หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: !!! พิชัยยุทธ์อาวุธไทย ~เปิดกรุ"๒๑ กลยุทธ์"มวยไทย  (อ่าน 591 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14051


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« เมื่อ: 12 พฤศจิกายน 2008, 10:14:22 pm »


ประวัติศาสตร์โลกยาวนาน สงครามดำรงคู่กันมา ไม่มียุคใดขาดสงคราม สองชนเผ่าแย่งชิงอาหาร การเผากรุงโรม ครูเสด สงครามร้อยปี นโปเลียนกลืนยุโรป เรื่อยมาจนถึงอเมริกาบุกอิรัก สงครามคือประดิษฐกรรมน่าละอายของมนุษยชาติ แต่เมื่อสงคราม เป็นสิ่งคู่ประวัติศาสตร์ มนุษย์จึงจำต้องคิดมรรคาแห่งสงคราม

 

.....โลกตะวันตกมีนักการทหารอย่างเคลาชวิตซ์ และนโปเลียนผู้สร้างประโยคอมตะ "กองทัพเดินด้วยท้อง" ตะวันออกเห็นท่าต้องยกให้ มังกรจีน ใช่ครับ ทั่วโลกให้จีนเป็นเอตทัคคะด้านนี้ พิชัยสงครามซุนวู หานเฟยจื่อ ซือมาฟา หรือ ๓๖ กลยุทธ์ ล้วนมาจากจีน ประวัติศาสตร์จีนกว่า ๕,000 ปี เกือบทุกหน้าต้องเปื้อนเลือด รวมแล้วแยก แตกแล้วรวม แปรเปลี่ยนตามอนิจจัง ดังนี้ถ้าคนจีนเขียนหนังสือ วิธีสู้รบตบมือได้ดีกว่าชาติอื่นย่อมไม่แปลก จนทุกวันนี้สถาบันทางทหาร และองค์กรธุรกิจหลายแห่งในโลก ก็ยังศึกษาพิชัยสงครามจีนกันอยู่

.....เมื่อสุโขทัย (รุ่งอรุณแห่งความสุข) สถาปนา จีนนั้นรุ่งเรืองอารยธรรมนำไปแล้วหลายช่วงตัว สหวิทยาการต่าง ๆ จีนวิเคราะห์ สังเคราะห์เสียปรุโปร่งแล้ว ผมกล่าวแบบนี้ขอบางท่านอย่าเกิดอาการล้าหลังคลั่งชาติ (สำนวนครูสุจิตต์ วงษ์เทศ) กันเลย ไร้ประโยชน์ จะทุ่มเถียงใครดีหรือด้อย ในแต่ละเทศะย่อมมีกาละของตัวเอง เปิดใจให้กว้างแล้วเรามาสำรวจภูมิปัญญาบรรพชนร่วมกันดีกว่า เราจะตระหนักรู้ปัญญาคนโบราณนั้นมีแก่นใหญ่ใจความคล้ายกัน หากพูดต่างกันเท่านั้นเอง

.....จีนนั้นมีตำรากลยุทธ์ลือชาปรากฏอยู่เล่มหนึ่งคือ ๓๖ กลยุทธ์ คนไทยกี่มากน้อยรู้จัก "๒๑ กลยุทธ์" อันเป็นของไทยแท้ ซุกซ่อนอยู่ใน คัมภีร์โบราณของไทย ซึ่งกรมศิลป์ได้เคยตีพิมพ์ออกมาคือ "ตำราพิชัยสงครามคำกลอน" ๒๑ กลยุทธ์ไทย นี่แหละที่นายอ่อนหัด จะมาเปิดกรุพูดคุยกัน


.....ก่อนขยายความปัญญาเขลา เบาความใด ๆ ต่อไป ขอออกตัวสักน้อยหนึ่ง ด้วยนายอ่อนหัดนี้อ่านหนังสือมาบ้างไม่มากเล่ม พี่ 'หนามทุเรียน' ยังให้ความไว้วางใจมาแสดงความเขลาต่อสาธารณะ ทั้ง ๒๑ กลยุทธ์ไทยนี้ลุ่มลึกคัมภีรภาพยิ่ง ส่วนหนังสือที่จะให้ อรรถาธิบายอย่างละเอียดพิศดารในท้องตลาดนั้นเรียกว่าไม่มีเลย ยากนักที่นายอ่อนหัดจะไขกระจ่างให้อ่านกันได้ จึงต้องอิงกับหนังสือ "๒๑ กลยุทธ์ไทย" ของคุณโชติช่วง นาดอนเป็นสดมภ์หลัก ศึกษาจากประวัติศาสตร์สงครามของไทย และค้นคว้าเปรียบเทียบกับพิชัยสงครามจีน ควบคู่กันไป ผู้รู้ใดอ่านพบรู้สึกขวางตาแลใจกรุณาชี้แนะเป็นวิทยาทานด้วยเถิด

.....และเนื่องด้วยเรื่องราวของ ๒๑ กลยุทธ์ไทยนี้อยู่ในเรือนแห่งมวยไชยา นาฏลีลายุทธ์อันวิจิตรเฉียบคมของไทย ครั้นจะไม่กล่าวถึงกันเลยก็ดูกระไรอยู่ นายอ่อนหัดจึงอยากกล่าวถึงความสำคัญของ "กลยุทธ์" อันเกี่ยวเนื่องกับ "ศิลปะการต่อสู้"
หลายท่านในที่นี้ต้องเคยฝึกต่อสู้แบบอิสระ (Sparring) กันมาเกือบทั้งสิ้น คงเข้าใจดีว่าพละกำลัง ความเร็ว และเทคนิคลีลาสุดพิสดาร ทั้งหลายแหล่นั้นจะด้อยประโยชน์ลงอักโข หากขาด "ปัญญา" กำกับ ความพ่ายแพ้ก็รออยู่ตรงหน้า จุดนี้แหละที่ "กลยุทธ์" จะเข้ามามีส่วนสำคัญ ไม่ต้องดูไกลครับ มวยไชยาเองก็มีสิ่งที่เรียกว่า "ล่อ หลอก หลบ หลีก" จริงเท็จไม่เผย หรืออย่างคำกล่าวที่ว่า "จงควบคุมคู่ต่อสู้ให้เป็นดั่งที่เราต้องการ" ตรงนี้อาจจะเข้าใจยากสักหน่อยครับ ยังไม่หมดครับอย่างเช่น "เมื่อเจอคู่ต่อสู้ที่เหนือกว่า และยังไม่รู้ว่าจะทำเช่นไร จงหนีไปเรื่อย ๆ การหนีครั้งแรกอาจยังทำอันใดมิได้แต่จะเริ่มเห็นช่องว่างบ้าง เมื่อหนีครั้งที่สอง สาม สี่... ช่องว่างนั้นจะขยายใหญ่ขึ้น ๆ จนกลายเป็นช่องว่างทั้งหมด"

.....ที่สำคัญอีกคำหนึ่งอาจเป็นปัจจัยชี้ขาดเลยก็ได้ คำนี้เชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ยิน "รู้เขา รู้เรา" ลองฟังประสบการณ์จากการฝึกซ้อม นี้ดูนะครับ

.....นายอ่อนหัดได้มีโอกาสฝึกซ้อมกับเพื่อน ๆ ในแวดวงศิลปะการต่อสู้อยู่บ้าง ครั้งหนึ่งได้มีโอกาสฝึกซ้อมการผลักมือกับผู้ฝึกมวยจีน สองคนพี่น้อง ผู้น้องนั้นจะมีลีลาการเดินวนวงกลมเพื่อเข้าสู่จุดอับเนื่องจากแรงปะทะไม่มาก และร่างกายค่อนข้างผอมสูง เช่นกันครับนายอ่อนหัดตัวกระจิริดแรงปะทะก็ยังน้อยกว่าอยู่ดี จึงใช้การเดินไขว้แบบไชยาแต่เดินเป็นวงที่แคบกว่าเข้าใกล้ตัวเขาเอาไว้ โดยใช้ความตัวเล็กนี่แหละ

.....ครั้นมาเจอกับผู้พี่ เมื่อได้ซ้อมไปชั่วระยะจึงตระหนักว่ารูปแบบนั้นต่างกับผู้น้อง ผู้พี่นั้นความสูงน้อยกว่าหากแต่แรงปะทะนั้น นายอ่อนหัด เหลือจะทานไหว ทั้งร่างกายเขาก็หนากว่าผู้น้องด้วย และความที่เขาก็อ่านผมเช่นกัน จึงใช้ความได้เปรียบตรงจุดนั้น โอบต้อนและเข้าปะทะ เป็นเส้นตรงเสียส่วนใหญ่ นายอ่อนหัดจึงต้องใช้วงที่ใหญ่ที่กว่าเดิม และความคล่องตัวเพื่อฉากออกด้านข้างตลอดเวลาเพื่อเข้าสู่ตำแหน่ง ที่เราได้เปรียบกว่า แน่นอนเมื่อต่างฝ่ายต่างอ่านรูปแบบกันออกการฝึกซ้อมนั้นก็สนุก ต้องคิด ต้องแก้ทางตลอดเวลา นายอ่อนหัด ก็หนีได้บ้าง ไม่ได้บ้างครับ เพราะยังอ่อนหัดสมชื่อ

.....เห็นหรือไม่ว่า กลยุทธ์ นั้น มีส่วนสำคัญเพียงใด ท่านทั้งหลายผู้ฝึกมวยไชยานอกจากท่าครูที่ถูกต้อง ออกอาวุธคม ป้องปัดได้เนียนแล้ว สติและปัญญานี่แหละจะทำให้ท่านพัฒนาฝีมือได้อย่างรวดเร็ว

.....เฉไฉเลื่อนเปื้อนเสียไกล กลับมาเรื่อง ๒๑ กลยุทธ์ไทยกันต่อนะครับ

.....จากหลักฐานต่าง ๆ เท่าที่ค้นพบ เชื่อกันว่า ตำราพิชัยสงครามไทยเล่มแรกเขียนขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ พ.ศ. ๒๐๔๑ และอาจมีการแก้ไขปรับปรุงอีกครั้งในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แต่แล้วจะด้วยเหตุอันใดนายอ่อนหัดก็สุดรู้ ตำราพิชัยสงคราม เหล่านี้เกิดกระจัดพลัดพรายขาดหายไป จนมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพย์ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล จึงได้ทรงชำระเรียบเรียงขึ้นใหม่ (อ้างอิงจาก ๒๑ กลยุทธ์ไทย ของโชติช่วง นาดอน)

.....นั่นคือความเป็นมาคร่าว ๆ ของพิชัยสงครามไทย



.....หากผู้ใดเคยอ่าน ๓๖ กลยุทธ์ จะพบชื่อกลยุทธ์ไพเราะทั้งนั้น แต่มีความลึกซึ้งในชื่อนั้นด้วย ส่วน ๒๑ กลยุทธ์ไทยนั้น ด้วยนิสัยนักเลงกลอนบ่อนข้าวแช่ของคนไทย จึงคิดนามผูกชื่อกลยุทธ์ทั้ง ๒๑ ให้คล้องจองสละสลวย จดจำง่าย ในแต่ละกลยุทธ์ก็แต่งเป็นร่ายไม่ยาวนักเพื่อขยายความและเพิ่มความเข้มขลังลงไป ตรงจุดนี้เองทำให้การตีความยิ่งยากลำบากทบทวี ถึงตรงนี้คงอยากทราบแล้วว่า ๒๑ กลยุทธ์ไทยมีอะไรกันบ้าง เชิญทัศนา

ฤทธี  สีหจักร ลักษณ์ซ่อนเงื่อน
     
เถื่อนกำบัง  พังภูผา ม้ากินสวน
     
พวนเรือโยง  โพงน้ำบ่อ ล่อช้างป่า
     
ฟ้างำดิน  อินทร์พิมาน ผลาญศัตรู
     
ชูพิษแสลง  แข็งให้อ่อน ยอนภูเขา
     
เย้าให้ผอม  จอมปราสาท ราชปัญญา
     
ฟ้าสนั่นเสียง  เรียงหลักยืน ปืนพระราม

     

.....ทีนี้เราก็ได้รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของ ๒๑ กลยุทธ์ไทยแล้ว จุดที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งก็คือ ความเหมือน-ความต่างระหว่าง ๒๑ กลยุทธ์ไทย กับ ๓๖ กลยุทธ์จีน

.....ขอกล่าวถึงความเหมือนเสียก่อน ๓๖ กลยุทธ์นั้นแบ่งออกเป็น ๖ ส่วน แต่ละส่วนมี ๖ กลยุทธ์ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ใช้ในการสู้รบตามแต่สถานการณ์เป็นไป ๒๑ กลยุทธ์ก็มีเช่นเดียวกัน บางกลยุทธ์ก็พ้องกันเสียด้วย หากเรียกไม่ตรงกัน เช่น กลยุทธ์ที่ ๗ ใน ๓๖ กลยุทธ์ "มีในไม่มี" คล้ายกับ "เถื่อนกำบัง-พังภูผา" ของ ๒๑ กลยุทธ์ นั่นคือจริงเท็จไม่แสดง น้อยว่ามาก มากเหมือนน้อย

.....ความต่างคือ ๓๖ กลยุทธ์ กล่าวถึงกลยุทธ์การสู้รบในสงคราม แต่ ๒๑ กลยุทธ์จะมีการกล่าวถึงหลักการพื้นฐานทั่วไปแห่งสงคราม ปะปน ไปกับกลยุทธ์การสู้รบด้วย อย่างเช่นการบำรุงไพร่พล การแสวงหาผู้มีความสามารถ การเป็นนายทัพที่เปี่ยมคุณธรรม เป็นต้น ซึ่งความเป็นจริงไม่น่าเรียกว่า กลยุทธ์ เพราะกลยุทธ์คือกลอุบายในการสู้รบ ส่วนหลักการพื้นฐานแห่งสงครามนั้นเป็นอีกด้านหนึ่งของ สงครามที่ไม่แยกจากกัน หาเป็นกลยุทธ์ไม่ สองส่วนนี้ต้องเกื้อหนุนกัน กองทัพเข้มแข็ง ไร้กลยุทธ์ย่อมพ่ายแพ้ กลยุทธ์เฉียบคม กองทัพอ่อนแอย่อมพ่ายพัง

.....๒๑ กลยุทธ์ไทย รวมสองเรื่องเข้าด้วยกัน อาจเพื่อง่ายต้องการศึกษา ๓๖ กลยุทธ์ กล่าวเพียงกลยุทธ์ อาจเพราะมีคัมภีร์ที่เกี่ยวกับ หลักพื้นฐานแห่งสงครามอยู่มากแล้ว จึงนำกลยุทธ์ในการรบมากล่าวแยกต่างหาก

.....ถึงตรงนี้คงได้เห็นภาพคร่าว ๆ ของ ๒๑ กลยุทธ์ไทยไม่น้อยไม่มาก การขยายความแต่ละกลยุทธ์นั้น นายอ่อนหัดขอผัดผ่อนไว้โอกาสหน้า จะไปค้นคว้ามาเล่าเท่าที่กำลังสติปัญญาเอื้ออำนวย

.....อย่างไรเสียการห้ำหั่นย่ำยีกันในสงคราม ในธุรกิจ หรือในชีวิต มิใช่เรื่องงาม ศาสดาทุกพระองค์ตรัสเช่นนั้น ฉะนั้นจงศึกษาเพื่อ ความรู้รอบ และปรับใช้เพื่อดำรงชีวิตอย่างปกติสุขเถิดจะงามกว่า

โดย แหลม หนามทุเรียน


บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: