หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: "หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต" บูรพาจารย์แห่งอีสาน....  (อ่าน 2421 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14177


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« เมื่อ: 23 พฤษภาคม 2010, 01:20:27 am »




เชิดชูบูรพาจารย์แดนอีสาน


                             พระเกจิชื่อดังในเมืองไทยมีอยู่มากมายหลาย รูป หากเอ่ยถึง พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต หรือที่รู้จักกันในนามหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต บูรพาจารย์แห่งภาคอีสาน น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก!!
   
                        หลวงปู่มั่น เป็นพระสอนธรรมสายวิปัสสนากรรมฐานวัดป่า ที่ได้รับการเรียกขานว่า “พระอาจารย์ใหญ่” เป็นพระผู้มีประวัติอันงดงาม เป็นที่พึ่งและที่ยึดเหนี่ยวทางใจให้กับผู้คน ตลอดเวลาในเพศบรรพชิต หลวงปู่มั่นปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี มีศิษยานุศิษย์ที่เป็นพระเถระซึ่งเป็นที่เคารพของผู้คนเจริญรอยตามท่านมาก มายหลายต่อหลายรูป
   
                     ผู้ที่มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระรูปนี้ คงอยากรู้เรื่องราวของท่านกันไม่ใช่น้อย รวมทั้ง ผู้ที่เคยได้ยินคงสงสัยว่าเพราะเหตุผลใดถึงได้เป็นพระเกจิที่มีชื่อเสียง เป็นที่เคารพศรัทธามาจนถึงทุกวันนี้แม้ จะละสังขารไปนานแล้วก็ตาม?
   
                      ทริปนี้จึงเป็นทริป ตามรอยหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ซึ่งล้วนแต่เป็นสถานที่ในภาคอีสานทั้งสิ้น โดยเส้นทางนี้อาจจะไม่ได้เริ่มจากถิ่นกำเนิดมาจนถึงวาระสุดท้ายของหลวงปู่ มั่น แต่เพื่อความสะดวกในการเดินทางจะได้ไม่ต้องย้อนกลับไปกลับมา โดยเริ่มกันที่แรก วัดเลียบ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เป็นวัดที่ท่านเมื่ออุปสมบทแล้วมาพำนักอยู่ที่วัดนี้ เพื่อศึกษาวิปัสสนา ปฏิบัติธรรม ร่วมกับ พระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล
   
                      ถัดมาประมาณ 1 กม. คือ วัดบูรพาราม เป็นวัดที่หลวงปู่มั่น มาศึกษาวิปัสสนากับพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล เช่นกัน วัดนี้นับเป็นวัดต้นกำเนิดสายพระวิปัสสนากรรมฐานยุคแรกเริ่มของภาคตะวันออก เฉียงเหนือ มีพระเกจิอาจารย์ต่าง ๆ ทั่วประเทศต่างเดินทางมาปฏิบัติธรรมที่วัดแห่งนี้กัน ภายในสิมหลังเก่ามีรูปหล่อโลหะของพระอาจารย์ทั้ง 5 คือ พระอาจารย์   สีทา ชยเสโน อาจารย์เสาร์   กันตสีโล อาจารย์มั่น ภูริทัตโต อาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม และอาจารย์ลี ธัมมธโร สร้างขึ้นเมื่อสมัยปลายสงครามอินโดจีน โดย กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์   ข้าหลวงในสมัยนั้น
   
                        ที่วัดนี้มีเรื่องแปลกที่เล่า ต่อ ๆ กันมาว่า ถ้ามีการตั้งเครื่องเสียงจัดงานมหรสพภายในวัดทีไรต้องได้เรื่องทุกที มีอยู่ครั้งหนึ่งตั้งจอฉายหนังในวัด ฉายไปยังไม่ถึงครึ่งเรื่องอยู่ดี ๆ แผ่นฟิล์ม   ก็หล่นลงมา เครื่องก็ดับ ถ้าเปิดเพลงทั้งเพลงหมอลำและเพลงสตริงจะเปิดได้ไม่นาน เครื่องเสียงพังบ้าง อยู่ดี ๆ ก็ดับเองบ้าง แต่ถ้าเป็นเพลงบรรเลงปี่พาทย์และไปทำกันนอกวัดจะไม่ เป็นอะไร ก็เป็นเรื่องที่ร่ำลือกันมา สิ้นเสียงคำบอกเล่า เท้าเจ้ากรรมก็เดินมุ่งหน้าขึ้นรถอย่างอัตโนมัติ?!?
   
                        ฟังเรื่องราวชวนขนหัวลุก กันแล้ว เดินทางอีก 1 กม. เพื่อมายัง วัดศรีทอง ที่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น วัดศรีอุบลรัตนาราม เป็นวัดที่นายมั่น แก่นแก้ว (ชื่อเดิมของหลวงปู่มั่น) อุปสมบทเป็นภิกษุกลับเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์อีกครั้ง เมื่ออายุได้ 22 ปี แต่ท่านกลับไปพำนักที่วัดเลียบ ด้วยเหตุที่ว่าวัดศรีทองมีผู้คนแวะเวียนเข้ามาทำพิธีกันบ่อยครั้ง ไม่เหมาะแก่การปฏิบัติธรรม โดยมีพระอริยกวี (อ่อน) เป็นพระอุปัชฌาย์ และได้ขนานนาม มคธว่า “ภูริทัตโต” แปลว่า “ผู้ให้ปัญญา ผู้แจกจ่ายความฉลาด” ด้านข้างวัดเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ด้านในมีของเก่าเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนามากมาย ให้ได้ชื่นชมกัน
   
                      ยังคงอยู่ที่ จ.อุบลราชธานี เดินทางกันอีก 82 กม. เพื่อมาที่ วัดศรีบุญเรืองหรือวัดบ้านคำบง ต.สงยาง อ.ศรีเมืองใหม่ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่านและเป็นสถานที่ ที่ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณร เมื่ออายุได้ 15 ปี แต่บวชได้เพียง 2 ปี แม่ขอร้องให้ลาสิกขา เพื่อ กลับมาช่วยงานที่บ้าน ท่านจำต้องออกไปช่วยงานที่บ้าน หลวงปู่มั่นเป็นคนร่างเล็ก เมื่อครั้งที่บวชได้ศึกษาหาความรู้ทางพระศาสนา อาทิ บทสวดมนต์และสูตรต่าง ๆ ในสำนักบรรพชาจารย์ ท่านสามารถจดจำได้อย่างรวดเร็ว เอาใจใส่ในการเล่าเรียน มีพฤติกรรมเรียบร้อย เป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจ
   
                      ภายในวัดจะมีอนุสรณ์สถานและหุ่นขี้ผึ้งหลวงปู่มั่นให้ได้สักการะกัน เยื้อง ๆ กับวัด จะเป็นบ้านที่หลวงปู่มั่นเกิดเมื่อชำรุดลงจึงได้สร้างเป็นศาลา และมีรูปหล่ออยู่ภายในเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานของหลวงปู่มั่นอีกแห่งหนึ่ง
   
                   ออกจากวัดศรีบุญเรืองมาประมาณ 12 กม. เพื่อเดินทาง ไปยัง วัดภูหล่น ต.สงยาง อ.ศรีเมืองใหม่ เป็นสถานที่ปฐมวิปัสสนา กรรมฐานของหลวงปู่มั่นกับหลวงปู่เสาร์ ผู้เป็นพระอาจารย์ ซึ่ง  วัดจะอยู่ด้านล่าง ส่วนด้านบน  เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ต้อง  เดินขึ้นบันไดศิลาแลงไปด้านบนเหนื่อยพอสมควร แต่ด้วยจิตศรัทธาอันแรงกล้าจึงดั้นด้นมาถึงจนได้ บรรยากาศโดยรอบสงบ  มีต้นไม้ปกคลุมสลับกับโขดหินน้อยใหญ่ มีเพิงผาหินที่ร่มครึ้ม ไปด้วยแมกไม้ เมื่อมองออกไป ไกล ๆ จะเห็นทิวทัศน์แนวเทือกเขาหัวตัด และที่นาของชาวบ้าน มีสายลมพัดมาเป็นระลอก ๆ  ทำให้เย็นสบาย จึงมาถึงบางอ้อว่าทำไมหลวงปู่มั่นถึงได้ขึ้นมาเพราะเหมาะแก่การนั่งสมาธิ เป็นอย่างยิ่ง
   
                  จากนั้นเดินทางข้ามจังหวัดมายัง สกลนคร ที่ วัดป่านาคนิมิตต์ หรือที่รู้จักกันในชื่อของ วัดป่าบ้านนามน อ.โคกศรีสุพรรณ เป็นวัดที่หลวงปู่มั่น ได้มาจำพรรษา เมื่อ พ.ศ. 2486 ปัจจุบันมี พระอาจารย์อว้าน เขมโก เป็นเจ้าอาวาส วัดแห่งนี้เป็นป่าธรรมชาติ มีพรรณไม้ชนิดต่าง ๆ ขึ้นโดยรอบทั้ง ต้นยาง ไม้ตะเคียน ไม้เต็ง ต้นรัง ภายในวัดมีกุฏิที่หลวงปู่มั่น เคยมาพำนักอยู่ ซึ่งทางวัดรักษาไว้เป็นอย่างดี รวมทั้ง ยังรักษาสภาพแวดล้อมให้สงบ ร่มเย็นและข้อปฏิบัติต่าง ๆ ไว้ได้อย่างเข้มแข็ง ทำให้วัดแห่งนี้ มีผู้คนหมั่นหมุนเวียนกันเข้ามาบำเพ็ญ สมณธรรมกันเป็นจำนวนมาก
   
                   เดินทางต่อเพื่อไปยัง วัดป่าวิสุทธิธรรม ตั้งอยู่ที่ อ.โคกศรีสุพรรณ เช่นกัน เป็นวัดที่หลวงปู่มั่นได้มาจำพรรษาเมื่อ พ.ศ. 2485 และพ.ศ. 2487 ภายในมีกุฏิหลวงปู่มั่น ศาลาโรงธรรมที่ท่านใช้เป็น ที่อบรมสานุศิษย์ ภายในศาลาตั้งแสดงรูปหล่อและเครื่องอัฐบริขารที่ท่านเคยใช้ โดยทางวัดได้บูรณะปรับปรุงใหม่เพื่อให้ผู้คนได้เข้ามาสักการะกัน
   
                  จากนั้นเดินทางอีก 20 กม. เพื่อมาที่ วัดป่าสุทธาวาส ตั้งอยู่ในอำเภอเมือง เป็นสถานที่ที่หลวงปู่มั่นเลือกเป็นที่ละสังขาร เพราะหากท่านต้องมรณภาพที่วัดป่าภูริทัตตถิราวาส จะต้องมีคนมางานศพของท่านที่นั่น ชาวบ้านต้องฆ่าสัตว์เป็นจำนวนมาก เพื่อมาเลี้ยงพระและญาติโยมที่มางาน ด้วยความเมตตาสงสารสรรพสัตว์ ท่านจึงให้นำร่างที่อาพาธมาไว้ที่วัดป่าสุทธาวาสและมรณภาพที่วัดแห่งนี้ ตรงกับวันที่ 11 พฤศจิ กายน พ.ศ. 2492 เวลา 02.23 น. สิริชนมายุรวมได้ 80 ปี ต่อมา ได้สร้างพระอุโบสถครอบตรงที่ถวายเพลิงไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์
   
                   ภายในวัดมีพิพิธภัณฑ์อาจารย์มั่น ภูริทัตโต ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อเหมือนเท่าองค์จริงของหลวงปู่มั่น และจัดแสดงเครื่องอัฐบริขาร เช่น ผ้าสังฆาฏิ จีวร สบง บาตร กลด และสิ่งของต่าง ๆ ที่ท่านเคยใช้สมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ถัดเข้าไปด้านในเป็นเจดีย์พิพิธภัณฑ์ บรรจุอัฐิธาตุอัฐบริขารหลวงปู่หลุย จันทสาโร ลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น
   
                 ทุกปีจะมีงานวันบูรพา จารย์ ในวันที่ 29-31 มกราคม ซึ่งจัดเป็นประจำทุกปี เพื่อน้อมรำลึกถึงหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล และหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระบูรพาจารย์ของทางวัด
   
                มาต่อที่ วัดป่าภูริทัตตถิราวาส หรือ วัดป่าบ้านหนองผือ ต.นาใน อ.พรรณานิคม เป็นวัดที่หลวงปู่มั่นได้มาจำพรรษา เมื่อ พ.ศ. 2488-2492 เป็นวัดที่หลวงปู่มั่นมาพำนักจำพรรษาปฏิบัติธรรมนานที่สุดคือ 5 พรรษา และมรณภาพ ภายในวัดมีกุฏิของหลวงปู่มั่น ด้านข้างของกุฏิเป็นทางเดินจงกรมของหลวงปู่มั่น ซึ่งทางกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียน เป็นโบราณสถานสำคัญเมืองสกลนคร นอกจากนั้น ยังมีศาลาโรงธรรมที่หลวงปู่มั่นท่านใช้อบรมสานุศิษย์ในภาคปฏิบัติจิตตภาวนา โดยวัดจะมีงานประจำปีครบรอบวันมรณภาพหลวงปู่มั่น ในวันที่ 10-11 พฤศจิกายน ของทุกปี
   
                จากนั้นมาที่ วัดป่ากลางโนนภู่ บ้านกุดก้อม ต.ไร่ อ.พรรณา นิคม ซึ่งเป็นที่ตั้งศาลาพักอาพาธของหลวงปู่มั่น ลักษณะเป็นอาคารไม้ ใช้พักชั่วคราวในคราวที่ท่านอาพาธระยะสุดท้ายก่อนจะเดินทางไปยังวัดป่า สุทธาวาส และมรณภาพที่นั่น ปัจจุบันใช้เป็นพิพิธภัณฑ์แสดงเครื่องอัฐบริขารของพระอาจารย์มั่นขณะจำพรรษา อยู่ที่วัดแห่งนี้ มีตระแคร่ที่ใช้หามหลวงปู่มั่นมาจาก วัดป่าบ้านหนองผือ กลด มุ้ง   ที่นอน รวมทั้งสิ่งของที่ท่านเคยใช้เมื่อครั้งท่านอาพาธ
   
             จะเห็นได้ว่าหลวงปู่มั่นไม่เคยจำพรรษาอยู่ที่วัดใดเป็นเวลานาน ๆ เพราะท่านเคยกล่าวไว้ว่า จะได้ไม่ยึดติด ผูกพัน เพราะเมื่อเกิดความคิดเหล่านั้นแล้ว จะหลุด พ้นจากความทุกข์ได้ยากนัก...
   
เส้นทางธรรมสายนี้ ทอดยาว ผ่านเรื่องราวมากมาย กว่าจะได้มาซึ่งคำว่า “ศรัทธา”.

สีสันรายทาง

             การเดินทาง เส้นทางทั้งหมดอยู่ในถิ่นภาคอีสานที่มีเรื่องราวอยู่ในหลาย ๆ จังหวัด อาจจะเลือกเดินทางไปทุกที่ที่เกี่ยวข้องกับหลวงปู่มั่นหรือจะเลือกเดินทางไป จังหวัดใดจังหวัดหนึ่งก็ได้ เพราะในจังหวัดหนึ่งมีสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับหลวงปู่มั่นอยู่หลายที่ด้วย กัน โดยเส้นทางจะมีทั้งใกล้กันและไกลออกไปบ้าง
   
               สถานที่ใกล้เคียง วัดถ้ำจำปากันตสีลาวาส หรือภูผากูด อ.หนองสูง จ.มุกดาหาร ซึ่งเป็นวัดที่หลวงปู่เสาร์ได้มาตั้งสำนักปฏิบัติธรรม เมื่อปี พ.ศ. 2458 โดยหลวงปู่มั่น ได้เดินทางมาจำพรรษาด้วยและปฏิบัติอาจริยวัตร (กิจที่ควรปฏิบัติต่ออาจารย์) ถวายหลวงปู่เสาร์ อาทิ ล้างบาตร ตักน้ำ ซักจีวร
   
               วัดแห่งนี้ตั้งอยู่บนเขาต้องเดินขึ้นบันไดไป ส่วนด้านบนสุดจะมีรูปปั้นหลวงปู่เสาร์บนลานหินที่มีชื่อว่า ลานวิมุตติธรรม เนื่องจากหลวงปู่เสาร์สำเร็จเป็นพระอรหันต์ที่วัดแห่งนี้ ซึ่งปัจจุบันเป็นวัดที่ไม่มีพระจำพรรษาแน่นอน
   
                          วัดป่าวิเวกวัฒนาราม อ.คำชะอี จ.มุกดา หาร มีหลวงปู่จามมหาปุญโญ ลูกศิษย์หลวงปู่มั่น เป็นเจ้าอาวาส ปัจจุบันอายุ 100 ปีแล้ว แต่หลวงปู่จามยังให้เหล่าบรรดาญาติโยมเข้ามากราบท่านได้ที่กุฏิและท่านจะมี ไม้เท้าประจำกายคอยเคาะหัวเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตให้กับญาติโยม
   
ของฝาก มาถิ่นอีสานก็ต้องซื้อ หมูยอ ไส้กรอกอีสาน กุนเชียง แหนมเนือง เป็นของฝากติดไม้ติดมือกลับบ้าน.

จุฑานันทน์ บุณทราหาญ

   ขอขอบคุณ  เดลินิวส์
บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14177


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 23 พฤษภาคม 2010, 01:22:07 am »


"ธรรมสถาน" ที่ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร ได้เที่ยวจาริกบำเพ็ญสมณธรรม

ภายหลังกลายเป็น "มงคลสถาน" ให้กุลบุตรกุลธิดาได้ดำเนินรอยตามปฏิปทาของท่าน



 วัดเลียบ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

               ท่านพระอาจารย์มันได้มาศึกษากัมมัฏฐานกับด้วยท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถร ที่วัดเลียบ จากนั้น ท่านได้ออกธุดงค์ไปสถานที่ต่างๆ หลายแห่ง จึงกลับมากราบนมัสการท่านพระอาจารย์เสาร์อีกครั้งที่วัดเลียบ ท่านได้เพียรพยายามในการปฏิบัติ ปรากฏเกิดสุบินนิมิตและสมาธินิมิต ทำให้เกิดกำลังใจในการปฏิบัติธรรมยิ่งขึ้น



 ภูหล่น เทือกเขาใกล้หมู่บ้านคำบง ต.สงยาง อ.ศรีเมืองใหม่ จ.อุบลราชธานี

            สถานที่บำเพ็ญสมณธรรมอีกแห่งหนึ่งในแดนมาตาปิตุภูมิของท่านพระอาจารย์มั่น ท่านได้ปฏิญาณตนต่อหน้าท่านพระอาจารย์เสาร์ว่า "ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผมขอถวายชีวิตนี้ต่อพรหมจรรย์ ขอให้ครูบาอาจารย์เสาร์เป็นพยานด้วย"



 หลวงพระบาง ประเทศลาว

             ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้พาท่านพระอาจารย์มั่นออกเดินธุดงค์ข้ามไปฝั่งประเทศลาวเพื่อแสวงหาสถานที่วิเวกจนถึงเมืองหลวงพระบางสมัยต่อมา ท่านพระอาจารย์มั่นได้เจริญสมณธรรมตามลำพังองค์เดียว ตามฝั่งซ้าย-ขวาของแม่น้ำโขง



              พระธาตุพนม

               ปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์และสำคัญยิ่งในภาคอีสาน บรรจุพระอุรังคธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อ.ธาตุพนม จ.นครพนม

               ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถรและท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร พระบูรพาจารย์ได้เดินทางธุดงค์มาพักที่พระธาตุพนม ซึ่งขณะนั้นยังรกร้าง เต็มไปด้วยเถาวัลย์ปกคลุมเหลือแต่ยอด

ท่านทั้งสองได้เป็นผู้ริเริ่มปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุพนม จนปัจจุบันกลายเป็นปูชนียสถานสำคัญของประเทศ



 พระธาตุชเวดากอง ประเทศพม่า

               ท่านพระ อาจารย์มั่น พร้อมด้วยเพื่อนสหธรรมิกคือ ท่านมั่น หรือพระเทพมงคลปัญญาจารย์ ได้เดินธุดงค์จนถึงเมืองหาง เขตพม่า แล้วเลยไปกราบนมัสการพระธาตุชเวดากองที่เมืองย่างกุ้งท่านทั้งสองได้อยู่จำ พรรษาที่เมืองมะละแหม่ง ๑ พรรษา



 ถ้ำผาบิ้ง  อ.วังสะพุง จ.เลย

              ใน พ.ศ. ๒๔๕๔ ท่านพระอาจารย์มั่นได้เดินธุดงค์กัมมัฏฐานกลับจากประเทศพม่า มาพบถ้ำผาบิ้ง และได้บำเพ็ญสมณธรรม ณ ที่นี้องค์เดียวต่อมาภายหลังใน พ.ศ. ๒๔๖๑ ทานาด้กลับมาจำพรรษาที่ถ้ำผาบิ้งอีกเป็นครั้งที่สอง



บริเวณปากถ้ำผาบิ้ง



 ถ้ำสาริกา เขาใหญ่ อ.เมือง จ.นครนายก

              ถ้ำสาริกาเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ที่ท่านพระอาจารย์มั่นได้มาพักเจริญสมณธรรมจนพบแสงสว่างแหงธรรม ท่านได้ปฏิบัติและรู้เห็นความอัศจรรย์หลายอย่างจากธรรม โดยท่านพำนักที่ถ้ำสาริกาเป็นเวลา ๑ ปี



บริเวณปากถ้ำสาริกา



 ถ้ำสิงห์โต วัดทุ่งสิงห์โต บ้านไผ่ขวาง อ.เมือง จ.ลพบุรี

              ท่านพระอาจารย์มั่นได้แสวงหาสถานที่วิเวกทางภาคกลาง ที่ถ้ำสิงห์โต ขณะที่ท่านบำเพ็ญความเพียรอยู่นั้น ปรากฏเห็นท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ กำลังพิจารณาปฏิจจสมุปบาทอยู่

เมื่อมีโอกาสพบกัน ท่านพระอาจารย์ มั่นได้เรียนถามท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ ซึ่งท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ ตอบว่า “ เป็นอย่างนั้นจริง”



 วัดสระปทุม หรือ วัดปทุมวนาราม กรุงเทพฯ
                     ท่านพระอาจารย์มั่นได้จำพรรษาที่วัดปทุมวนาราม๑ พรรษา ในวันธรรมสวนะ ท่านไปสดับธรรมเทศนาจากท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ เป็นประจำส่วนท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ เมื่อเทศน์เสร็จแล้ว มักจะสนทนาธรรมในธรรมปฏิบัติจากท่านพระอาจารย์มั่นเสมอ



 วัดบูรพา อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

                 ท่านพระอาจารย์มั่นได้มาจำพรรษาที่วัดบูรพา ๑ พรรษา และได้กล่าวความจริงแห่งการปฏิบัติธรรมทีถ้ำสิงห์โตและถ้ำสาริกา ถวายพระกรรมวาจาจารย์ คือ ท่านพระครูสีทา ชยเสโน ด้วย

นอกจากนี้ พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ได้มาขอรับฟังธรรมปฏิบัติ และถวายตัวเป็นศิษย์กับท่านพระอาจารย์มั่น ณ วัดบูรพาด้วย



 ถ้ำภูผากูด อ.คำชะอี จ.นครพนม (ปัจจุบันคือ จ.มุกดาหาร)

                  พ.ศ. ๒๔๕๙ ท่านพระอาจารย์มั่นได้ไปจำพรรษากับด้วยท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์ที่ทานเคารพยิ่ง ซึ่งท่านได้ปฏิบัติ“อาจริยวัตร” ตั้งแต่ล้างบาตร ซักจีวร ตักน้ำ ฯลฯ ถวายท่านพระอาจารย์เสาร์ทุกอย่างเหมือนพระบวชใหม่แม้ท่านจะมีอายุพรรษา ๒๐ กว่าแล้วและ ณ ที่นี้ ท่านได้ถวายความรู้แด่ท่านพระอาจารย์เสาร์ เรื่องที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ปรารถนาความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วย



 บ้านดอนปอ (ดงปอ) ต.ห้วยหลวง อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี

                พ.ศ. ๒๔๖๐ ท่านได้มาพักปฏิบัติธรรมอยู่ที่บ้านดงปอแห่งนี้ โดยท่านเริ่มอบรมพระภิกษุสามเณรอย่างเด็ดเดี่ยวจริงจัง และมีศิษยานุศิษย์ทีเป็นพระภิกษุสามเณรผู้เคยได้รับรสธรรมะจากท่านและผู้ที่ ได้เคยสดับกิตติศัพท์ ก็ได้ติดตามปฏิบัติกับท่าน ณ ที่นี้



 วัดป่าบ้านหนองกอง อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี

                ท่านพระอาจารย์มั่นได้เดินธุดงค์มาพักชั่วคราวที่วัดป่าหนองกอง ซึ่งในขณะนั้นเป็นป่าอยู่ ระหว่างที่ท่านมาพักรุกขมูลอยู่ในสมัยนั้น ท่านได้อธิษฐานจิต “ขอไม่ให้ลูกกาบกตกลงมาระหว่างท่านพักอยู่” ปรากฏว่า ปัจจุบัน ต้นกาบกต้นนี้ ถึงแม้มีลูกดกมาก แต่ไม่ตกหล่นลงพื้นตามคำอธิษฐานเหี่ยวแห้งคาต้นไปเลย



 กุฏิของท่านพระอาจารย์มั่น ที่วัดป่าสระวารี อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี

                พ.ศ. ๒๔๖๖ พรรษาที่ ๒๘ ท่านพระอาจารย์มั่นได้มาตั้งวัดป่าดงมะไฟ (ปัจจุบันคือ วัดป่าสระวารี) บ้านค้อ ขึ้นได้สร้างพระพุทธรูปหิน ๑ องค์ ท่านอยู่จำพรรษา ๒ พรรษา ชาวบ้านค้อได้บำรุงรักษากุฏิของท่านไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่สาธุชนสืบมาจนถึงทุกวันนี้



 วัดป่าโนนสว่าง อ.นายูง จ.อุดรธานี

               วัดป่าโนนสว่าง เดิมคือเสนาสนะป่าบ้านนาหมี-นายูง ที่ท่านพระอาจารย์มั่นได้เดินธุดงค์มาพักภาวนาต่อจากวัดป่าดงมะไฟ ได้มีศิษย์ติดตามมาขอรับการอบรมทางธรรมปฏิบัติด้วยกับท่านคือ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม เป็นต้น
บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14177


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 23 พฤษภาคม 2010, 01:33:12 am »




 ผาแดง-น้ำตกยูงทอง อ.นายูง จ.อุดรธานี

                 ท่านพระอาจารย์มั่นได้จาริกแสวงหาสถานที่วิเวกแถบอำเภอนายูง-น้ำโสม ได้พบที่สงัดซึ่งมีลักษณะเป็นภูเขาสูง มีหน้าผาหินทรายที่สูงชันเป็นเงื้อมผาและชะโงกหิน บริเวณผาแดงมีหลืบถ้ำเล็ก ๆ ซึ่งท่านพระอาจารย์มั่นเลือกเป็นสถานที่วิปัสสนากัมมัฏฐาน



 อุโบสถหลังเก่าวัดอรัญวาสี อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย

                พ.ศ. ๒๔๖๓ ท่านพระอาจารย์มั่นได้มาพักที่เสนาสนะป่าแห่งนี้ ต่อมาได้กลายเป็นวัดป่าอรัญญวาสี อันเป็นสถานที่บำเพ็ญสมณธรรมของพระธุดงคกัมมัฏฐาน มีหลวงปู่สุวรรณ สุจิณโณ หลวงปู่สิงห์ ขนฺตฺยาคโม หลวงปู่เทสก์ เทสรํสีเป็นต้น

พ.ศ. ๒๔๖๘ ท่านได้กลับมาจำพรรษาอีกครั้ง โดยมีท่านพระอาจารย์เสาร์มาจำพรรษาอยู่ใกล้ ๆ กัน ที่วัดพระงามศรีมงคล จังหวัดหนองคาย



 เสนาสนะป่าบ้านห้วยทราย อ.คำชะอี จ.นครพนม (ปัจจุบัน คือ จ.มุกดาหาร)

                  พ.ศ. ๒๔๖๔ ท่านพระอาจารย์มั่นได้มาจำพรรษาที่บ้านห้วยทราย ท่านได้แก้ความเห็นผิดของชาวบ้าน โดยการแนะนำให้ถึงพระไตรสรณคมน์เป็นประการสำคัญ และท่านได้เริ่มต้นวางระเบียบการบวชตาผ้าขาวก่อนที่จะทำการบรรพชาอุปสมบท ระเบียบนี้จึงได้มีขึ้นในคณะกัมมัฏฐานจนถึงปัจจุบัน



 เสนาสนะป่าบ้านหนองลาด อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร

                พ.ศ. ๒๔๖๕ ท่านพระอาจารย์มั่นได้วางรากฐานการปฏิบัติธรรมให้กับศิษยานุศิษย์ โดยเตือนสติให้พากเพียรอย่างจริงจัง เพื่อผลที่ได้รับนั้นสมจริงตามที่ปฏิบัติ และให้รักษาข้อวัตรปฏิบัติตามแนวทางที่ท่านพระอาจารย์มั่นพาดำเนินมา



เสนาสนะป่าบ้านค้อ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี

              ท่านพระอาจารย์มั่น พร้อมด้วยท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้กลับมาจำพรรษาร่วมกันอีกครั้ง ณ เสนาสนะป่าบ้านค้อ ใน พ.ศ. ๒๔๖๖ โดยมีพระภิกษุสามเณรเข้ามาศึกษาอบรมธรรมปฏิบัติกับด้วยท่านทั้งสองเป็นจำนวนมาก เช่นหลวงปู่สิงห์ หลวงปู่มหาปิ่น หลวงปู่เทสก์ หลวงปู่แหวน หลวงปูตื้อ หลวงปู่อ่อน และหลวงปู่ฝั้น เป็นต้น



 วัดป่ามหาชัย บ้านหนองบัวลำภู อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี
(ปัจจุบันคือ จ.หนองบัวลำภู)

               พ.ศ. ๒๔๖๗ ท่านพระอาจารย์มั่นได้มาพักจำพรรษา ณ ที่นี้ เพื่ออบรมธรรมปฏิบัติและข้อวัตรปฏิบัติแก่พระภิกษุสามเณรที่เป็นศิษย์ เช่น หลวงปู่กู่ ธมฺมทินฺโน หลวงปู่กว่า สุมโน (เป็นสามเณร) หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี หลวงปู่ภูมี ฐิตธมฺโม ซึ่งพักอยู่วัดบ้านเดื่อ ได้เข้ามากราบนมัสการและรับฟังโอวาทธรรมจากท่านเสมอ



 เสนาสนะป่าบ้านสามผง อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม

                      พ.ศ. ๒๔๖๙ หลังออกพรรษาแล้ว ท่านพระอาจารย์เสาร์และท่านพระอาจารย์มั่นได้เรียกบรรดาศิษยานุศิษย์อุกองค์ให้มาประชุมพร้อมกันที่บ้านโนนแดง ณ เสนาสนะป่าบ้านสามผงนี้ ท่านได้วางระเบียบการปฏิบัติเกี่ยวกับการยู่ป่า การตั้งสำนัก และแนวทางการสั่งสอนปฏิบัติจิตตภาวนา เพื่อให้คณะศิษย์นำไปปฏิบัติให้เป็นระเบียบเดียวกัน



 บ้านบ่อชะเนง อ.หัวตะพาน จ.อุบลราชธานี

                   พ.ศ. ๒๔๗๐ ท่านพระอาจารย์มั่นได้พาภิกษุสามเณรมาที่บ้านบ่อชะเนง แล้วปรึกษาหารือกันในอันที่จะเดินทางเข้าเขตตัวเมืองอุบลฯ เพื่อเทศนาสั่งสอนประชาชน

                  ระหว่างที่ท่านพักอยู่วัดบูรพานั้น ท่านได้พาโยมมารดาจากเมืองอุบลฯ ไปอยู่บ้านบ่อชะเนง ตามที่ท่านตั้งใจไว้ และบ้านบ่อชะเนงนี้เป็นบ้านเกิดของหลวงปู่ขาว อนาลโย



 บ้านหนองขอน อ.หัวตะพาน จ.อุบลราชธานี

                   พ.ศ. ๒๔๗๐ เป็นปีที่ท่านพระอาจารย์มั่นเดินทางไปแสดงธรรมโปรดโยมมารดาของท่าน หลังจากนั้นท่านก็ได้มอบหน้าที่การปกครองคณะสงฆ์กัมมัฏฐานให้แก่พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตฺยาคโม ท่านจึงได้ปลีกตัวของท่านไปทางเหนือ มีจังหวัดเชียงใหม่เป็นต้น



 วัดเจดีย์หลวง อ.เมือง จ.เชียงใหม่

                 ท่านพระอาจารย์มั่นได้มาพำนักอยู่วัดเจดีย์หลวงประมาณ พ.ศ. ๒๔๗๒-๒๔๗๓ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระคูรวินัยธร ฐานานุกรมในท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์

                พ.ศ. ๒๔๗๕ ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวงเพียง ๑ พรรษา พอออกพรรษา ท่านเดินธุดงค์ปฏิบัติกัมมัฏฐานตามป่าเขาภาคเหนือ หลายปีจึงกลับมาภาคอีสาน



 วัดโรงธรรมสามัคคี อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่

                 ท่านพระอาจารย์มั่นได้รับกิจนิมนต์จากศรัทธาญาติโยมอำเภอสันกำแพง ท่านได้มาพักอยู่วัดโรงธรรมสามัคคีประมาณ ๒๐ กว่าวัน ซึ่งท่านมาเพียงลำพังองค์เดียว

ต่อมาหลวงปู่กู่ ธมฺมทินฺโน และหลวงปู่กว่า สุมโน ได้เคยมาพำนักที่วัดโรงธรรมสามัคคีด้วย



 วัดดอนมูล (สันโค้งใหม่) อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่

                จาก นั้นท่านพระอาจารย์มันได้เดินธุดงค์ไปยังวัดดอนมูล อำเภอสันกำแพง ซึ่งเดิมเป็นสำนักป่าช้าต่อมา หลวงปู่คำแสน คุณาลงฺกาโร ซึ่งเป็นศิษย์มหานิกายรูปหนึ่งของท่านพระอาจารย์มั่น ได้มาพักอยู่วัดดอนมูลและปฏิบัติตามหลักปฏิทาของท่านพระอาจารย์มั่นเป็น อย่างดี
บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14177


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: 23 พฤษภาคม 2010, 01:33:35 am »



 วัดป่าดาราภิรมย์ (เสนาสนะป่าแม่ริม) อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

           ท่านพระอาจารย์มั่นได้แวะพักชั่วคราวที่เสนาสนะป่าแม่ริม  (ปัจจุบันคือ วัดป่าดาราภิรมย์) ซึ่งมีท่านพ่อลี ธมฺมธโร มากราบนมัสการท่านที่นี้ด้วย ต่อมา หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ได้มาพักจำพรรษาอยู่วัดป่าดาราภิรมย์ถึง ๙ ปี



 พระธาตุจอมแตง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

            พระ ธาตุจอมแตงนี้ ท่านพระอาจารย์มั่นได้พำนักอยู่ โดยมีศิษย์พระมหานิกายรูปหนึ่งที่คอยดูแลอุปัฏฐากท่าน คือ หลวงปู่คำปัน สุภทฺโท ซึ่งท่านบอกว่าไม่จำเป็นต้องญัตติใหม่ หลวงปู่คำปันมีความเคารพท่านมากและได้ถือแนวทางปฏิบัติตามปฏิปทาของท่านพระ อาจารย์มั่นตลอดมา



 วัดป่าน้ำริน (เสนาสนะป่าห้วยน้ำริน) อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

              ท่านพระอาจารย์มั่นได้เดินธุดงค์มาพำนักที่เสนาสนะป่าห้วยน้ำริน โดยศิษยานุศิษย์ที่ติดตามรอยบาทท่านได้มาพำนักบำเพ็ญภาวนา ณ เสนาสนะป่าห้วยน้ำริน ปัจจุบันคือวัดป่าน้ำริน ซึ่งมีหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ  หลวงปู่ตื้ออจลธมฺโม หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ได้เคยมาพักจำพรรษา



 วัดพระธาตุจอมแจ้ง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

             พระธาตุจอมแจ้งเป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ซึ่งครูบาศรีวิชัยเป็นผู้มาปฏิสังขรณ์และบูรณะพระธาตุแห่งนี้

ท่านพระอาจารย์มั่นได้เคยจารึกผ่านมากราบนมัสการและบำเพ็ญธรรม ณ สถานที่แห่งนี้



 วัดอรัญญวิเวก (บ้านปง) อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

           ท่านพระ อาจารย์มั่นเป็นผู้ก่อตั้งสำนักสงฆ์อรัญญวิเวก  บ้านปง อำเภอแม่แตง และเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของสำนัก ในพรรษาแรกที่ท่านพำนักอยู่นั้น มีศิษย์ที่มาบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ด้วย คือ๑. หลวงปู่แหวน ๒. หลวงปู่พร ๓. หลวงปูพัตร๔. หลวงปู่วิรัช และ ๕. หลวงปู่บุญ



 เทือกเขาภูหลวง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

            เทือกเขาภูหลวงเป็นเทือกเขาแห่งพระอริยเจ้าของทางภาคเหนือ ถือว่าเป็นขุนเขาศักดิ์สิทธิ์ หรือเรียกว่า “ ดอยหลวงเชียงดาว” ซึ่งประกอบด้วยถ้ำเชียงดาวถ้ำฤๅษี ถ้ำพระปัจเจก ถ้ำปากเปียง ถ้ำผาปล่อง ซึ่งล้วนเป็นสถานที่ที่ท่านพระอาจารย์มั่นได้เดินธุดงค์และพักบำเพ็ญเจริญสม ณธรรมมาแล้วทั้งสิ้น



 ถ้ำเชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

              ในสมัยก่อน ถ้ำเชียงดาวเป็นถ้ำที่เคยมีพระปัจเจกพุทธเจ้ามาพักและมีพระอรหันต์มานิพพาน ครั้นท่านพระอาจารย์มั่นมาพักบำเพ็ญสมณธรรมอยู่นั้น ท่านได้กล่าวว่า “ครั้งแรก ๆ เราก็พักอยู่ตีนเขาและบำเพ็ญความเพียร ต่อไปก็ขยับมาอยู่ที่ปากถ้ำ” ตรงปากถ้ำนั้นมีก้อนหินใหญ่ ท่านใช้ก้อนหินนั้นเป็นที่นั่งสมาธิ มีความรู้สึกว่าอยู่ในโลกอีกโลกหนึ่งมิใช่โลกนี้ ไม่ว่าจะเดินหรือนั่ง



 วัดถ้ำปากเปียง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
            เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นได้พักบำเพ็ญธรรมที่ถ้ำเชียงดาวพอควรแล้วท่านได้จาริกผ่านมาบริเวณวัดถ้ำปากเปียง ต่อมาท่านได้ปรารภกับหลวงปู่แหวนว่า “ถ้ำปากเปียงเป็นถ้ำที่เป็นมงคล มีพระอรหันต์มาดับขันธ์ที่นี้”



 วัดป่าอาจารย์มั่น (ภูริทัตโต) บ้านแม่กอย อ.พร้าว จ.เชียงใหม่

             สถานที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งกุฏิและทางเดินจงกรมเดิมของท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งท่านได้เคยจาริกผ่านมาบำเพ็ญเพียร เจริญสมณธรรมและพำนักจำพรรษา๑ พรรษา มีหลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่ขาว หลวงปู่เจี๊ยะ ได้เคยมาพัก ณ ที่นี้ ภายหลังหลวงปู่สิมได้มาสร้างศาลาบำเพ็ญบุญไว้ ๑ หลัง

ปัจจุบันได้สร้าง “พระมหามณฑปอนุสรณ์บูรพาจารย์ สายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต” เพื่อน้อมรำลึกบูชาพระคุณครูบาอาจารย์
บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14177


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: 23 พฤษภาคม 2010, 01:34:30 am »



 วัดถ้ำดอกคำ ต.น้ำแพร่ อ.พร้าว จ.เชียงใหม่

            ท่านพระอาจารย์มั่นได้มาพักบำเพ็ญความเพียรที่ถ้ำดอกคำ ต่อมาได้มีศิษย์จากภาคอีสานได้ติดตามมาพบท่านเพื่อขออธิบายธรรมในการปฏิบัติ มีหลวงปู่สาร หลวงปู่แหวน หลวงปู่เทสก์ หลวงปู่อ่อนสี มาพักอยู่ชั่วคราว



 ป่าเมี่ยง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่
             ท่านพระอาจารย์มั่นได้กล่าวว่า “สำหรับอำเภอพร้าวนี้ มีภูมิทำเลเหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรทางใจ” ท่านได้แนะนำชาวบ้านแสดงตนเป็นพุทธมามกะและสอนให้เข้าใจในหลักเหตุผลแห่งความจริง โดยท่านสอนเน้นถึงว่า “คุณธรรมนั้นมีความสำคัญยิ่งนัก ”



 สำนักสงฆ์ป่าเมี่ยง แม่สาย ต.โหล่งขอด อ.พร้าว จ.เชียงใหม่

             ท่านพระอาจารย์มั่นได้เดินธุดงค์มาแสวงหาที่วิเวก ณ ที่นี้ พ.ศ. ๒๔๗๖ โยมสมได้มีจิตศรัทธาถวายที่ดินสวนเมี่ยง แด่ท่านพระอาจารย์มั่น มีหลวงปู่พรหม หลวงปู่แหวน หลวงปู่ขาว หลวงปู่เทสก์ เป็นคณะสงฆ์รับถวายที่ดิน หลวงปู่ขาว ได้มาเจริญในธรรม ณ ป่าเมี่ยง โหล่งขอดที่นี้ด้วย



 บ้านทุ่งบวกข้าว ต.แม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่

             ใน ท้องที่อำเภอพร้าวนี้ มีที่วิเวกเหมาะสมกับการบำเพ็ญภาวนา มีพระอาจารย์ที่เป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่นจากภาคอีสานได้เดินทางมาพบท่าน ที่จังหวัดเชียงใหม่ คือศิษย์ต้องการพบท่านเพื่อจะได้ศึกษาธรรมให้สูงยิ่ง ขึ้น ส่วนท่านต้องการพบศิษย์เพื่อจะแก้ไขปรับปรุงแนวทางปฏิบัติและคำสอนให้ มีความบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น



 วัดพระธาตุดอยนะโม (น้ำมัว) ต.แม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่

           สถาน ที่ที่มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่นั้น คือที่ปักกลดธุดงค์กัมมัฏฐานของท่านพระอาจารย์มั่น ขณะที่ท่านมาพักบำเพ็ญสมณธรรมที่ดอยนะโม ซึ่งต่อมามีหลวงปู่แหวน หลวงปู่ขาว หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่พร ได้มาพักอยู่วัดพระธาตุดอยนะโมนี้ด้วย



 วัดพระธาตุจอมแจ้ง อ.แม่สรวย จ.เชียงราย

          พ.ศ. ๒๔๗๘ ท่านพระอาจารย์มั่นเดินธุดงค์ผ่านมาพักใต้ต้นสารภี จำพรรษา ๑ พรรษา และเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดพระธาตุจอมแจ้ง ท่านได้ชักชวนชาวบ้านซ่อมเจดีย์พระธาตุ มีศิษย์ที่ติดตามมาพักภายหลังด้วย คือ หลวงปู่พรหม หลวงปู่ขาวหลวงปู่หนู หลวงปู่คำ และหลวงปู่มหาทองสุก



 ดอยมูเซอร์ (หมู่บ้านปู่พญา) อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย

            พ.ศ. ๒๔๗๙ ท่านพระอาจารย์มั่นได้มาพักจำพรรษาที่บ้านมูเซอ (บ้านปูพญา) โดยมีหลวงปู่เทสก์ เทสรสี ได้ติดตามมาพักจำพรรษากับด้วยท่านพระอาจารย์มั่น และในปีนี้ท่านได้พยากรณ์อายุขององค์ท่านเองอย่างถูกต้องด้วย
บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14177


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: 23 พฤษภาคม 2010, 01:34:56 am »




 วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ

             ท่านพระอาจารย์มั่นกลับมาจากภาคเหนือ ได้พำนักอยู่วัดบรมนิวาสชั่วคราวก่อนเดินทางกลับภาคอีสานท่านได้แนะนำธรรมปฏิบัติแก่พระภิกษุ สามเณร อุบาสกอุบาสิกาที่มาถามปัญหาธรรมกับท่านเป็นจำนวนมากนอกจากนี้ พระมหาเถระได้นิมนต์ท่านไปพบ เพื่อสัมโมทนียกถาโดยเฉพาะ



 วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา

              ท่านพระอาจารย์มันเดินทางมาพักที่วัดปาสาลวัน ตามคำอาราธนาของคณะศรัทธาชาวนครราชสีมา และท่านได้อบรมธรรมปฏิบัติแก่พระอาจารย์ทั้งหลายที่เป็นศิษย์ขั้นพระเถระ โดยแสดงธรรมส่วนลึกอันเป็นธรรมสำคัญไว้เพื่อพิจารณาในการปฏิบัติและแก้ไขจิต เพื่อการดำเนินปฏิปทาอันถูกต้อง



 วัดป่าโนนนิเวศน์ อ.เมือง จ.อุดรธานี

              นับแต่ท่านพระอาจารย์มันได้ธุดงค์บำเพ็ญสมณธรรมทางภาคเหนือถึง ๑๑ ปี ท่านได้กลับมาจำพรรษาที่ภาคอีสาน ณ วัดปาโนนนิเวศน์ ๒ พรรษา โดยท่านได้อบรมและให้โอวาท แนะนำแก้ไขปฏิปทาต่าง ๆ ทั้งภายนอกภายในแกภิกษุสามเณรในธรรมปฏิบัติ



 วัดป่าสุทธาวาส อ.เมือง จ.สกลนคร

พ.ศ. ๒๔๘๔ คณะศรัทธาทางจังหวัดสกลนครโดยโยมนุ่ม ได้อาราธนานิมนต์ท่านพระอาจารย์มั่นมาพักที่วัดป่าสุทธาวาส

ต่อมา พ.ศ. ๒๔๙๒ ท่านมาพักอาพาธและมรณภาพในวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน

อุโบสถวัดปาสุทธาวาสนั้นเดิมเป็นสถานที่ถวายเพลิงศพท่านอาจารย์มั่นในวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๔๙๓



 เสนาสนะป่าบ้านนามน หรือ วัดป่านาคนิมิตต์ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร

            ท่านพระอาจารย์มันได้เลือกจำพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านนามน เพราะพระอาจารย์ทั้งหลายที่เป็นศิษย์ได้มานมัสการฟังธรรมมากขึ้น เป็นปีที่ท่านกลั่นกรองความเพียรของคณะศิษย์ โดยอุบายวิธีต่าง ๆ ทั้งเทศน์อบรม ทั้งใช้อุบายขู่เข็ญไม่ให้นอนใจในการทำความเพียร พร้อมทั้งให้อุบายในธรรมปฏิบัติด้วย



 ศาลาหลวงปู่มั่น เสนาสนะป่าบ้านโคก อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร

            เป็นศาลาที่ท่านพระอาจารย์มั่นใช้เป็นที่แสดงธรรมเทศนาอบรมศิษยานุศิษย์และพุทธบริษัท รวมทั้งเป็นที่ประชุมสงฆ์เพื่อวางระเบียบแบบแผนของคณะกัมมัฏฐานให้ถูกต้อง ท่านได้จำพรรษา ณ เสนาสนะแห่งนี้ ปัจจุบันคือวัดป่าวิสุทธิธรรม
บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14177


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: 23 พฤษภาคม 2010, 01:41:36 am »




 กุฏิท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร วัดป่าบ้านหนองผือ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

            ท่านพระอาจารย์มั่นได้พำนักอยู่ ณ วัดป่าบ้านหนองผือ ติดต่อกันถึง ๕ พรรษาสุดท้ายแห่งปัจฉิมวัยของท่านก่อนที่ท่านจะละสังขาร และเป็นสถานที่ซึ่งท่านได้อบรมสั่งสอนศิษยานุศิษย์ในธรรมปฏิบัติ จนได้มีครูบาอาจารย์องค์สำคัญ ๆ ที่เป็นศิษย์ท่านจำนวนมาก จึงนับเป็นมงคลสถานที่สำคัญยิ่ง



 วัดป่ากลางโนนภู่ ต.บ้านไร่ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

                เป็นศาลาที่พักอาพาธท่านพระอาจารย์มั่น ระหว่างคณะศิษย์นำท่านเดินทางออกจากวัดป่าบ้านหนองผือมายังวัดป่าสุทธาวาส
ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์บริขารยามอาพาธของท่านพระอาจารย์มั่น

 

กุฏิท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร

           สร้างใน พ.ศ. ๒๔๘๙ โดยกำลังศรัทธา ร่วมแรงร่วมใจ ของชาวบ้านหนองผือ ได้น้อมถวายบูชาแด่ พ่อแม่ครูบาอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺตเถร ปัจจุบันจดทะเบียนเป็น "โบราณสถาน" กับกรมศิลปากร ใน พ.ศ. ๒๕๒๒

 

กุฏิท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร

 

ทางเดินจงกรมท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร

ทีีมา...www.dharma-gateway.com  ภาพจาก www.luangpumun.org
บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14177


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: 23 พฤษภาคม 2010, 01:49:18 am »





รูปหล่อหลวงปู่มั่น บนกุฏิ

ความเกี่ยวเนื่องกับองค์หลวงปู่มั่น

              ในปี พ.ศ.๒๔๘๖ หลวงปู่มั่น ภูริทัตตเถระได้จากเสนาสนะป่าบ้านโคกมาพำนัก ณ บ้านนามน ในปัจจุบันคือ วัดป่านาคนิมิตต์ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของพระอาจารย์เนียมสหธรรมมิกของพระอาจารย์กงมา  ( ประวัติสังเขปของพระอาจารย์เนียม คลิ๊ก )  อยู่ห่างจากบ้านโคกประมาณ ๔ กิโลเมตร สถานนี้เป็นป่าธรรมชาติ มีพรรณไม้ต่างๆ เช่น ไม้ยาง ไม้ตะเคียน ไม้เต็ง ไม้รัง และไม้อื่นๆ แม้จะอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านแต่ก็เป็นป่ารกชัฏเหมาะแก่การทำความเพียร





กุฏิหลวงปู่มั่น ณ วัดป่านาคนิมิตต์

ความเป็นมาของวัด

                       ความเป็นมาของวัดแห่งนี้จากบทสัมภาษณ์ พระอาจารย์อว้าน เขมโกจากหนังสือบูรพาจารย์พอสรุปได้ว่า เดิมวัดแห่งนี้หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ได้รุกขมูลผ่านมาก่อน ต่อมาหลวงปู่มั่น ได้รุกขมูลมาตามเส้นทางของหลวงปู่เสาร์และแวะพักที่นี่ หลวงปู่มั่นเห็นว่าสถานที่นี้สัปปายะ ท่านจึงปรารภกับญาติโยมว่า "คิดจะสร้างเป็นวัด" จึงได้มีการยกที่ดินถวายท่าน และสร้างเสนาสนะแบบชั่วคราวพอได้อยู่อาศัย แล้วท่านจึงเดินธุดงค์ต่อไปทางภาคเหนือ ๑๒ ปี หลังจากนั้นท่านจึงมาจำพรรษาที่นี่เป็นครั้งที่ ๒ ในปี พ.ศ.๒๔๘๖ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในครั้งนี้ชาวบ้านนามนได้สร้างกุฏิถวายองค์ท่าน รุ่งเช้าของวันที่ได้เริ่มต้นก่อสร้างปรากฏ หลวงปู่มั่นได้ชี้บอกโยมว่า "นั่นแหละ พญานาคทำรอยไว้ให้แล้ว" ชาวบ้านไปดูเป็นรอยกลมๆ จึงนำรอยนั้นเป็นหมายในการขุดหลุมตั้งเสากุฏิ ต่อมาเมื่อจะสร้างศาลาก็ปรากฏรอยนี้อีกจึงได้ลงเสาศาลาในลอยนั้นเช่นกัน ท่านจึงพูดกับโยมว่า "วัดนี้ชื่อว่าวัดป่านาคนิมิตต์" แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า วัดป่าบ้านนามนตามชื่อหมู่บ้านนั้น ต่อมาเมื่อได้จดทะเบียนชื่อวัด จึงได้ใช้มงคลนามที่หลวงปู่มอบให้นี้เป็นชื่อวัด

                    สถานที่นี้ยังเป็นที่กำเนิดบันทึกพระธรรมเทศนาที่สำคัญของหลวงปู่มั่น คือ " มุตโตทัย " ที่บันทึกครั้งแรก ณ วัดนี้ โดยพระอาจารย์วิริยังค์ ได้เล่าถึงความเป็นมาไว้ในบันทึกใต้สามัญสำนึก ประวัติของท่านดังนี้

                      " ... เพราะได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระอาจารย์มั่นฯ แล้วไพเราะจริงๆ ทำให้ผู้เขียนนั่งกัมมัฏฐานได้รับความสงบใจตามที่ได้มาฟังธรรมของท่าน ซึ่งธรรมเทศนานั้นได้เกิดรสชาติที่ซาบซึ้งหาอะไรเปรียบไม่ได้อีกแล้ว ผู้เขียน ( พระอาจารย์วิริยังค์ ) คิดในใจว่า ทำไมจึงดีอย่างนี้ มันสุดแสนจะพรรณา ทำให้ผู้เขียนระลึกถึงคนอื่นๆ ต่อไปว่า เราจำเป็นที่จะต้องบันทึกธรรมเทศนาของท่านอาจารย์มั่นฯ ให้ได้ เพราะถ้าเราไม่บันทึก ต่อไปธรรมเทศนาอันวิเศษนี้ก็จะหายสูญไปอย่างน่าเสียดาย และธรรมเทศนาเช่นนี้จะพึงแสดงได้ก็แต่ท่านพระอาจารย์มั่นฯ เท่านั้น รูปอื้นถึงแสดงก็ไม่เหมือน จึงทำให้ผู้เขียนได้พยายามอย่างยิ่งที่จะเขียนบันทึกธรรมเทศนาของท่านให้ได้และก็เป็นผลสำเร็จขึ้นเป็นอันดับแรก เพราะยังไม่เคยมีใครบันทึกธรรมเทศนาของท่านเลย


                   เป็นที่น่าสังเกต ท่านพระอาจารย์มั่นฯ ท่านไม่เคยยอมให้ใครบันทึกธรรมเทศนาของท่านโดยเป็นหนังสือเลย มีแต่จำกันใส่ใจเท่านั้น ถ้าใครจะบันทึกด้วยหนังสือจะต้องถูกท่านดุและประนาฌเอาทีเดียว แต่ผู่เขียนได้ขโมยเขียนและยอมทุกสิ่งทุกอย่างเพราะรักและชอบและเลื่อมใสสุด หัวใจแล้ว ท่านจะดุด่าประฌามผู้เขียนยอมทุกอย่าง ขออย่างเดียวให้ได้บันทึกธรรมเทศนาเพื่อประโยชน์แก่คนอื่นต่อไปภายหลังที่ ไม่ได้ฟังจากท่าน แต่ได้อ่านในหนังสือเล่มนี้ ส่วนพระภิกษุสามเณรที่ไปอยู่กับท่านต่างก็กลัวเช่นนี้ จึงไม่มีใครกล้าจะเขียนธรรมเทศนาของท่าน จึงเป็นอันว่าผู้เขียนได้กล้าเสี่ยงอันตรายครั้งงสำคัญทีเดียวในการบันทึก ธรรมเทศนา เรื่องนี้เกิดความสำเร็จแก่ผู้เขียนอย่างเต็มภาคภูมิ คือตลอดพรรษานี้ ผู้เขียนได้บันทึกเทศนาตลอดไตรมาส ซึ่งก็สำเร็จขึ้นเป็นเล่มในชื่อ " หนังสือ มุตโตทัย

                   หลังจากผู้เขียนได้บันทึกธรรมเทศนาของท่านแล้ว ก็พยายามทำเป็นความลับไว้ตลอดเวลา วิธีการที่ผู้เขียนทำสำเร็จนั้นคือ เมื่อเวลาท่านแสดงธรรม พยายามกำหนดไว้ในใจอย่างมั่นคง เพราะขณะนั้นความจำของผู้เขียนยังอยู่ในการใช้ได้ เมื่อท่านแสดงธรรมจบแล้วผู้เขียนยังต้องมีหน้าที่ถวายการนวดอีกไม่ต่ำกว่า ๒ ชั่วโมง เมื่อถวายการนวดเสร็จแล้ว ก็รีบกลับที่พักจับปากการีบเขียนธรรมเทศนาของท่าน ก่อนความจำนั้นจะเลื่อนลางไป ตอนนี้ผู้เขียนจะบอกอะไรสักอย่าง ว่าเป็นเรื่องที่น่าคิดหนักหนา ตอนนั้นอยู่ในระหว่างสงคราม ปากกา - ดินสอ - น้ำหมึกไม่ต้องหา ไม่มีใช้ เผอิญผู้เขียนมีปากกาอยู่ ๑ ด้ามติดตัวไป น้ำหมึกไม่มี ผู้เขียนต้องคิดตำราทำน้ำหมึกใช้โดยเอาผลสมอไทย ผลมะเหลื่อม ผลมะขามป้อม เอามาจำแช่น้ำ แล้วเอาเหล็กที่มีสนิมมากเช่นผาลไถนาแช่ลงไปด้วย เมื่อแช่ ๒ - ๓ วันได้ที่แล้ว เอามากรองด้วยผ้าบางจนใสแล้วก็เอาเขม่าติดก้นหม้อสีดำใส่เข้าไปคนจนเข้ากันดีแล้วกรองอีก คราวนี้ก็เอามาใช้ได้ผล ข้าพเจ้าได้ใช้มันจนเขียนได้เป็นเล่ม แต่เวลาเขียนมันจะไม่แห้งทันที ต้องรอนานกว่าจะแห้ง

              ข้าพเจ้าได้ทำอยู่อย่างนี้ คือฟังเทศน์เสร็จแล้วถวายการนวด เสร็จแล้วกลับมาเขียนหนังสือตลอดเวลา ๓ เดือน การแสดงธรรมของท่านมิได้แสดงทุกๆ คืน ในที่สุดข้าพเจ้าทำงานเสร็จ สมกับคำปณิธานที่ได้ตั้งไว้ แล้วก็พยายามทำความลับไว้มิได้แพร่งพรายให้ผู้ใดทราบถึงการกระทำของข้าพเจ้าเลยแม้แต่คนเดียว

               เมื่อความสนิทสนมผู้เขียนกับท่านอาจารย์มั่นฯ นับวันแต่จะสนิทยิ่งขึ้นท่านได้ให้พรพิเศษ เมตตาพิเศษ แนะนำพิเศษ จนผู้เขียนหายความหวาดกลัวเหมือนอย่างแต่ก่อน


                    อยู่มาวันหนึ่งผู้เขียนคิดว่า ก็ธรรมเทศนาที่เราเขียนแล้วนั้นจะปิดเป็นความลับไว้ทำไม เปิดเผยถวายท่านเสียดีกว่า ท่านจะกินเลือดกินเนื้อเราก็ให้รู้ไป จึงเป็นอันว่าผู้เขียนได้นำเอาเนื้อความอ่านเล่าถวาย ท่านจึงเอะใจขึ้นว่า "นี่วิริยังค์คุณไปเขียนแต่เมื่อไร" จากนั้นท่านก็ไม่ว่าอะไร และท่านก็ยอมรับว่า การบันทึกนี้ถูกต้อง โล่งอกโล่งใจข้าพเจ้าเป็นอย่างยิ่ง นึกว่ายังไงเสียคงโดนด่าหลายกระบุงแต่ท่านกลับให้ความร่วมมือเป็นอย่างน่าอัศจรรย์ ..."



หลวงปู่อว้าน เขมโก เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน

   สภาพในปัจจุบัน

                  วัดป่านาคนิมิตต์ในปัจจุบันมีพระอาจารย์อว้าน เขมโกเป็นเจ้าอาวาส ปัจจุบันยังมีเสนาสนะเก่าแก่ที่ยังอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี ได้แก่ กุฏิหลวงปู่มั่นที่ยังอยู่ในสภาพดี และกุฏิพระอาจารย์วิริยังค์ที่ท่านใช้จำพรรษาและบันทึกธรรมะ "มุตโตทัย" ที่อยู่ลึกเข้าไปก็อยู่ในสภาพดีเช่นกัน สภาพวัดทั่วไปยังคงความสงบร่มเย็นเป็นสัปปายะสถานที่เกี่ยวเนื่องกับองค์ หลวงปู่มั่น ที่ยังรักษาสภาพแวดล้อมและข้อวัตรปฏิบัติได้เป็นอย่างเข้มแข็ง



http://www.luangpumun.org/wara/nasinuan.html



http://www.luangpumun.org/wara/huaykan.html



http://www.luangpumun.org/wara/nangpep.html



http://www.luangpumun.org/wara/nonpu.html



http://www.luangpumun.org/wara/sutta.html

ถ้าสนใจอ่านประวัติวัดป่านาคนิมิตต์ อ่านหาอ่านได้ที่

http://www.luangpumun.org/wara/namon.html

http://www.fungdham.com/monk-history/history-awan.html

และบทความก่อนหน้าที่เกี่ยวข้อง http://ie-kittiwat.blogspot.com/2009/04/blog-post.html
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: