หน้าแรกบอร์ด
ช่วยเหลือ
ค้นหา
ปฏิทิน
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก
» ยินดีต้อนรับคุณ,
บุคคลทั่วไป
กรุณา
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว:
เนื่องจาก มีการปรับปรุ่งกระดานสนทนาเป็นเวอร์ชั่นใหม่ 1.1.14 อาจมีสมาชิกบางท่านมีปัญหาเรื่องเข้าใช้งาน กรุณาติดต่อที่ webmaster ขออภัยในความไม่สะดวก :
plaraa@gmail.com
บ้านเลขที่ 22
>
ชมรมคนรักเสด็จเตี่ย
>
กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
>
พระคณาจารย์ของ(เสด็จเตี่ยฯ )
หน้า:
1
[
2
]
ลงล่าง
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
พิมพ์
ผู้เขียน
หัวข้อ: พระคณาจารย์ของ(เสด็จเตี่ยฯ ) (อ่าน 7575 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์
กระทู้: 14053
~สาวสกลนคร~
Re: พระคณาจารย์ของ(เสด็จเตี่ยฯ )
«
ตอบ #15 เมื่อ:
05 มิถุนายน 2009, 06:31:29 am »
พวกเราก็ เงยหน้าขึ้น..
. งูจงอางตัวเท่ากับไผ่ตงละมั้ง มันยกตัวขึ้นสูง หลวงพ่ออี๋ท่านนั่งอยู่ตรงกับมัน แล้วก่อนที่มันจะทิ้งตัวลงฉกกัดน่ะ ท่านมองเห็นมันก่อน ท่านก็เพ่งเข้าใส่ งูจงอางตัวแข็งไปเลย พอตัวแข็งมันก็ล้มลงไปกับพื้น นอนเฉย มันไม่ตาย แต่มันทำอะไรไม่ได้ ตัวมันเหลืองเชียว เวลามันล้มน่ะ เหมือนคนล้มทั้งยืนนั้นแหละ หลวงพ่อปานท่านหัวเราะ หึหึ แล้วพูดว่า...
“ใครจะขี่เล่นมันก็ไม่ว่า แล้วทีนี้”...
ด้วยอานุภาพของจิตนี้ ขณะหลวงพ่ออี๋ ท่านอยู่ในกุฏิ ทำจิตสงบเป็นอารมณ์เดียวนิ่งอยู่ ถ้าใครเข้ามาหาท่านในตอนนี้ แล้วได้ประสานสายตากับท่าน ก็เหมือนถูกไฟฟ้าช็อต คนนั้นจะชาหมด เหมือนงูจงอางตัวนั้น มันเกิดพลังขึ้นโดยจิตที่เป็นสมาธิ ซึ่งท่านชำนาญ ... รวดเร็ว ในการทำสมาธิ ให้เกิดขึ้นในชั่วกระพริบตา ..
ท่านพระครูศรีสัตคุณ กล่าวว่า
“ใน ฐานะที่อาตมาเป็นผู้ใกล้ชิด ติดตามหลวงพ่ออี๋มาโดยตลอด เห็นจริยาวัตรของท่าน การดำรงชีวิต ท่านเป็นผู้เลี้ยงง่ายที่สุด เป็นพระอนาคาริก หรือผู้สละเรือน จริงๆ ท่านมิใช่พระประเภทเครื่องรางของขลังเพียงอย่างเดียว เพราะสิ่งอื่นหมื่นแสน ท่านยังปล่อยวางได้หมด แล้วแค่พระเครื่อง เล็กๆ น้อยๆ ท่านจะมายุ่งยากเกี่ยวรัดเอาไว้ทำไม ”
“หลวงพ่อปาน ท่านสอนให้ปล่อยวาง ไม่สอนให้ติดข้องกับสิ่งภายนอก ก็ร่างกายของตัวเองยังไม่ติดข้อง ส่วนที่จะสงเคราะห์โลกน่ะ เป็นวิสัยของพระที่จะเมตตา ช่วยในสิ่งอันควรช่วย ไม่ใช่ว่า หลับหูหลับตาช่วย ช่วยด้วยปัญญา นี่ท่านสอนอย่างนี้ ” อำนาจแห่งพระกรรมฐาน มีการอบรมจิต ขั้นสมาธิ อภิญญาญาณ อาศัยขุมพลังของพ่อแม่ อันสำคัญคือ พุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ ชาวต่างชาติ ได้ประสบกับตนเอง บังเกิดศรัทธาอันแรงกล้า ถึงกับสละตนเข้าบวชในพระศาสนาเป็นจำนวนมาก ด้วยปฏิบัติเองเห็นเอง ชาวอเมริกัน ชื่อ เทเลอร์ ยังค์ แม่เป็นคนฮาวาย พ่อเป็นทหารอเมริกัน เล่าให้ฟังว่า “ฉันเป็นคนอเมริกัน เป็นนักบิน มีเงินเดือนหลายหมื่นบาท เป็นทหารก็ไปประจำที่เกาะโอกินาวา มาเมืองไทยสมัยสนามบินอู่ตะเภา เคยได้ไปนมัสการ หลวงพ่ออี๋ ซึ่งก็เป็นพระภิกษุ เป็นรูปปั้นธรรมดา (ตอนนั้นท่านมรณภาพแล้ว) ที่ไปไหว้ก็เพราะผู้หญิงเขาชวนไป แล้วก็ซื้อรูปของท่านมาแขวนคอด้วย เพราะเห็นว่าไม่เสียหายอะไร... น่านับถืออยู่ เพราะท่านอยู่ได้โดยไม่มีเมียได้... ” “พวกเพื่อนๆ มันก็ถามว่า ‘แกเอารูปพระชาวพุทธมาแขวนคอทำไม ?’
ฉันเลยบอกพวกเขาไปว่า ‘พระภิกษุนี่ ท่านชื่อหลวงพ่ออี๋ เป็นผู้บริสุทธิ์ ท่านมีศีล ไม่มีเมียอย่างพวกแกด้วย ท่านไม่เอาอะไรทั้งนั้น ท่านเก่ง...’ เพื่อนๆ ก็พูดอีกว่า ‘เฮ้ย.. แกนับถือคริสต์ ไปเอาพระพุทธมาแขวน ไม่เอาพระเยซูมาแขวน แกผิดนะ’ ฉันก็ตอบมันไปว่า ‘ถ้าฉันผิด แกก็ต้องผิดด้วย เพราะตัวแกเอง ไปซื้อกระดูกปลา เขี้ยวหมา เขี้ยวแมว มาแขวนคอเหมือนกัน’ ทำไมฉันจึงศรัทธานัก สำหรับหลวงพ่ออี๋องค์นี้ ก็เพราะ หลังจากที่ฉันได้รับรูปของท่านแล้ว ได้ไปที่เวียตนาม ขับเครื่องบิน ก็ถูกยิงขึ้นมาอย่างหนัก คิดว่าตายแน่นอน ส่วนเครื่องสลัดระเบิดก็ไม่ทำงาน ปลดไม่ได้เสียอย่างนั้นเอง แต่ขณะที่กำลังวุ่นวายใจนั้น ก็มองเห็นพระภิกษุ ท่านนั่งอยู่ตรงข้างส่วนหัวเครื่องบิน เอามือปัดไปมาหลายครั้ง ฉันก็มาคิดว่า ตาคงไม่ฝาดแน่แล้ว จึงเกิดสงสัยว่า พระองค์นั้นไปนั่งอยู่ได้ยังไง... หรือว่าเป็นผี ขณะที่คิดอยู่นั้นท่านก็หันมาแล้วหายไป
จำได้แม่นยำว่า องค์ที่ซื้อรูปท่านมานี่เอง... จึงไม่กลัวลูกปืน เพราะท่านปัดให้พ้นอันตราย มองเห็นลูกปืนวิ่งไขว่ไปมา พอถึงทะเล ก็ปลดลูกระเบิดลงทิ้งเสีย เครื่องปลดก็ดีอยู่ทำงานได้คล่องแคล่ว เลยรู้ว่า ท่านไม่ให้ทำบาปน่ะเอง” นอกจากนี้ เขายังได้เล่าเรื่องอันน่าระทึกใจ และเขายังจดจำวันนี้ไว้ชั่วชีวิต ว่า... “อีกคราวหนึ่ง ตอนได้กลับไปอยู่บ้าน เพราะได้พักผ่อน สิทธิพิเศษนี้ จะได้ก็เป็นนายทหารเท่านั้น วันหนึ่งขับรถไปตามถนน ก็พบกับอุบัติเหตุเข้า รถเทรลเลอร์คันโต วิ่งสวนมาปิดทางหมดเลย หลบไม่ได้ เราเบรคแล้ว แต่เขาไม่เบรค เลยทำให้ปะทะกันอย่างแรง รู้สึกตัวเฮือกสุดท้ายว่า หลวงพ่อท่านมาอุ้มออกไปนอกรถ ท่านวางไว้ข้างๆ ต้นไม้ แล้วลูบหัว สอง-สามครั้ง ท่านก็ยิ้มให้ ฉันต้องนอนสลบอยู่อาทิตย์เต็มเลยทีเดียว พอฟื้นขึ้นมา ก็ต้องตกใจ เพราะหารูปของหลวงพ่อไม่พบ พอสอบถามหา เขาก็บอกว่า.. เอาไปทิ้งแล้ว เพราะเห็นว่าเปื้อนเลือด แม้แต่เสื้อผ้า เขาก็ทิ้งไปพร้อมๆ กัน ฉันเศร้าใจ และเสียใจมาก
เมื่อหายจากเจ็บป่วย ซึ่งก็เล็กน้อย เนื้อตัวไม่เป็นอะไรมากนักหรอก เนื้อตัวบาดเจ็บนิดหน่อย แต่แรงปะทะมันมาก แล้วก็พอสอบถาม ได้ความว่า ไปนอนอยู่ข้างต้นไม้จริงๆ สภาพรถนั้นเละ แต่ตัวไม่เป็นไร พากันอัศจรรย์ในเหตุการณ์ ครั้งนั้นเป็นอันมาก เมื่อได้มาเมืองไทยอีกครั้ง ก็ได้มากราบท่านอีก และได้ยื่นหัวไปตรง เท้า-มือ ให้ท่านลูบอีกครั้งหนึ่ง... ซื้อรูปของท่านหลายรูป และมีรูปเป็นโลหะด้วย (เหรียญ) เคยกำชับบอกลูกสาว และลูกชายว่า “นอกจากพ่อแม่นี้แล้ว เธอต้องเคารพรัก หลวงพ่ออี๋ เมืองไทยด้วย ตลอดชีวิต” ลูกๆ พากันเรียกท่านว่า “คุณพ่ออี๋ ไทยแลนด์” ... ” ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ย่อมเป็นไปโดยปกติของมนุษย์ หลีกหลบไม่ได้เลย แม้แต่คนเดียว หลวงพ่ออี๋ พุทธสโร ท่านก็หนีกฎแห่งความจริงนี้ไปมิได้ ข่าวการอาพาธของท่าน ทำให้ลูกศิษย์ ต่างก็ทยอยมากราบ นมัสการ เยี่ยมเยือนอาการเจ็บป่วยของท่านทุกวัน แต่ท่านมิได้แสดงอาการ ทุกขเวทนาให้เห็น ท่านยังได้สอนธรรมะอีกว่า “จิตไม่มีอาการ เจ็บ ปวด สภาพที่เราไปฝังจิตใจไว้เป็นอุปาทาน เราต้องเป็นคนฉลาด.. เอาเวทนาออกไปจากใจให้ได้ เมื่อนั้นสบายดีแท้ ”
บันทึกการเข้า
ขั้นตอนตั้งกระทู้+ลงรูปภาพ+การใช้เว๊บบอร์ด คลิกที่นี่
แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์
กระทู้: 14053
~สาวสกลนคร~
Re: พระคณาจารย์ของ(เสด็จเตี่ยฯ )
«
ตอบ #16 เมื่อ:
05 มิถุนายน 2009, 06:35:34 am »
“จิตไม่ มีอาการ เจ็บ ปวด สภาพที่เราไปฝังจิตใจไว้เป็นอุปาทาน เราต้องเป็นคนฉลาด.. เอาเวทนาออกไปจากใจให้ได้ เมื่อนั้นสบายดีแท้ ”
สำหรับพระภิกษุสงฆ์ ได้จัดเวรยาม ผลัดกันเฝ้าพยาบาลท่าน ๔ องค์บ้าง ๕ องค์บ้าง จนกระทั่งถึงวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๙ ท่านได้สั่ง พระภิกษุจำเนียร พระหลานชาย ให้อุ้มท่านลุกขึ้นยืน และเปลี่ยนผ้าจีวรใหม่ แล้วก็นำท่านมานั่งบนอาสนะ และห้ามไม่ให้ใครถูกตัวท่าน ท่านนั่งอยู่เป็นเวลานาน พระจำเนียรเกิดความเป็นห่วง จึงเข้าไปดู เห็นมีหนองไหล ออกมาทางปาก จึงถามท่านว่า
“หลวงพ่อ ทำไมมีหนองไหลออกมาทางปาก” ท่านตอบว่า “ต้องการใช้หนี้เวรมัน”
จาก นั้นท่านก็สงบระงับ ไม่มีอาการใดๆ เลย ศิษย์มองเห็นอาการแน่นิ่ง ผิดปกติ แต่เพราะถือคำสั่งว่า “ไม่ให้ถูกตัวท่าน” จนกระทั่ง กระดานพื้นที่ท่านนั่งอยู่ใกล้ๆ นั้น เกิดพลิกขึ้นมาเอง ทั้งๆ ที่ตอกตะปูไว้แน่น และกรอบรูปพระที่แขวนไว้ข้างฝา ก็หลุดลงมาแตกกระจาย ลูกศิษย์ท่านหนึ่งจึงเข้าไปจับชีพจรท่าน แล้วโพล่งว่า “หลวงพ่อดับเสียแล้ว” หลวงพ่ออี๋ พุทธสโร ผู้บังเกิดมาดับทุกข์ร้อน ให้แก่ชาวอำเภอสัตหีบ ได้อำลาโลกไปแล้ว
รวมสิริอายุได้ ๘๒ ปีเศษ .
