หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พระปางป่าเลไลย์ พระปางที่มีต้นเหตุจากการทะเลาะวิวาท  (อ่าน 440 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14053


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« เมื่อ: 28 พฤษภาคม 2010, 12:14:28 pm »







เรื่องราวของพระพุทธรูปปางป่าเลไลย์ ซึ่งเป็นพระประจำวันของคนที่เกิดวันพุธกลางคืน หรือ วันราหู ก็เรียกกัน

(ตั้งแต่ พระอาทิตย์ตกดินจนถึงเช้าตรู่วันพฤหัสบดี)


พระพุทธรูปปางนี้มีำพระพุทธลักษณะเป็นพระพุทธรูปในอิริยาบถ ประทับนั่งบัลลังก์
หย่อนพระบาททั้งสองทอดลงมาเหยียบบนพื้น
พระพาหา (แขน)ทั้งสองวางบนพระเพลา(เข่า) หงายพระหัตถ์ขวา
เป็นกิริยารับหม้อน้ำ จากพญาช้างปาลิไลยกะ ซึ่งเป็นช้างอยู่ในป่า หลีกหนีจากโขลง มาคอยปรนนิบัติพระพุทธองค์
พระหัตถ์ซ้ายคว่ำลง แสดงกิริยาไม่รับรวงผึ้งจากลิง เนื่องจากรวงผึ้งมีแมลงผึ้งอยู่
ลิง ต้องกลับไปเอาแมลงผึ้ง และตัวลูกอ่อนออกหมดก่อน แล้วนำไปถวายใหม่ พระองค์จึงทรงรับประเคน


ประเด็น ที่น่าสนใจ ก็คือ พระพุทธรูปปางนี้มีมูลเหตุมาจากการที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปประทับในป่าป่า รักขิตวัน
ในละแวะบ้านปาริเลยยกะ (อ่านว่า ปา-ลิ-ไล-ยะ-กะ = ป่าเลไลย์)


                      มีคำถามว่าทำไม พระพุทธองค์ต้องเสด็จไปทรงประทับในป่า ให้ช้างกับลิงคอยอุปฐากดูแล แทนที่จะเป็นพระภิกษุสาวก

คำตอบก็คือ พระพุทธองค์ทรงหลีกเร้นมาเพราะพระทะเลาะกัน ทรงห้ามแล้วก็ไม่ฟัง จนพระองค์เองต้องทรงหลีกมาอยู่ในป่า


ณ จุดนี้ ทำให้มองเห็นว่า การที่ทะเลาะวิวาทกัน อารมณ์ฟุ่งผล่าน ขนาดที่เรียกว่า พระพุทธเจ้าทรงปรามก็ยังไม่ฟัง

หน้ามืดตาัมัว สุดพลัง.....  จริงๆ

เรื่องราวความเป็นมา ค่อนข้างจะยาวมาก ซึ่งปกติคนเล่นบอร์ดจะไม่ชอบอ่านอะไรยาวๆ
เพราะถ้าอยากข้อความหรือข้อมูล ที่ยาวๆ คงไม่เล่นบอร์ด เอาเวลาไปนั่งอ่านวิกิพิเดีย มันส์กว่าเยอะ  :hit:


บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14053


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 28 พฤษภาคม 2010, 12:15:10 pm »



เรื่องราวแบบย่อๆ พอจะเอามาเล่าแบบภาษาที่อ่านง่ายๆ ก็คือว่า


เรื่องเกิดเพราะ พระนักเทศน์กับพระนักปกครองทะเลาะกัน แล้วก็ทะเลาะกันด้วยเรื่อง ขันในห้องน้ำ  แค่นั้นเอง
ต้องอธิบายเล็ก น้อยนะครับว่า วินัยของพระที่มาในปกรณ์ นอกพระปาฎิโมกข์ มีกำหนดไว้ว่า
เมื่อ ใช้น้ำเวลาเข้าห้องน้ำแล้ว ต้องคว่ำภาชนะหรือขันไว้ที่ขอบอ่าง ห้ามลอยขันไว้ในอ่างน้ำ
ดังนั้นถ้าเราไปวัดและลองสังเกตกันดู ห้องน้ำ ห้องไหนที่ขันลอยในอ่างแสดงว่าห้องน้ำคน
ถ้าห้องน้ำไหนเข้าไปแล้ว เห็นขันวางบนขอบอ่างโดยคว่ำไว้อย่างเรียบร้อย นั้นคือ ห้องน้ำพระ
เพราะ พระทำอะไรต้องมีสติควบคุมตลอด เรียบร้อยตลอด  สาธุๆ

แต่เรื่องที่เกิดก็เพราะว่า พระนักเทศน์ซึ่งไม่เก่งเรื่องวินัย เข้าไปในห้องน้ำแล้ว เสร็จธุระแล้ว ไม่ได้คว่ำภาชนะไว้ที่ขอบอ่าง
เหลือน้ำไว้ในภาชนะ  พอพระนักปกครองหรือพระวินัย มาเห็นก็เลยกล่าวตามประสาพระเก่งวินัย
ประมาณ ว่า ท่านใช้ห้องน้ำแล้วเหลือน้ำไว้หรือ? พอพระนักเทศน์รับว่า ใช่ ตามนั้น..
พระ วินัยก็แจ้งข้อหาทันที ว่าเป็ยอาบัติทุกกฎ(แปลว่า ทำชั่ว) เพราะเหลือน้ำไว้ในภาชนะ


พระนักเทศน์ก็บอกว่า ยอมรับเพราะตนไม่รู้
พระ วินัยบอกว่า ถึงไม่รู้ก็เป็นอาบัติ

ถึงไม่รู้ก็เป็นอาบัติ" พระวินัยธรว่า
พระนักเทศน์หรือพระธรรมกถึกก็กล่าวว่า "ถ้าอย่างนั้นก็ขอปลง(แสดง)อาบัติละกัน


พระนักปกครองหรือพระวินัยธรก็บอก ว่า "แต่ถ้าท่านไม่แกล้งทำ ท่านทำเพราะไม่มีสติ อาบัติก็ไม่มี"

พอพูด แบบนี้ พระนักเทศน์ก็จึุงไม่ปลงอาบัติ...........
ดูเหมือนเรื่องจะจบลง ด้วยดี ใช่ไหม.??

แต่จริงๆ เรื่องไม่จบ ซะแล้ว..
  ...................

บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14053


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 28 พฤษภาคม 2010, 12:16:00 pm »


เพราะหลังจากนั้นพระวินัยหรือพระปกครองก็เที่ยวไปโพทนา กับลูกศิษย์ของตนเองทำนองว่า
พระนักเทศน์ดีแต่เทศน์สอนคนอื่น เป็นอาบัติเองก็ยังไม่รู้ตัวเลย

เมื่อศิษย์ของพระวินัยธรเจอศิษย์ของพระ พระนักเทศน์หรือธรรมกถึก ก็พูดใส่หูเป็นเชิงดูหมิ่นว่า

"อุปัชฌาย์ อาจารย์ของพวกท่านด้องอาบัติแล้วก็ไม่รู้"

เท่านี้ก็งานเข้าซิครับ  หมิ่นใครหมิ่นได้ มาหมิ่นครูบาอาจารย์ ต้องถามให้รู้เรื่อง

ลูกศิษย์ของ พระันักเทศน์จึงเข้าไปถามพระอาจารย์ว่า จริงหรือไม่ ที่ ต้องอาบัติเรื่องภาชนะใส่น้ำ

พระนักเทศน์จึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ ศิษย์ฟังแล้วกล่าวว่า

"พระวินัยธร ทีแรกพูดว่าไม่เป็นอาบัติ มาบัดนี้ ไฉนจึงพูดว่า เป็นอาบัติ พระวินัยธรพูดมุสา"

จากนั้นศิษย์พระนักเทศน์ เมื่อพบศิษย์ของพระวินัยธรก็พูดบ้างว่า "อุปัชฌาย์ของพวกท่านพูดมุสา"


เท่านั้นละ งานเข้ายาวเลย

ทั้งสองฝ่ายก็ทิ่ม แทงกันด้วยหอก คือ คำพูดเสียดแทง กระทบกระแทกแดกกันกัน สุดพลัง ...

