระโดดไป:
เลือกหัวข้อ:
-----------------------------
พระมหากษัตริย์ไทย
-----------------------------
=> เรารักในหลวง
=> ประวัติศาสตร์ไทย
===> วันสำคัญต่าง ๆ
===> ศิลปะและวัฒนธรรมไทย
===> ดนตรีไทย
=> เศรษฐกิจพอเพียง
-----------------------------
ชมรมคนรักเสด็จเตี่ย
-----------------------------
=> กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
===> วัตถุมงคล กรมหลวงชุมพรฯ
-----------------------------
พุทธศาสนา
-----------------------------
=> พุทธศาสนา
===> วันสำคัญทางศาสนา
=> เกจิอาจารย์
===> วัตถุมงคล
-----------------------------
กระดานนาวี22
-----------------------------
=> ห้องข่าวนาวี 22
===> การใช้งานเว็บไซท์
=> สนทนาทั่วไป
===> ตูน 007
===> สุขสันต์วันเกิด .. !
=> พิราบคาบข่าว
===> ข่าวต่างประเทศ
===> ข่าวในประเทศ
=> เรือ
=> อาวุธ ปืน
===> Beretta
===> CZ#2075RAMI
===> Glock
===> HK
===> S&W
===> SigSauer
===> Ruger
===> Taurus
-----------------------------
มุมเม๊าส์ชาว 22
-----------------------------
=> มุม วาไรตี้
===> คุยกับสาธิตาพยากรณ์
===> บรรเทิง แหล่งช๊อป
===> รวมเพลงต่าง ๆ
===> เพลงทหารเรือ
=> กฏหมายไทย
=> ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย
=> ความรู้ทางการเกษตร
===> ข้าวไทย
===> สมุนไพรไทย
===> น้ำมันจากพืช
===> แก๊สธรรมชาติ
=> สัตว์เลี้ยง และไม่เลี้ยง
=> คนรักรถ
-----------------------------
คอมพิวเตอร์
-----------------------------
=> ถาม-ตอบปัญหาคอมพิวเตอร์
=> มุม บทความน่าสนใจ
===> บ้านหม้อ อีเล็กทรอนิกส์
=====> ร้านอีเล็กทรอนิก รับซ่อมทั่วประเทศ
===> d@eng คุยเรื่อง iT
===> e-book หลายหลากความรู้
=> เขียนเว็บด้วย Joomla
=> กราฟฟิค
-----------------------------
คลินิค นาวี22
-----------------------------
=> สาธารณสุข และสุขภาพที่ดี
===> มุมกีฬาเพื่อสุขภาพ
=====> รวมภาพใน โอลิมปิค 2008
=> การตั้งครรภ์ และเด็กอ่อน
-----------------------------
กินเที่ยวทั่วโลก
-----------------------------
=> เที่ยวทั่วไทย
===> เที่ยวรอบโลก
=> มุม อร่อยเลขที่ 22
===> แนะนำแหล่งกิน มุมอร่อย
-----------------------------
กาพย์ โคลง กลอน
-----------------------------
=> มุม กาพย์ กลอน โคลง ฉันท์