..หลวงพ่ออี๋ เป็นพระสมณะ ที่ได้มอบกาย ถวายชีวิตนี้ ไว้แก่พระพุทธศาสนาแล้ว ท่านพึงพอใจที่จะมีชีวิตอย่างสันโดษ มีสมบัติติดกายเพียงผ้าสามผืน จิตสงบวิเวกเป็นสมถะธรรม ท่านกลายเป็นพระที่ “มีเหมือนไม่มี ” ดังพระอาจารย์ หลายๆ ท่านเช่น หลวงพ่ออี๋ พุทธสโร หลวงพ่อ มหาวีระ ถาวโร (หลวงพ่อฤาษีฯ) หลวงปู่แหวน สุจิณโณ หลวงพ่อจรัล ฐิตปุญโญ หลวงพ่อสมชาย ฐิตวิริโย ฯลฯ ท่านทั้งหลายเหล่านี้ เป็นผู้สั่งสมบารมีมานาน จึงเป็นผู้ “
มีเหมือนไม่มี” แล้ว “ไม่มีเหมือนกับมี”
เงินทองก็หลั่งไหลเข้ามา มากมาย
แต่ท่านไม่เคยยึดมั่นในสิ่งเหล่านั้น เมื่อท่านเห็นว่า สิ่งอันใดควรจะสร้าง ท่านก็อนุญาต ให้สร้างถาวรวัตถุ ทำความเจริญรุ่งเรืองแก่ สถานที่นั้น แม้สถานที่นั้นจะอยู่ในป่าในดง ก็เจริญขึ้นมากมาย สำหรับหลวงพ่ออี๋ เมื่อท่านมรณภาพแล้ว ศิษย์เกรงว่าจะไม่มีเงินทำศพของท่าน เพราะไปดูกระเป๋าพระ (ย่าม) มีแต่ผ้ากราบ และผ้าเช็ดหน้า-ปาก ผ้ารองนั่งเท่านั้น เงินไม่มีเลย แต่เมื่อตรวจดู ตามภาชนะเก่าๆ บ้าง ใต้ถาด ใต้พานดอกไม้ ที่ลูกศิษย์มาทำบุญกับท่านบ้าง ได้พบเงินที่เสียบไว้กับสิ่งต่างๆ รวมได้ถึง ๒๐,๐๐๐ บาทเศษ หลวงพ่ออี๋ท่านมิได้ถือ ว่าเป็นของท่าน ใครมาวางไว้ที่ใด ก็อยู่ตรงนั้น
ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันมรณภาพ นี่คือชีวิตของท่านผู้ทรงคุณ ซึ่งดำรงชีวิต อย่างสมณะโดยแท้จริง ..
บันทึกการเข้า
ขั้นตอนตั้งกระทู้+ลงรูปภาพ+การใช้เว๊บบอร์ด คลิกที่นี่
แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์
กระทู้: 14053
~สาวสกลนคร~
Re: พระคณาจารย์ของ(เสด็จเตี่ยฯ )
«
ตอบ #17 เมื่อ:
05 มิถุนายน 2009, 06:53:03 am »
หลวงพ่อขัน อินทปัญโญ" วัดนกกระจาบ"
"
หลวงพ่อขัน อินทปัญโญ" วัดนกกระจาบ ต.วัดนก อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ถือเป็นพระเกจิอาจารย์รุ่นเก่าแห่งอำเภอบางบาล มีชื่อเสียงโด่งดังมากในเรื่องวิทยาคม วัตถุมงคลของท่านที่ได้รับความนิยมมีหลายชนิด อาทิ เชือกคาดเอว เสื้อยันต์ ผ้ายันต์ ส่วนของพระเครื่องที่นิยม ได้แก่ เหรียญเสมาหูเชื่อม ปี 2480 มีเนื้อเงิน และทองแดง เหรียญหล่อก้นแมลงสาบ เนื้อสัมฤทธิ์ เป็นต้น
อัตโนประวัติ หลวงพ่อขัน อินทปัญโญ เกิดในสกุล คงสุขี เมื่อปี พ.ศ.2415 ตรงกับขึ้น 8 ค่ำ เดือน 8 ปีวอก ที่ ต.วัดยม อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายชื่น และนางส่วน คงสุขี เป็นบุตรชายคนโตในจำนวนพี่น้อง 4 คน
ในปีที่ ด.ช.ขัน ถือกำเนิด ครอบครัวมีฐานะดีขึ้น ทำกิจการงานประสบผลสำเร็จ ทำให้โยมบิดา-มารดา รักใคร่เอ็นดูบุตรชายคนโตยิ่ง
เมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ที่วัดวังตะโก จ.พระนครศรีอยุธยา ตรงกับ พ.ศ.2435 โดยมีพระพุทธวิหารโสภณ (อ่ำ) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ส่วนนามพระอุปัชฌาย์ ไม่ทราบชัด ได้รับฉายาว่า "อินทปัญโญ"
ภายหลังอุปสมบทได้อยู่จำพรรษา 3 พรรษา ท่านออกธุดงค์ ปฏิบัติธรรมะ ศึกษาเพิ่มเติมจากพระธุดงค์ที่อยู่ในป่าลึก เมื่อท่านเดินทางกลับ ปรากฏว่า วัดญาณเสนว่างสมภาร ชาวบ้านพร้อมใจกันนิมนต์ท่านไปเป็นสมภารได้ 3 พรรษา และย้ายมาอยู่จำพรรษาวัดนกกระจาบและที่วัดนกกระจาบนี้เอง ชื่อเสียงของท่านโด่งดังขจรขจายไปทั่ว การปฏิบัติและปฏิปทาของท่าน น่าเลื่อมใสเคร่งในธรรมวินัย ไม่สะสมทรัพย์สมบัติ ยึดสันโดษ
หลวงพ่อขัน ได้มีโอกาสไปกราบและขอฝากตัวเป็นศิษย์กับหลวงพ่ออ่ำ วัดวงฆ้อง และยังเป็นศิษย์ของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จนมีโอกาสได้รู้จักและคุ้นเคยกับกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เป็นอย่างดี ในฐานะศิษย์ร่วมสำนักเดียวกัน หลวงพ่อขัน เป็นพระเกจิอาจารย์ที่ชาวอยุธยาและจังหวัดใกล้เคียงให้ความเคารพนับถือมาก ใครได้สักยันต์กับท่านและทำตามข้อกำหนดของท่าน จะมีแต่ปลอดภัยแคล้วคลาดอยู่ยงคงกระพัน จนได้รับการกล่าวขวัญจากชาวกรุงศรีอยุธยาว่า "ใครที่สักยันต์และบูชาเหรียญของหลวงพ่อขัน จะถูกฟันถูกตีก็ไม่ต้องกลัว"
ครั้นหนึ่ง ลูกศิษย์ของหลวงพ่อขัน ถูกนักเลงถิ่นอื่นดักทำร้ายทุบตี แต่ปรากฏว่า ตีเท่าไรก็ไม่แตก ไม่เจ็บ ไม่บอบช้ำ สร้างความประหลาดใจให้กับนักเลงถิ่นอื่นเป็นอย่างยิ่
ง เหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้ลูกศิษย์ของหลวงพ่อขัน นิยมให้หลวงพ่อสักยันต์บ้าง ลงกระหม่อมบ้าง ปรากฏในทางคงกระพันชาตรีเป็นเยี่ยม หลวงพ่อขัน เป็นพระที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัยชอบเดินธุดงค์ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามป่าดงยึดสันโดษ ไม่สะสมทรัพย์ ทำให้มีสาธุชนให้ความเลื่อมใสศรัทธามาก สำหรับวัตถุนิยมของหลวงพ่อขันที่ได้รับความนิยมสูง คือ เหรียญรูปตัวท่าน เป็นเหรียญเสมานั่งเต็มองค์ ด้านล่างมีข้อความว่า "พระอาจารย์ขัน" หูเชื่อม เป็นเหรียญที่สวยงามและมีราคาเช่าบูชากันแพงมาก
ด้านวัตถุมงคลเนื้อดินเผาที่รู้จักกันแพร่หลายเป็นที่โด่งดังทั่วไป คือ
พระเนื้อดินเผาพิมพ์แซยิดและพิมพ์นางพญาฐานผ้าทิพย์
โดยไม่ทราบปีที่สร้างแน่นอนเช่นเดียวกับวัตถุมงคลอื่นๆ ยกเว้นเหรียญรุ่นแรกรุ่นเดียวที่ทราบ เพราะบนเหรียญรุ่นแรกนี้ จะมีระบุปีที่สร้างแน่นอน คือ
พ.ศ.2407
แต่มีหลักฐานที่บันทึกไว้ว่าสร้างในช่วงเดียวกันกับเหรียญรุ่นแรก พระดินเผานี้ เป็นพระที่มีพุทธศิลป์สวยงามมาก มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว หลวงพ่อขัน เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรกับพุทธศาสนิกชนทั่วไป
กระทั่งถึงปี พ.ศ.2486 ท่านได้มรณภาพลงอย่างสงบด้วยสติสัมปชัญญะที่ครบบริบูรณ์ สิริอายุได้ 72 ปี พรรษาที่ 52
ที่มา ... ห้องสมุดเทิดพระเกียรติ พลเรือเอกฯ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
บันทึกการเข้า
ขั้นตอนตั้งกระทู้+ลงรูปภาพ+การใช้เว๊บบอร์ด คลิกที่นี่
แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์
กระทู้: 14053
~สาวสกลนคร~
Re: พระคณาจารย์ของ(เสด็จเตี่ยฯ )
«
ตอบ #18 เมื่อ:
05 มิถุนายน 2009, 07:27:11 am »
ขอนำเกริ่นตามข้อมูลที่ลอกมา ก่อนค่ะ ถึงจะเข้าเรื่อง
เสด็จเตี่ยทรงพระโลหิตไหลอาบไปทั่วหน้า เกิดจากพระคณาจารย์ ท่านใด
ทำไมต้องชื่อ " เทพโลกอุดร "
เรื่องที่จะเล่าต่อไปยังเป็นอีกเรื่องหนึ่งหาข้อยุติกันไม่ได้ กล่าวคือยังมีการถกเถียงกันถึงตัวตนอันแท้จริงของศิษย์หลวงปู่ เทพโลกอุดรท่าน นี้ แต่อย่างไรก็ตามข้อมูลที่พอจะสรุปร่วมกันได้ก็คือ ทุกฝ่ายต่างลงความเห็นร่วมกันว่าเป็นศิษย์หลวงปู่เทพโลกอุดร ผู้มีเชื้อสายพระมหากษัตริย์พระองค์นี้มีพระศักดิ์เป็น "กรมพระราชวังบวร" ทรงดำรงตำแหน่ง วังหน้า ในรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ แต่สำหรับตัวตนจริงของกรมวังหน้า พระองค์นี้ยังเป็นการถกเถียงกัน
ตาม ประวัติเล่าว่า สมเด็จวังหน้าองค์นี้ ทรงเป็นที่เกรงขามของบรรดาข้าราชบริพารยิ่งนึกและพระองค์มีลักษณะที่แตกต่าง ไปจากบุคคลทั่วไปอย่างหนึ่ง คือ พระองค์มีพระชิวหาดำ ทั้งนี้ก็เพราะพระองค์โปรดการปลูกว่านสุมไพรต่างๆและทรงโปรดการชิมรสว่าน ต่าง ๆ ด้วยพระลักษณะเฉพาะตัวนั้น จึงได้มีการขนานพระนามพระองค์ว่า
:องค์ลิ้นดำ:
สมเด็จวังหน้าพระองค์นี้ นอกจากจะสนใจในเรื่องการปลูกว่านสมุนไพรต่าง ๆ แล้วพระองค์ยังทรงสนพระทัยในเรื่องวิชา คาถา อาคม ไสยศาสตร์ ( สรุปเลยนะครับ พระองค์ท่านก็ได้เรียนกับ ครูต่าง ๆ ที่ว่าเก่งก็แล้ว เรียนไปหมด แต่ท่านก็ยังไม่พอใจ เพราะว่ามีแค่ เสกน้ำมนต์ แล้วก็ไล่ผี ท่านเลยได้ตั้งปณิธานว่า )
ครั้นตัดสินพระทัยได้เช่นนั้นแล้ว พระองค์ก็ทรงจุดธูป 9 ดอก แล้วทรงตั้งจิตอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่า ถ้าไม่เจออาจารย์ที่จะสอนวิชาที่พระองค์ท่านต้องการได้จะไม่กลับมาวัง ขอให้เทพยาดาฟ้าดินได้โปรดเห็นพระทัยในความตั้งใจจริง ชี้ทางให้ไปพบกับอาจารย์ผู้มีความเชี่ยวชาญได้
ครั้นทรงอธิษฐานเสร็จแล้ว สมเด็จวังหน้าพระองค์นี้ ก็ทรงแต่งกายอย่างสามัญชน และได้เสด็จหายไปจากพระราชวัง จนกระทั่งมาถึงหมู่บ้านหนึ่ง(ไม่ปรากฏชื่อและวันเดือนปี ) สมเด็จวังหน้าก็ได้เข้าไปขอน้ำจากชาวบ้านมาดื่มและล้างพระพักตร์ ครั้นพอรู้สึกชุ่มชื่นดีแล้ว ก็ได้ถอยออกมานั่งพักอยู่ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ แห่งหนึ่ง ครานั้น ตะวันเริ่มรอนแล้วสมเด็จวังหน้าทอดพระเนตรไปข้างหน้าก็พลันเห็นพระธุดงค์รูป หนึ่งปักกลดพักอยู่ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่อีกต้นหนึ่ง ซึ่ง ห่างจากที่พระองค์นั่งพักอยู่ไม่เท่าไร ครั้นเห็นเช่นนั้นสมเด็จวังหน้า ก็ทรงดำริว่า :ชะรอยเทวดาฟ้าดินคงจะเห็นใจเราแล้ว พระธุดงค์รูปนั้นอาจจะเป็นอาจารย์ที่เรากำลังตามหาอยู่ก็ได้:
ครั้นดำริ เช่นนั้น พระองค์ก็ทรงเสด็จเข้าไปใกล้ที่พระธุดงค์รูปนั้น นั่งทำสมาธิอยู่ ไปถึงใกล้ ๆ ก็สังเกตเห็นความแปลกประหลาดของพระธุดงค์รูปดังกล่าว คือ พระธุดงค์ที่ปรากฏกายอยู่เบื้องหน้าสมเด็จวังหน้าขณะนั้น ดูจากหน้าตาและรูปร่างเห็นว่าท่านยังเยาว์วัย ยังหนุ่มยังแน่นอยู่ ผิวพรรณผุดผ่องดี อย่างผู้ทรงศีลบริสุทธิ์ แต่ว่าบนศีรษะกลับมีหงอกขาวโพลนเต็ม
สมเด็จวังหน้าทรงเห็นดังนั้น ก็ให้นึกแปลกพระทัยและก็เริ่มศรัทธา ในรูปลักษณ์ของพระธุดงค์รูปนั้น พระองค์จึงนั่งลงนมัสการ
ขณะ นั้นพระธุดงค์ผู้มีหน้าตาและร่างกายหนุ่ม แต่มีศีรษะขาวโพลนกำ ลังนั่งสมาธิ หลับตานิ่ง แต่ว่า ท่านรู้ว่ามีคนมาก้มอยู่เบื้องหน้าจึงได้ถามออกมาว่า " คุณโยมจะไปไหน" บัดนั้นสมเด็จวังหน้าจึงได้เล่าความเป็นมาของพระองค์ให้พระธุดงค์รูปนั้น ทราบอย่างละเอียด แล้วได้บอกถึงวัตถุประสงค์ในการเสด็จออกจากวังครั้งนี้ให้ท่านทราบด้วย พระธุดงค์นั้นไม่กล่าวกระไร แต่เมื่อสมเด็จวังหน้าได้เรียนถามปัญหาต่าง ๆ ท่านก็ตอบได้ถูกต้องทุกคำถาม และตอบอย่างมีเหตุผล ชัดเจนอย่างผู้รู้จริง ซ้ำยังได้แสดงอิทธิฤทธิ์ให้สมเด็จวังหน้า ได้ประจักษ์เช่น ชี้กิ่งไม้กลายเป็นงูเป็นต้น
สมเด็จ วังหน้าได้เห็นเช่นนั้น ก็ประจักษ์พระทัยทันทีว่า พระธุดงค์รูปนี้ไม่ใช่ธรรมดา ท่านทรงความรู้เหนือกว่าบรรดาครูต่าง ๆ ที่พระองค์เคยเรียนมาเป็นแน่ จึงก้มกราบแทบเท้าพระธุดงค์แล้วกล่าวขอฝากตัวเป็นศิษย์พระธุดงค์รูปนั้นก็ ไม่ขัดศรัทธา สมเด็จวังหน้าจึงได้อยู่ศึกษาวิชาความรู้ตามที่พระองค์ต้องการกับพระธุดงค์ ผู้มีความแปลกในตัวนั้นตั้งแต่บัดนั้น เล่ากันว่าวิชาแรกที่อาจารย์พระธุดงค์รูปนั้นสอนแก่สมเด็จวังหน้า ก็คือวิชานะหน้าทอง วิชานะหน้าทองนี้ ก็คือการใช้แผ่นทองฝังลงในร่างกายของคน ส่วนใหญ่จะใช้บริเวณหน้าผาก การฝังนั้นก็จะฝั่งด้วยพลังจิต พระธุดงค์ผู้เป็นอาจารย์ก็ได้ถวายการสอนโดยการใช้ทองฝังเข้าไปในร่างกายโดย การใช้พลังจิตและพระอาจารย์รูปนี้ไม่ใช่เพียงแต่สอนให้ลงนะหน้าทองโดยการฝัง ทองเข้าไป ในหน้าผากเท่านั้น ท่านยังปฏิบัติให้เป็นประจักษ์ถึงความสามารถที่พิสดารออกไป เช่น ส่งทองให้หายไปในอากาศ แล้วไปติดอยู่ตามต้นไม้ หรือที่ต่าง ๆได้ สมเด็จวังหน้าทรงตั้งพระทัยศึกษาวิชานี้เป็นอย่างดี แต่วิชานี้ก็ไม่ใช่เรียนกันง่าย กว่าจะสำเร็จก็ต้องใช้เวลานานพอสมควร อาจารย์พระธุดงค์สอนวิธีต่าง ๆ ให้แล้วก็สั่งสมเด็จวังหน้าตั้งใจฝึกฝน ส่วนตัวท่านถอดกลดท่องธุดงค์ต่อไป
แต่ก่อนจากกัน ท่านได้นัดแนะสมเด็จวังหน้า ผู้เป็นศิษย์ไว้ว่าคราวต่อไปจะได้ไปพบกันที่ไหนอีก ครั้นอาจารย์พระธุดงค์จากไปแล้ว สมเด็จวังหน้าก็ตั้งพระทัยฝึกวิชาลงนะหน้าทองนั้นต่อไป จนชำนาญดีแล้วครั้นเมื่อถึงหมายกำหนดที่อาจารย์ พระธุดงค์นัดให้ไปเจอ พระองค์ก็เดินทางไปตามที่นัดหมาย
เล่ากันว่าเรียนการสอนของศิษย์อาจารย์ คู่นี้ ค่อนข้างจะแปลกพิสดา รไปจาการสอนของครูอาจารย์คนอื่น ๆ คือ จะสอนจะเรียนกัน เป็นระยะ ๆ และต่างวิชาต่างสถานที่กันไป บางทีก็ต้องเดินทางไปสอน ไปเรียนกันไกล ๆ และส่วนใหญ่จะอยู่ตามป่าเขาลำเนาถ้ำ บางคราวถึงกับเดินทางไปสอนไปเรียนกันถึงต่างประเทศ เช่น ประเทศลาว พม่า เป็นต้น แต่สมเด็จวังหน้าพระองค์นั้น ก็ทรงทรหด ดั้นด้นติดตามไปหาไปพบพระอาจารย์ตามที่นัดหมายได้ทุกครั้ง เสด็จวังหน้าพระองค์ทรงศึกษาเล่าเรียนวิชาความรู้ต่าง ๆ จากอาจารย์พระธุดงค์รูปนี้อยู่นาน จนชำนาญในหลายแขนงวิชา เพราะว่าพระ อาจารย์ธุดงค์รูปนี้ ไม่ใช่เพียงสอนวิชาคาถาอาคมเท่านั้น ท่านยัง สอนวิชาอื่น ๆ อีกด้วย โดยเฉพาะวิชาในพระพุทธศาสนา เช่นการนั่งสมาธิทำวิปัสสนากรรมฐาน เพราะท่านพูดกับศิษย์ว่า การนั่ง สมาธินั้นจะช่วยให้จำวิชาต่าง ๆได้ดีขึ้น และสามารถนำมาประกอบใช้ กับวิชาคาถาอาคมต่าง ๆ ได้ดี สมเด็จวังหน้าทรงปฏิบัติตามทุกอย่าง
ครั้นศึกษาวิชาคาถาอาคม และการทำสมาธิ ทำกรรมฐานเพียงพอแล้ว วันหนึ่งอาจารย์ธุดงค์ก็ได้บอกกับสมเด็จวังหน้าผู้เป็นศิษย์ว่า " ถึงเวลาที่เราควรจากกันแล้ว ตอนนี้วังหน้าก็เรียนวิชาสำเร็จทุกอย่างแล้ว และอาตมาภาพขอยืนยันว่า บัดนี้ถือได้ว่าวังหน้าได้เป็นหนึ่งในแผ่นดินสมความปรารถนาแล้ว
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05 มิถุนายน 2009, 07:31:38 am โดย d@eng
»
บันทึกการเข้า
ขั้นตอนตั้งกระทู้+ลงรูปภาพ+การใช้เว๊บบอร์ด คลิกที่นี่
แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์
กระทู้: 14053
~สาวสกลนคร~
Re: พระคณาจารย์ของ(เสด็จเตี่ยฯ )
«
ตอบ #19 เมื่อ:
05 มิถุนายน 2009, 07:36:10 am »
ก่อนจากกันครั้งหนึ่งสมเด็จวังหน้าได้ถามอาจารย์พระธุดงค์ว่า " หลวงพ่อชื่ออะไร " ทั้งนี้ก็เพราะว่า ถึงแม้จะได้เป็นศิษย์อาจารย์กันมาหลายปีแล้ว สมเด็จวังหน้าไม่เคยได้ทราบชื่อของอาจารย์พระธุดงค์รูปนั้นเลย พระองค์ได้แต่เรียกพระอาจารย์ว่า "หลวงพ่อ ๆ " ส่วนอาจารย์พระธุดงค์รูปนั้นก็เรียกสมเด็จวังหน้าว่า " วังหน้าเฉย ๆ " เมื่อสมเด็จวังหน้าได้ทรงถามเช่นนั้น อาจารย์พระธุดงค์รูปนั้น ก็ยังไม่ยอมบอกชื่อเสียงเรียงนาม ได้แต่อธิบายสมเด็จวังหน้า ให้เห็นถึงความไม่จำเป็นของชื่อเสียงเรียงนาม และยังได้บอกกับสมเด็จวังหน้าผู้เป็นศิษย์ว่า " วังหน้าจะเรียกหลวงพ่อว่าอย่างไร หลวงพ่อก็ชื่ออย่างนั้นล่ะ "
เมื่อถามถึงอายุ อาจารย์พระธุดงค์ก็ตอบว่า " อายุเท่าไร จำไม่ได้แล้ว เพราะมันนานเหลือเกินแล้ว ปู่ของวังหน้า ถ้ายังมีชีวิตอยู่อายุสักประมาณเท่าไรได้แล้วล่ะ " สมเด็จวังหน้าตอบว่า " ร้อยกว่าปีแล้ว " อาจารย์พระธุดงค์ตอบว่า " ถ้าอย่างนั้น วังหน้าก็เอาอายุของปู่สักร้อยพระองค์มาบวกกันก็ยังไม่ได้เท่าอายุของหลวง พ่อ " ด้วยเหตุนี้ สมเด็จวังหน้าจึงไม่สามารถจะทราบได้ว่าพระอาจารย์ของ พระองค์ชื่ออะไร พระองค์จึงทรงดำริจะตั้งชื่อพระอาจารย์ลึกลับมหัศจรรย์รูปนั้นขึ้นมาเอง พระองค์ทรงใคร่ครวญหาชื่อ เพื่อจะตั้งให้เหมาะกับพฤติกรรมของพระอาจารย์รูปนี้
ในที่สุดก็ตัดสินพระทัยขออนุญาตเรียกชื่อ พระอาจารย์รูปนั้นว่า "เทพโลกอุดร " เพราะพระองค์ทรงเห็นว่า พระองค์ไปไหนมา ไหนรวดเร็วดังปรารถนาเหมือนเทพเจ้า และทรงฤทธิอภิญญาเหนือโลก อาจารย์พระธุดงค์ก็ไม่ว่าอะไร ได้แต่ยิ้ม ๆ ตั้งแต่บัดนั้นมา พระธุดงค์ผู้มีความพิสดารในรูปร่างลักษณะรูปนี้จึงได้ชื่อว่า "เทพโลกอุดร " แต่ในต่อมาไม่ทราบว่าใคร ได้ไปต่อนามให้ท่านว่า " พระครูโลกเทพอุดร " ตามประวัติที่พอสืบหาได้ก็เห็นว่า ท่านมีนามว่า " หลวงปู่โลกเทพอุดร " เท่านั้นไม่มีคำว่า " พระครู " นำหน้า
จากบทเรื่องเล่าของหลวงปู่โทน เกี่ยวกับ "หลวงปู่เทพโลกอุดร"
ปู่ โทน หลำแพร เป็นชาวบ้านโพธิไทร อำเภออินทร์บุรี จังหวัด สิงห์บุรี
เมื่อสมัยยังเป็นหนุ่มน้อยได้บวชเป็นสามเณรอยู่ 3 พรรษา และอุปสมบทเป็นพระภิกษุต่ออีก 2 พรรษา ขณะที่บวชเรียนอยู่นั้น ปู่โทนก็สนใจในวิชาวิปัสสนากรรมฐาน ได้เคยศึกษาและปฏิบัติ จากพระอาจารย์ผู้มีความรู้ทางด้านนี้หลายรูป ต่อมาแม้เมื่อได้ลาสิกขาออกมาครองเพศฆราวาสแล้ว ปู่โทนผู้นี้ก็ยังสนใจในวิชาวิปัสสนากรรมฐานอยู่ พยายามหาโอกาสออกแสวงหาสถานที่วิเวกเพื่อบำเพ็ญธรรม อยู่เสมอ ขณะที่ท่านมีอายุได้ประมาณ 30 ปี ครั้งหนึ่งก็ได้ออกไปแสวงหาสถานที่วิเวกเพื่อบำเพ็ญ และในที่สุดก็ได้พบกับสถานที่ที่ต้องการแห่งหนึ่ง คือ ในถ้ำพระ ซึ่งอยู่หลังเขาช่องแค อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์
คืนหนึ่งขณะที่ ท่านนั่งสมาธิอยู่
พอจิตได้อารมณ์เป็นสมาธิแน่วนิ่งแล้วก็บังเกิดความประหลาดขึ้น โดยมีพระภิกษุรูปหนึ่งได้ปรากฏให้เห็นในนิมิต ตามคำบอกเล่าของปู่โทนบอกว่า พระภิกษุรูปนั้น มีลักษณะเหมือนคนโบราณ แต่ผิวพรรณผ่องใส มีสง่าราศีน่าเคารพนับถือ ดูจากรูปร่างภายนอกแล้วเห็นว่ายังหนุ่มแน่นแต่ศีรษะมีหงอกขาวโพลน ครั้นได้เห็นพระภิกษุรูปนั้น ปู่โทนก็เข้าใจว่าคงจะเป็นพระอาจารย์ทางวิปัสสนากรรมฐานผู้มีญาณวิเศษ สามารถถอดจิตมาสนทนากันได้ในนิมิต และการมาของท่านก็คงจะมาเพื่อสนทนาธรรมหรือช่วยชี้แนะข้อธรรมกรรมฐานที่ท่าน ติดขัดอยู่
ปู่โทนจึงได้เรียกถามท่านไป(ในนิมิต)ว่า
“ พระคุณเจ้าเป็นใคร ”
พระ ภิกษุหนุ่มผู้มีสง่าราศีน่าศรัทธายิ่งรูปนั้น ก็ตอบให้ทราบว่า ท่านคือหลวงปู่เทพโลกอุดร เป็นพระธุดงค์อาศัยอยู่ตามป่าเขาลำเนาถ้ำเป็นวัตร ที่มานี่ก็เพื่อต้องการจะมาชี้แนะธรรมปฏิบัติบางอย่าง เพราะเห็นว่าอุบาสกโทนยังปฏิบัติไม่ถูกต้อง ปู่โทนได้ทราบอย่างนั้นก็ปลื้มปิติยิ่งนัก ที่จะได้มีพระอาจารย์ผู้มีความรอบรู้มีคุณวิเศษเลิศล้ำ มาเมตตาชี้แนะข้อธรรมให้ ซึ่งบัดนั้นปู่โทนไม่ได้ทราบว่า หลวงปู่เทพโลกอุดร ที่ว่านั้นเป็นใครมาจากไหน เพราะว่า ท่านไม่เคยได้พบเจอ หรือได้ยินได้ทราบกิตติศัพท์มาก่อนว่า ท่านผู้นี้อยู่ที่ไหนแต่ปู่โทนก็ยินดีที่จะน้อมรับคำแนะนำเรื่องการวิปัสสนา
จากพระภิกษุผู้มาอย่างแปลกประหลาดรูปนี้ หลังจากนั้นหลวงปู่เทพโลกอุดรก็เมตตาชี้แนะวิธีทำกรรมฐานให้กับปู่โทนอธิบาย จนปู่โทนเข้าใจดีแล้ว ก็หายวับไป ปู่โทนกลับคืนอารมณ์ปกติ แต่ก็ยังจำเหตุการณ์นั้นได้ติดตา และยังปลื้มปิติไม่หาย ปู่โทนได้คำแนะนำนั้นมาปฏิบัติจนเห็นผลในเวลาไม่นาน ครั้นบำเพ็ญธรรมกรรมฐานอยู่ที่นั่นพอสมควรแล้วปู่โทนก็กลับมายังบ้าน เพื่อประกอบสัมมาอาชีพเลี้ยงครอบครัวต่อไป แต่แม้ว่าปู่จะกลับมาอยู่บ้าน แต่ก็ไม่เลิกทำกรรมฐานเสียเลย ยังคงบำเพ็ญอยู่อย่างสม่ำเสมอ แต่ก็น้อยกว่าเวลาไปบำเพ็ญในที่วิเวกตามป่าเขาลำเนาถ้ำเท่านั้นเอง และหลังจากนั้นปู่โทนก็ได้หาโอกาสไปบำเพ็ญธรรมที่ถ้ำพระนั้นอีก และก็ได้พบพระอาจารย์ในนิมิต ที่ท่านรู้จักในนาม หลวงปู่เทพโลกอุดรมาคอยชี้แนะข้อธรรมะให้อีก
และสอนในระดับสูงขึ้น ๆ ปู่โทนไปอยู่ศึกษาวิปัสสนากรรมฐานกับพระอาจารย์ในนิมิคที่นั่นอยู่เป็นนานพอ สมควร จนกระทั่งวันหนึ่ง พระอาจารย์หลวงปู่เทพโลกอุดรก็ได้บอกให้กับศิษย์คือ ปู่โทนถอดจิตออกจากสมาธิแล้วลืมตาขึ้น บัดนั้นเอง ปู่โทน ศิษย์ผู้ที่เคยแต่ได้เห็นอาจารย์แต่เพียงในนิมิต ก็ได้เห็นพระอาจารย์หลวงปู่เทพโลกอุดรด้วยตาเนื้อจริง ๆ เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนักเพราะว่ารูปร่างลักษณะของพระอาจารย์หลวงปู่เทพโลก อุดร ที่ศิษย์ปู่โทนได้เห็นด้วยตาเปล่าในขณะนั้นเหมือนกับที่ได้เห็นในนิมิตอย่าง ไม่ผิดเพี้ยนเลย เพราะเหตุนี้เอง ในเวลาต่อมาปู่โทนจึงเชื่อว่า หลวงปู่เทพโลกอุดรนั้นท่านยังไม่ได้มรณภาพ ท่านยังมีชีวิตอยู่ แต่ท่านอยู่ในที่ของท่านและท่านไม่ค่อยจะปรากฏให้ใครได้เห็นง่าย ๆ คนที่จะได้เห็นท่านนั้น จะต้องเป็นผู้ที่มีบุญวาสนา หรือเคยบุญเกี่ยวข้องกันมาแต่ชาติปางก่อน
ตั้งแต่มานั้นการเรียนการสอนจึงได้ดำเนินมาทั้งในนิมิต และภาพจริง ๆ วิชาความรู้ที่หลวงปู่เทพโลกอุดรได้ถ่ายทอดให้กับศิษย์ ปู่โทน หลำแพร ในตอนนั้น นอกจากจะเป็นวิชาเกี่ยวกับการนั่งวิปัสสนากรรมฐานแล้ว ท่านยังได้สอนในเรื่องเวทมนตร์คาถา
เพราะท่านสามารถกำหนดจิตทราบได้ว่า ปู่โทนต้องการจะเด่นในทางทรงฤทธิ์เดชและนอกจากนั้นแล้วท่านยังได้สอนวิชา แพทย์แผนโบราณ การใช้ยาสมุนไพรต่าง ๆ ประกอบยาให้ด้วย ซึ่งในเวลาต่อมาปู่โทนก็ได้ใช้วิชาความรู้เหล่านี้มาช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ให้รอดพ้นจากการถูกทรมานด้วยโรคร้าย และนอกจากนั้นแล้ว ท่านยังได้เป็ผู้เชี่ยวชาญและแนะนำการวิปัสสนากรรมฐานให้แก่บุคคลทั่วไป ถือได้ว่า ท่านเป็นวิปัสสนาจารย์ที่เป็นฆราวาสผู้มีความรอบรู้คนหนึ่ง เมื่อครั้งที่อยู่ศึกษาวิชาต่าง ๆ กับหลวงปู่เทพโลกอุดรนั่น
ปู่โทนได้เปิดเผยถึงประสบการณ์ ที่ท่านประทับใจมากอย่างหนึ่ง และผู้เขียนเห็นว่าเป็นเหตุการณ์ที่แปลกประหลาดเป็นยิ่งนัก แต่เมื่อนำมาเล่าแล้วท่านผู้อ่านจะเชื่อหรือไม่ ก็สุดแต่ท่าน ขอให้ใช้วิจารณญาณพิจารณาเอาเอง เรื่องที่ว่านี้ ก็คือ เรื่องที่หลวงปู่เทพโลกอุดร ได้พาศิษย์ คือ ปู่โทนไปท่องป่าหิมพานต์ หลังจากที่ปู่โทน ได้ศึกษาธรรมปฏิบัติกับอาจารย์หลวงปู่เทพโลกอุดรจนมีความสามารถพอสมควรแล้ว วันหนึ่ง หลวงปู่เทพโลกอุดร ได้บอกกับปู่โทน หลำแพร ผู้เป็นศิษย์ว่า “ อยากจะไปเที่ยวป่าหิมพานต์ไหม
บันทึกการเข้า
ขั้นตอนตั้งกระทู้+ลงรูปภาพ+การใช้เว๊บบอร์ด คลิกที่นี่
แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์
กระทู้: 14053
~สาวสกลนคร~
Re: พระคณาจารย์ของ(เสด็จเตี่ยฯ )
«
ตอบ #20 เมื่อ:
05 มิถุนายน 2009, 07:42:08 am »
ปู่โทน ได้ยินดังนั้นก็ให้ตกใจเล็กน้อย เพราะคิดว่าป่าหิมพานต์มีอยู่จริงหรือ เพราะเท่าที่ท่านทราบจากการศึกษาพระพุทธศาสนาก็พอจะทราบป่าหิมพานต์ที่ว่า นี้ ก็คือป่าในเขตหนาว ซึ่งก็อยู่ในแถวเทือกเขาหิมาลัยโน่น แต่อย่างไรก็ตามท่านยังไม่เคยได้ยินได้ทราบว่ามีใครได้เคยไปเที่ยวป่า หิมพานต์นั้นมาก่อน จึงพากันคิดว่าป่าหิมพานต์เป็นเพียงแต่ฉลากสถานที่แห่งหนึ่งที่กล่าวถึงใน พระเวสสันดรชาดก ซึ่งถือเป็นนิยายปรัมปรา หรือ เทพนิยายทางตะวันออกก็ว่าได้ คิดไม่ถึงว่าจะมีอยู่จริง และสามารถที่จะไปเที่ยวได้ แต่อย่างไรปู่โทน ก็ศรัทธาและเชื่อมั่นในความเหนือธรรมดาของพระอาจารย์รูปนี้ ปู่จึงคิดว่าอาจารย์ไม่ได้พูดเล่นเป็นแน่ จึงตอบไปว่า
“ อยากไปขอรับ ”
ถึง แม้ว่าจะตอบรับไปแล้วแต่ปู่โทนก็ยังไม่วายสงสัยว่า อาจารย์จะพาตนไปที่นั่นได้อย่างไร ทั้งนี้ก็เพราะว่าตนยังคิดไม่ออกว่า เจ้าป่าหิมพานต์ที่ว่านั้นเป็นอย่างไรกันแน่ ต้องไม่ใช่อยู่ใกล้ ๆแน่ และที่สำคัญการเดินทางไปที่นั่น ต้องไม่มีการคมนาคมสะดวกสบายเหมือนกับเดินทางไปสู่ถิ่นเจริญอื่น ๆ เป็นแน่แท้ เพราะว่าถ้าเป็นเช่นนั้นก็คงจะมีใครต่อใครดั้นด้นเดินทางไปถึงมาแล้ว แล้วคงจะมีคนกลับมาเล่าให้ฟังกันบ้างแล้ว
ปู่โทนจึงได้ถามหลวงปู่เทพโลกอุดรว่า
“ จะไปที่นั่นกันอย่างไรหรือขอรับ “
หลวงปู่ตอบว่า
“ จะให้ปู่โทนขี่หลังท่านไป ”
ปู่ โทน ก็ยังสงสัยอยู่ว่าจะเป็นไปได้อย่างไร จะให้ศิษย์ขี่หลังเหาะไปอย่างนั้นหรือ แต่ท่านเชื่อว่า อาจารย์ผู้เลิศด้วยฤทธิ์อภิญญา เหนือโลกท่านนี้จะต้องพาตนไปยังที่ป่าหิมพานต์นั้นได้อย่างแน่นอน จึงไม่ได้ซักไซร้ให้มากความ เมื่อตกลงกันเช่นนั้นแล้วหลวงปู่เทพโลกอุดร ก็ได้นัดแนะวันที่จะนำศิษย์เอกเดินทางไปชมป่าหิมพานต์ว่า จะไปกันในอีก 7 วันข้างหน้า พร้อมกันนั้นท่านก็ได้กำชับศิษย์เอกว่า
“ ในวันนั้น ให้แต่งกาย นุ่งขาว ห่มขาว และเมื่อเดินทางไปถึงป่าหิมพานต์แล้วก็ให้สำรวมกาย วาจา ใจ อย่างเคร่งครัด อย่าตื่นกลัวและห้ามซักถามใด ๆ ” ในที่สุดกำหนดการเดินทางไปท่องดินแดนมหัศจรรย์ก็มาถึง วันนั้นปู่โทนแต่งกายด้วยชุดขาว ตามที่หลวงปู่เทพโลกอุดรสั่ง หลังจากนั้นก็นั่งสมาธิแผ่เมตตาไปทั่วสากลโลก ออกจากสมาธิแล้ว ก็ได้นั่งรอการมาของหลวงปู่เทพโลกอุดร แต่เพียงนึกถึงเท่านั้น หลวงปู่เทพโลกอุดรก็มาปรากฏกายอยู่ตรงหน้า มาถึงแล้วหลวงปู่เทพโลกอุดรก็ได้ซักซ้อมความเข้าใจกับศิษย์อีกครั้ง โดยถึงการปฏิบัติเมื่อเดินทางไปถึงป่าหิมพานต์
ครั้นซักซ้อมกันเข้าใจ ดี หลวงปู่ก็เอาผ้าสีดำผืนหนึ่งมาปิดตาลูกศิษย์เอกจากนั้นก็ให้เกาะหลังท่าน พาหายไปจากที่นั่นในขณะเดินทางอยู่นั้นปู่โทนจึงไม่ได้เห็นอะไรเลย เพราะมีผ้าปิดตาอยู่ แต่เมื่อพาไปถึงที่หมาย หลวงปู่ก็แก้ผ้าดำที่ปิดตาศิษย์อยู่ออก จากนั้นปู่โทนจึงได้เห็นอะไรต่อมิอะไรในดินแดนมหัศจรรย์แห่งหนึ่ง ต่อมาปู่ท่านได้นำมาเปิดเผยว่า “ เห็นต้นไม้ใหญ่ สูงมาก แผ่กิ่งก้านสาขาทึบร่มครึ้มคล้ายต้นมะม่วง ใบยาวคล้าย ๆ ใบกล้วย ออกดอกออกช่อ ห้อยโตงเตงเป็นร่างผู้หญิงสาวสวยมาก สวยคล้ายนางฟ้า ดอกหนึ่งมีผู้หญิงสาวสองคนห้อยโตงเตงอยู่ด้วยกัน บางดอกก็เพิ่งเป็นตัวตน งอตัวคล้ายทารกงอตัวอยู่ในท้องแม่อย่างนั้นแหละ ท่านพระครู (หลวงปู่เทพโลกอุดร ) ไม่ได้บอกว่าเป็นต้นอะไร
แต่ฉันก็รู้ได้ทันทีว่า นี้คือ ต้นดอกนารีผลในป่าหิมพานต์ เวลานี้ได้มาถึงป่าหิมพานต์แล้วเป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก ฉัน (ปู่โทน ) ตะลึงลานไปหมด เอามือขยี้ตาตัวเองว่าฝาดไปหรือเปล่า ก็ไม่ได้ตาฝาด หยิกเนื้อหยิกตัวเองดูก็เจ็บ ไม่ได้ฝันไปเลย นารีผลแขวนโตงเตงดารดาษเต็มไปหมดทั้งต้น ส่งกลิ่นหอมตลบไปหมด หอมเหลือเกิน หอมอย่างเครื่องหอมที่ไม่มีในโลก ฉันเคลิบเคลิ้มงงงวย หัวใจยังงี้รู้สึกเหมือนจะลอยจากร่าง ใต้ต้น (นารีผล ) โล่งเตียนสะอาดสะอ้าน คล้ายมีคนมากวาดไว้เรียบร้อย อากาศหนาวเย็นมาก รู้สึกว่าเป็นเขากว้างมาก มีภูเขาสูง ๆ ล้อมรอบ ยอดเขามีหิมะปกคลุม นารีผลนั้นไม่เห็นพูดแต่รู้สึกว่ามีชีวิตจิตใจ สวยจริง ๆ เคลิบเคลิ้มเกิดอารมณ์เสน่หารัญจวนใจจนรู้สึกใจหวิว ๆ จะขาดรอนเสียให้ได้ตรงนั้น เลยต้องกลับ ”
เรื่องเล่าในตอนนี้ของปู่โทน ได้กล่าวสัมภาษณ์นักเขียนท่านหนึ่ง คือ คุณ สิทธา เชตวัน
หลวง ปู่เทพโลกอุดร นั้นมีด้วยกันหลายชื่อ หลวงพ่อใหญ่ หลวงพ่อดำ หลวงพ่อโพรงโพธิ์ อภิญญากลางไพร พระอาจารย์เสือ ยังมีอีกมากมายหลาย 10 ชื่อ พระประวัติของหลวงปู่เทพโลกอุดร นั้น ไม่มี แต่เคยสัมผัสได้ว่า ท่านทรงมีตัวตนแต่อยู่ไม่เป็นหลักแหล่งเท่านั้นเอง หลวงปู่เทพโลกอุดร นั้นท่านมีอายุมากกว่า 2000 กว่าปีมาแล้ว แต่ท่านสามารถเดินปฏิบัติ ธุดงควัตร อันยาวนาน โดยบางครั้งท่านจะสามารถแปลงกายเป็นสามเณร แต่มีผมสีขาวโพลน แต่กายนั้นยังหนุ่มเหมือนเด็กๆ บางครั้งท่านแปลงกายเป็นคนชรา แต่ผมก็ขาวโพลนเช่นกัน
มาอ่านกันเกี่ยว กับปริศนาอาจารย์ของหลวงปู่ศุข คือ หลวงพ่อโพรงโพธิ์ ประวัติของหลวงพ่อโพรงโพธิ์ ท่านทรงมีความเป็นอยู่ที่ลึกลับมากๆ พอๆกันกับศิษย์ของหลวงปู่เทพโลกอุดร ก่อนหน้านั้นท่านเป็นใครไม่มีใครทราบได้ มาจากไหน ไม่มีใครรู้จัก แต่ต่อมามีชาวบ้านแถบจังหวัดเพชรบุรีเดินมาพบเข้า เห็นนั่งสมาธิอยู่ที่โพรงโพธิ์ไปถึงเห็นท่านมีวัตรปฏิบัติน่าเลื่อมใสศรัทธา ก็ได้นิมนต์ท่านออกมาแล้วช่วยกันสร้างวัดให้ เมื่อถามถึงชื่อ หลวงปู่รูปนั้นก็ไม่ตอบ บอกว่าใครอยากจะเรียกชื่ออย่างไร ก็เรียกกันไป ชื่อเสียงท่านไม่มีความหมาย สำหรับท่านอยู่แล้ว ชาวบ้านก็เลยตั้งชื่อให้ท่านตามสถานที่ได้พบท่านครั้งแรก คือที่โพรงโพธิ์ จึงให้ชื่อว่าหลวงพ่อโพรงโพธิ์
.
ชาวบ้านสร้างวัดให้แล้วก็นิมนต์ หลวงพ่อโพรงโพธิ์ อยู่จะพรรษา ท่านก็ได้อยู่ปฏิบัติธรรม และสั่งสอนชาวบ้านไปตามหน้าที่พระสงฆ์ชาวบ้านให้ตั้งมั่นอยู่ในคำสั่งสอนของ หลวงพ่อโพรงโพธิ์ (ไม่มีการกล่าวถึงสถานที่ให้ทราบ) ตั้งแต่บัดนั้นมาหลวงพ่อโพรงโพธิ์ รูปนี้เป็นที่พึ่งของชาวบ้านในย่านนั้นทั้งในเรื่องการดำเนินชีวิต ตลอดจนการรักษาพยาบาล เพราะว่านอกจากท่านจะเก่งในเรื่องเทศนาสั่งสอนแล้วท่านยังมีความรอบรู้ใน เรื่องหยูกยาสมุนไพร ใครเจ็บไข้ได้ป่วยมาหาท่าน ก็รักษาเยียวยาให้.
ต่อมามี คำเล่าลือกันว่าหลวงพ่อโพรงโพธิ์ นั้นให้หวยแม่น มีคนนำคำพูดนั้นไปตีเป็นตัวเลข ซื้อหวยถูกกันหลายราย เมื่อเรื่องนี้ออกไป จึงมีชาวบ้านชาวเมืองแห่กันมาขอหวยท่าน จนท่านไม่ได้หลับไม่ได้นอน ในวัดนั้นมีแต่ความวุ่นวายไม่เป็นสถานวิเวก เหมาะแก่การปฏิบัติธรรม เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้วจนกระทั่งวันหนึ่งนั้นมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับหลวงพ่อ โพรงโพธิ์ คือมีเสือใหญ่ตัวหนึ่งขึ้นไปคาบท่านลงมาจากกุฏิ แล้วพาหายเข้าไปในป่าลึก ขณะที่เสือร้ายนั้นคาบท่านไปนั้นก็ยังมีหยดเลือดนั้นหลดไปเป็นทาง เมื่อชาวบ้านทราบเรื่องต่างก็เตรียมปืน ผาหน้าไม้ ออกติดตามช่วยเหลือหลวงพ่อ โดยสะกดรอยเลือดนั้นไป
จนกระทั่งไปเจร่างของท่านนั้นซึ่งถูกเสือกัดทิ้งไว้อย่างแหกเหลว แล้วชาวบ้านก็ช่วยนำร่างของท่านนั้นมาทำการฌาปนกิจให้ตามประเพณี ร่างกายของหลวงพ่อโพรงโพธิ์ นั้นก็ถูกไฟผาผลาญไปท่ามกลางความเศร้าโศกของชาวบ้านที่มาร่วมพิธี เรืองราวของท่านน่าจะจบแล้วนั้นกลับตรงข้าม เพราหลังจากนั้นไม่นานก็มีชาวบ้านไปพบท่านนั่งสมาธิอยู่ที่ โพรงโพธิ์ ต้นเดิม เจอครั้งแรกนั้นชาวบ้านต่างก็ตกตะลึงกันใหญ่ จึงไปตามเพื่อนบ้านมาดูกันหลายคนที่ดูกันก็กล้าๆกลัวๆ แต่เมื่อลองพูดคุยด้วย หลวงพ่อก็คุยด้วยอย่างปกติ และเมื่อขออนุญาต ท่านจับต้องกาย ก็รู้สึกจากการสัมผัสได้ว่าเป็นร่างกายคนปกติ นั่นหมายถึงว่า
ร่างที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าของพวกเขาเวลานั้น ก็คือร่างของหลวงพ่อโพรงโพธิ์ องค์เดิมจริงๆ แต่เป็นไปได้อย่างไรละก็ในเมื่อชาวบ้านเหล่านั้นก็ได้เห็นประจักษ์ว่า ท่านมรณภาพไปแล้ว
และพวกเขาเองต่างก็ช่วยกันฌาปนกิจศพไปแล้วร่างของท่านก็ถูกเผาไหม้ไปต่อหน้า ต่อตา ชาวบ้านต่างก็สับสนกันอลหม่าน ต่างเข้าใจว่านั้นคือความศักดิ์สิทธ์
ชาวบ้านเหล่านั้นจึงได้นิมนต์ท่านกลับไปอยู่ที่วัดเดิม เมื่อข่าวหลวงพ่อโพรงโพธิ์ ฟื้นกลับมาอย่างปาฏิหาริย์แพร่กระจายออกไป ก็มีชาวบ้านแห่กันมามากมายอีก มารบกวนท่านอีกจนไม่มีเวลาปฏิบัติธรรมอีก หลวงพ่อโพรงโพธิ์กลับมาได้ไม่นาน คืนหนึ่งท่านก็เข้าจำวัตร และดับขันธ์ไปในท่าไสยาสน์ คราวนี้ชาวบ้านก็ได้จัดทำฌาปนกิจศพของท่านอีกครั้ง แล้วครั้งนี้ ท่านก็ไม่ได้มาปรากฏกายให้เห็นอีกเลย
แต่เรื่องราวของท่านนั้น ก็ยังไม่จบมีชาวบ้านถิ่นอื่นในย่านจังหวัดกาญจนบุรี ได้พบเห็นพระภิกษุรูปร่างเหมือนหลวงพ่อโพรงโพธิ์ ซึ่งประวัติของหลวงพ่อโพรงโพธิ์ นั้นได้มีศิษย์เอกอยู่สองรูปคือ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า และหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน ซึ่งไปสอดคล้องกับเรื่องพระอภิญญาจารย์กลางไพร ที่คุณประเจียดได้กล่าวไว้ในข้อมูลตอนหนึ่งที่ได้ศึกษาประวัติของหลวงปู่เทพ โลกอุดร โดยได้รับคำบอกเล่ามาจากพระป่า รูปหนึ่งได้เล่าให้คุณ ไทยดำ ทราบและได้มาถ่ายทอดต่อจึงขอขอบคุณ คุณไทยดำไว้ ณ ที่นี้ด้วย ส่วนทางผู้ที่มาอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วจะเชื่อหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับ วิจารณญาณ ตัดสินเอาเอง หลวงพ่อโพรงโพธิ์ ก็คือ พระภิกษุแก่ชราภาพ ที่จะนำให้ผู้อ่านทั้งหลายนั้นได้เข้ามาอ่านติดตามเรื่องของหลวงปู่ศุข ที่ได้พบพระชรารูปหนึ่งนั้นซึ่งเป็นองค์เดียวกันนี้แหละ
พระภิกษุ รูปนี้นั้นมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับ
“ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากร เกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ”
มีเรื่องกล่าวกันมาว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งนั้นเสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ นั้นได้ทรงเดินทางไปยังหัวเมืองปักใต้ เพื่อไปตรวจตราพวกอั้งยี่ นั้นก็ได้ไปยัง เมืองภูเก็ต และก็ไปพบกับพระภิกษุรูปหนึ่ง เรียกกันว่า หลวงปู่ดำ ที่วัดฉลอง ซึ่งเสด็จเตี่ย นั้นก็ได้เห็นพระภิกษุ นั้นมีผมขาวโพลน เส้นเล็กๆ และยืนอยู่ ก็เลยเดินเข้าไปหา ปรากฏว่าพระภิกษุรูปนั้นก็หายตัวไป แล้วก็มาปรากฏ อยู่ที่ด้านหลังของเสด็จเตี่ย (ถ้าจำไม่ผิดนะครับจากคำบอกเล่า) ต่อจากนั้นเสด็จเตี่ย นั้นก็ได้ปรารภ กับหลวงปู่ดำ นั้น ท่านก็ชี้แนะทางให้ไปพบกับลูกศิษย์ของท่านที่ทางภาคเหนือ ซึ่งมีด้วยกันอยู่ 2 รูปแล้วจะรู้เองเมื่อเสด็จเตี่ยทรงรับทราบแล้วนั้น พระภิกษุรูปนั้นก็เดินหายไปทันที.
บันทึกการเข้า
ขั้นตอนตั้งกระทู้+ลงรูปภาพ+การใช้เว๊บบอร์ด คลิกที่นี่
แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์
กระทู้: 14053
~สาวสกลนคร~
Re: พระคณาจารย์ของ(เสด็จเตี่ยฯ )
«
ตอบ #21 เมื่อ:
05 มิถุนายน 2009, 07:46:03 am »
พระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(ร.5) ทรงเห็นว่า เมื่อเสด็จในกรมฯ มีความสนพระทัยในด้านไสยเวท จริงๆ จึงมีรับสั่งให้ไปหาพระอาจารย์รูปหนึ่งที่ภูเก็ต
การเดินทางในคราวนั้น เสด็จในกรมฯทรงเสด็จด้วยเรือรบพร้อมกับผู้ติดตาม 4 คน คือ หลวงวิชัยฤทธิ์รงค์, นายแอ๊ด(ปากน้ำ ระยอง) จ่าชม(ปากลัด) และนายโท เมื่อถึงที่หมาย เจ้าเมืองภูเก็ตจัดม้ามาถวายทั้งหมด 5 ตัว พระองค์และคนสนิทต้องเดินทางด้วยม้า และใช้เวลาในการเดินทางราว 5-6 ชั่วโมง จึงถึงวัดร้างแห่งหนึ่งอยู่กลางป่าลึก พระองค์ทรงเดินไปยังกุฏิหลังนั้นเห็นพระรูปหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่ผิวดำ(บาง แห่งเรียกพระองค์นี้ว่า
หลวงพ่อดำ
เพราะเหตุท่านมีผิวดำคล้ำ)
กำลังนั่งลูบกระต่ายสีขาวอยู่ ทันทีที่หลวงพ่อใหญ่ เห็นชายแปลกหน้ามาถึง 5 คน จึงวางกระต่ายลง และนำไม้กระบองขนาดถนัดมือ เดินลิ่วไปหาผู้ที่มาเยือนทันที หลวงพ่อใหญ่ถามว่า มาหาใคร เสด็จในกรมฯตอบว่า กระผมมาหาหลวงพ่อขอรับ พร้อมกับก้มตัวลงกราบ ไม่ทันได้ระวังตัว หลวงพ่อใหญ่ ได้ใช้กระบองหวดเข้าที่บริเวณศรีษะของเสด็จในกรมฯทันที จนพระโลหิตไหลอาบไปทั่วหน้า
และขณะที่ผู้ติดตามกำลังจะวิ่งมาช่วยเจ้านาย หลวงพ่อใหญ่ก็พลิ้วตัวเข้าหาผู้ติดตามแบบประชิดตัว ทุกๆคนโดนหวดจนล้มหมอบไปตามๆกัน พร้อมๆกับเสียงหัวเราะชอบใจของหลวงพ่อใหญ่ หลวงพ่อใหญ่ ได้ถามความสมัครใจของเสด็จในกรมฯว่า ยังคิดจะเรียนวิชาอีกหรือไม่ พระองค์ทรงยืนยันว่า การเดินทางมาจากเมืองบางกอกในครั้งนี้ต้องการมากราบขอเป็นลูกศิษย์ มิได้มีเจตนาอื่นใดแอบแฝง
หลวงพ่อใหญ่ จึงใช้ฝ่ามือลูบที่ใบหน้าของเสด็จในกรมฯ และ ผู้ติดตามทั้ง 4 คน ปรากฏว่าแผลที่โดนหวดตี นั้นปิดสนิท คราบเลือดทั้งหลายก็พลอยหายไปด้วย ทั้งยังไม่มีอาการใดๆ ที่แสดงความเจ็บปวด หลงเหลืออยู่อีก จากนั้นได้ถามเสด็จในกรมฯว่า ที่บ้านเลี้ยงกระต่ายหรือเปล่า พระองค์ท่านตอบว่าไม่มี หลวงพ่อใหญ่จึงให้ทุกคนหลับตา เมื่อท่านบอกให้ลืมตาได้ ปรากฏเป็นที่อัศจรรย์ว่า บริเวณวัดร้างแห่งนั้นมีกระต่ายสีขาว วิ่งเล่นจนขาวโพลน ไปทั่วทุ่งนับพันนับหมื่นตัว
หลัง จากนั้นหลวงพ่อใหญ่ จึงต้อนรับอาคันตุกะจากแดนไกล ด้วยข้าวปลา อาหาร ที่ยังอยู่ในบาตร อาหารมื้อนั้นนะช่างน่าแปลกใจ ท่ามกลางป่าทึบแต่กลับมีอาหารชั้นดีอย่างที่คนเมืองนิยมกินกัน เมื่ออิ่มหนำสำราญ อาบน้ำอาบท่าเป็นที่เรียบร้อย เสด็จในกรมฯและผู้ที่ติดตามจึงเข้าไปกราบหลวงพ่อใหญ่ ที่กุฏิร้างอีกครั้ง หลวงพ่อใหญ่บอกว่าจะสอนวิชาให้เฉพาะคนที่เป็นแม่ทัพเท่านั้น ส่วนผู้ที่ติดตามทั้ง 4 ท่านนั้นเพียงแต่เป่ากระหม่อมให้ จากนั้นหลวงพ่อใหญ่ ได้หยิบกระดาษเล็กๆ มาจดพระคาถาให้ ข้อความไม่ยาวนักและบอกให้เสด็จในกรมฯท่องให้ขึ้นใจ จนเมื่อแน่ใจว่า จำได้แม่นยำไม่ผิดเพี้ยนในอักขระตัวใดแล้ว ท่านจึงขยำทิ้งเป็นเช่นนี้อยู่ 5-6 ใบ ท่านบอกว่าวันนี้สอนเพียงแค่นี้ พรุ่งนี้จะประสิทธิ์ประสาทวิชาให้
เช้ามืดวันรุ่งขึ้น เสด็จในกรมฯและผู้ติดตามตื่นขึ้นเพื่อช่วยเช็ดกุฏิ ขณะนั้นหลวงพ่อใหญ่ กำลังครองจีวรเพื่อออกบิณฑบาต ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น หลวงพ่อใหญ่ ก็กลับมาพร้อมด้วยอาหารพูนบาตร มื้อนั้นหลังจากที่กินกันอิ่ม 5 คนแล้วยังมีเหลืออีกมาก จากนั้นท่านได้สวดยถา สัพพีให้ศีลให้พร
เสด็จในกรมฯถามหลวงพ่อใหญ่ ว่าบิณฑบาต จากที่แห่งไหน ท่านตอบว่าเมืองภูเก็ต ทั้งๆที่เมื่อวานนี้เสด็จในกรมฯและผู้ติดตามขี่ม้าเดินทางจากเมืองภูเก็ตมา ยังป่าลึกแห่งนี้ใช้เวลาราว 5-6 ชั่วโมง แต่หลวงพ่อใหญ่กลับใช้เวลาเดินบิณฑบาต ไป-กลับเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น แถมยังมีข้าวเต็มบาตรอีกด้วยช่างเป็นเรื่องเหลือเชื่อจริงๆ
หลวงพ่อใหญ่เริ่มถ่ายทอดวิชาให้เสด็จในกรมฯ ด้วยการเป่ากระหม่อม 3 ครั้งและเป่าลมเข้าปากอีก 3 ครั้ง พระองค์ท่านรู้สึกเย็นวาบเหมือนการกลืนก้อนน้ำแข็งลงคอกระนั้น วิชาที่ท่านเรียนจากหลวงพ่อใหญ่ ?ตะกรุดแม่ทัพ? ซึ่งเป็นการลงอักขระ เลขยันต์ทั้งหลายในตะกรุด วิชานี่เมื่อปืนยิงมายังเป้าหมายจะผิดทาง แคล้วคลาดหมด แต่ถ้าเป็นการยิงระยะใกล้ หรือที่เรียกกันว่า ระยะเผาขน นั้นคุณสมบัติ จากแคล้วคลาดจะถูกเปลี่ยนเป็นมหาอุดปืนยิงไม่ออก
ภายหลังเมื่อกลับจากเมืองภูเก็ต เสด็จในกรมฯได้ลองวิชานี้ด้วยการปลุกเสกเลขยันต์ในตะกรุด 3 ดอก มอบให้ทหารเรือบดพายออกไปให้ห่างจากเรือใหญ่ และใช้ปืนยาว 5 กระบอก ปรากฏว่ายิงผิดเป้าหมายทุกกระบอก แต่เมื่อใช้ปืนประจำเรือเล็งไปยังเรือบด ปรากฏว่ากระสุนด้าน
ก่อนที่เสด็จในกรมฯจะเดินทางกลับกรุงเทพฯในคราวนั้น หลวงพ่อใหญ่ บอกว่า หากมีเวลาให้เสด็จมาจะต่อวิชาอื่นๆ ให้อีก และหากมิได้พบกันด้วยเหตุใดก็ตาม ให้ไปเรียนวิชากับ
หลวงปู่ศุข วัดอู่ทอง(ปากคลองมะขามเฒ่า)
เพราะเป็นศิษย์ในสายเดียวกันต่อมาไม่ปรากฏว่าพระองค์ไปเรียนวิชาใดๆกับหลวง พ่อใหญ่อีกเลย
บันทึกการเข้า
ขั้นตอนตั้งกระทู้+ลงรูปภาพ+การใช้เว๊บบอร์ด คลิกที่นี่
แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์
กระทู้: 14053
~สาวสกลนคร~
Re: พระคณาจารย์ของ(เสด็จเตี่ยฯ )
«
ตอบ #22 เมื่อ:
05 มิถุนายน 2009, 07:54:04 am »
หลวงพ่อหรุ่นเก้ายอด
หลวงพ่อหรุ่น ใจภารา แห่งวัดอัมพวัน ราชวัตร เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ประวัติแต่ก่อนท่านเป็นเสือ ชื่อว่าเสือหรุ่น แห่งเชียงราก ออกปล้นแถบ ปทุมธานี อยุธยา จนทางการต้องปราบปราม สุดท้ายท่านกลับใจมาบวช และเป็นอาจารย์สักยันต์ โดยเฉพาะยันต์เก้ายอด เค้าว่าเหนียวมาก หลวงพ่อมีลูกชายคนหนึ่งชื่อ นายเสงี่ยม เป็นลูกพี่ใหญ่แก็งค์เก้ายอดสมัยนั้น
พระอาจารย์หรุ่นเก้ายอดแห่งวัดอัมพวัน อดีตขุนโจรขมังเวทย์ในยุครัชกาลที่ 6 - 7
เรื่องราวเล่าขานของเสือหรุ่นหรือหลวงพ่อหรุ่นเก้ายอดเป็นที่น่าเกรงขาม แม้แต่เสด็จเตี่ย กรมหลวงชุมพรฯ ยังทรงยกย่องยอมรับ พอเลิกจาการเป็นเสือได้หันหน้าเข้าหาพระธรรม ตอนหลังเป็นพระอาจารย์ชื่อดังขึ้นชื่อเรื่องการสักยันต์เก้ายอดให้ลูกศิษย์ ใครที่มียันต์เก้ายอดติดกายเข้ารณรงค์สงครามลูกปืนมาเป็นห่าฝน มีดดาบคมกริบไม่เคยระคายผิว
คำว่า 9 ยอด คือ
ยอดของยันต์ ที่มีความเป็นเลิศในด้านต่าง ๆ 9 ทาง ดังจะผูกเป็นวลี 9 ทางดังนี้
ชาตรี - แคล้วคลาด - กันภัย - มหาระงับ - ดับทุกข์ - สุขล้น - พ้นสงสาร - การงานรุ่ง
พยุงดวง
ยอดที่ ๑ ชาตรี : โดนของหนัก ของเบา ของแหลม ของคม ไม่ระคายผิว
ยอดที่๒ แคล้วคลาด : ศัตรูหมู่มารเหตุเพศภัยอันใดแคล้วคลาดผ่านพ้นจากเราไปหมด
ยอดที่๓ กันภัย : ภัยจากทิศทั้ง 4 บนบก บนน้ำ บนอากาศ ทำอันตรายเรามิได้
ยอดที่๔ มหาระงับ : ดับเรื่องร้อนเลวร้ายขึ้นโรงขึ้นศาลเป็นความเป็นคดีระงับดับหมดทุกเรื่อง
ยอดที่๕ ดับทุกข์ : ทุกข์ภัยที่เกิดกับตัวลำบากยากจนหน้าดำคล้ำหมอง หายจืดจางไป
ยอดที่๖ สุขล้น : ทวีความผาสุก เกษมสำราญ ทั้งสุขภาพจิต สุขภาพใจ
ยอดที่๗ พ้นสงสาร : จิตเกาะเกี่ยวกับธรรมคุณความดีงามละชั่วประพฤติเลว ทำดีตลอดไป
ยอดที่๘ การงานรุ่ง : หน้าที่การงานเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า เจ้านายรักลูกน้องหนุน เพื่อนร่วมงานดี
ยอดที่๙ พยุงดวง : แก้ทุกข์ภัยจากการกระทำของดวงตก ดวงไม่ดี เคราะห์เวรกรรม บรรเทาลงโดยพลัน
แม้ว่าอัตโนประวัติของพระเกจิอาจารย์นาม
"หลวงพ่อหรุ่น"
จะไร้หลักฐานข้อมูลอันแน่ชัด เช่นเดียวกับพระเกจิอาจารย์ยุคเก่าทั้งหลาย
แต่ความน่าสนใจของหลวงพ่อหรุ่น คือฉายานาม "เก้ายอด" ที่ได้รับมาจากชื่อเสียงในด้านการสักยันต์
แฟ้มข้อมูลของหลวงพ่อหรุ่น มีระบุเพียงว่า เกิดเมื่อประมาณปี พ.ศ.2390 ที่บ้านตำบลเชียงราก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
เป็นบุตรของนายน้อย ใจอาภา และ นางคำ ใจอาภา
อุปสมบท ณ วัดลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี
กล่าวว่า ปีที่ท่านอุปสมบทนั้น เป็นปี พ.ศ.2431 มีพระญาณไตรโลก (สะอาด) อดีตเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ครั้งยังเป็นที่ "พระธรรมราชานุวัตร" เป็นพระอุปัชฌาย์
ส่วนพระกรรมวาจาจารย์ และพระอนุสาวนาจารย์นั้น เป็นที่ถกเถียงกัน บ้างก็ว่าเป็นพระวัดลำลูกกานั้นเอง บ้างก็ว่าเป็นวัดกลางนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บ้างก็ว่าเป็นพระวัดสามไห แต่สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นวัดลำลูกกามากกว่า
ภายหลังจากอุปสมบทได้หลายพรรษาแล้ว ท่านจึงเริ่มเดินธุดงค์
ก่อนหน้านั้นนอกจากจะได้ศึกษาพระธรรมวินัยแล้ว ยังได้ร่ำเรียนด้านวิปัสสนากรรมฐานด้วย
ภายหลังได้ธุดงค์มาปักกลดในบริเวณข้างวัดอัมพวัน ถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ชาวบ้านได้เห็นถึงวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัด และมีคาถาอาคมแก่กล้าจึงได้นิมนต์ท่านมาพำนักที่วัดอัมพวันตั้งแต่บัดนั้น
กล่าวสำหรับวัดอัมพวัน สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ราว พ.ศ.2385 โดยพระยาราชชนะสงคราม (วัน) เป็นผู้สร้างเพื่ออุทิศแก่มารดาของท่านชื่อ "อ่ำ""จึงได้รับการขนานนามวัดว่า "วัดอ่ำวัน" ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น "วัดอัมพวัน" เพื่อให้มีความหมายดีขึ้น
วัดนี้ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ.2395
หลวงพ่อหรุ่น ในช่วงที่จำพรรษายังวัดอัมพวันแล้วนั้น ชื่อเสียงของท่านโด่งดังในด้านการ "สักยันต์" ยิ่งนัก โดยเฉพาะนักเลง "ก๊กเก้ายอด" ที่ท่านสักยันต์ให้จนได้รับฉายาว่า "หลวงพ่อหรุ่น เก้ายอด"
กล่าวสำหรับด้านวัตถุมงคลของหลวงพ่อหรุ่น มีแต่ของดีๆทั้งนั้น
- กระดูกห่านลงจาร ยาวประมาณ 1.5 นิ้ว
- ตะกรุดโทน ยาวประมาณ 7 นิ้ว
- แหวนเก้ายอด
- เหรียญปั๊มรูปเหมือน
- พระปิดตา
บันทึกการเข้า
ขั้นตอนตั้งกระทู้+ลงรูปภาพ+การใช้เว๊บบอร์ด คลิกที่นี่
แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์
กระทู้: 14053
~สาวสกลนคร~
Re: พระคณาจารย์ของ(เสด็จเตี่ยฯ )
«
ตอบ #23 เมื่อ:
11 กุมภาพันธ์ 2010, 04:47:10 am »
หลวงปู่ศุขให้ตะกรุดสามกษัตริย์
ในคราวหนึ่ง
กรมหลวงชุมพรฯ
ได้เสด็จไปเยี่ยม
หลวงปู่ศุข
ที่วัดปากคลองมะขามเฒ่า มีจางวางถึกตามเสด็จไปด้วย พร้อมกับทหารเรืออีกหลายนาย และวันนั้นหลวงปู่ศุขได้ทำพิธีลงตะกรุดสามกษัตริย์ให้เสด็จในกรมซึ่งขณะนั้น เป็นเวลา 12.00 น. พอดี หลวงปู่ได้กล่าวกับเสด็จในกรมว่า
“วิชาอาคม ต่าง ๆ อาตมภาพได้ประสิทธิ์ประสาทให้พระองค์ไว้มากแล้ว แต่ยังขาดของสำคัญอีกสิ่งหนึ่ง สิ่งนี้พระองค์จะขาดไม่ได้เพราะจะต้องติดตัวไว้กับพระองค์เสมอ เป็นของวิเศษที่มีอภินิหารมาก”
นอกจากนี้หลวงปู่ได้ตระเตรียมสิ่งของ ไว้ให้คือ แผ่นโลหะเป็นเงินหนัก 1 บาท นาคหนัง 1 บาท ทองคำหนัก 1 บาท รวมเป็น 3 กษัตริย์ สามารถแก้อาถรรพณ์ต่าง ๆ ได้
เมื่อลงตะกรุดแล้ว เอาด้ายสายสิญจน์มาเสกแล้วควั่นร้อยผูกเอวหรือจะคล้องคอก็ได้ ของสิ่งนี้แหละที่หลวงปู่ศุขตั้งใจทำถวาย และกล่าวกับพระองค์อีกว่า
“รอเดี๋ยว
เข้าที่บูชาก่อน”
จากนั้นหลวงปู่ก็เข้าห้อง จุดธูปเทียนจนควันตลบออกมาถึงข้างนอก สักครู่หนึ่งจึงเรียกเสด็จในกรมเข้าไปในห้อง ครู่ใหญ่ทั้ง 2 ก็เดินออกมาจากห้อง ในมือของหลวงปู่ศุขถือเหล็กกับแผ่นโลหะและด้ายควั่นสีขาว อีกมือหนึ่งถือเทียนเล่มโตนำเสด็จในกรมลงจากกุฏิ จางวางถึกและทหารคนสนิทรีบก้าวตามออกไปด้วยจนถึงศาลาน้ำหน้าวัด หลวงปู่จึงพูดว่า
“พระองค์รออยู่ที่นี่เดี๋ยว อาตมาจะระเบิดน้ำลงไปทำตะกรุดที่กลางแม่น้ำเดี๋ยวนี้”
กรมหลวงชุมพรฯ มิได้ตรัสตอบแต่ประการใด คงยืนนิ่งอยู่ที่ศาลาพร้อมด้วยเหล่าทหารคนสนิท ส่วนหลวงปู่ศุขก็หันตัวก้าวเดินลงบันไดท่าน้ำ มีเทียนเล่มใหญ่จุดไฟลุกโชติช่วง ตัวท่านค่อย ๆ จมหายไปในน้ำในที่สุด
ทุกคนเฝ้ามองด้วยใจระทึก เพราะเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก น้อยคนจะมีโอกาสเช่นนี้ หลายคนเฝ้าจับจ้องท้องน้ำอย่างใจจดใจจ่อ ท่ามกลางสายน้ำที่ไหลวกวนไปมา นานเกือบหนึ่งชั่วโมง หลวงปู่จึงเดินขึ้นมาที่บันไดศาลาท่าน้ำ เทียนยังสว่างเหลือเพียงคืบกว่า ๆ ผ้าสบง จีวร หาได้เปียกน้ำอะไรมากมาย (หมาด ๆ)
หลวงปู่ขึ้นมาแล้ว ก็มุ่งสู่กุฏิทันที แต่ก็ไม่ลืมหันมาสั่งเสด็จในกรมฯ ให้ไปกุฏิพร้อมกัน เมื่อเดินไปถึงและเข้าห้องบูชา หลวงปู่เอาเทียนที่เหลือปักไว้บนโต๊ะหมู่บูชา จึงได้นั่งลง หลวงปู่ศุขส่งตะกรุดสามกษัตริย์ให้เสด็จในกรมฯ พลางว่า
“เก็บไว้ให้ดี ไปไหนมาไหนก็ให้เอาติดตัวไปด้วย”
พระองค์ทรงกราบแล้วรับเอาตะกรุดจากหลวงปู่ พลางตรัสถามว่า
“ท่านอาจารย์ ตะกรุดนี้มีข้อห้ามอะไรหรือไม่” หลวงปู่บอก “ไม่มีห้ามอะไร ทองคำตกอยู่ที่ไหนก็เป็นทองคำอยู่นั่นแหละ”
จากนั้นหลวงปู่เอาพระ เครื่ององค์เล็กดำ ๆ มาแจกให้เหล่าทหารที่ตามเสด็จพร้อมกับประพรมน้ำมนต์ให้ทั่วหน้า จนเวลา 15.30 น. พระองค์จึงได้มาลงเรือและเสด็จกลับ
ตะกรุดสามกษัตริย์นี้ กรมหลวงชุมพรฯ มิเคยเอาออกห่างพระวรกายเลย เท่าที่ทราบมาตะกรุดดอกนี้ตกอยู่ที่หม่อมเจ้ารังสิยากร เนื่องจากก่อนที่เสด็จในกรมจะสิ้นพระชนม์ พระองค์ทรงหยิบตะกรุดสามกษัตริย์ดอกนี้ออกจากคาดเอว มอบให้กับหม่อมของท่าน ทรงรับสั่งว่า
“เอาเก็บไว้ให้เจ้าตุ่น”
“เจ้าตุ่น” นี้คือหม่อมเจ้ารังสิยากร โอรสพระองค์โปรดของเสด็จในกรม
ในช่วงสมัยมหาสงครามเอเชียบูรพา (เสด็จในกรมสิ้นพระชนม์แล้ว) หม่อมเจ้ารังสิยากรประทับอยู่ใกล้วัดคอกหมู คลองบางหลวง ฝั่งธนบุรี วันนั้นเวลา 10.30 น. ฝูงบินฝ่ายสัมพันธมิตรส่งป้อมบินมาทิ้งระเบิดฐานทัพญี่ปุ่น เครื่องบินสีน้ำเงินสะท้อนแสงอาทิตย์วับวาวเต็มท้องฟ้า
หม่อมเจ้ารังสิยากรแหงนหน้ามองฝูงบินที่บินผ่านไปพร้อมกับพูดกับนายทหารผู้หนึ่งที่ ยืนมองดูเครื่องบินด้วยกัน “นี่เครื่องบิน บี.27” ฉับพลันนั้น ก็ได้ยินเสียงลูกระเบิดที่ลงถล่มทางปากคลองตลาดเทเวศร์สนั่นหวั่นไหว นายทหารผู้นั้นทำความเคารพก่อนจะถามหม่อมเจ้ารังสิกากรว่า
“ฝ่าบาทไม่กลัวลูกระเบิดหรือ”
หม่อมเจ้ารังสิยากรได้ฟังก็ควักเอาตะกรุดขึ้นจากกระเป๋าเสื้อชูให้ดู แล้วพูดว่า
“จะต้องกลัวอะไร นี่..เสด็จพ่อให้ของดีไว้”
ใช่แล้ว เป็นตะกรุดสามกษัตริย์ที่หลวงปู่ศุขทำถวายกรมหลวงชุมพรฯ นั่นเอง
บันทึกการเข้า
ขั้นตอนตั้งกระทู้+ลงรูปภาพ+การใช้เว๊บบอร์ด คลิกที่นี่
แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์
กระทู้: 14053
~สาวสกลนคร~
เรื่องเล่าหลวงปู่ศุข...เสกทหารเป็นจระเข้
«
ตอบ #24 เมื่อ:
11 กุมภาพันธ์ 2010, 05:41:31 am »
เรื่องเล่าหลวงปู่ศุข...เสกทหารเป็นจระเข้
วันรุ่งขึ้น เสด็จในกรมได้ขึ้นไปสนทนากับหลวงปู่ศุขบนกุฏิ การสนทนาในวันนั้นส่วนมากก็วนเวียนอยู่กับฤทธิ์อาคมเสกหัวปลีให้เป็นกระต่าย หลวงปู่ศุขก็เล่าบอกตามความเป็นจริงในทางที่ตนเองยึดถือปฏิบัติ
ยิ่งพูดคุยกันมากเสด็จในกรมก็ยิ่งรู้ว่าหลวงปู่ศุขมีอาคมมากมาย ทั้งยังสามารถเสกคนให้เป็นจระเข้ได้อีกด้วย ในตอนหนึ่งของการสนทนา หลวงปู่ศุขได้สอบถามกรมหลวงชุมพรฯ ว่า “ปรารถนาจะใคร่ชมคนกลายเป็นจระเข้หรือไม่” เสด็จในกรมและข้าราชบริพารที่นั่งอยู่ต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า
“อยากเห็นคนกลายเป็นจระเข้”
เมื่อทุกคนอยากดูการเสกคนเป็นจระเข้ หลวงปู่ศุขจึงบอกให้เสด็จในกรมคัดเลือกคนรูปร่างล่ำสันแข็งแรง พระองค์จังคัดเลือกพลทหารมาได้คนหนึ่งชื่อ
“จ๊อก”
จากนั้นหลวงพ่อสั่งให้ เอาเชือกเส้นใหญ่มัดที่เอวของพลทหารจ๊อกอย่างแน่นหนา แล้วพาไปที่สระน้ำแห่งหนึ่งในวัด ให้พลทหารผู้นั้นนั่งคุกเข่าลงข้างสระ แล้วสั่งให้หลับตาพนมมืออยู่นิ่ง ๆ ส่วนตัวหลวงปู่จับปลายเชือกไว้แน่น พลางบริกรรมคาถาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เป่าพรวดลงไปที่ศีรษะพร้อมกับใช้ฝ่ามือที่ไม่ได้จับปลายเชือกตบลงที่ กลางหลัง พร้อมกับผลักพลทหารจ๊อกตกลงไปในสระน้ำเสียงตูมใหญ่
สายตาทุกคู่จ้องเป็น จุดเดียว กรมหลวงชุมพรฯ ยืนมองร่างพลทหาร ท้องน้ำแตกกระจายเป็นวงกว้าง ครั้นน้ำสงบลงจึงแลเห็นร่างของจระเข้ตัวโตอยู่ในน้ำ ส่วนหัวมีเชือกผูกติดตัวแหวกว่ายวนเวียนสะบัดหากฟาดน้ำอยู่ไปมา
ทุกคนในที่นั้นต่าง อัศจรรย์ในความขมังเวทย์ของหลวงปู่ศุข ส่วนกรมหลวงชุมพรฯ ทรงทอดพระเนตรดูลูกน้องกลายเป็นจระเข้ แหวกว่ายอยู่ในสระน้ำด้วยใจระทึก ร่างของจระเข้พยายามตะเกียกตะกายเพื่อจะดำดิ่งลงก้นสระ ติดแต่ว่าถูกล่ามเชือกอยู่ โดยเหล่าทหารเข้าช่วยหลวงปู่ดึงเอาไว้
หลวง ปู่ศุขได้กล่าวกับเสด็จในกรมว่า “ท่านจะให้ลูกน้องกลับเป็นคนหรือจะให้เขาเป็นจระเข้อยู่อย่างนั้น” กรมหลวงชุมพรฯ ได้ตรัสตอบว่า
“ต้องการให้เขากลับเป็นมนุษย์อย่างเดิม”
หลวงปู่ศุขจึงให้พวกทหารช่วยกันดึงเชือกให้หัวจระเข้โผล่ขึ้นมาพร้อมกับสั่ง กำชับว่า “อย่าปล่อยให้เชือกหลุดมือหรือขาด หากจระเข้หลุดไปแล้วมันจะดำลึกลงกบดานที่ก้นสระ โอกาสที่จะทำให้คืนร่างเป็นมนุษย์คงยาก”
พวกทหารจึงช่วยกันดึงรั้งเชือก กันสุดแรง กลายเป็นการชักเย่อระหว่างคนกับจระเข้ ส่วนหลวงปู่ศุขท่านเดินกลับกุฏิ ครู่ใหญ่ถือบาตรน้ำมนต์ตรงมายังขอบสระที่จระเข้กำลังตะเกียกตะกายหนี จากนั้นท่านได้บริกรรมคาถากำกับน้ำมนต์อยู่อึดใจแล้วท่านได้สั่งด้วยเสียง อันดังว่า “เอา ออกแรงดึงขึ้นมาหน่อย” ทหารทุกคนทำตาม ออกแรงดึงให้ร่างจระเข้ลอยบนผิวน้ำ หลวงปู่ศุขจึงเอาน้ำมนต์ที่เสกแล้วเทราดบนหัวจระเข้ ความอัศจรรย์เกิดขึ้นเป็นคำรบสอง ร่างจระเข้ที่ดิ้นรนและฟาดหางไปมานั้นค่อย ๆ มีอาการสงบลง แล้วร่างที่ขรุขระของจระเข้ก็กลายเป็นผิวเนื้อของมนุษย์ทีละน้อยอย่างต่อ เนื่อง จนกลายเป็นทหารคนเดิมในเวลาต่อมา
กรมหลวงชุมพรฯ
มองดูทหารผู้นั้นด้วยความอัศจรรย์ในเป็นที่สุด เรื่องที่พระองค์ไม่เคยพบเห็นในชีวิตก็ได้มาเห็นที่วัดของหลวงปู่ศุข (เป็นที่น่าเสียดายที่ในปัจจุบันนี้ “สระประวัติศาสตร์แห่งนี้ได้ถูกถมเป็นพื้นดินราบและส่วนหนึ่งของสระได้ปลูก สร้างตึกเจ้าอาวาสวัดปากคลองมะขามเฒ่ารูปต่อ ๆ มา)
อนึ่งจากหนังสือพระประวัติพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พลเรือเอกกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ โดยชัยมงคล อุดมทรัพย์ ได้บันทึกไว้เป็นความตอนหนึ่ง ดังนี้
จากการบอกเล่าของพลทหารจ๊อก ภายหลังร่างกลับกลายเป็นคนว่า ขณะที่ตนลงไปในสระก็มิได้รู้สึกตัวว่าตัวเองเป็นจระเข้แต่อย่างใด เพียงแต่รู้สึกว่าตัวเองมีพละกำลังมหาศาลผิดปกติเท่านั้น และแหวกว่ายน้ำด้วยจิตใจคึกคะนองฮึกเหิม ในอยากดำผุดดำว่ายทั้งที่มองตัวเองแล้วก็มีร่ายกายเหมือนคนทุกอย่าง
ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับวิชาเสกคนให้เป็นจระเข้ของคุณทวี เย็นฉ่ำ ผู้ศึกษาวิชาไสยศาสตร์คนหนึ่งของเมืองไทยกล่าวไว้ว่า “จระเข้วิชา” ก็คือ “คน” ซึ่งแก่กล้าวิชาอาคม และมีเหตุให้กลายร่างเป็นจระเข้ เพราะความเรืองวิชาอาคมของตนเอง จะเป็นด้วยเหตุบังเอิญหรืออะไรก็ตามที ทำให้ไม่สามารถรดน้ำมนต์ลงไปที่ตัวจระเข้ได้ บุคคลผู้นั้นก็จะกลายเป็นจระเข้ต่อไปจนกว่าจะแก้มนต์กำกับหรือมนต์อาถรรพณ์ ได้
ดังเช่นตำนาน
“จระเข้คน”
จากจังหวัดพิจิตรอันเป็นแดนอาถรรพณ์ต้นกำเนิดนิทานพื้นบ้านอันลือลั่น เรื่องไกรทองและชาละวันนั่นเอง
มีเรื่องเล่าจากนายเนตร แพงกลิ่น ที่เคยบวชเรียนอยู่ที่วัดปากคลองมะขามเฒ่า ได้เล่าถึงคนกลายเป็นจระเข้แล้วมาให้หลวงปู่ศุขช่วยแก้อาถรรพณ์ให้ว่า ณ ท่าเรือทองนี้ (อยู่วัดปากคลองมะขามเฒ่า) มีการลงอาถรรพณ์ไว้ หากจระเข้วิชามาถึงท่าเรือทองนี้ จะต้องลอยหัวโผล่ขึ้นมา ไม่สามารถดำน้ำได้อีกต่อไป คราวนี้พวกญาติจะนำน้ำมนต์หลวงปู่ศุขไปราดที่หัว จระเข้วิชาก็จะกลายเป็นคนตามเดิม โดยจะนอนแน่นิ่งเกยตื้นริมตลิ่งอยู่
บางทีมีเรื่องทุลักทุเลไม่อาจราดน้ำมนต์ที่หัวจระเข้ได้ เพราะความกลัวของบรรดาญาติ หรืออะไรก็ตามแต่ บางทีเป็นเดือน ๆ เป็นปี ๆ ก็มี
จระเข้ วิชาเมื่อถูกราดด้วยน้ำมนต์แก้อาถรรพณ์แล้ว จะกลายเป็นคนนิ่งเงียบ ไม่ยอมพูดจา ญาติจะช่วยกันประคองไปหาหลวงปู่ศุขที่กุฏิ ท่านก็จะทำพิธีแก้อาถรรพณ์รักษาให้ นานอยู่ประมาณ 7-8 วัน คนผู้นั้นจึงจะพูดได้
ในบันทึก ของนายเนตร แพงกลิ่น ยังกล่าวอีกว่า “เคยเห็นมีการรักษาจระเข้วิชานี้ประมาณ 3-4 ครั้งเท่านั้น และทั้งหมดเป็นจระเข้จากจังหวัดพิจิตร จุดสังเกตจระเข้วิชาปากจะสั้น มีรูปร่างเหมือนหัวปลี
ย้อนกลับมาเรื่องเสด็จในกรมพระองค์ได้เห็นการเสก หัวปลีเป็นกระต่ายขาว จนถึงการเสกพลทหารจ๊อกเป็นจระเข้ แล้วทรงยอดรับว่าอิทธิฤทธิ์ของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า นั้นเหนือกว่าพระเกจิอาจารย์ท่านอื่น ๆ ที่พระองค์ประสบพบมา รู้สึกพอพระทัยจึงได้ฝากตัวเป็นศิษย์สำนักวัดปากคลองมะขามเฒ่า...
บันทึกการเข้า
ขั้นตอนตั้งกระทู้+ลงรูปภาพ+การใช้เว๊บบอร์ด คลิกที่นี่
หน้า:
1
[
2
]
ขึ้นบน
พิมพ์
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
กระโดดไป:
เลือกหัวข้อ:
-----------------------------
พระมหากษัตริย์ไทย
-----------------------------
=> เรารักในหลวง
=> ประวัติศาสตร์ไทย
===> วันสำคัญต่าง ๆ
===> ศิลปะและวัฒนธรรมไทย
===> ดนตรีไทย
=> เศรษฐกิจพอเพียง
-----------------------------
ชมรมคนรักเสด็จเตี่ย
-----------------------------
=> กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
===> วัตถุมงคล กรมหลวงชุมพรฯ
-----------------------------
พุทธศาสนา
-----------------------------
=> พุทธศาสนา
===> วันสำคัญทางศาสนา
=> เกจิอาจารย์
===> วัตถุมงคล
-----------------------------
กระดานนาวี22
-----------------------------
=> ห้องข่าวนาวี 22
===> การใช้งานเว็บไซท์
=> สนทนาทั่วไป
===> ตูน 007
===> สุขสันต์วันเกิด .. !
=> พิราบคาบข่าว
===> ข่าวต่างประเทศ
===> ข่าวในประเทศ
=> เรือ
=> อาวุธ ปืน
===> Beretta
===> CZ#2075RAMI
===> Glock
===> HK
===> S&W
===> SigSauer
===> Ruger
===> Taurus
-----------------------------
มุมเม๊าส์ชาว 22
-----------------------------
=> มุม วาไรตี้
===> คุยกับสาธิตาพยากรณ์
===> บรรเทิง แหล่งช๊อป
===> รวมเพลงต่าง ๆ
===> เพลงทหารเรือ
=> กฏหมายไทย
=> ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย
=> ความรู้ทางการเกษตร
===> ข้าวไทย
===> สมุนไพรไทย
===> น้ำมันจากพืช
===> แก๊สธรรมชาติ
=> สัตว์เลี้ยง และไม่เลี้ยง
=> คนรักรถ
-----------------------------
คอมพิวเตอร์
-----------------------------
=> ถาม-ตอบปัญหาคอมพิวเตอร์
=> มุม บทความน่าสนใจ
===> บ้านหม้อ อีเล็กทรอนิกส์
=====> ร้านอีเล็กทรอนิก รับซ่อมทั่วประเทศ
===> d@eng คุยเรื่อง iT
===> e-book หลายหลากความรู้
=> เขียนเว็บด้วย Joomla
=> กราฟฟิค
-----------------------------
คลินิค นาวี22
-----------------------------
=> สาธารณสุข และสุขภาพที่ดี
===> มุมกีฬาเพื่อสุขภาพ
=====> รวมภาพใน โอลิมปิค 2008
=> การตั้งครรภ์ และเด็กอ่อน
-----------------------------
กินเที่ยวทั่วโลก
-----------------------------
=> เที่ยวทั่วไทย
===> เที่ยวรอบโลก
=> มุม อร่อยเลขที่ 22
===> แนะนำแหล่งกิน มุมอร่อย
-----------------------------
กาพย์ โคลง กลอน
-----------------------------
=> มุม กาพย์ กลอน โคลง ฉันท์