                 การทะเลาะกันของเหล่าพระนักเทศน์ซึ่งขอ ใช้คำว่า เก่งทฤษฎี กับพระนักปกครอง ซึ่งเน้นการปฎิบัติ ก็ขยายวงกว้างออกไปทะเลาะ กันแรงขึ้นๆ ลามถึงชาวบ้านที่ชอบพระกลุ่มไหนก็เข้าข้างพระกลุ่มนั้น ทะเลาะกันไปจนถึงเทวดา ทีเดียว

จนกระทั้งพระพุทเจ้าต่้องเสด็จมาประทาน พระโอวาท พระทั้งสองฝ่ายก็ไม่ฟัง



ทรงสั่งสอนและห้าม พระทั้งสองกลุ่มก็ไม่ยอมฟัง ตั้งหน้าตั้งตาจะทะเลาะกัน แบ่งสี แบ่งสาย กันชัดเจน
พระพุทธเจ้าทรงระอิดระอาต่อการทะเลาะของภิกษุเหล่านั้น
มี พระประสงค์จะเสด็จหลีกออกจากหมู่ อยู่โดดเดี่ยว  จึงเสด็จบิณฑบาตลำพังพระองค์เองแล้วหลีกเข้าป่าป่ารักขิตวัน
มีช้างกับ ลิงคอยดูแลอุปัฎฐากดูแล

ที่นี้ทางพระที่ทะเลาะกันไม่เลิก   จนชาวบ้าน ร้านตลาดเขาเบื่อหน่าย จึุงไม่ใส่บาตรให้ฉัน ไม่ยกมือไหว้ หมดศรัทธา
พอเจอแบบนี้ พระทั้งสองกลุ่มก็เริ่มสำนึกตนได้ว่า

เรามาทะเลาะกันจนคนเขาเบื่อจะแย่แล้วทำไมกัน?

ภายหลังจึงได้ไปขอขมาพระพุทธเจ้า และพระพุทธองค์ทรงอดโทษให้(ยกโทษ)


เรื่องการทะเลาะกันนั้น ท่านกล่าวไว้ว่า เป็นเพราะ ๒ สาเหตุ

๑.ผลประโยชน์ขัดกัน

๒.มี ทิฎฐิมานะความคิดเห็นไม่ตรงกัน(หงส์กับผี ,ปืนกับสิงโตน้ำเงิน)  ถือตัวว่าเก่ง ว่าเก๋า หรือลืมตัวนั้นเอง



เรื่องราวของพระปางป่าเลไลย์มีรายละเอียดที่น่าสนใจและ สนุก

เก็บมาเล่า คงมีผิดพลาดตกหล่นไปบ้าง อีกทั้งใช้ภาษาที่ไม่ใช่ภาษาดั้งเดิม ต้องขออภัย มา ณ ที่นี้

อยากจะฝากไว้ว่า "การทะเลาะกัน พระพุทธท่านยังหนี แล้วจะมีดีอะไรเหลือไว้คุ้มตัว"

ถ้าจะคุยกันก็คุยกันด้วยดี อย่าทิ่มแทงกันด้วยคำพูดเลย  เรื่องแบบนี่้มีมาแต่โบราณแล้ว 


รัีกกันไว้ดีกว่า  จะได้น่ารักมากกว่าน่าเบื่อ

สาธุๆ


(อ้างอิง ข้อมูลจาก หนังสือ ทางแห่งความดี ของอาจารย์วิศิน อินทสระ)

บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: