หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เรือ ต.991 : พระอัจฉริยะภาพของในหลวง  (อ่าน 2899 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
fcs45
Newbie
*

คะแนนจิตพิสัย +1/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 26



เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: 31 สิงหาคม 2009, 01:18:06 am »

พระอัจฉริยะภาพของในหลวง : เรือ ต. 99 + 10 % = เรือ ต. 991



     สิ่งที่ทำให้เกิดความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง และทำให้ผมอยากเขียนถึงพระอัจฉริยภาพของในหลวงของพสกนิกรไทยเกี่ยวกับเรือเช่นกันคือ
ดำเนินการจัดสร้างเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งจำนวน 3 ลำ คือ เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง ต.991 ต.992 และ ต.993
ซึ่งผมจะได้ลงลึกในเรื่องพระอัจฉริยภาพของพระองค์ในรายละเอียดต่อไปครับ


โครงการดังกล่าวเพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระชนมพรรษา 80 พรรษาในปี 2550 กองทัพเรือจึงจัดโครงการดังกล่าวเพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายในนามของพสกนิกรชาวไทยและเป็นการเทิดพระเกียรติที่ทรงมีพระอัจฉริยภาพในด้านการต่อเรือ และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยในเรื่องของขนาด รูปทรงของเรือ น้ำหนัก รวมทั้งการใช้เชื้อเพลิงและการออกแบบ เพื่อให้เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งลำใหม่มีสมรรถนะสูงสุดในการปฏิบัติการทางทะเล เพื่อเป้าหมายคือเรือเศรษฐกิจ"พอเพียง" ความภาคภูมิแห่งราชนาวีไทย



ทั้งนี้ กองทัพเรือได้ดำเนินการจัดสร้างเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งจำนวน 3 ลำ คือ เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง ต.991 ต.992 และ ต.993
โดยมอบให้กรมอู่ทหารเรือเป็นหน่วยรับผิดชอบ 1 ลำ คือ ต.991 ส่วน ต.992 และ ต.993 ว่าจ้าง บริษัท มาร์ซัน ซึ่งเป็นบริษัทของคนไทย
ทำการจัดสร้าง และมีกำหนดการแล้วเสร็จก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2550 สำหรับงบประมาณในการจัดสร้างที่คาดการณ์ไว้เบื้องต้น
จำนวน 1,912 ล้านบาท แต่เนื่องจากค่าเงินบาทแข็งขึ้น ค่าใช้จ่ายในการจัดสร้างขณะนี้จึงอยู่ประมาณกว่า 1,800 ล้านบาท

นี่ คือปรัชญาที่สำคัญที่ในหลวงทรงได้ชี้แนะคนไทยทั้งประเทศว่าคนไทยสามารถต่อ เรือได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่น้อยหน้าใคร
แถมไม่ต้องใช้งบที่สูงเกินตัว

 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชกระแสรับสั่งต่อผู้บังคับหมู่เรืออารักขา ที่วังไกลกังวล หัวหิน เมื่อวันที่ 15 เมษายน พ.ศ.2545 ว่า
“เรือรบขนาดใหญ่มีราคาแพงและมีค่าใช้จ่ายสูง กองทัพเรือจึงควรใช้เรือที่มีขนาดเหมาะสมและสร้างได้เอง ซึ่งเมื่อสร้างเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง
ชุดเรือ ต. ๙๑ ได้แล้วควรขยายแบบเรือให้ใหญ่ขึ้น และสร้างเพิ่มเติม”


หลังจากนั้นทรงเอ่ยถึงในการพระราชทานพระบรมราโชวาทแก่ผู้ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพร ที่พระราชวังสวนจิตรลดา
ในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2546 ตอนหนึ่งว่า

"แม้จะเป็นกองทัพก็ต้องพอเพียง..."

นั้นคือความหมายของ เรือ ต. 99 + 10 % =  เรือ ต. 991 โดยการขยายแบบขึ้น 10% จากเรือ ต.91



นาวาเอกวิพันธุ์ ชมะโชติ นายทหารฝ่ายเทคนิค กรมอู่ทหารเรือ เล่าว่า เรือที่สร้างขึ้นโดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงลำแรก
คือ "เรือ ต.91" ซึ่งเป็นเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งขนาดเล็ก สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2509 เนื่องจากเมื่อครั้งที่เสด็จประพาสยุโรป ในปี พ.ศ.2503
ทรงเยี่ยมอู่ต่อเรือที่เมืองเบรเมน ประเทศเยอรมนี ได้ทอดพระเนตรเรือเร็วรักษาฝั่งขนาดเล็ก จึงมีดำริให้ต่อเรือขึ้น ด้วยเห็นว่ามีขนาดเล็ก
เหมาะแก่การใช้งานในบ้านเรา


"หน้าที่ของเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง คือ ปฏิบัติภารกิจชายฝั่ง เช่น ให้ความช่วยเหลือแก่ชาวประมง ผู้ประสบภัย อย่างตอนที่เกิดสึนามิ
เรือ ต.ชุดนี้ก็ลงไปช่วย บางครั้งก็ทำหน้าที่เป็นเรืออารักขา เป็นเรือพระที่นั่ง อย่าง เรือ ต.99 ที่ได้ถวายการรับใช้เป็นเรือประทับ
เมื่อครั้งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จเกาะสีชัง"

เรือ ต.91 ชุดนี้มีทั้งหมด 9 ลำ ลำสุดท้ายคือ ต.99 สร้างเสร็จในปี พ.ศ.2530 "สมเด็จย่า" เสด็จทำพิธีปล่อยเรือเนื่องในวโรกาส 60 พรรษา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งหลังจากนั้นกรมอู่ทหารเรือก็ว่างเว้นจากการต่อเรือตรวจการณ์



กระทั่งล่าสุดเมื่อวันที่ 30 เมษายน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะเสด็จพระราชดำเนินในพิธีปล่อยเรือ
ตรวจการใกล้ฝั่ง (ต.991) ลงน้ำ เวลา 18.15 น. ณ อู่หมายเลข 1 กรมอู่ทหารเรือ หลังจากกองทัพเรือได้ต่อเรือแล้วเสร็จ 90%
เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวาย เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา




   แต่สิ่งที่น่าสนใจที่ผมจะนำเสนอคือกระบวนการออกแบบและก่อสร้างก่อนหน้านั้นคือการออกแบบเรือจะใช้หลักการออกแบบที่เรียกว่า
Design Spiral ซึ่งเป็นกรรมวิธีซ้ำแล้วซ้ำอีก (Iterative Process) จาก ความต้องการตามภารกิจจนถึงการออกแบบรายละเอียดมีปัจจัย
ของการดำเนินงานเพื่อ ให้ได้เรือตามที่ต้องการเริ่มต้นจากการออกแบบขั้นพื้นฐาน(Basic Design)ซึ่งประกอบด้วยแนวทางการออกแบบ
(Concept Design) และการออกแบบเบื้องต้น (Preliminary Design) ที่จะนำไปสู่การออกแบบสำหรับทำสัญญา (ContractDesign)
และการออกแบบสำหรับการต่อเรือ (Detail Design) มีลักษณะการทำงานตาม รูป Ship Design Spiral









     การดำเนินงานมีขั้นตอนหลักของการออกแบบเรือประกอบด้วย 4 ขั้นตอนคือ Concept Design,Preliminary Design,Contract Design
และ Detail Design ซึ่งในแต่ละขั้นตอนเป็นการกำหนดรูปแบบลักษณะของเรือ ตลอดจนอุปกรณ์เครื่องจักรที่ต้องใช้ติดตั้งภายในเรือโดยมีแนวทาง
ในการออกแบบ ในแต่ละขั้นตอนที่จะต้องสอดคล้องและต่อเนื่องกันจะแตกต่างกันที่รายละเอียด และความถูกต้องซึ่งจะมีความถูกต้องใกล้ความเป็น
จริงมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับโดย จะต้องทำการตรวจสอบข้อมูลและรายละเอียดที่ได้ดำเนินการในหัวข้อที่จะกล่าว ถึงทั้งหมดเพื่อให้การออกแบบเรือมี
ความถูกต้องสามารถนำไปใช้ในขั้นตอนการ สร้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้เรือที่มีคุณสมบัติตามความต้องการ


 กระทั่งคณะผู้บริหารโครงการได้เข้ารับพระบรมราชวินิจฉัย ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์2547
โดยได้สรุปบทคัดย่อคุณลักษณะเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งนำเสนอต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ว่า

          •    เรือ ต.๙๙ เป็นเรือต้นแบบ ขยายในทุกมิติ 10 %

          •    ตัวเรือด้านข้าง และเก็งเรือ มีมุมเอียงอย่างน้อย 6 องศา

          •    ทวนหัวเอียงเพิ่มขึ้นและบริเวณหัวเรือมีแนวกระจายคลื่น (knuckle)

          •    คงรูปทรงตัวเรือใต้แนวน้ำ

          •    ความสูงกราบเรือเพิ่มขึ้น 40 เซนติเมตร

          •    มีช่องทางผ่านเครื่องจักรสำหรับการยกเปลี่ยน (Repair by Replace)

          •    มีสมรรถนะและขีดความสามารถปฏิบัติการในทะเลที่ดีขึ้น

          •    ความเร็วสูงสุดที่ระวางขับน้ำเต็มที่ (185 ตัน) มากกว่า 27 นอต

          •    รัศมีปฏิบัติการ 1500 ไมล์ที่ความเร็วมัธยัส

          •    การส่งกำลังบำรุง 7 วัน (ตามลักษณะการใช้เรือประเภทนี้)

          •    สามารถติดตั้งอาวุธที่มีประสิทธิภาพในการยิงที่ดี

          •    ติดตั้งปืน 40/L70 หัว-ท้าย

          •    ติดตั้งปืนกล .50 นิ้ว ทั้งสองกราบ

          •    ระบบควบคุมการยิง ใช้ Optonic ควบคุมปืน

          •    มีความเป็นอยู่ของกำลังพลประจำเรือที่ดี

          •    จัดพื้นที่พักอาศัย และพื้นที่ใช้สอย เป็นสัดส่วน

          •    จัดให้มีห้องโถงนายทหาร ห้องเมส

          •    กำลังพลประจำเรือ ผบ.เรือ นายทหาร 3 ประทวน 26


โดยในหลวงทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย ในวันดังกล่าวคือ

          •        TRIM เรือมีผลกระทบอย่างมากต่อความเร็วเรือ

          •        รูปทรงส่วนท้ายเป็น Planning ควรให้โค้งมน ต้องมีความทนทะเล คลื่นลมในอ่าวไทยมีลักษณะสับสน

          •        ความเร็วเรือที่เสนอน่าจะเหมาะสม

          •        ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิง กำลังขับเคลื่อน ระยะปฏิบัติการ

          •        อุปกรณ์ช่วยการทรงตัว (Stabilizer)

          •        ความแข็งแรงของตัวเรือและความทนทาน ให้ใช้งานได้นาน

          •        ควรให้มีการติดตั้ง Spray Rail สำหรับการกระจายคลื่น

          •        การทำแบบจำลองเรือโดยใช้เทียนไข

          •        นำเรือเก่าที่จะไม่ใช้มาทดลองปรับปรุง

            นับเป็นพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยเรื่องการออกแบบอย่างแม่นยำและตรงประเด็น
เพราะทรงรู้จักลักษณะคลื่นลมทะเลจากการทรงเรือใบ จึงให้คำนึงถึงน้ำหนัก และลักษณะท้องเรือเป็นพิเศษ




หลังจากนั้นกองทัพเรืองได้สนองพระบรมราชวินิฉัยด้านตัวเรือ (ข้อ ๒ และ ๗)

          •      ปรับปรุงลายเส้นส่วนท้ายจาก Station 4 ถึงท้ายเรือให้โค้งมนมากขึ้น

          •      ลดความสูงของท้องเรือตลอดแนวกลางลำ (Centerline)

          •      ปรับความกว้างของท้องเรือบริเวณท้ายเรือลดลง

          •      การปรับปรุงลายเส้น ต้องรักษาตำแหน่งของจุดศูนย์กลางการลอย (LCB)

          •      ใช้ Spray Rail แทน Knuckle

          •      ปรับปรุงลายเส้นบริเวณหัวเรือให้ผายออกโดยไม่มีแนวหัก (Knuckle)

          •      ติดตั้ง Spray Rail ทำหน้าที่เป็นตัวกระจากคลื่น

          •      ตำแหน่งการติดตั้ง Spray Rail กำหนดโดยใช้ผลการทำ Model Test

ผลที่ได้รับจากการปรับปรุงลายเส้นตัวเรือ

          •      ปรับปรุงลายเส้นส่วนท้ายจาก Station 4 ถึงท้ายเรือให้โค้งมนมากขึ้น

          •      ความต้านทานลดลง 6 เปอร์เซนต์

          •      ลดความหมดเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง

          •      ลดภาระเครื่องจักรใหญ่ ที่ความเร็วออกแบบ

          •      ความเร็วเรือเพิ่มขึ้นที่กำลังเครื่องยนต์เท่าเดิม

          •      ผลการคำนวณการทรงตัวของเรือดีขึ้น


การสนองพระบรมราชวินิฉัยด้านการทรงตัว(ข้อ ๑ และ ๕)

          •      ตรวจสอบ TRIM ที่สภาพการบรรทุกต่าง ๆ (Load Conditions)

          •      Liquids in Midship Area, Balance Variable Loads

          •      ทำการคำนวณหาค่า TRIM จาก Hydrostatic Properties ของเรือที่สภาวะ Lightship, Half Fuel, Full Load

          •      อุปกรณ์ช่วยการทรงตัวของเรือ (Stabilizer)

          •      ขีดจำกัดของพื้นที่ภายในห้องเครื่องจักรในการติดตั้ง Fin Stabilizer

          •      ติดตั้งครีบกันโคลง (Bilge Keel) ที่ตัวเรือบริเวณกลางลำ


•         การสนองพระบรมราชวินิฉัยด้านสมรรถนะ (ข้อ ๓และ ๔)

•         ความเร็วเรือที่เสนอน่าจะเหมาะสม

          •         ความเร็วมากกว่า ๒๗ นอต ที่ระวางขับน้ำ ๑๘๕ ตัน

          •         Target Speed 29 Knots เทียบกับเรือต่างประเทศ

•         ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิง กำลังขับเคลื่อน ระยะปฏิบัติการ

          •         กำหนดระยะปฏิบัติการ ๑๕๐๐ ไมล์ด้วยความเร็วมัธยัสถ์

          •         คำนวณตามมาตรฐาน Design Data Sheet (US Navy)

          •         ตรวจสอบจากผลการทดลอง Model Test


การสนองพระบรมราชวินิฉัย (ข้อ ๖ ๘และ ๙)

    • ความแข็งแรงของตัวเรือและความทนทาน ให้ใช้งานได้นาน

          • เพิ่มความหนาเปลือกเรือเป็น ๖ มม. และปรับปรุงโครงสร้าง

    • การทำแบบจำลองเรือโดยใช้เทียนไข (MODEL TEST BY HSVA)

    • นำเรือเก่าที่จะไม่ใช้มาทดลองปรับปรุง


            สุดท้ายจึงกล่าวได้ว่า เรือ ต. 911 เป็นเรือที่สร้างโดยทหารเรือไทยในทุกขั้นตอน






คุณลักษณะของเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง

    • ความยาวตลอดลำ ๓๘.๗   เมตร

    • ความกว้างสุด    ๖.๔๙   เมตร

    • ความลึกกลางลำ   ๓.๘   เมตร

    • กินน้ำลึกเต็มที่    ๑.๘๑๓  เมตร

    • ระวางขับน้ำลึกเต็มที่ประมาณ ๑๘๖ ตัน
      ความเร็วสูงสุด ๒๗  น๊อต
      ระยะปฏิบัติการสูงสุด ๑,๕๐๐ ไมล์ทะเล
      เครื่องจักรใหญ่ดีเซล จำนวน ๒   เครื่อง

    • ใบจักรแบบ Fixed Pitch จำนวน ๒  พวง

    • เครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลขนาด ๑๔๐ กิโลวัตต์จำนวน๒ เครื่อง

    • ระบบอาวุธปืนกล จำนวน ๒ กระบอก

    • กำลังพลประจำเรือ  ๒๙ นาย

     เรือนี้มีเครื่องจักรใหญ่ ใช้ตราอักษร MTU 16V 4000 M90 ของ ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งถือเป็นรายการเครื่องจักรและ
อุปกรณ์มาตรฐานที่กองทัพเรือกำหนด โดยเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนที่ติดตั้งในเรือรบของกองทัพเรือหลายชุด เช่น เรือฟริเกต ชุดเรือหลวงตากสิน
ชุดเรือหลวงเจ้าพระยา เรือเร็วโจมตีปืนทุกชุด และ เรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชุดเรือหลวงคำรณสินธุ

     อาวุธปืนหลัก เป็นปืนกลขนาด 30 มิลลิเมตร รุ่น DS-30M ของบริษัท MSI-DSL สหราชอาณาจักร โดยติดตั้งบริเวณหัวเรือและท้ายเรือ
รวม 2 กระบอก สามารถทำการยิงด้วยเครื่องควบคุมการยิงในแบบ Remote Control และแบบ Local Control มีขีดความสามารถป้องปราม
หยุดยั้ง หรือทำลายเรือผิวน้ำขนาดเล็ก รวมทั้งการป้องกันตนเองจากอากาศยานได้

     ระบบควบคุมการยิง เป็นแบบ Optronic รุ่น Mirador ของบริษัท Thales ประเทศเนเธอร์แลนด์ ใช้ในการตรวจการณ์ ค้นหา ตรวจจับ
พิสูจน์ทราบ ติดตามเป้า วัดระยะเป้าได้ทั้งกลางวันและกลางคืน รวมทั้งสามารถค้นหาและติดตามเป้าอากาศยาน/พื้นน้ำได้โดยอัตโนมัติเมื่อได้รับการ
ชี้เป้าแล้ว เพื่อการใช้อาวุธได้อย่างน้อย 1 เป้า โดยเชื่อมต่อ และควบคุมการใช้อาวุธปืนหลักทั้งสองกระบอกได้พร้อมกัน


     ระบบหลัก ประกอบด้วย กล้องตรวจการณ์ความละเอียดสูง แบบ Thermal Imager : IR Camera การแสดงภาพการตรวจการณ์แบบ
TV Camera การติดตามเป้าแบบ Laser Range-Finder (LRF) ใช้วัดระยะได้ทั้งเป้าพื้นน้ำ และอากาศยาน และอุปกรณ์บันทึกภาพ
สถานการณ์ (Recorder) ที่ได้จากการตรวจการณ์

หากสนใจโครงการนี้โดยละเอียดเพิ่มเติมสามารถอ่านได้ที่

http://www.navy.mi.th/sctr/ship/

http://www.navy.mi.th/dockyard/doc1/html1/lasa.htm

ขั้นตอนการสร้างเรือ http://www.navy.mi.th/dockyard/Web/frame1.html

http://th.wikipedia.org/wiki/กองทัพเรือไทย

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=skyman&group=1

และหากท่าต้องการดู Clip การปล่อยเรือสามารถดูได้ที่

http://www.navy.mi.th/newwww/movie/king80th.avi

ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 31 สิงหาคม 2009, 01:25:19 am โดย fcs45 » บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14053


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 31 สิงหาคม 2009, 03:10:28 am »



ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ
บันทึกการเข้า

admin
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +30/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3573


oknakrub@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 31 สิงหาคม 2009, 04:22:11 am »

เยี่ยมเลยครับ ครบถ้วน ข้อมูลลึกครับ ขอบคุณที่แบ่งปัน  ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: