หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ปรับตัวให้อยู่ได้กับทุกสภาวะ กับเศรษฐกิจพอเพียง  (อ่าน 4441 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
admin
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +31/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3661


oknakrub@hotmail.com
เว็บไซต์
« เมื่อ: 23 กันยายน 2009, 03:26:27 am »

มีโอกาศไปอบรม ต้นกล้าอาชีพ รุ่นที่ 7 ที่ศูนย์ฝึกอบรมสองสลึง จ.ระยอง จำนวน 8 วัน 7 คืน ซึ่งนับว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง และเหมาะสมกับสภาวะปัจจุบันอย่างมาก ซึ่งจะทำเป็นเรื่องหลักในเว็บไซท์ใหม่ ที่จะเปิดใช้ปีใหม่เป็นต้นไป แต่ก็จะเอามาบอกเล่าคร่าว ๆ ในนี้

แนวคิดพึ่งพาตนเอง นับเป็นการเดินตามรอยพ่อ ซึ่งคิดว่าเหมาะกับทุกคน โดยเฉพาะเพื่อน ๆ ที่จะเกษียนอายุใน 12 - 13 ปีข้างหน้า เพราะเหตุว่า เมื่อเกษียน แล้วไปเริ่มต้นนั้น ก็นับว่าช้าไป คงต้องเริ่มต้นกันตั้งแต่วันนี้ เมื่อเกษียนก็อยู่ต่อไปโดยไม่รู้สึกติดขัดอะไร

ต้นกล้าอาชีพนั้น ผู้ที่ไปอบรมจะได้รับ เบี้ยเลี้ยงวันละ 160 บาท ได้ค่าพาหนะ 1000 บาท ได้เงินไปประกอบอาชีพ 14000 บาท ซึ่งตอนที่ไปติดต่อเรียนไม่รู้เรื่องเงินพวกนี้ แต่รัฐบาลก็มีปัญหาเรื่องการจ่ายเงินให้กับศูนย์ฝึกอบรมอยู่เหมือนกัน ซึ่งแค่ความรู้ต่าง ๆ ที่ได้นั้นก็นับว่ามากมายแล้ว ไม่ต้องรับเงินก็คุ้มสุดคุ้ม

สำหรับทั่ว ๆ ไป จะตื่นนอนประมาณ 05.00 น. เวลา 05.30 น. ก็จะมีการเข้าห้องประชุม เปิดสื่อต่าง ๆ ที่มีประโยชน์กับแนวคิดต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับโครงการ ผอ.ศูนย์ ผู้ใหญ่สมศักดิ์ หรือบางที ก็เป็นวิทยากรอบรมมาคุยด้วย จนถึงเวลา 07.45 น. ก็ไปเข้าแถว ปฏิญาณตน เคารพธงชาติ พิจารณาอาหาร และไปรับประทานอาหาร จากนั้น เข้าห้องประชุม หรือฝึกอบรมตามฐานต่าง ๆ เช่น เลี้ยงหมูหลุม, เผาถ่าน, ทำปุ๋ยน้ำ, ฯ ซึ่งเวลาเที่ยง ต้องมาเข้าแถวหน้าเสาธง และเดินไปทานอาหารเที่ยง จากนั้น ก็เข้าห้องประชุม หรือเข้าฐานฝึกอบรม เวลา 17.45 น. ก็เข้าแถว ธงลง พิจารณาอาหาร และไปทานอาหาร เวลา ประมาณ 19.00 น. จนถึง 21.00 - 21.30 น. จะเป็นกิจกรรมในห้องประชุม

มีการเพิ่มเติมหลักสูตรจากบุคคลภายนอกบ้างเช่น สอนทำน้ำยาซักผ้า, ล้างจาน, น้ำมันมะพร้าวกลั่นเย็น, แชมพูสระผม, สบู่, ครีมนวดผม ฯลฯ สอนถนอมอาหาร เช่น แช่อิ่ม, ลอยแก้ว ฯ เสริมเรื่องอาหารการกิน เช่น เพาะเห็ด, ปลูกถั่วงอก ฯ

มีกิจกรรมที่ได้เรียนรู้ไปในตัวเช่น การปลูกหญ้าแฝก, ปลูกไม้ยืนต้น เช่น สัก, จำปาทอง, ตะเคียน ฯ ปลูกไม้กินได้ เช่น ชะมวง ฯ การปลูกข้าว เป็นต้น

มีการนำการฝึกอบรมในแต่ละวัน มาพรีเซนท์ ในห้องประชุมเป็นกลุ่ม ๆ มีการให้คะแนนกลุ่มในหลาย ๆ เรื่อง เช่นความพร้อมเพรียง ความสามัคคี ความร่วมมือ ฯ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23 กันยายน 2009, 03:42:50 am โดย admin » บันทึกการเข้า

mothsri
Sr. Member
****

คะแนนจิตพิสัย +1/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 392


รักสามัคคี


อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: 23 กันยายน 2009, 02:29:37 pm »



     ยิงฟันยิ้ม    เจอโครงการของเพื่อนนัส   ถือว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง  คิดเอาไว้ว่า อีกสามปีข้างหน้า จะไม่ทุรนทุราย กระเสือก กระสน   จะอยู่เป็นที่เป็นทาง  โดยหาทำกับ เลือกสวนไร่นา ปลา ไก่  ให้ใกล้เคียง กับขีวิตไทยเดิม  มากที่สุด  เวลาเพื่อนฝูง ไปมาหาสู่  แล้วไม่อยาก กลับเลย อะไร ประมาณ นี้น.....   สาธุ.....  ชอให้ ฝันของ โมทย์ เป็น จริงด้วย  เถิด........      ยิงฟันยิ้ม


บันทึกการเข้า
mothsri
Sr. Member
****

คะแนนจิตพิสัย +1/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 392


รักสามัคคี


อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: 26 กันยายน 2009, 02:38:35 am »



                                             ยิงฟันยิ้ม


                           

                                แปลงผักเกษตรอินทรีย์ของ “ไร่ปลูกรัก” จังหวัดราชบุรีที่ให้นักท่องเที่ยวสามารถเลือกเก็บได้ตามชอบใจ


                          หลักการเกษตรอินทรีย์
           หลักการสำคัญ 4 ข้อของเกษตรอินทรีย์ คือ สุขภาพ, นิเวศวิทยา, ความเป็นธรรม, และการดูแลเอาใจใส่ (health, ecology, fairness and care)[2]

          (ก) มิติด้านสุขภาพ เกษตรอินทรีย์ควรจะต้องส่งเสริมและสร้างความยั่งยืนให้กับสุขภาพอย่างเป็นองค์รวมของดิน พืช สัตว์ มนุษย์ และโลก

          สุขภาวะของสิ่งมีชีวิตแต่ละปัจเจกและของชุมชน เป็นหนึ่งเดียวกันกับสุขภาวะของระบบนิเวศ การที่ผืนดินมีความอุดมสมบูรณ์จะทำให้พืชพรรณต่างๆ แข็งแรง มีสุขภาวะที่ดี ส่งผลต่อสัตว์เลี้ยงและมนุษย์ที่อาศัยพืชพรรณเหล่านั้นเป็นอาหาร

          สุขภาวะเป็นองค์รวมและเป็นปัจจัยที่สำคัญของสิ่งมีชีวิต การมีสุขภาวะที่ดีไม่ใช่การปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ แต่รวมถึงภาวะแห่งความเป็นอยู่ที่ดีของกายภาพ จิตใจ สังคม และสภาพแวดล้อมโดยรวม ความแข็งแรง ภูมิต้านทาน และความสามารถในการฟื้นตัวเองจากความเสื่อมถอยเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของสุขภาวะที่ดี

          บทบาทของเกษตรอินทรีย์ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตในไร่นา การแปรรูป การกระจายผลผลิต หรือการบริโภค ต่างก็มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีของระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตทั้งปวง ตั้งแต่สิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กสุดในดินจนถึงตัวมนุษย์เราเอง เกษตรอินทรีย์จึงมุ่งที่จะผลิตอาหารที่มีคุณภาพสูง และมีคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อสนับสนุนให้มนุษย์ได้มีสุขภาวะที่ดีขึ้น ด้วยเหตุนี้ เกษตรอินทรีย์จึงเลือกที่จะปฏิเสธการใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืช เวชภัณฑ์สัตว์ และสารปรุงแต่งอาหาร ที่อาจมีอันตรายต่อสุขภาพ

          (ข) มิติด้านนิเวศวิทยา เกษตรอินทรีย์ควรจะต้องตั้งอยู่บนรากฐานของระบบนิเวศวิทยาและวัฐจักรแห่งธรรมชาติ การผลิตการเกษตรจะต้องสอดคล้องกับวิถีแห่งธรรมชาติ และช่วยทำให้ระบบและวัฐจักรธรรมชาติเพิ่มพูนและยั่งยืนมากขึ้น

          หลักการเกษตรอินทรีย์ในเรื่องนี้ตั้งอยู่บนกระบวนทัศน์ที่มองเกษตรอินทรีย์ในฐานะองค์ประกอบหนึ่งของระบบนิเวศที่มีชีวิต ดังนั้น การผลิตการเกษตรจึงต้องพึ่งพาอาศัยกระบวนการทางนิเวศวิทยาและวงจรของธรรมชาติ โดยการเรียนรู้และสร้างระบบนิเวศสำหรับให้เหมาะสมกับการผลิตแต่ละชนิด ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีของการปลูกพืช เกษตรกรจะต้องปรับปรุงดินให้มีชีวิต หรือในการเลี้ยงสัตว์ เกษตรกรจะต้องใส่ใจกับระบบนิเวศโดยรวมของฟาร์ม หรือในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เกษตรกรต้องใส่ใจกับระบบนิเวศของบ่อเลี้ยง

           การเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ หรือแม้แต่การเก็บเกี่ยวผลผลิตจากป่า จะต้องสอดคล้องกับวัฐจักรและสมดุลทางธรรมชาติ แม้ว่าวัฐจักรธรรมชาติจะเป็นสากล แต่อาจจะมีลักษณะเฉพาะท้องถิ่นนิเวศได้ ดังนัน การจัดการเกษตรอินทรีย์จึงจำเป็นต้องสอดคล้องกับเงื่อนไขท้องถิ่น ภูมินิเวศ วัฒนธรรม และเหมาะสมกับขนาดของฟาร์ม เกษตรกรควรใช้ปัจจัยการผลิตและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เน้นการใช้ซ้ำ การหมุนเวียน เพื่อที่จะอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมให้มีความยั่งยืน

           ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ควรสร้าง...สมดุล....ของนิเวศการเกษตร โดยการออกแบบระบบการทำฟาร์มที่เหมาะสม การฟื้นฟูระบบนิเวศท้องถิ่น และการสร้างความหลากหลายทั้งทางพันธุกรรมและกิจกรรมทางการเกษตร ผู้คนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การแปรรูป การค้า และการบริโภคผลผลิตเกษตรอินทรีย์ควรช่วยกันในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทั้งในแง่ของภูมินิเวศ สภาพบรรยากาศ นิเวศท้องถิ่น ความหลากหลายทางชีวภาพ อากาศ และน้ำ

           (ค) มิติด้านความเป็นธรรม เกษตรอินทรีย์ควรจะตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ที่มีความเป็นธรรมระหว่างสิ่งแวดล้อมโดยรวมและสิ่งมีชีวิต

           ความเป็นธรรมนี้รวมถึงความเท่าเทียม การเคารพ ความยุติธรรม และการมีส่วนในการปกปักพิทักษ์โลกที่เราอาศัยอยู่ ทั้งในระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง และระหว่างมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ

           ในหลักการด้านนี้ ความสัมพันธ์ของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตและการจัดการผลผลิตเกษตรอินทรีย์ในทุกระดับควรมีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นธรรม ทั้งเกษตรกร คนงาน ผู้แปรรูป ผู้จัดจำหน่าย ผู้ค้า และผู้บริโภค ทุกผู้คนควรได้รับโอกาสในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีส่วนช่วยในการรักษาอธิปไตยทางอาหาร และช่วยแก้ไขปัญหาความยากจน เกษตรอินทรีย์ควรมีเป้าหมายในการผลิตอาหารและผลผลิตการเกษตรอื่นๆ ที่เพียงพอ และมีคุณภาพที่ดี

           ในหลักการข้อนี้หมายรวมถึงการปฏิบัติต่อสัตว์เลี้ยงอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดสภาพการเลี้ยงให้สอดคล้องกับลักษณะและความต้องการทางธรรมชาติของสัตว์ รวมทั้งดูแลเอาใจใส่ความเป็นอยู่ของสัตว์อย่างเหมาะสม

           ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่นำมาใช้ในการผลิตและการบริโภคควรจะต้องดำเนินการอย่างเป็นธรรม ทั้งทางสังคมและทางนิเวศวิทยา รวมทั้งต้องมีการอนุรักษ์ปกป้องให้กับอนุชนรุ่นหลัง ความเป็นธรรมนี้จะรวมถึงว่า ระบบการผลิต การจำหน่าย และการค้าผลผลิตเกษตรอินทรีย์จะต้องโปร่งใส มีความเป็นธรรม และมีการนำต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมมาพิจารณาเป็นต้นทุนการผลิตด้วย

           (ง) มิติด้านการดูแลเอาใจใส่ การบริหารจัดการเกษตรอินทรีย์ควรจะต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังและรับผิดชอบ เพื่อปกป้องสุขภาพและความเป็นอยู่ของผู้คนทั้งในปัจจุบันและอนาคต รวมทั้งพิทักษ์ปกป้องสภาพแวดล้อมโดยรวมด้วย

           เกษตรอินทรีย์เป็นระบบที่มีพลวัตรและมีชีวิตในตัวเอง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเกษตรอินทรีย์ควรดำเนินกิจการต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มผลผลิตในการผลิต แต่ในขณะเดียวกันจะต้องระมัดระวังอย่าให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ดังนี้น เทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ จะต้องมีการประเมินผลกระทบอย่างจริงจัง และแม้แต่เทคโนโลยีที่มีการใช้อยู่แล้ว ก็ควรจะต้องมีการทบทวนและประเมินผลกันอยู่เนืองๆ ทั้งนี้เพราะมนุษย์เรายังไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจอย่างดีพอเกี่ยวกับระบบนิเวศการเกษตร ที่มีความสลับซับซ้อน ดังนั้น เราจึงต้องดำเนินการต่างๆ ด้วยความระมัดระวังเอาใจใส่

            ในหลักการนี้ การดำเนินการอย่างระมัดระวังและรับผิดชอบเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการ การพัฒนา และการคัดเลือกเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ในเกษตรอินทรีย์ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างหลักประกันความมั่นใจว่า เกษตรอินทรีย์นั้นปลอดภัยและเหมาะกับสิ่งแวดล้อม แต่อย่างไรก็ตาม ความรู้ทางวิทยาศาสตร์แต่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ประสบการณ์จากการปฏิบัติ และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สะสมถ่ายทอดกันมาก็อาจมีบทบาทในการแก้ปัญหาต่างๆ ได้เช่นกัน เกษตรกรและผู้ประกอบการควรมีการประเมินความเสี่ยง และเตรียมการป้องกันจากนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ และควรปฏิเสธเทคโนโลยีที่มีความแปรปรวนมาก เช่น เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม การตัดสินใจเลือกเทคโนโลยีต่างๆ จะต้องพิจารณาถึงความจำเป็นและระบบคุณค่าของผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ที่อาจได้รับผลกระทบ และจะต้องมีการปรึกษาหารืออย่างโปร่งใสและมีส่วนร่วม



                                                         ยิงฟันยิ้ม

บันทึกการเข้า
admin
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +31/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3661


oknakrub@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: 26 กันยายน 2009, 02:59:00 am »

เงื่อนไขสุดท้ายของแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ที่ลุงนิลบอก จะถอดมาให้ฟัง

" เงื่อนไขสุดท้ายที่อยากจะฝากให้ทุกคนได้คิด ถ้าคุณคิดแต่จะช่อโกง จะทำให้เพื่อนเดือดร้อน ไม่ต้องมาคิดทำเศรษฐกิจพอเพียง ไม่มีประโยชน์ คุณทำไม่ได้ ต้องเป็นคนมีคุณธรรม สำคัญที่สุด เงื่อนไขสุดท้ายที่อยู่ในเศรษฐกิจพอเพียงคือ ต้องมีคุณธรรม ต้องโอบอ้อมอารีย์ ต้องรักเพื่อน ต้องไม่เห็นแก่ตัว ผมจะทำให้คนที่ผมรักทุกคน ยืนอยู่บนขาของตนเองให้ได้ ไม่เป็นหนี้ ไม่เป็นสิน ไม่เป็นทาศใคร เราจะเป็นไท เหมือนกับที่ตัวเองเป็นอยู่ทุกวันนี้ "
บันทึกการเข้า

mothsri
Sr. Member
****

คะแนนจิตพิสัย +1/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 392


รักสามัคคี


อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: 26 กันยายน 2009, 03:01:18 am »


                                                           ยิงฟันยิ้ม


                                           อยากให้ พี่น้อง  ฟังมาก ๆ เลย
                  

                      

                                                              ยิงฟันยิ้ม

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26 กันยายน 2009, 03:10:32 am โดย admin » บันทึกการเข้า
แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14177


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: 26 กันยายน 2009, 03:13:47 am »

ติดตามอ่านเสมอจ้า ชอบมากหมวดนี้

ได้ความรู้มากมาย ตอนนี้แดงก็กำลังหาข้อมูล ทางด้านนี้อยู่ จะเอาไปใช้ที่ไทย



บันทึกการเข้า

ปังปอน
Sr. Member
****

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 361


การขับขี่ยานพาหนะ ทำให้ความสามารถในการดื่มสุราลดลง

thada22@hotmail.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: 26 กันยายน 2009, 02:48:04 pm »

 เจ๋ง เจ๋ง ดีครับ กำลังมองหาอาชีพสำรองไว้เลี้ยงชีพตอนแก่อยู่เหมือนกัน แต่ยังหาทิศทางไม่เจอว่าจะทำอะไรจะเริ่มตรงไหนดี มีหมวดต้นกล้าอาชีพก็ดีครับจะได้ศึกษาไว้เป็นแนวทางต่อไป ความคิดดีๆผมสนับสนุนครับ  จุมพิต จุมพิต
บันทึกการเข้า

admin
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +31/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3661


oknakrub@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: 27 กันยายน 2009, 01:18:39 am »

ดีใจนะที่เพื่อน ๆ สนใจหลายคน จะพยายามทำสื่อ หาสื่อเพื่อให้เข้าใจง่าย ๆ โดยเฉพาะมีตัวอย่างให้ดูด้วย  ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

mothsri
Sr. Member
****

คะแนนจิตพิสัย +1/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 392


รักสามัคคี


อีเมล์
« ตอบ #8 เมื่อ: 27 กันยายน 2009, 02:00:52 am »



                                                             ยิงฟันยิ้ม


                 


                                                       ระบบนิเวศ


                                                         ความหมายของ..นิเวศ..วิทยา



     คำว่า Ecology ได้รากศัพท์มาจากภาษากรีก คือ Oikos หมายความถึง "บ้าน" หรือ "ที่อยู่อาศัย" และ Ology หมายถึง "การศึกษา" Ecology หรือนิเวศวิทยา จึงเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งว่าด้วยการศึกษาสิ่งมีชีวิตในแหล่งอาศัยและกินความกว้างไปถึงการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่า งสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่

                                        ความหมายของ...ระบบ...นิเวศ

     ระบบนิเวศ (Ecosystem) เป็นโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างๆ กับบริเวณแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ดำรงชีวิตอยู่ ระบบนิเวศนั้นเป็นแนวคิด (concept) ที่นักนิเวศวิทยาได้นำมาใช้ในการมองโลกและส่วนย่อยๆ ของโลก เพื่อที่จะได้เข้าใจความเป็นไปบนโลกนี้ได้ดีขึ้น

     ระบบนิเวศหนึ่งๆ นั้นประกอบด้วยบริเวณที่สิ่งมีชีวิตดำรงอยู่ และกลุ่มประชากรที่มีชีวิตที่อยู่ในบริเวณดังกล่าว พืชและโดยเฉพาะสัตว์ต่างก็ต้องการบริเวณที่อยู่อาศัยที่มีขนาดอย่างน้อยที่สุดที่เหมาะสมส่วนในพืชและสัตว์แต่ละชนิด ทั้งนี้เพื่อว่าการมีชีวิตอยู่รอดตลอดไปยกตัวอย่างเช่น สระน้ำแห่งหนึ่ง เราจะพบสัตว์และพืชนานาชนิดซึ่งสามารถปรับตัวให้เข้ากับบริเวณสระน้ำที่มันอาศัยอยู่ โดยมีจำนวนแตกต่างกันไปตามแต่ชนิด สระน้ำนั้นดูเหมือนว่าจะแยกจากบริเวณแวดล้อมอื่นๆ ด้วย ขอบสระ แต่ตามความเป็นจริงแล้วปริมาณน้ำในสระสามารถเพื่อขึ้นได้โดยน้ำฝนรที่ตกลงมาในขณะเดียวกันกับที่ระดับผิวน้ำก็จะระเหยไปอยู่ตลอดเวลา น้ำที่ไหลเข้ามาเพิ่มก็จะพัดพาเอาแร่ธาตุและชิ้นส่วนต่างๆ ของพืชที่เน่าเปื่อยเข้ามาในสระ ตัวอ่อนของยุงและลูกกบตัวเล็กอาศัยอยู่ในสระ แต่จะไปเติบโตบนบก สระน้ำนี้ จึงเป็นหน่วยหนึ่งของธรรมชาติที่เรียกว่า "ระบบนิเวศ" (Ecosystem) ซึ่งกล่าวได้ว่าระบบนิเวศหนึ่งๆ นั้น เป็นโครงสร้างที่เปิดและมีความสามารถในการควบคุมของมันเอง ประกอบไปด้วยประชากรต่างๆ ของสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ไร้ชีวิต ระบบนิเวศเป็นระบบเปิดที่มีความสัมพันธ์กับบริเวณแวดล้อม โดยมีการแลกเปลียนสารและพลังงาน ดังนั้น จึงมีความสัมพันธ์กับระบบนิเวศอื่นๆ ที่อยู่ใกล้ตัว ชุมชนที่มีชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ใช้ชีวิตนั้นรวมกันเป็นระบบนิเวศ

      ระบบนิเวศอาจมีขนาดใหญ่ระดับโลก คือ ชีวาลัย (biosphere) ซึ่งเป็นบริเวณที่ห่อหุ้มโลกอยู่ และสามารถที่ขบวนการต่างๆ ของชีวิตเกิดขึ้นได้ หรืออาจมีขนาดเล็กเท่าบ่อน้ำแห่งหนึ่งแต่เราสามารถจำแนกระบบนิเวศออกเป็นกลุ่มๆ ได้ดังนี้

     1. ระบบนิเวศทางธรรมชาติและใกล้ธรรมชาติ (nutural and seminatural ecosystems) เป็นระบบที่ต้องพึ่งพลังงานจากดวงอาทิตย์ เพื่อที่จะทำงานได้
          1.1 ระบบนิเวศแหล่งน้ำ(Aquatic ecosystems)
               1.1.1 ระบบนิเวศทางทะเลเช่น มหาสมุทร แนวปะการัง ทะเลภายในที่เป็นน้ำเค็ม
               1.1.2 ระบบนิเวศแหล่งน้ำจึด เช่น แม่น้ำ ทะเลสาป อ่างเก็บน้ำ

 


          องค์ประกอบของระบบนิเวศ

     
1. ส่วนประกอบที่ไม่มีชีวิต(abiotic component ) แบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ
         1.1 อนินทรียสาร เช่น คาร์บอน ไนโตรเจน คาร์บอนไดออกไซด์ น้ำและออกซิเจน เป็นต้น
         1.2 อินทรียสาร เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และฮิวมัส เป็นต้น
         1.3 สภาพแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง อุณหภูมิ ความเป็นกรด เป็นด่างความเค็มและ ความชื้น เป็นต้น

     2. ส่วนประกอบที่มีชีวิต(biotic component) แบ่งออกได้เป็น
          2.1 ผู้ผลิต(producer) คือ พวกที่สามารถนำเอาพลังงานจากแสงอาทิตย์มาสังเคราะห์อาหารขึ้น ได้เองจากแร่ธาตุและสสารที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ได้แก่ พืชสีเขียว แพลงก์ตอนพืช และแบคทีเรียบางชนิด พวกผู้ผลิตนี้มีความสำคัญมาก เพราะเป็นส่วนเริ่มต้นและเชื่อมต่อระหว่างส่วนประกอบที่ไม่มีชีวิตอื่นๆ ในระบบนิเวศ

          2.2 ผู้บริโภค(consumer) คือ เป็นพวกที่ไม่สามารถสังเคราะห์อาหารได้เอง เรียกว่า พวกเฮเทอโรทอป(Heterotroph) ต้องกินสิ่งมีชีวิตอื่นเป็นอาหาร จึงได้รับพลังงานในรูปของสารอินทรีย์โดยตรงไม่ต้องสร้างอาหารเอง แบ่งได้หลายลำดับขั้นตอนของการกินหรือการบริโภค ดังนี้

          - ผู้บริโภคลำดับที่ 1 หรือผู้บริโภคขั้นปฐมภูมิ (primary consumer) เป็นสิ่งมีชีวิตทีกินพืชเป็นอาหาร(Herbivore) เช่น กระต่าย วัว ควาย และปลาที่กินพืชเล็กๆ ฯลฯ พวกนี้จะมีฟันบดที่แข็งแรงและมีไส้ติ่งยาวกว่าสัตว์พวกอื่น
          - ผู้บริโภคลำดับที่ 2 หรือผู้บริโภคขั้นทุติยดภูมิ (secondary consumer) เป็นสัตว์ที่ได้รับอาหารจากการกินเนื้อสัตว์ที่กินพืชเป็นอาหาร(Carnivore) เช่น เสือ สุนัขจิ้งจอก ปลากินเนื้อ ฯลฯ
          - ผู้บริโภคลำดับที่ 3 หรือผู้บริโภคขั้นตติยภูมิ (tertiary consumer) เป็นสัตว์ที่กินทั้งสัตว์ กินพืช และสัตว์กินสัตว์(Omnivore) เช่น คนซึ่งมีฟันเขี้ยวและฟันบดไม่แหลมคม ถ้ามีผู้บริโภคกินผู้บริโภคอันดับที่   3 ก็จัดเป็นผู้บริโภคลำดับที่ 4 หรือผู้บริโภคขั้นจตุรภูมิ(Quaternary consumer) สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในระดับขั้นการกินสูงสุด ซึ่งหมายถึงสัตว์ทีไม่ถูกกินโดยสัตว์อื่นๆ ต่อไป เป็นสัตว์ที่อยู่ในอันดับสุดท้ายของการกินเป็นอาหาร เช่น มนุษย์

     นอกจากนี้ยังมีสิ่งมีชีวิตอีกกลุ่มหนึ่งที่กินซากสัตว์(Scavenger) เช่น แร้งกินซากสัตว์ที่ตายแล้ว หนอนกินซากหมาเน่า เป็นต้น สำหรับผู้บริโภคที่กินสัตว์ไม่จัดเป็นพวกกินซาก เพราะผู้บริโภคกลุ่มนี้จะล่าสิ่งมีชีวิตอื่นที่เป็นๆ ฆ่าแล้วกินทันที เช่น สิงโต เสือ ฯลฯ และยังมีผู้บริโภคที่กินเศษอินทรียสาร(Detritivore) เช่น ไส้เดือนดิน กิ้งกือ ปลวก มอด ไรดิน(Soil mites) บางชนิดที่จะย่อยเศษเนื้อหนังของสิ่งมีชีวิตให้เล็กลง เพื่อให้ผู้ย่อยอินทรียสารทำหน้าที่ย่อยสลายต่อไป

          2.3 ผู้ย่อยสลาย(decompser) เป็นพวกที่ไม่สามารถปรุงอาหารได้แต่จะกินอาหารโดยการผลิตเอนไซน์ออกมาย่อยสลายแร่ธาตุต่างๆ ในส่วนประกอบของสิ่งมีชีวิตให้เป็นสารโมเลกุลเล็ก แล้วจึงดูดซึมไปใช้เป็นสารอาหารบางส่วน ส่วนที่เหลือปลดปล่อยออกไปสู่ระบบนิเวศ ซึ่งผู้ผลิตจะสามารถเอาไปใช้ต่อไป จึงนับว่าผู้ย่อยสลายเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สารอาหารสามารถหมุนเวียนเป็นวัฏจักรได้......... เด้อ พี่น้อง........

                                                     ยิงฟันยิ้ม




บันทึกการเข้า
mothsri
Sr. Member
****

คะแนนจิตพิสัย +1/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 392


รักสามัคคี


อีเมล์
« ตอบ #9 เมื่อ: 27 กันยายน 2009, 02:22:09 am »



               

    ยิงฟันยิ้ม      เรียน  บวก  เรียน    เท่า  สูน     ......    ทำ  บวก  ทำ  ก็เท่ากับ  สูน       ยิงฟันยิ้ม


                    ยิงฟันยิ้ม       ถ้า     เรียน  บวก  ทำ    OK เลย..... พี่น้อง          ยิงฟันยิ้ม


                 การเกิดนั้น..ยาก.....      เกิดได้แล้วก็ ..ยาก..ที่จะทำให้ อุดมสมบูรณ์ และยั่งยืน......   ตายก็เป็นเรื่อง....ยาก.....อีกเช่นกันถ้าไม่มีอุบัติเหตุ    แล้วก็มีความมั่นคง และแข็งแรง......     

                               
                                                   ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม




                               




บันทึกการเข้า
mothsri
Sr. Member
****

คะแนนจิตพิสัย +1/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 392


รักสามัคคี


อีเมล์
« ตอบ #10 เมื่อ: 27 กันยายน 2009, 02:37:30 am »



                                                     ยิงฟันยิ้ม


                 วัฏจักร   ทางสิ่งแวดล้อมมากมาย ปรากฏการณ์ทางสิ่งแวดล้อมที่เปลี่อนแปลงระบบหนึ่งๆในทางที่มีระเบียบแบบแผนบนโลก  วัฏจักรหลักหลักรวมทั้งวัฏจักรของ น้ำ คาร์บอน ไนโตรเจน และออกซิเจน  วัฏจักรทางธรรมชาติของโลกเหล่านี้เป็นไปในทางที่จะนำกลับมาใช้ใหม่ เกิดขึ้นซ้ำๆในการใช้ทรัพยากร เมื่อไม่นานมานี้มีความพยายามที่จะให้เกิดวงจรซ้ำเป็นวัฏจักร ในแนวทางที่ขยายความพยายามที่จะรักษาสภาพความสมดุลภายในวัฏจักรเหล่านี้



                         

วัฏจักรของน้ำ หรือวงจของน้ำแสดงให้เห็นถึงความสมดุลระหว่างน้ำในมหาสมุทร บรรยากาศ และบนภาคพื้นดิน น้ำมีการแลกเปลี่ยนไปมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งทางภูมิศาสตร์และทางกายภาพรอบโลก



                         


วัฏจักรของคาร์บอน มีวัฏจักรของคาร์บอนสองแบบหลักคือ วัฏจักรแบบสั้น (shot term organic carbon cycle) และวัฏจักรแบบนาน (long term geochemical carbon cycle)



                         

วัฏจักรไนโตรเจน ประกอบด้วยกระบวนการทางเคมีบนพื้นดิน และในบรรยากาศ รวมทั้งกระบวนการการสันดาบ (metabolic processes) ในสิ่งมีชีวิต มีสวนของในโตรเจนที่อยู่ในบรรยากาศ



                           

วัฏจักรออกซิเจน ที่บรรยากาศของโลกมีออกซิเจนประมาณ 21 เปอร์เซ็นต์โดยปริมาตร เป็นจำนวนที่ค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับดาวเคราะห์อื่นๆ ในระบบสุริยะ ประมาณ 2000 พันล้านปีมาแล้ว พืชสังเคราะห์แสงเริ่มต้นในมหาสมุทร และให้ผลในการปลดปล่อยออกซิเจน ระดับออกซิเจนที่กว่าจะถึงอยู่ในระดับปัจจุบันเป็นเวลา 400 ล้านปีมาแล้ว และยังคงรักษาความสมดุลไว้ได้  โดยหลักๆมาจากการผลิตออกซิเจนจากการสังเคราะห์แสงของพืช และการใช้ออกซิเจนไปในการหายใจของสัตว์
 

                                                    ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม









บันทึกการเข้า
mothsri
Sr. Member
****

คะแนนจิตพิสัย +1/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 392


รักสามัคคี


อีเมล์
« ตอบ #11 เมื่อ: 27 กันยายน 2009, 03:02:51 am »



                                                           ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม



                                             ความสมดุล หรือ ดุลยภาพ
                               
                                                    หมายถึง

                     น้ำหนักที่เท่ากันขององค์ประกอบ  ไม่เอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง ในทางศิลปะยังรวมถึงความประสานกลมกลืน ความพอเหมาะพอดีของ ส่วนต่าง ๆ ในรูปทรงหนึ่ง หรืองานศิลปะชิ้นหนึ่ง การจัดวางองค์ประกอบต่าง ๆ   ลงใน งานศิลปกรรมนั้น  จะต้องคำนึงถึงจุดศูนย์ถ่วง ในธรรมชาตินั้น   ทุกสิ่งสิ่งที่ทรงตัวอยู่ได้โดยไม่ล้มเพราะมีน้ำหนักเฉลี่ยเท่ากันทุกด้าน         
                      ฉะนั้น  ในงานศิลปะถ้ามองดูแล้วรู้สึกว่าบางส่วนหนักไป แน่นไป  หรือ เบา  บางไป   ก็จะทำให้ภาพนั้นดูเอนเอียง   และเกิดความ รู้สึกไม่สมดุล เป็นการบกพร่องทางความงาม  ดุลยภาพในงานศิลปะ มี  2 ลักษณะ คือ


             1. ดุลยภาพแบบสมมาตร (Symmetry Balance) หรือ ความสมดุลแบบซ้ายขวาเหมือนกัน   คือ การวางรูปทั้งสองข้างของแกนสมดุล    เป็นการสมดุลแบบธรรมชาติลักษณะแบบนี้ใน   ทางศิลปะมีใช้น้อย ส่วนมากจะใช้ในลวดลายตกแต่ง ในงานสถาปัตยกรรมบางแบบ หรือ   ในงานที่ต้องการดุลยภาพที่นิ่งและมั่นคงจริง ๆ



             2. ดุลยภาพแบบอสมมาตร (Asymmetry Balance) หรือ ความสมดุลแบบซ้ายขวาไม่เหมือน   กัน มักเป็นการสมดุลที่เกิดจาการจัดใหม่ของมนุษย์   ซึ่งมีลักษณะที่ทางซ้ายและขวาจะไม่   เหมือนกัน ใช้องค์ประกอบที่ไม่เหมือนกัน  แต่มีความสมดุลกัน   อาจเป็นความสมดุลด้วย   น้ำหนักขององค์ประกอบ หรือสมดุลด้วยความรู้สึกก็ได้  การจัดองค์ประกอบให้เกิดความ   สมดุลแบบอสมมาตรอาจทำได้โดย    เลื่อนแกนสมดุลไปทางด้านที่มีน้ำหนักมากว่า   หรือ   เลื่อนรูปที่มีน้ำหนักมากว่าเข้าหาแกน  จะทำให้เกิดความสมดุลขึ้น หรือใช้หน่วยที่มีขนาด  เล็กแต่มีรูปลักษณะที่น่าสนใจถ่วงดุลกับรูปลักษณะที่มีขนาดใหญ่แต่มีรูปแบบธรรมดา


                                                             ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
mothsri
Sr. Member
****

คะแนนจิตพิสัย +1/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 392


รักสามัคคี


อีเมล์
« ตอบ #12 เมื่อ: 27 กันยายน 2009, 03:11:29 am »




  ยิงฟันยิ้ม      เล่นการเมือง...  เสีย   สุขภาพจิต.....   เล่น เทนนิส ทำให้ จิตแจ่มใส......      ยิงฟันยิ้ม 


 
บันทึกการเข้า
mothsri
Sr. Member
****

คะแนนจิตพิสัย +1/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 392


รักสามัคคี


อีเมล์
« ตอบ #13 เมื่อ: 30 กันยายน 2009, 02:10:40 am »


                                                   ยิงฟันยิ้ม


                             


                             ห้วยฮ่องไคร้ ศูนย์ศึกษาฯที่เปรียบดัง พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติมีชีวิต


 "...การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน ความพอมี พอกิน พอใช้ ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานที่มั่นพร้อมพอสมควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะทางเศรษฐกิจขึ้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป..."
       
       พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2517
       
       ...นับเป็นระยะเวลาหลายสิบปีแล้ว ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแนวคิด"ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" ซึ่งก็มีกลุ่มคนเพียงน้อยนิดเท่านั้นที่นำแนวคิดนี้ไปปฏิบัติตาม
       
       สำหรับเมืองไทยนั้นหนึ่งในรูปธรรมที่เห็นเด่นชัดตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงก็คือ พื้นที่อันเนื่องมาจากโครงการพระราชดำริต่างๆ ที่สร้างคุณประโยชน์มากมายต่อพี่น้องเกษตรกรไทย



                               

                                      เขาหินซ้อน โครงการพระราชดำริแห่งแรก

         ปัจจุบันนอกจากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริคือหนึ่งในพื้นที่ที่อุดมประโยชน์อันสำคัญของเมืองไทย อีกทั้งยังเป็นแหล่งศึกษาดูงานและแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งนี่คือโครงการพระราชดำริเด่นๆ 5 แห่งจาก 5 ภาคทั่วประเทศที่แต่ละโครงการต่างก็มีความโดดเด่นน่าสนใจแตกต่างกันออกไป
       
       ภาคกลาง : เขาหินซ้อน แม้..."ป่าหาย น้ำแห้ง ดินเลว ก็พัฒนาได้"
       
       ณ เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ในอดีตพื้นที่แถบนี้เป็นป่าดงดิบ มีลักษณะเป็นภูเขาหินตามธรรมชาติก้อนใหญ่ก้อนเล็กระเกะระกะทับซ้อนกันอยู่ทั่วไป ชาวบ้านจึงเรียกขานกันว่า"เขาหินซ้อน"
       
       ทว่าหลังจากที่มีการสร้างทางหลวงแผ่นดินสาย 304 พนมสารคาม-กบินทร์บุรีตัดผ่าน ผลพวงจากการระเบิดหินทำถนน รวมถึงการเปิดทางให้ผู้คนเดินทางเข้าสู่พื้นที่โดยสะดวก ทำให้ชั่วระยะเวลาเพียง 30 กว่าปี ป่าดงดิบเขาหินซ้อนได้ถูกทำลายกลายสภาพเป็นป่าเสื่อมโทรม      ป่าหาย น้ำแห้ง ดินเลว ก็พัฒนาได้ ที่เขาหินซ้อน
 
 

                               
 
                                     ป่าหาย น้ำแห้ง ดินเลว ก็พัฒนาได้ ที่เขาหินซ้อน

         
            แต่ด้วยแนวพระราชดำริ "ป่าหาย น้ำแห้ง ดินเลว ก็พัฒนาได้" หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ เขาหินซ้อน และได้เสด็จไปทอดพระเนตรที่ดินที่มีผู้น้อยเกล้าฯถวาย
       
       พระองค์ท่านได้พระราชทานพระราชดำริให้ก่อตั้ง "ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ"เมื่อวันที่ 8 มี.ค. พ.ศ.2522 ภายในพื้นที่ 1,895 ไร่ นับเป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริแห่งแรกของเมืองไทย
       
       ปัจจุบันศูนย์การพัฒนาเขาหินซ้อนแห่งนี้ถือว่าเป็นตัวอย่างของการพัฒนาตามแนวเกษตรยั่งยืน แบ่งพื้นที่ภายในศูนย์เพื่อทำการสาธิตและทดลองงานต่างๆ อาทิ งานเกษตรแผนใหม่ งานเลี้ยงสัตว์น้ำ งานศิลปาชีพ โครงการสวนป่าสมุนไพร การทำประมงเลี้ยงปลาสวยงาม และปลาน้ำจืดที่ใกล้สูญพันธ์
       
       นอกจากนี้ในศูนย์ฯยังมีสวนพฤกษศาสตร์รวบรวมเอาพรรณไม้ป่า พรรณไม้หายาก พรรณไม้มีค่าทางเศรษฐกิจ และสวนสมุนไพรที่มีประโยชน์จัดแสดงไว้อย่างสวยงามมากมายให้ชม ซึ่งนับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวศึกษาดูงานอันน่าสนใจอีกจุดหนึ่งในเมืองแปดริ้ว



                             

                              พื้นที่จัดแสดงโครงการพระราชดำริต่างๆใน ห้วยฮ่องไคร้

         ภาคเหนือ : "ห้วยฮ่องไคร้" พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติมีชีวิต
       
       สำหรับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริแห่งภาคเหนือที่โดดเด่นน่าสนใจก็คงจะหนีไม่พ้นที่ "ห้วยฮ่องไคร้" สถานที่ซึ่งได้ชื่อว่า เป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติมีชีวิตในผืนป่ากว้าง ห้วยฮ่องไคร้ ตั้งอยู่บนดอยสูงบริเวณพื้นที่ป่าขุนแม่กวง อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ภายใต้อาณาเขตกว้างใหญ่กว่า 8,500ไร่
       
       ที่นี่เมื่อประมาณ 25 ปีก่อนหน้า ป่าแห่งนี้เคยเป็นป่าเสื่อมโทรม มีสภาพแห้งแล้งอย่างหนัก จนแทบไม่มีราษฎรอาศัยอยู่ในพื้นที่
       
       จนกระทั่งเมื่อวันที่11 ธ.ค. พ.ศ. 2525 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนิน ผ่านพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยฮ่องไคร้ ได้ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้ง "ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ"ขึ้น ที่บริเวณพื้นที่ป่าขุนแม่กวงแห่งนี้ เพื่อเป็นศูนย์กลางการศึกษา ทดลอง และการพัฒนาต่างๆในบริเวณพื้นที่ต้นน้ำลำธารของภาคเหนือ และเผยแพร่ให้ความรู้แก่ประชาชน


                                 
                     
                                        ฝายชะลอน้ำที่ ห้วยฮ่องไคร้

 
                                   
    ส่งผลให้ศูนย์ฯแห่งนี้ กลายเป็นต้นแบบของการบริหารจัดการที่ดี จนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงพัฒนาเหมาะแก่การท่องเที่ยว เพื่อผ่อนคลายอารมณ์และเสริมสร้างความรู้ในห้องเรียนธรรมชาติขนาดใหญ่ ภายในศูนย์แห่งนี้ประกอบด้วย งานศึกษาและพัฒนาแหล่งน้ำ ปศุสัตว์และโคนม ประมง งานปลูกหญ้าแฝก
       
       ภายในมีโครงการแบ่งออกเป็นทั้งหมด 5 ส่วนด้วยกัน คือ ส่วนแรกจะเป็นพื้นที่กว่า 6,000 ไร่พัฒนาป่าไม้ด้วยน้ำฝน มีการปลูกเสริมป่าเพื่อพัฒนาต้นน้ำ และเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าไปด้วย
       
       ส่วนที่สอง เป็นพื้นที่พัฒนาป่าไม้ด้วยระบบน้ำชลประทาน ในร่องห้วยมีการสร้างฝายต้นน้ำลำธารเป็นระยะเพื่อกักเก็บน้ำเป็นช่อง มีการขุดคลองไส้ไก่ขนาดเล็กส่งออกไปสองข้างของฝายต้นน้ำลำธาร มีการจัดพื้นที่เป็นทุ่งหญ้าเพื่อเป็นอาหารสัตว์ป่า
       
       ส่วนที่สามคือ พื้นที่พัฒนาการเกษตร โดยทดสอบการทำเกษตรแบบอุตสาหกรรม ผสมผสานกับการปลูกป่าในรูปวนเกษตรการปลูกข้าวและพืชไร่อื่นๆ ไม้ผล สมุนไพร พืชผักพื้นบ้านไม้ดอกไม้ประดับ
       
       ส่วนที่สี่ เป็นพื้นที่พัฒนาการปศุสัตว์ ซึ่งเป็นพื้นที่ใช้ในกิจกรรมการเลี้ยงสัตว์ เป็นการเลี้ยงสัตว์ในสภาพป่าโปร่งเพื่อเพิ่มคุณค่าของป่าสัตว์ที่เลี้ยงส่วนใหญ่คือ โคนม นอกจากนั้นยังมีไก่ เป็ด ห่าน และสุกร
       
       สุดท้ายเป็นพื้นที่ของอ่างเก็บน้ำและพัฒนาการประมง อ่างเก็บน้ำในศูนย์มีทั้งหมด 7 อ่างประกอบด้วยอ่างใหญ่ 3 อ่าง ซึ่งถูกสร้างมาเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในพื้นที่ต่างๆ นอกจากนั้นใช้ในกิจกรรมทดลองการเลี้ยงปลาในอ่างเก็บน้ำตลอดจนศึกษาการจัดรูปแบบบริหารแหล่งน้ำ และยังเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนที่เข้ามาตกปลาอีกด้วย
       
       นอกจากนี้เนื่องในวโรกาสเฉลิมฉลองการครองสิริราชย์สมบัติครบ 60 ปี ทางโครงการห้วยฮ่องไคร้ได้จำลองศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริตามสถานที่ต่างๆมาจัดแสดงไว้ที่นี่ อาทิ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน, ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน, โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มแม่น้ำปากพนัง โดยได้จัดทำสะพานไม้อย่างสวยงามเพื่อเดินชมศูนย์จำลองและชมทิวทัศน์ของโครงการ ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งความสนใจที่น่ายลเป็นอย่างยิ่ง




                               

                                เส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบน

                 ภาคตะวันออก : อ่าวคุ้งกระเบน ป่าชายเลนทรงคุณค่า
       
       จากอดีตป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบนที่เสื่อมโทรม แทบร้างไร้ประโยชน์ แต่วันนี้ ฟ้าก็มาโปรดยังป่าผืนนี้ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้พระราชทานพระราชดำรัสแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ในวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2524 เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่จังหวัดจันทบุรี ว่า
       
       "ให้พิจารณาพื้นที่ที่เหมาะสม จัดทำโครงการพัฒนาด้านอาชีพการประมงและการเกษตร ในเขตพื้นที่ชายฝั่งทะเล และจังหวัดจันทบุรี"
       
       โดยพระองค์ได้พระราชทานเงินที่ราษฎรจังหวัดจันทบุรีทูลเกล้าฯถวายในโอกาสนั้น ให้เป็นทุนเริ่มดำเนินการ
       
       หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2525 จ.จันทบุรีได้จัดตั้ง"ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ"ขึ้น ที่ ต.คลองขุด อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ภายใต้แนวทาง “การฟื้นฟูและจัดการทรัพยากรชายฝั่งทะเล จากยอดเขาสู่ท้องทะเล” โดยมีพื้นที่ครอบคลุมชายฝั่งทะเลกว่า




                             

                            อนุสรณ์หมูดุด ที่เจ้าแห่งทะเลที่เหลือเพียงตำนานแห่งอ่าวคุ้งกระเบน
 
        นับแต่นั้นมาป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบนนับพันไร่ได้พลิกฟื้นจากป่าเสื่อมโทรม กลายเป็นป่าชายเลนอันทรงคุณค่าที่มากไปด้วยระบบนิเวศอันหลากหลาย อีกทั้งยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวประเภทพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติอันทรงคุณค่าแห่งหนึ่งของเมืองไทย
       
       ศูนย์ศึกษาฯอ่าวคุ้งกระเบนฯ มีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศวิทยาให้ศึกษาอย่างหลากหลาย อาทิ "สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา" ซึ่งในนั้นได้แบ่งการจัดแสดงออกเป็น 4 กลุ่ม คือ ปลาเศรษฐกิจ ปลาสวยงาม ปลาในแนวปะการัง และปลาที่มีรูปร่างแปลก ที่ถือว่าได้ว่าเป็นพันธุ์ปลาที่หายากในแถบทะเลตะวันออก เช่น ปลาการ์ตูน ( นีโม) ปลาผีเสื้อลายไขว้ หอยมือเสือ ปลาสิงโต ฯลฯ
       
       มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่เป็นสะพานไม้ยาวประมาณ 1,600 เมตร ผ่านผืนป่าชายเลนอันร่มครึ้ม มากไปด้วยพันธุ์ไม้มากมาย อาทิ โกงกางใบเล็ก-ใหญ่ ต้นฝาด ต้นฝาดแดง แสมขาว แสมดำ ลำพู ลำแพน ตะบูน ประสัก มีปูก้ามดาบ ปลาตีน และนกหลากหลายชนิด โดยระหว่างทางจะมีศาลาให้ความรู้ในเรื่องราวต่างๆของป่าชายเลน รวมถึงป้ายสื่อความหมายพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ไปเป็นระยะๆตลอดเส้นทาง



                                 

                                      ชีวิตใหม่ที่งอกงามแห่งป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบน
 
 
        สำหรับจุดที่ถือเป็นไฮไลท์ประจำเส้นทางเดินป่าแห่งนี้ก็เห็นจะเป็นสะพานแขวนที่เป็นทั้งจุดชมวิวและมุมถ่ายรูปอันยอดเยี่ยม และจุด "อนุสรณ์หมูดุด" หรือ"พะยูน"หรือที่บางคนเรียกว่า "วัวทะเล" ซึ่งเจ้าสัตว์ชนิดนี้ในอดีตถือเป็นเจ้าแห่งอ่าวคุ้งกระเบน ที่วันนี้สูญพันธุ์กลายเป็นตำนานเหลือแค่รูปปั้นเอาไว้ให้ดูต่างหน้า
       
       ภาคอีสาน : "ภูพาน"...สร้างน้ำ เพิ่มป่า พัฒนาชีวิตแบบพอเพียง
       
       จากอ่าวคุ้งกระเบนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไปดูพระบารมีที่แผ่ปกคลุมไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสานกันบ้างที่ “ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ที่ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าภูล้อมข้าว-ภูเพ็ก เป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าใหญ่บนเทือกเขาภูพาน
       
       ที่แห่งนี้ถือกำเนิดจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ. 2525โดยเริ่มก่อสร้างที่ทำการศูนย์ฯ เมื่อปี พ.ศ. 2527 บริเวณบ้านนานกเค้า ต.ห้วยยาง อ.เมือง จ.สกลนคร ด้วยแนวพระราชดำริ "สร้างน้ำ เพิ่มป่า พัฒนาชีวิตแบบพอเพียง"



                                   

                                  ฝายชะลอน้ำที่ภูพาน(ภาพ : ศูนย์ฯศึกษาภูพาน)
 
        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์ฯขึ้น เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาอาชีพความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตของปวงชนชาวไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทรงมีพระราชดำริถึงศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานความตอนหนึ่งว่า
       
       "...ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร เดิมเป็นป่าโปร่ง คนไปตัดไม้สำหรับเป็นฟืนและใช้พื้นที่สำหรับทำการการเกษตรกรรม ป่าไม้ที่อยู่เหนือพื้นที่ถูกทำลายไปมาก จึงไม่มีน้ำในหน้าแล้ง น้ำไหลแรงในหน้าฝน ทำให้มีการชะล้าง (Erosion) หน้าดิน (Top Soil) บางลง และเกลือที่อยู่ข้างใต้จะขึ้นเป็นหย่อมๆ..."
       
       ที่นี่มุ่งเน้นให้เป็นสถานศึกษาทดลองการเกษตรที่เหมาะสมกับท้องถิ่น และนำออกเผยแพร่เป็นตัวอย่างให้ราษฎรนำไปปฏิบัติ เพื่อพัฒนาอาชีพ ฟื้นฟู และพัฒนาป่าไม้ การปลูกพืชเศรษฐกิจที่ให้ผลเพิ่มรายได้แก่เกษตรกร
       
       พระราชประสงค์อีกข้อหนึ่ง ก็คือการให้ที่นี่เป็น “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต”เป็นห้องทดลองทางการเกษตรที่จะคอยสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการให้เกษตรกรนำไปใช้ได้จริง เกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นอาชีพเสริม มีการสร้างอ่างเก็บน้ำตาดไฮใหญ่ เพื่อไว้รองรับในฤดูน้ำขาด

                                 

                                     
               
                                                    ฟื้นชีวิตที่โครงการฯภูพาน
 
        ปัจจุบันศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ ยังทำการสาธิตกิจกรรมตามแนวพระราชดำริอื่น ๆ อีกถึง 11 กิจกรรม ซึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปศึกษาได้ ประกอบด้วยกิจกรรมด้านชลประทาน ป่าไม้ ปศุสัตว์ ประมง การพัฒนาดิน อุตสาหกรรมในครอบครัว สาธารณสุข การพัฒนาหมู่บ้านตัวอย่าง ส่งเสริมการเกษตร
       
       ภาคใต้ : "ปากพนัง" พัฒนาอย่างผสมผสาน
       
       ลงมาทางภาคใต้กันบ้างที่ จ.นครศรีธรรมราช กับ "โครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ" ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งเน้นการพัฒนาอย่างผสมผสาน บริหารจัดการ ทรัพยากร ทั้งลุ่มน้ำ ครอบคลุมพื้นที่ 1,900,000 ล้านไร่ ครอบคลุม พื้นที่รวม 7 อำเภอ คือ พื้นที่ทั้งหมดของอำเภอชะอวด อำเภอร่อนพิบูลย์ อำเภอเชียรใหญ่ อำเภอหัวไทร และอำเภอปากพนัง กับพื้นที่บางส่วนของอำเภอลานสะกา และอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช
       
       โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำจืด ปัญหาน้ำเค็ม น้ำเน่าเสีย น้ำเปรี้ยว และน้ำท่วมของ "ลุ่มน้ำปากพนัง" ตามแนวพระราชดำริ ด้วยการก่อสร้างประตูระบายน้ำ ขุดคลองเพื่อระบายน้ำและระบบชลประทาน

 

                                 

                                      อนุสาวรีย์ปล่องโรงสีข้าวโบราณ ปากพนัง
 
       ที่นี่มีสถานที่น่ายลหลายแห่งอย่าง "ประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ์" อันเป็นนามพระราชทานจากองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หมายถึง ประตูที่ให้ประสบความสำเร็จในการแยกน้ำ อันเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหา ซึ่งนำไปสู่ความผาสุกของปวงพสกนิกรและความมั่งคงทางเศรษฐกิจ
       
       ประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ์ ตั้งอยู่ที่บ้านบางปี้ ต.หูล่อง อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก มีช่องระบายน้ำรวม 10 ช่อง สามารถระบายน้ำได้ 1,426 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดย 2 ข้างของอาคารประตูระบายน้ำมีบันไดปลาและทางปลาลอดตั้งอยู่ สำหรับให้วงจรชีวิตของสัตว์น้ำเป็นไปอย่างธรรมชาติ ซึ่งผู้ที่ไปเที่ยวชมประตูระบายน้ำฯยังสามารถร่วมปลูกต้นไม้ถวายแด่ในหลวงได้ที่ลานปลูกต้นไม้ใกล้ๆกับประตูระบายน้ำฯ โดยจะมีชื่อคนปลูกจารึกเอาไว้ด้วย



                                   

                                          ประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ์ที่ปากพนัง
 
        ในโครงการฯปากพนัง ยังมีสถานที่ชวนเที่ยวชมอย่าง "พิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติเพื่อพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง" ที่เป็นอาคารรูปทรงสวยงาม ภายในประกอบด้วยห้องทรงงานส่วนพระองค์ ห้องประชุม และห้องนิทรรศการ ที่จัดแสดงเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับลุ่มน้ำปากพนัง รวมถึงจัดแสดงเกี่ยวกับพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะในด้านทรงเป็นกษัตริย์นักพัฒนาและด้านการบริหารจัดการน้ำ
       
       ทั้งนี้บริเวณใกล้ๆกับพิพิธภัณฑ์ฯมี"อนุสาวรีย์ปล่องโรงสีข้าวโบราณ" เป็นอีกหนึ่งจุดชวนชม ปล่องโรงสีข้าวโบราณถือเป็นสัญลักษณ์แห่งปากพนัง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในอดีตปากพนังมีความอุดมสมบูรณ์ในฐานะอู่ข้าวอู่น้ำแห่งหนึ่งของเมืองไทย



                                   

                                    พิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติฯ ปากพนัง
 
        นอกจากนี้ในโครงการฯยังมี "พระตำหนักประทับแรมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ตั้งโดดเด่นเป็นสง่าภายในบริเวณตำหนักประทับ สร้างเป็นอาคารทรงไทยที่โดดเด่นไปด้วยเอกลักษณ์แบบภาคใต้ตกแต่งบริเวณอย่างร่มรื่นสวยงาม มีต้นไม้ประจำถิ่นจาก 14 จังหวัดภาคใต้ปลูกล้อมรอบ และพันธุ์ไม้พื้นเมืองภาคใต้หายากอีกจำนวนมาก ซึ่งนี่ถือเป็นโครงการแรกในโลก ที่ประชาชนชาวปากพนังและชาวนครศรีธรรมราชร่วมแรงร่วมใจกันสร้างถวาย ที่ถือเป็นอีกจุดหนึ่งในโครงการฯที่น่ายลเป็นอย่างยิ่ง(ต้องขออนุญาตก่อนเข้าชม)



                                                           ยิงฟันยิ้ม




                 





บันทึกการเข้า
admin
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +31/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3661


oknakrub@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #14 เมื่อ: 30 กันยายน 2009, 04:00:33 am »

ต้องเริ่มนับ 1 เพื่อเดินทางต่อ หากไม่มีการเริ่มต้น ก็ย่อมไม่มีจุดหมายปลายทาง ...... เริ่มต้นได้แล้วยังไม่สาย  ยิงฟันยิ้ม ยังมีเรื่องราวเลวร้ายอีกมากที่ซ่อนอยู่ในเส้นทาง .......... ชวนเพื่อนทุกคนจับมือกันเดินตามรอยพ่อเพื่อตัวเอง เพื่อชาติ เพื่อพ่อ ....... พบกัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30 กันยายน 2009, 04:52:17 am โดย admin » บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: