หน้า: [1] 2   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: !!! พิชัยยุทธ์อาวุธไทย ~ (มวยไชยา )  (อ่าน 1183 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14053


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« เมื่อ: 12 พฤศจิกายน 2008, 09:30:38 pm »


ที่ศิษย์ทุกคน ต้องรับต่อหน้าพระพุทธปฏิมากร,ปาจรีย์ และต่อหน้าครู ในวันมอบตัวเป็นศิษย์
.....๑. ข้าพเจ้า จะเคารพรัก เชื้อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งสอนของบิดามารดา ครูบาอาจารย์และผู้มีพระคุณ
.....๒. ข้าพเจ้า จะรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
.....๓. ข้าพเจ้า จะประพฤติตนเป็นคนดี ทั้งกาย วาจา จิตใจ และอ่อนน้อมถ่อมตน
.....๔. ข้าพเจ้า จะบำรุงกำลังกาย ให้สะอาดแข็งแรง และดำรงชีวิต ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต บริสุทธิ์
.....๕. ข้าพเจ้า จะไม่รังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า ร่วมรักสามัคคีในหมู่พวกเดียวกัน และช่วยเหลือกันเมื่อช่วยได้
.....๖. ข้าพเจ้า จะบำเพ็ญกรณีย์เพื่อประโยชน์ของผู้อื่น และชาติ
.....๗. ข้าพเจ้า จะหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ อันไม่สงบ
.....๘. ข้าพเจ้า จะดำรงค์ไว้ซึ่ง ระเบียบแบบแผน อันเป็นประเพณีแห่งมวยไชยา และอาวุธไทย พิชัยยุทธ์ ไว้อย่างเคร่งครัด

.....ศิษย์ทุกคน ขอระลึกบูชาคุณ ครูผู้เป็น ครูของครู อาจาร์ของอาจารย์ ผู้สั่งสม สืบสาย ถ่ายต่อ วิชามวยไทยโบราณ สายไชยา มิให้สูญหายไปจากแผ่นดินสยาม และด้วยคุณความดีที่ท่านได้กระทำไว้นั้น บัดนี้ อนุชนรุ่นหลังทั้งหลายได้เรียนรู้ ได้ศึกษา จรรรงค์ให้คงอยู่วัฒนา ซึ่งวิทยาแห่งมวยไทยไชยา สืบต่อไป


.....มวยไทยไชยา จากหลักฐานและคำบอกเล่านั้นเริ่มต้นที่ พ่อท่านมา ไม่มีใครทราบว่าท่านมีชื่อจริงว่าอย่างไร ทราบแต่เพียงว่าท่านเป็น ครูมวยใหญ่ จากพระนคร บ้างก็ว่าท่านเป็น ขุนศึก แม่ทัพแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ชาวเมืองจึงเรียกเพียงว่า พ่อท่านมา ท่านได้เดินทางมาที่เมืองไชยา และได้ถ่ายทอดวิชาการต่อสู้ไว้ให้แก่ชาวเมือง และศิษย์ที่ทำให้ มวยเมืองไชยา เป็นที่รู้จักมากที่สุดในยุค ร.๕ คือ พระยาวจีสัตยารักษ์ (ขำ ศรียาภัย)

.....ปรมาจารย์ เขตร ศรียาภัย เคยกล่าวไว้ว่า ท่าย่างสามขุม ของหลวงวิศาลดรุณกร (อั้น สาริกบุตร) อาจารย์โรงเรียนสวนกุหลาบฯ พ.ศ.๒๔๖๔ (ซึ่งเป็นศิษย์เอกของ ปรมาจารย์ พระไชยโชคชกชนะ (อ้น) เจ้ากรมทนายเลือกครูมวยและครูกระบี่กระบองผู้กระเดื่องนาม ในรัชสมัย ร. ๕) และปรมาจารย์ ขุนยี่สานสรรพยากร (ครูแสงดาบ) ครูมวยและครูกระบี่กระบอง ลือชื่อ ในสมัย ร.๖ นั้นมีความกระชับรัดกุม ตรงตามแบบท่าย่างสามขุมของ ท่านมา (หลวงพ่อ) ครูมวยแห่งเมืองไชยา ท่านนับเป็นต้นสายของมวยไชยา มรดกอันล้ำค่าของคนไทย


   .....เมืองหน้าด่าน ในการค้าขายและการรบทางฝ่ายใต้ และยังเป็นเขตอิทธิพลของไทยนับแต่สมัยอยุธยารุ่งเรืองมาช้านาน ในเมืองไชยาจะมีการจัดตั้ง กองมวย ขึ้นหลายกอง จนถึง ยุคศาลาเก้าห้อง สนามมวยวัดพระบรมธาตุไชยาฯ จัดสร้างโดย ผู้ที่เป็นเจ้าเมืองไชยาและครูมวย คือพระยาวจีสัตยารักษ์( ขำ ศรียาภัย ) มีกองมวยสำคัญอยู่ ๔ กอง คือกองมวยพุมเรียง กองมวยบ้านเวียง กองมวยปากท่อ กองมวยบ้านทุ้ม(ทุ่ง) ในแต่ละกองจะมี นายกอง ๑ คน
.....กองมวย จะได้รับสิทธิ์พิเศษ ต่างๆเช่น ได้รับการยกเว้นภาษีรัชชูปการ จะไม่ถูกเกณฑ์แรงงาน แต่คนในกองมวยจะต้องหมั่นฝึกซ้อมมิให้ขาด เมื่อทางการเรียกให้ไปตีมวยที่ใด จะต้องพร้อมเสมอ และนักมวยจะได้รับเบี้ยเลี้ยงทุกวันที่ไปชก ตามลำดับความสำคัญ ผู้ใดที่ย่อหย่อนในการฝึกซ้อมจะถูก นายกอง คัดชื่อออกและเสียสิทธิ์ที่ได้รับไปด้วย เป็นการชี้ให้เห็นว่า การเป็น นักมวย ในสมัยนั้น นับว่ามีเกียรติและศักดิ์ สูงกว่าสามัญชน 

.....สมัย ร.๕ ในงานพระเมรุ กรมขุนมรุพงษ์ศิริพัฒน์ ณ ท้องทุ่งพระเมรุป้อมเผด็จดัสกร กรุงเทพฯ ได้จัดให้มีการตีมวยหน้าพระที่นั่งครั้งใหญ่ เจ้าเมืองจากหัวเมือต่างๆได้จัดส่งนักมวยของตนลงแข่งขัน และได้มีนักมวยฝีมือดีอยู่ ๓ คน ที่ได้ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "หมื่น" อันได้แก่

๑. หมื่นมวยมีชื่อ (ปล่อง จำนงทอง) มวยไชยา
.....ถนัดใช้ท่า เสือลากหาง เข้าทุ่มทับจับหักคู่ปรปักษ์
๒. หมื่นมือแม่นหมัด (กลิ้ง ไม่ทราบนามสกุล) มวยลพบุรี
.....ถนัดใช้หมัดตรง และหลบหลีก รุกรับ ว่องไว
๓. หมื่นชะงัดเชิงชก (แดง ไทยประเสริฐ) มวยโคราช
.....ถนัดใช้ท่า หมัดเหวี่ยงควาย ที่รุนแรง คว่ำปรปักษ์ 

.....จนมีคำกล่าวผูกเป็นกลอนว่า " หมัดหนักโคราช ฉลาดลพบุรี ท่าดีไชยา " จะเห็นได้ว่าผู้ที่เป็นนักมวยในสมัยนั้น ได้รับการยกย่องมาก เพราะบ้านเมืองสนับสนุน และเมืองที่มีมวยฝีมือดีก็จะได้รับการยกย่องให้เป็น " เมืองมวย " มวยไชยา นั้นเป็นที่นิยมแพร่หลาย ในเขตภาคใต้ตั้งแต่ ชุมพร หลังสวน ลงมาโดยมีเมืองไชยาเป็นศูนย์กลาง และยังมีครูมวยอีกหลายท่าน
ที่มีชื่อเสียงมากมาย เราจะนำเสนอประวัติดังนี้



.....ประวัติของท่านนั้นไม่มีการกล่าวหรือบันทึกไว้มากนักทราบเพียงว่า พ่อท่านมาเป็นครูมวยใหญ่ ทีเดินทางมายัง เมืองไชยา (บางก็ว่าท่านเป็น ขุนศึก หรือ แม่ทัพ ออกบวช และธุดงค์มาจากกรุงเทพฯ) เมื่อราว๑๖๕ ปีมาแล้ว สมัย ร.๓ ตอนปลาย ท่านเชี่ยวชาญวิชาการต่อสู้และมีวิชาอาคม แก่กล้า เคยมีเรื่องเล่าว่ามีช้างตกมันอาละวาด ไม่มีผู้ใดปราบได้ พ่อท่านมาได้บริกรรมคาถาแล้วใช้กะลามะพร้าวครอบจับช้างเชือกนั้นไว้ ชาวบ้านจึงได้สร้างวัดขึ้นที่ท้องทุ่งแห่งนั้นขนานนามว่า วัดทุ่งจับช้าง

.....ศิลปะมวยของท่านได้รับการถ่ายทอด สืบต่อ สู่ชาวเมืองไชยาและครูมวยต่อมาอีกหลายๆท่าน นับแต่พระยาวจีสัตยารักษ์ (ขำ ศรียาภัย) ปฐมศิษย์เบื้องต้นผู้เป็นครูมวยของหมื่นมวยมีชื่อ ( ปล่อง จำนงทอง ) ครูนิล ปักษี ครูอินทร์ ศักดิ์เดช โดยเฉพาะ หมื่นมวยมีชื่อ ที่ได้รับราชทานนามนี้จาก ล้นเกล้าในรัชกาลที่ ๕ นับเป็นเกียรติแก่ เมืองไชยา ยิ่งนัก
 
.....แม้ทุกวันนี้ยังมีนักมวย นักศึกษาและประชาชนเดินทางไปกราบไหว้ และรำถวายมือ หน้าเจดีย์บรรจุอัฐิพ่อท่านมา วัดทุ่งจับช้าง อำเภอพุมเรียง สุราษฎร์ธานี อยู่เสมอ ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๔๔ หลวงพ่อไสว อินทะวังโส ได้มาอยู่จำพรรษาที่วัด และดูแลพัฒนา บริเวณวัด สร้างหลังคากันแดดฝนคลุมรักษา สถูปบรรจุอัฐิพ่อท่านมาไว้ โดยมี ชาวบ้าน และคุณยายท่านหนึ่ง ซึ่งมีศักดิ์เป็น หลานสาวของท่าน ปรมาจารย์เขตร ศรียาภัย ได้ร่วมกันบำรุงรักษาวัดอยู่ ต้นปี พ.ศ.๒๕๔๕ ได้ข่าวว่า หลวงพ่อไสว จะเดินทางไปจำวัดอยู่ที่นครศรีธรรมราช เป็นที่น่าเสียดาย วัดทุ่งจับช้าง ก็คงจะเป็นวัดร้าง ไร้การดูแลอีกครั้ง




.....พระยาวจีสัตยารักษ์ เดิมชื่อ ขำ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน ๑๑ แรม ๑๒ ค่ำ ปีมะโรง พ.ศ. ๒๓๘๗ ตรงกับรัชกาล พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ นายขำมีบุตร ๕ คน คือ ชื่อ ศรียาภัย พระยาประชุมพลขันธ์ นายจวน นายเขต และนางเฉลิม
.....นายขำ ศรียาภัย ได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในรัชกาลที่ ๔ ได้ฝึกหัดราชการอยู่ในสำนักของสมเด็จเจ้าพระยา บรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) สมุหพระกลาโหม นายขำเป็นผู้มีอัธยาศัยโอบอ้อมอารี และเป็น ผู้มีความรู้ความชำนาญ หลายด้าน เช่น การค้าขาย การจับ และฝึกหัดช้าง และยังมีความสามารถในการพูดภาษาจีน ซึ่งเป็นประโยชน์ในการติดต่อ ค้าขายเป็นอย่างมาก จนได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหลวงราชานุชิต ผู้ช่วยราชการเมืองไชยา ในรัชกาลที่ ๔ พ.ศ. ๒๔๑๒

.....ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ท่านได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยาศรีราชสงคราม ปลัดเมืองไชยา และดำรงตำแหน่งนี้ เป็นเวลา ๑๐ปี มีความชอบจากการไปปราบจลาจลชาวจีนที่เมืองภูเก็ต จึงได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทิพยาภรณ์ช้างเผือก ชั้นที่ ๕

.....พ.ศ. ๒๔๒๒ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระยาวิชิตภักดี ผู้ว่าราชการเมืองไชยา ทำความดีความชอบจนได้รับ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มัณฑยาภรณ์มงกุฎสยาม ชั้นที่๓ นิภาภรณ์ช้างเผือก ชั้นที่๓ เหรียญดุษฎีมาลา

.....พ.ศ.๒๔๒๒ ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบบมณฑล พระยาวิชิตภักดี ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น พระยาไวยวุฒิวิเศษฤทธิ์ จางวางเมืองไชยา


[พระยาวจีสัตยารักษ์ เดิมชื่อ ขำ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน ๑๑ แรม ๑๒ ค่ำ ปีมะโรง พ.ศ. ๒๓๘๗ ตรงกับรัชกาล พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ นายขำมีบุตร ๕ คน คือ ชื่อ ศรียาภัย พระยาประชุมพลขันธ์ นายจวน นายเขต และนางเฉลิม
.....นายขำ ศรียาภัย ได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในรัชกาลที่ ๔ ได้ฝึกหัดราชการอยู่ในสำนักของสมเด็จเจ้าพระยา บรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) สมุหพระกลาโหม นายขำเป็นผู้มีอัธยาศัยโอบอ้อมอารี และเป็น ผู้มีความรู้ความชำนาญ หลายด้าน เช่น การค้าขาย การจับ และฝึกหัดช้าง และยังมีความสามารถในการพูดภาษาจีน ซึ่งเป็นประโยชน์ในการติดต่อ ค้าขายเป็นอย่างมาก จนได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหลวงราชานุชิต ผู้ช่วยราชการเมืองไชยา ในรัชกาลที่ ๔ พ.ศ. ๒๔๑๒
 

.....ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ท่านได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยาศรีราชสงคราม ปลัดเมืองไชยา และดำรงตำแหน่งนี้ เป็นเวลา ๑๐ปี มีความชอบจากการไปปราบจลาจลชาวจีนที่เมืองภูเก็ต จึงได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทิพยาภรณ์ช้างเผือก ชั้นที่ ๕

.....พ.ศ. ๒๔๒๒ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระยาวิชิตภักดี ผู้ว่าราชการเมืองไชยา ทำความดีความชอบจนได้รับ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มัณฑยาภรณ์มงกุฎสยาม ชั้นที่๓ นิภาภรณ์ช้างเผือก ชั้นที่๓ เหรียญดุษฎีมาลา

.....พ.ศ.๒๔๒๒ ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบบมณฑล พระยาวิชิตภักดี ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น พระยาไวยวุฒิวิเศษฤทธิ์ จางวางเมืองไชยา


      พ.ศ. ๒๔๔๙ ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระยาวจีสัตยารักษ์ และได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลสุราภรณ์ มงกุฎสยาม ชั้นที่๒ และเหรียญจักรพรรดิมาลาเป็นเกียรติยศ

      เนื่องจากพระยาวจีสัตยารักษ์ เป็นผู้ชำนาญเกี่ยวกับหัวเมืองชายทะเลปักษ์ใต้ ดังนั้น เมื่อพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ พระยาวจีสัตยารักษ์จึงได้ทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์นำเสด็จ และเมื่อมีทางรถไฟสายใต้ ได้เป็นผู้นำตรวจทางรถไฟสายใต้เป็นครั้งแรก ตั้งแต่มณฑลปัตตานี ถึงเมืองเพชรบุรี นอกจากนี้ ยังได้สร้างคุณงามความดีอันเป็นประโยชน์อีกมากมาย

     .พระยาวจีสัตยารักษ์ และบุตรหลานได้สร้างคุณงามความดีเป็นที่ประจักษ์มิใช่เฉพาะแต่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีเท่านั้น หากแต่ได้สร้างคุณงามความดีให้กับประเทศชาติโดยส่วนรวมอีกด้วย
   
     พระยาวจีสัตยารักษ์เป็นผู้มีสุขภาพแข็งแรงมาโดยตลอด ท่านถึงแก่กรรมด้วยโรคลมปัจจุบัน เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๗ รวมอายุได้ ๗๐ปี ปัจจุบันมีสถูปซึ่งบรรจุอัฐิของท่านและบุตรหลานในตระกูลศรียาภัย ณ เมืองไชยา(เก่า) ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
 

      พ.ศ. ๒๔๔๙ ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระยาวจีสัตยารักษ์ และได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลสุราภรณ์ มงกุฎสยาม ชั้นที่๒ และเหรียญจักรพรรดิมาลาเป็นเกียรติยศ

    เนื่องจากพระยาวจีสัตยารักษ์ เป็นผู้ชำนาญเกี่ยวกับหัวเมืองชายทะเลปักษ์ใต้ ดังนั้น เมื่อพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ พระยาวจีสัตยารักษ์จึงได้ทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์นำเสด็จ และเมื่อมีทางรถไฟสายใต้ ได้เป็นผู้นำตรวจทางรถไฟสายใต้เป็นครั้งแรก ตั้งแต่มณฑลปัตตานี ถึงเมืองเพชรบุรี นอกจากนี้ ยังได้สร้างคุณงามความดีอันเป็นประโยชน์อีกมากมาย

       พระยาวจีสัตยารักษ์ และบุตรหลานได้สร้างคุณงามความดีเป็นที่ประจักษ์มิใช่เฉพาะแต่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีเท่านั้น หากแต่ได้สร้างคุณงามความดีให้กับประเทศชาติโดยส่วนรวมอีกด้วย
   
    พระยาวจีสัตยารักษ์เป็นผู้มีสุขภาพแข็งแรงมาโดยตลอด ท่านถึงแก่กรรมด้วยโรคลมปัจจุบัน เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๗ รวมอายุได้ ๗๐ปี ปัจจุบันมีสถูปซึ่งบรรจุอัฐิของท่านและบุตรหลานในตระกูลศรียาภัย ณ เมืองไชยา(เก่า) ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี




หากจะกล่าวถึง มวยไชยา แล้วไม่กล่าวถึง อาจารย์กิมเส็ง ทวีสิทธิ์ ก็คงจะทำให้ ประวัติมวยไชยา ขาดหายไปบางส่วน อาจารย์กิมเส็ง ท่าน เกิดเมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๓๓ ยานนาวา กรุงเทพฯ ช่วงอายุ ๑๔ ปีท่านได้เดินทางไปศึกษาที่ สิงคโปร์ และเริ่มเรียน ยูโด ฟันดาบ มวยสากล ที่นั้น จนได้พบกับ มร.เบเก้อร์ เจ้าของร้านขนมปัง ซึ่งเป็นครูมวยสากลฝีมือดี ได้สอนด้านทฤษฏีและปฏิบัติของ N.S.Rule จนทำให้อาจารย์กิมเส็ง มีความรู้ความชำชาญ ในมวยสากล เป็นอย่างมาก

    และอาจารย์ท่านยังได้เรียน วิชามวยไทย ดาบไทย จากครูเขียว ในป่าเขตแดนสระบุรีกับอยุธยาอยู่ ๒ ปี จึงทำให้อาจารย์เชี่ยวชาญวิชาการต่อสู้ของไทยมากขึ้น (นอกจากวิชาที่กล่าวมาแล้ว อาจารย์ยังมีความรู้ใน วิชามวยชวาของชาวอินโดนีเซีย ที่เรียกว่า " เพนต์จ๊าก " มวยจีน "เก่ยคุ้ง " 
และ ยูยิตสู การจับหักของชาวญี่ปุ่น อีกด้วย จากข้อเขียน ของ อ.เขตร์ ) ช่วงอายุ ๒๕ ปี จึงได้เริ่มชกมวยไทย หลังจากนั้นไม่นานอาจารย์ก็เริ่มสอนมวยไทยและสากล ที่บ้านข้างวัดดอน ยานนาวา มีลูกศิษย์มากมายชกชนะมากกว่าแพ้ ลูกศิษย์ท่านได้เป็น ทั้งแชมป์มวยไทยมวยสากลก็มากจนเกิดเป็น " คณะทวีสิทธิ์ "

    พ.ศ.๒๔๗๒-๒๔๘๒ พระยาคทาธรบดี ได้เริ่มจัด สนามมวยสวนสนุกขึ้นภายในบริเวณ สวนลุมพินี และได้ชักชวนให้อาจารย์ กิมเส็งดำเนินการจัดมวย และเป็นกรรมการ จึงทำให้ชื่อเสียงของ อาจารย์กิมเส็ง เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

   ช่วงก่อนปี พ.ศ. ๒๔๗๗ กระทรวงธรรมการ( กระทรวงศึกษาธิการ )จึงได้เชิญ อาจารย์กิมเส็ง เข้าสอนวิชามวยที่โรงเรียนของกระทรวง แต่งตั้งเป็น อาจารย์พละของกรมพละศึกษากลาง มีลูกศิษย์มากมายกระจายอยู่ทั่วประเทศ ที่สอนมวยและเปิดค่ายมวย ก็มาก จึงทำให้ " ท่ารำพรหมสี่หน้า " กับ " ท่าย่างสุขเกษม " แพร่หลายกลายเป็นมรดก ที่เห็นนักมวยไทยใช้รำบนเวทีกันอยู่จนทุกวันนี้ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ " หงายหมัด " ซึ่ง อาจารย์ เขตร์ ท่านได้กล่าวไว้ว่า " ผิดแผกกับการตั้งท่าของมวยภาคต่างๆทั่วประเทศ " ท่าหมัดหงายไม้มวยนี้ได้เลือนหายไปจากเวทีมวยไทยปัจจุบัน อาจารย์กิมเส็ง( สุนทร ทวีสิทธิ์ ) ได้ถึงแก่กรรมด้วยโรคมะเร็งปอด เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฏคม พ.ศ. ๒๕๐๔ สิริอายุรวม ๗๒ ปี
.

 
 

 




 

บันทึกการเข้า

มารจอมยุทธ อสรพิษหมื่นปี
สมาชิกเว็บไซต์
Sr. Member
*

คะแนนจิตพิสัย +1/-204
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 413


-:- พลังฝัน พลังใจ..


เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 12 พฤศจิกายน 2008, 10:45:48 pm »




ปรมาจารย์ เขตร ศรียาภัย สืบตระกูลมาจากนักรบโดยลำดับดังนี้

.....พระยาชุมพร (ซุ่ย ซุ่ยยัง) ตาทวด (พ่อของย่า) เป็นแม่ทัพไทยตีเมืองมะริดและเมืองตะนาวศรีมาขึ้นประเทศไทย
ปลายรัชกาลที่ ๒ พ.ศ.๒๓๖๗ มีลูกเขยชื่อปานซึ่งได้เป็นที่พระศรีราชสงคราม

.....พระศรีราชสงคราม (ปาน ) ปลัดเมืองไชยา (เป็นปู่) มีลูกชายชื่อขำ ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในรัชกาลที่ ๔ รับใช้
สอยในสำนักสมเด็จเจ้าาพระยาศรีสุริยวงศ์ ที่สมุหพระกลาโหมและได้รับพระราชทานสัญญาบัตร เป็นหลวงสารานุชิต ผู้ช่วยราชการเมืองไชยาเมื่ออายุ ๒๕ ปี

.....หลวงสารานุชิต (ขำ ศรียาภัย) ได้พระราชทานสัญญาบัตรเป็นพระศรีราชสงคราม ปลัดเมืองไชยา (แทนบิดาซึ่งถึงแก่กรรม) เมื่อ พ.ศ.๒๔๑๒

.....พระศรีราชสงคราม (ขำ ศรียาภัย) ได้ช่วยปราบจีนจลาจลที่เมืองภูเก็ตในคราวเดียวกันกับหลวงพ่อแช่ม เจ้าอาวาสวัดฉลอง ซึ่งพวกจีนติดสินบน หัว ๑๐๐๐ เหรียญ จีนจลาจลแตกพ่ายหนีกระจัดกระเจิงลงเรือใบใหญ่ ออกทะเล จึงได้รับปูนบำเหน็จความดีความชอบเลื่อยศเป็น พระยาวิชิตภักดีศรีพิชัยสงคราม ผู้ว่าราชการเมืองไชยา พ.ศ.๒๔๒๒ พวกจีนจลาจลที่ภูเก็ตหนีลงเรือแต่ไม่กลับเมืองจีน ได้เที่ยวปล้นตามหัวเมือง ชายทะเล ตั้งแต่ปลายอณาเขตไทย ทางใต้จนถึงเมืองเกาะหลัก คือประจวบคีรีขันท์ เรืองรบหลวง ๒ ลำ มีกำลังพล ๒๐๐ ต้องประจำรักษาเมืองภูเก็ต จึงเป็นหน้าที่ของเจ้าเมืองทำการปราบปราม เวลานั้นพระยาวิชิตภักดีศรีพิชัยสงคราม เป็นเจ้าเมืองไชยา แต่มีหน้าที่รักษาเมืองชุมพร และ กาญจนดิษฐ์ ด้วย ได้คิดสร้างลูกระเบิดมือขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย รวบรวมพลอาสาออกปราบปรามโจรจีนสลัดในอ่าวไทยเป็นเวลา ๓ ปี
โจรจีนสลัดสงบราบคาบ จึงได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างๆเป็นบำเหน็จโดยลำดับ จนถึง พ.ศ.๒๔๔๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนเป็นพระยาไวยวุฒิวิเศษฤทธิ เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม เพื่อประกาศความดีความชอบที่ได้สร้างลูกระเบิดมืออันเป็นอาวุธแปลกไม่เคยเห็นกันในสมัยนั้น

.....ต่อมาอีก ๗ ปี คือวันที่ ๒๗ กันยายน พ.ศ. ๒๔๔๙ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานสัญญาบัตรให้เลื่อนเป็น พระยาวจีสัตยารักษ์ มีตำแหน่งเป็นผู้กำกับการถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา จนกระทั่งวันถึงแก่กรรม วันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๔๕๗

.....เขตร ศรียาภัย เป็นลูกคนสุดท้องของพระยาวจีสัตยารักษ์ (ขำ ศรียาภัย)

.....เกิดเมื่อวันอาทิตย์ ที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๕ ณ ตำบลหนองช้างตาย (ต.ท่าตะเภา ในปัจจุบัน) อำเภอท่าตะเภา จังหวัดชุมพร ในสมัยเด็กอายุประมาณ ๑๐ ขวบ เขตร ศรียาภัย ได้เข้าโรงเรียนมัธยมวัดสุทธิวราราม อยู่ที่บ้านทวาย ชอบกีฬาประเภทออกแรง ทุกชนิด เช่น พายเรือ ว่ายน้ำ วิ่งแข่ง ตีจับ ฯลฯ ได้เป็นที่ ๑ ในชุดวิ่งเปรี้ยวชิงชนะเลิศกับชุดโรงเรียนวัดประทุมคงคา ได้ถ้วยและ โรงเรียนมัธยมวัดสุทธิวราราม มีชื่อทางวิ่งเปรี้ยวแต่นั้นมา

ได้ลาออกเพื่อเข้าโรงเรียนอัสสัมชัญเมื่ออายุได้ ๑๓ ปี เพราะทนถูกรังแกจากนักเรียนที่ใหญ่กว่าไม่ไหว ณ โรงเรียนฝรั่งแห่งใหม่กลับร้ายกว่า โรงเรียนเดิมเพราะมีนักเรียนมากกว่า ๓ เท่า เขตร ศรียาภัย ต้องทนมือทนตีนอยู่ ๓ ปี อันเป็นปฐมเหตุแห่งความพยายามศึกษาวิชาต่อสู้ ซึ่งมีครูดี ๆ รวม ๑๒ ท่าน คือ

๑. พระยาวจีสัตยารักษ์ ( ขำ ศรียาภัย ) เจ้าเมืองไชยา -บิดาบังเกิดเกล้า
๒. ครูกลัด ศรียาภัย ผู้บังคับการเรือกลไฟรัศมี -อา
๓. หมื่นมวยมีชื่อ ( ปล่อง จำนงทอง )
๔. ครูกลับ อินทรกลับ
๕. ครูสอง ครูมวยบ้านนากะตาม อำเภอท่าแซะ
๖.ครูอินทร์ สักเดช ครูมวยบ้านท่าตะเภา
๗. ครูดัด กาญจนากร ครูมวยบ้านหนองทองคำ
๘. ครูสุก เนตรประไพ ครูมวยบ้านแสงแดด
๙. ครูวัน ผลพฤกษา ครูมวยตำบลศาลเจ้าตาแป๊ะโป
๑๐. อาจารย์ ม.จ.วิบูลย์สวัสดิวงศ์ สวัสดิกุล
๑๑. ครู (กิมเส็ง)สุนทร ทวีสิทธิ์ ปรมาจารย์มวยมีชื่อในพระนคร อาจารย์สอนมวยกรมพละศึกษา
๑๒. อาจารย์ หลวงวิศาลดรุณากร 

.....เมื่ออายุ ๑๙ ปี พ.ศ. ๒๔๖๓ อาจารย์ เขตร ได้ไปดูการฝึกมวยที่บ้าน อาจารย์กิมเส็ง และเกิดความสนใจใน " หงายหมัด " ของค่ายทวีสิทธิ์ อีกหนึ่งปีต่อมาในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๖๔ อาจารย์เขตร จึงได้นำดอกไม้ธูปเทียน ผ้าเช็ดหน้า ผ้าขาวม้า และขันน้ำ ไปกราบขอเป็นศิษย์กับ อาจารย์กิมเส็ง ในวัน พฤหัสบดีอันเป็น " วันครู " ตามคติโบราณ ได้อยู่ร่ำเรียนรับใช้ ไปมาหาสู่กับ อาจารย์กิมเส็ง เป็นเวลา ๔๐ ปี จนครูท่านสิ้น จึงนับได้ว่าวิชามวยไชยาสายอาจารย์เขตร นั้นมีส่วนผสมวิชามวยของท่านอาจารย์กิมเส็ง อยู่อย่างแยบยลจนแยกกันไม่ออก

.....นอกจากการเล่นกีฬา หมัดหมวย ฟุตบอล และ วิ่งแข่ง กระโดดสูงกระโดดยาว รวมทั้งมวยสากลกับมองซิเออร์ ฟโรว์ นักมวยคู่ซ้อมของยอร์ช กาปังติเอร์ แล้ว เขตร ศรียาภัยยังสามารถ แจวเรือพายและถือท้ายเรือยาว (เรือดั้ง เรือแซง) เรือยนต์ เรือกลไฟ ขับรถยนต์ ขี่มอเตอร์ไซ รวมทั้งการขี่ม้า ขี่และฝึกช้างตามแบบที่เรียกว่าคชกรรมอีกด้วย

..... ช่วงปี พ.ศ. ๒๔๙๑ - ๒๔๙๔ อาจารย์เขตร ได้มีส่วนร่วมก่อตั้งสนามมวยธรรมศาสตร์ ขึ้นแทนสนามมวยราชดำเนินที่ไม่มีหลังคากันฝน ล่วงถึง ๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๙๖ จึงได้เข้าเป็นผู้จัดการ สนามมวยลุมพินี อยู่หลายปี จนช่วงอายุ ๖๙-๗๐ ปี คุณอาจินต์ ปัญจพรรค์ บรรณาธิการ และอาจารย์ สงบ สอนสิริ จึงได้ชักชวนให้ท่านเขียน " มวยไทยปริทัศน์ " ในนิตยสาร ฟ้าเมืองไทย เล่าถึงเรื่องมวยคาดเชือกในยุค สนามสวนกุหลาบ สนามมวยหลักเมืองสนามมวยสวนสนุก เกร็ดความรู้เรื่องมวยไทย และความรู้เรื่องมวยของชนชาติอื่นๆ จนได้รับการยอมรับและได้รับการ เรียกขาน ท่านเป็น " ปรมาจารย์ " มวยไทย อาจารย์เขตร ศรียาภัย ถึงแก่กรรม ด้วยโรคหัวใจ ล้มเหลว เมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๒๑ สิริอายุรวม ๗๕ ปี

*ประวัติการทำงานของ ปรมาจารย์เขตร์ ศรียาภัย

..... ท่านปรมาจารย์เขตร์ ศรียาภัย นับว่าได้ว่าเป็นบุคคลตัวอย่าง ในด้านความรู้ ความเสียสละ และความซื่อสัตย์ ผลงานอันนับได้ว่าเป็นเหมือน รางวัลชีวิต ที่ท่านได้กระทำไว้ มีนับไม่ถ้วน ทางคณะผู้จัดทำ จึงใคร่ของกล่าวถึงบางส่วน โดยย่อดังต่อไปนี้

ประวัติการรับราชการ (คัดจากสำเนาสมุดประวัติประจำตัวข้าราชการ กรมโยธาเทศบาล กระทรวงมหาดไทย)
.....พ.ศ. ๒๔๖๗ พนักงานรักษาสนาม และต้นไม้กองถนน
.....พ.ศ. ๒๔๗๙ ? ๒๔๘๔ รักษาการตำแหน่งหัวหน้าแผนกสารบรรณกองช่าง
.....พ.ศ. ๒๔๘๕ - ๒๔๙๐ หัวหน้าแผนกกลางกองโยธา
.....พ.ศ. ๒๔๙๑ ? ๒๔๙๕ หัวหน้ากองรักษาความสะอาด (ปี ๒๔๙๕ ได้รับทุนไปดูงานการรักษาความสะอาดใน อเมริกา ยุโรป และออสเตเลีย)
.....พ.ศ. ๒๕๐๐ ดำรงตำแหน่งเลขานุการกรม กรมโยธาเทศบาล
.....พ.ศ. ๒๕๐๔ ? ๒๕๐๖ ดำรงตำแหน่งรองปลัดเทศบาล สำนักปลัดเทศบาลนครกรุงเทพฯ และพ้นจากหน้าที่เนื่องจากครบเกษียณอายุเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ หลังจากครบเกษียณอายุแล้ว ท่านได้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาของเทศบาล นครกรุงเทพฯ อยู่อีกระยะหนึ่ง

ราชการพิเศษ (คัดจากสำเนาสมุดประวัติประจำตัวข้าราชการ กรมโยธาเทศบาล กระทรวงมหาดไทย)
.....พ.ศ. ๒๕๐๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนคร แต่งตั้งให้เป็น เทศมนตรีชั่วคราว ดำเนินกิจการของ เทศบาลไปจนกว่าจะได้แต่ตั้งคณะเทศมนตรีใหม่
.....พ.ศ. ๒๕๐๓ กรรมการดำเนิน การตรวจสอบและสะสางบัญชี การเงินของกรมโยธาเทศบาล

ความดีความชอบ (คัดจากสำเนาสมุดประวัติประจำตัวข้าราชการ กรมโยธาเทศบาล กระทรวงมหาดไทย)
.....พ.ศ. ๒๔๗๖ ช่วยเหลือการปราบกฎบวรเดช ได้รับการชมเชยตามหนังสือเลขาธิการ คณะรัฐมนตรี ที่ ม. ๑๐๔๒๐/๗๗ ลงวันที่ ๒๖/๑๑/๒๔๗๗
.....พ.ศ. ๒๕๐๑ ในระหว่างปฏิบัติราชการเป็นเทศมนตรีชั่วคราว ได้ปฏิบัติงานบังเกิดผลดีแก่ท้องถิ่นอย่างยิ่ง ได้ตั้งใจช่วยเหลือท้องถิ่น เพื่อประโยชน์ ของประชาชนจำนวนกว่าหนึ่งล้านคน จนเป็นผลดีอย่างมากถึงวันส่งมอบงานนับได้ว่าเป็นผลดีแก่ราชการของกระทรวงมหาดไทย ในส่วนรวม ได้รับการชมเชยตามหนังสือ กระทรวงมหาดไทยที่ ๗๓๐๓/๒๕๐๑ ลงวันที่ ๑๐/๕/๒๕๐๑

เครื่องราชอิสริยาภรณ์
.....พ.ศ. ๒๔๖๘ เหรียญบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ ๗
.....พ.ศ. ๒๔๗๕ เหรียญสมโภชพระนคร ๑๕๐ ปี
.....พ.ศ. ๒๔๘๔ จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย
.....พ.ศ. ๒๔๖๘ จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก
.....พ.ศ. ๒๔๙๒ ตริตาภรณ์มงกุฎไทย
.....พ.ศ. ๒๔๙๓ เหรียญบรมราชาภิเษก , เหรียญรัตนาภรณ์
.....พ.ศ. ๒๔๙๙ ตริตาภรณ์ช้างเผือก
.....พ.ศ. ๒๕๐๓ ทวิติยาภรณ์มงกุฎไทย

เหรียญเกียรติคุณ
.....พ.ศ. ๒๔๖๐ เหรียญ JUNIORS TOURNAMENT 1917 *
.....พ.ศ. ๒๔๗๗ เหรียญ SEMPR FIDELIS ?สัตย์ซื่อตลอดกาล? **
* โรงเรียนอัสสัมชัญ ได้ถูกบังคับให้เข้าร่วมกันแข่งขันฟุตบอล ระหว่างนักเรียนอังกฤษ กับ นักเรียนฝรั่งเศล ทางโรงเรียนได้คัดตัว ปรมาจารย์เขตร ศรียาภัย เป็นหนึ่งในทีมนักเรียนอังกฤษ และในการแข่งครั้งนั้น นักเรียนอังกฤษ เป็นฝ่ายชนะ เ ป็นจุดเริ่มที่ทำให้ ปรมาจารย์เขตร ศรียาภัย รักและสนใจกีฬาฟุตบอล และร่วมแข่งขันในนาม โรงเรียนอัสสัมชัญ ตลอดมา และยังมีถ้วยรางวัลและเหรียญ อื่น ๆ อีกมาก ที่ท่านได้จากการแข่งขัน ในฐานะ นักฟุตบอลของสมาคมศิษย์เก่าอัสสัมชัญ

** เนื่องในโอกาส ฉลองโรงเรียนอัสสัมชัญ ครบ ๕๐ ปี ปรมาจารย์เขตร ศรียาภัย จึงได้รับรางวัล เหรียญทองคำ ซึ่งจัดสร้างขึ้นเป็นพิเศษ คำจารึกเป็นภาษาละตินว่า CA - SEMPR FIDELIS ซึ่งแปลเป็นไทยว่า ?สัตย์ซื่อตลอดกาล? อันถือว่าเป็นเหรียญเดียว ที่ทางโรงเรียนมอบให้นักเรียน นับตั้งแต่สร้างโรงเรียนมา ตลอดระยะเวลา ๙๐ ปี นับเป็นเกียรติอย่างยิ่ง


ท่านเกิดเมื่อ ๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๗๒ ที่โรงพยาบาล ศิริราช กรุงเทพฯ เมื่อเรียน อยู่ชั้น ป.๖ โรงเรียนวัฒนศิลป์ ประตูน้ำ เริ่มเรียนมวยสากลกับครูประสิทธิ์ นักมวยสากลจากกรมพละ ช่วงอายุ ๑๓-๑๔ ปี ครูได้ออกหาค่ายมวยไทยที่จะเรียน อย่างจริงจัง ครูไปดูอยู่หลายที่ แต่ก็ไม่ถูกใจเพราะแต่ละค่ายนั้น เวลาซ้อมนักมวย จะเจ็บตัวกันมาก ไม่มีการป้องกันตัวเลย ครูจึงได้ไปหัดเรียนมวยไทยกับ ป๊ะลาม ญาติของแม่ แถวซอยกิ่งเพชร มีครูฉันท์ สมิตเวชกับครูชาย สิทธิผล สอน ด้วยว่า เป็นคนร่างเล็ก ผอมบาง จึงถูกเพื่อนๆรังแกอยู่เป็นประจำแต่ก็เรียนอยู่ได้ไม่นาน เพราะถูกเด็กโตกว่ากลั่นแกล้ง หลังจากจบภาคการศึกษา และได้ผ่านชีวิตบู๊ โลดโผน อย่างลูกผู้ชายในยุคนั้นครูทองได้มาทำงานที่ การรถไฟ มักกะสันได้รู้จักกับเพื่อน ของคุณพ่อ ชื่ออาจารย์สามเศียร ได้พูดคุยเรื่องมวยและพาไปพบกับ อาจารย์เขตร ที่บ้าน ครูจึงเริ่มเรียนมวยไชยา ขั้นพื้นฐาน ตามลำดับ เรียนอยู่หลายเดือน จึงคิดจะ ขึ้นชกเวทีเหมือนอย่างรุ่นพี่บ้าง ช่วงนั้น ครูทอง 
อายุประมาณ ๑๖ ปี จึงไปขออนุญาต อาจารย์เขตร อาจารย์ท่านก็ดูฝีไม้ลายมือว่าใช้ได้ จึงบอกครูให้ฟิตให้ดีแล้วจะพา ไปชก แต่ครูทองท่านได้แอบไปชกมวยเวที ตามต่างจังหวัดรอบๆกรุงเทพฯ ชนะมากกว่าแพ้ และได้ชกชนะมวยดัง 

ฉายาเสือร้ายแปดริ้ว ที่ฉะเชิงเทรา จนเป็นข่าวรู้ถึงอาจารย์เขตร นับแต่นั้นครูทอง จึงได้ชกใน กรุงเทพฯ โดยอาจารย์เขตร จะพาไปเอง ครูทองชกครั้งแรกที่เวที ราชดำเนินกับสมชาย พระขรรค์ชัย ครูทองแพ้ด้วยความตื่นเวทีใหญ่ เมื่อครูทองติดต่อขอแก้มือแต่ฝ่ายสมชาย ไม่ขอแก้มือด้วย มาเลิก ชกมวยเมื่ออายุ ๒๔ ปี เมื่อคุณย่าท่านป่วยหนักและได้ขอร้องให้ครูเลิกชกมวยเวที ครูทอง ก็ให้สัจจะ แต่ขอคุณย่าไว้ว่าจะเลิกต่อยแต่ไม่เลิกหัด คุณย่าท่านก็อนุญาต ครูทอง ได้เรียนมวยกับอาจารย์เขตร อยู่อีกหลายปี จนอาจารย์เขตร ออกปากว่า จะพาไปเรียนกับอาจารย์ใหญ่


.....อาจารย์เขตร จึงฝากครูทอง ให้ไปเรียนวิชาต่อกับอาจารย์ กิมเส็ง ครูทองท่านสนใจเรียนมวยมาก เมื่ออาจารย์ กิมเส็ง ให้ถือดาบไม้และให้ลองเล่นกับท่านดูโดยบอกว่า ก็เล่นเหมือนกับเล่นมวย นั้นแหละ ลองอยู่สักพัก อาจารย์กิมเส็ง ท่านก็บอกว่า ใช้ได้นี่ ด้วยเหตุนี้ ครูทอง จึงไม่ได้เรียนดาบ
 
กับอาจารย์กิมเส็ง ซึ่งครูมักพูดว่าเสียดายอยู่เสมอๆ (แต่ครูทองก็มีความรู้เรื่อง การฟันดาบอยู่ไม่น้อย) เรียนอยู่สัก ๓ ปี อาจารย์กิมเส็ง ท่านก็สิ้น ครูทองได้มาช่วยเพื่อนชื่อไหว สอนมวยอยู่ราชบูรณะ และเริ่มสอนมวยอย่างจริงจัง เมื่อย้ายบ้านมาอยู่ที่ ย่านบางนา มีทหารเรือมาฝึกกับท่านจำนวนมาก ครูทองจึงได้ไป ขออนุญาต อาจารย์เขตร ว่าจะสอน ครั้นพูดจบอาจารย์เขตร ท่านก็เหวี่ยงแข้งเตะมาที่ครูทองทันที ครูทองก็รับปิดป้อง ว่องไว ตามที่ได้เรียนมา อาจารย์เขตร จึงว่า อย่างนี้สอนได้ และได้ให้ครูทองมาเรียนวิชาครูเพิ่มเติม

.....ครูทอง ท่านใช้ ชื่อค่ายมวยว่า "ค่ายศรีสกุล" ต่อมาใช้ "ค่ายสิงห์ทองคำ" แต่ซ้ำกับค่ายอื่น ท่านจึงไปกราบขอชื่อ ค่ายมวยจากอาจารย์เขตร ซึ่งก็ได้รับความกรุณาโดยอาจารย์ได้ตั้งชื่อให้ว่า " ค่ายไชยารัตน์ "ด้วยเหตุว่าครั้งเรียน วิชามวยไชยากับ อาจารย์เขตร ศิษย์ทุกคนจะใช้สกุลในการขึ้นชกมวยว่า " เชื้อไชยา " ครูทอง มีลูกศิษย์ หลายรุ่น แต่ละรุ่นท่านก็สอนไม่เหมือนกัน บางคนจะชกมวยสากล บางคนจะชกมวยไทยเวที ท่านจะสอนแตกต่างกัน ตามโอกาส

.....จนเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๖ ครูทอง ท่านได้ไปเผยแพร่มวยไทยคาดเชือกที่ ธนาคารกรุงเทพ สาขาสะพานผ่านฟ้า และได้พบกับนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ชมรมต่อสู้ป้องกันตัว อาวุธไทย ได้ขอท่านเรียนมวย แรกๆก็ไปเรียนที่บ้านครู แต่ระยะหลังจึงได้เชิญ ครูทองท่านมาสอนที่มหาวิทยาลัย และครูได้เริ่มสอนแบบโบราณ คาดเชือกด้วยเห็นว่า ท่าย่างสามขุมของดาบ นั้นเป็นแนวเดียวกับการเดินย่างของมวยคาดเชือก จนถึง พ.ศ.๒๕๒๗ นักศึกษาจุฬา ( เคยฝึกอาวุธไทยที่ รามฯ )ได้เชิญครูท่านไปเป็น อาจารย์พิเศษที่จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย
ครูทอง จึงได้ถ่ายทอด ศิลปะมวยคาดเชือก สายไชยา ในสองสถาบัน จนพ.ศ.๒๕๓๗ จึงหยุดด้วยโรคประจำตัว ครูทองหล่อ ยาและ ป่วยด้วยโรคมะเร็งปอด และถึงแก่กรรมด้วยวัยเพียง ๖๗ ปี ในเวลาเช้า ๘.๔๕ น. ของวันที่ ๑๙ กันยายนพ.ศ.





 เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๐ ได้เดินทางมาศึกษาต่อ ที่มหาวิทยาลัย รามคำแหง และได้สมัครเข้าเป็นสมาชิก ชมรมต่อสู้ป้องกันตัว แผนกมวยไทย ฝึกซ้อม และขึ้นชกมวย ในการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัย อยู่พักหนึ่ง จึงย้ายมาเรียนที่ แผนก อาวุธไทย ?สำนักดาบเจ้าราม? ซึ่งรุ่นพี่ในชมรมฯช่วงนั้น จะมีหลายคนมาจากหลายสำนัก รวมตัวกันในรามฯ เพื่อก่อตั้งเป็น แผนกอาวุธไทย

.....ครูแปรง จึงได้เรียนวิชา จากหลายสำนัก เช่น ดาบพุทไธสวรรค์, ดาบผดุงสิทธิ์,
ดาบพละ, ดาบพรานนก, ดาบอาทมาต, ดาบอาทมาต เท้าช้าง ปัตตานี, มีดสั้นทอง นับแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ? ๒๕๒๕ จึงจบหลักสูตร หลังจากนั้น ครูแปรง ยังได้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม จากครูอีกหลายท่าน อาทิเช่น ครูพัน ยารนะ ครูดาบสะบัดชัย, ดาบสายกรมหลวงชุมพร จาก กี คลองตัน, ดาบบ้านไชว อยุธยา, ดาบสายอาจารย์นาค เทพหัสดิน ณ อยุธยา, ดาบและมวยในสายอาจารย์กิมเส็ง ซึ่งถือว่าเป็นอาจารย์ปู่ สายมวยทวีสิทธิ์ ในเวลาต่อมาอีกด้วย 
.....ช่วงต้นปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ระหว่างที่ ครูแปรง ทำการสอนวิชาดาบ ที่ แผนกอาวุธไทย ในฐานะรุ่นพี่อยู่นั้น ได้มีรุ่นน้องคนหนึ่ง ชื่อ ปาน ได้ขอซ้อมมวยกับ ครูแปรง ด้วยทราบว่า ครูแปรง เป็นนักมวยเวทีมาก่อน และระหว่างดูเชิงกันอยู่นั้น รุ่นน้องคนนั้น ได้ตั้งท่าทางมวยแปลกๆ ซึ่งทำให้รุ่นพี่รุ่นน้องหลาย ๆ คนสนใจ สอบได้ความว่า เป็นวิชามวยคาดเชือก สายมวยไชยา ครูแปรงจึงได้ติดตามไปขอพบ และทดสอบวิชามวยนั้น ด้วยตัวท่านเอง จนแน่ใจว่า เป็นวิชามวยคาดเชือกจริง จึงเข้ามอบตัวเป็นศิษย์ ศึกษาวิชามวยจากครูท่านนั้น ซึ่งก็คือ ครูทอง ครูมวยไชยา แห่งคลองทับช้าง (ทองหล่อ ยาและ)

.....ปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ? ๒๕๓๙ ด้วยความมุ่งมั่น ที่จะเผยแพร่ศิลปะมวยไชยา และวิชากระบี่กระบอง อาวุธไทย ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ครูทอง ได้ก่อตั้ง ?ชมรม อนุรักษ์ พาหุยุทธ์ ไชยารัตน์ และอาวุธไทย ตำหรับพิชัยยุทธ์? และได้ ศิษย์อาวุธไทย ?สำนักดาบเจ้าราม? คอยให้ความช่วยเหลือ ในเรื่องงานสาธิต แสดงในสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงเผยแพร่ทาง นิตยสาร และโทรทัศน์ มาโดยตลอด
 
.....พ.ศ. ๒๕๒๗ ครูแปรง ได้รับการชักชวนจาก ครูทอง ให้ทำงานร่วมกับท่านที่ กรมโยธาฯ ผ่านฟ้า ทำให้ ครูแปรง ได้มีโอกาสติดตาม ครูทอง ช่วยงานสอนมวยไชยา ให้กับนักเรียน นักศึกษา และผู้ที่สนใจ พร้อมทั้งได้ร่วมกับ ครูทอง ปรับปรุงหลักสูตรการสอน มวยไชยา ให้เป็นระบบ ตามแนวคิดของ ครูทอง ที่ต้องการให้ศิลปะมวยคาดเชือก สายไชยา เป็นที่สนใจในวงกว้าง สามารถเรียนได้ทั้ง ผู้หญิง และเด็ก ในรูปของ ?การบริหารร่างกาย เพื่อพาหุยุทธ์? โดยยึดหลักวิชาการ ตามแบบโบราณ ไว้อย่างเคร่งครัด 

 .....พ.ศ. ๒๕๓๙ ครูทอง เสียชีวิต ทำให้การดำเนินงานด้านเผยแพร่ มวยไชยา หยุดชะงักไปชั่วคราว ครูแปรง ขณะนั้นประกอบอาชีพ ทนายความ ได้ละงานประจำ มาดำเนินกิจกรรมสืบต่อ เหตุเพราะ ครูทอง ได้เคยพูดไว้เสมอว่า ?มีอยู่สองคนที่ได้ วิชาจากครูมากที่สุด คือ แปรง กับ โย่ง? หรือ ?ถ้าครูไม่อยู่ ใครจะเรียนมวย ให้ไปหาแปรง? ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กว่า ๒๐ ปี ครูแปรง เองก็ได้ตั้งใจพัฒนาทักษะทางร่างกาย ฝึกฝน สืบค้น ตีความ จนสามารถเข้าถึง เคล็ดวิชาในมวยไชยา ทำให้ศิษย์มวยไชยา และผู้สนใจ ต่างมุ่งมาเรียนกับ ครูแปรง เป็นหลัก

.....ปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ครูแปรง และรุ่นพี่รุ่นน้องในชมรมฯ ได้ร่วมมือกันทำงานเผยแพร่อย่างจริงจัง จึงทำให้มีผู้รู้จัก และสนใจศึกษา ศิลปะมวยไชยา มากขึ้น คณะศิษย์มวยไชยา จึงได้ประชุมร่วมกัน เพื่อก่อตั้ง ?มูลนิธิมวยไทยไชยา? พร้อมดำเนินการจดทะเบียนขึ้น เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๔๖ โดยมี ครูแปรง อมรกฤต ประมวญ ดำรงตำแหน่ง ประธานมูลนิธิฯ ดำเนินงานเผยแพร่ และ อนุรักษ์ศิลปะมวยไชยา และอาวุธไทย พิชัยยุทธ์ ในรูปองค์กรต่อไป.
     
 
บันทึกการเข้า

-:- ชีวิตเหมือนบทความบทหนึ่ง   
ตอนท้ายของบทความแต่ละบท แต่ละตอน
มีการใช้จุด ใช้เครื่องหมายอัศเจรีย์   
และบางคนก็ใช้เครื่องหมายปรัศนีย์มาปิดท้าย -:-
มารจอมยุทธ อสรพิษหมื่นปี
สมาชิกเว็บไซต์
Sr. Member
*

คะแนนจิตพิสัย +1/-204
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 413


-:- พลังฝัน พลังใจ..


เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 12 พฤศจิกายน 2008, 10:46:16 pm »


ประวัติศาสตร์โลกยาวนาน สงครามดำรงคู่กันมา ไม่มียุคใดขาดสงคราม สองชนเผ่าแย่งชิงอาหาร การเผากรุงโรม ครูเสด สงครามร้อยปี นโปเลียนกลืนยุโรป เรื่อยมาจนถึงอเมริกาบุกอิรัก สงครามคือประดิษฐกรรมน่าละอายของมนุษยชาติ แต่เมื่อสงคราม เป็นสิ่งคู่ประวัติศาสตร์ มนุษย์จึงจำต้องคิดมรรคาแห่งสงคราม

 

.....โลกตะวันตกมีนักการทหารอย่างเคลาชวิตซ์ และนโปเลียนผู้สร้างประโยคอมตะ "กองทัพเดินด้วยท้อง" ตะวันออกเห็นท่าต้องยกให้ มังกรจีน ใช่ครับ ทั่วโลกให้จีนเป็นเอตทัคคะด้านนี้ พิชัยสงครามซุนวู หานเฟยจื่อ ซือมาฟา หรือ ๓๖ กลยุทธ์ ล้วนมาจากจีน ประวัติศาสตร์จีนกว่า ๕,000 ปี เกือบทุกหน้าต้องเปื้อนเลือด รวมแล้วแยก แตกแล้วรวม แปรเปลี่ยนตามอนิจจัง ดังนี้ถ้าคนจีนเขียนหนังสือ วิธีสู้รบตบมือได้ดีกว่าชาติอื่นย่อมไม่แปลก จนทุกวันนี้สถาบันทางทหาร และองค์กรธุรกิจหลายแห่งในโลก ก็ยังศึกษาพิชัยสงครามจีนกันอยู่

.....เมื่อสุโขทัย (รุ่งอรุณแห่งความสุข) สถาปนา จีนนั้นรุ่งเรืองอารยธรรมนำไปแล้วหลายช่วงตัว สหวิทยาการต่าง ๆ จีนวิเคราะห์ สังเคราะห์เสียปรุโปร่งแล้ว ผมกล่าวแบบนี้ขอบางท่านอย่าเกิดอาการล้าหลังคลั่งชาติ (สำนวนครูสุจิตต์ วงษ์เทศ) กันเลย ไร้ประโยชน์ จะทุ่มเถียงใครดีหรือด้อย ในแต่ละเทศะย่อมมีกาละของตัวเอง เปิดใจให้กว้างแล้วเรามาสำรวจภูมิปัญญาบรรพชนร่วมกันดีกว่า เราจะตระหนักรู้ปัญญาคนโบราณนั้นมีแก่นใหญ่ใจความคล้ายกัน หากพูดต่างกันเท่านั้นเอง

.....จีนนั้นมีตำรากลยุทธ์ลือชาปรากฏอยู่เล่มหนึ่งคือ ๓๖ กลยุทธ์ คนไทยกี่มากน้อยรู้จัก "๒๑ กลยุทธ์" อันเป็นของไทยแท้ ซุกซ่อนอยู่ใน คัมภีร์โบราณของไทย ซึ่งกรมศิลป์ได้เคยตีพิมพ์ออกมาคือ "ตำราพิชัยสงครามคำกลอน" ๒๑ กลยุทธ์ไทย นี่แหละที่นายอ่อนหัด จะมาเปิดกรุพูดคุยกัน


.....ก่อนขยายความปัญญาเขลา เบาความใด ๆ ต่อไป ขอออกตัวสักน้อยหนึ่ง ด้วยนายอ่อนหัดนี้อ่านหนังสือมาบ้างไม่มากเล่ม พี่ 'หนามทุเรียน' ยังให้ความไว้วางใจมาแสดงความเขลาต่อสาธารณะ ทั้ง ๒๑ กลยุทธ์ไทยนี้ลุ่มลึกคัมภีรภาพยิ่ง ส่วนหนังสือที่จะให้ อรรถาธิบายอย่างละเอียดพิศดารในท้องตลาดนั้นเรียกว่าไม่มีเลย ยากนักที่นายอ่อนหัดจะไขกระจ่างให้อ่านกันได้ จึงต้องอิงกับหนังสือ "๒๑ กลยุทธ์ไทย" ของคุณโชติช่วง นาดอนเป็นสดมภ์หลัก ศึกษาจากประวัติศาสตร์สงครามของไทย และค้นคว้าเปรียบเทียบกับพิชัยสงครามจีน ควบคู่กันไป ผู้รู้ใดอ่านพบรู้สึกขวางตาแลใจกรุณาชี้แนะเป็นวิทยาทานด้วยเถิด

.....และเนื่องด้วยเรื่องราวของ ๒๑ กลยุทธ์ไทยนี้อยู่ในเรือนแห่งมวยไชยา นาฏลีลายุทธ์อันวิจิตรเฉียบคมของไทย ครั้นจะไม่กล่าวถึงกันเลยก็ดูกระไรอยู่ นายอ่อนหัดจึงอยากกล่าวถึงความสำคัญของ "กลยุทธ์" อันเกี่ยวเนื่องกับ "ศิลปะการต่อสู้"
หลายท่านในที่นี้ต้องเคยฝึกต่อสู้แบบอิสระ (Sparring) กันมาเกือบทั้งสิ้น คงเข้าใจดีว่าพละกำลัง ความเร็ว และเทคนิคลีลาสุดพิสดาร ทั้งหลายแหล่นั้นจะด้อยประโยชน์ลงอักโข หากขาด "ปัญญา" กำกับ ความพ่ายแพ้ก็รออยู่ตรงหน้า จุดนี้แหละที่ "กลยุทธ์" จะเข้ามามีส่วนสำคัญ ไม่ต้องดูไกลครับ มวยไชยาเองก็มีสิ่งที่เรียกว่า "ล่อ หลอก หลบ หลีก" จริงเท็จไม่เผย หรืออย่างคำกล่าวที่ว่า "จงควบคุมคู่ต่อสู้ให้เป็นดั่งที่เราต้องการ" ตรงนี้อาจจะเข้าใจยากสักหน่อยครับ ยังไม่หมดครับอย่างเช่น "เมื่อเจอคู่ต่อสู้ที่เหนือกว่า และยังไม่รู้ว่าจะทำเช่นไร จงหนีไปเรื่อย ๆ การหนีครั้งแรกอาจยังทำอันใดมิได้แต่จะเริ่มเห็นช่องว่างบ้าง เมื่อหนีครั้งที่สอง สาม สี่... ช่องว่างนั้นจะขยายใหญ่ขึ้น ๆ จนกลายเป็นช่องว่างทั้งหมด"

.....ที่สำคัญอีกคำหนึ่งอาจเป็นปัจจัยชี้ขาดเลยก็ได้ คำนี้เชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ยิน "รู้เขา รู้เรา" ลองฟังประสบการณ์จากการฝึกซ้อม นี้ดูนะครับ

.....นายอ่อนหัดได้มีโอกาสฝึกซ้อมกับเพื่อน ๆ ในแวดวงศิลปะการต่อสู้อยู่บ้าง ครั้งหนึ่งได้มีโอกาสฝึกซ้อมการผลักมือกับผู้ฝึกมวยจีน สองคนพี่น้อง ผู้น้องนั้นจะมีลีลาการเดินวนวงกลมเพื่อเข้าสู่จุดอับเนื่องจากแรงปะทะไม่มาก และร่างกายค่อนข้างผอมสูง เช่นกันครับนายอ่อนหัดตัวกระจิริดแรงปะทะก็ยังน้อยกว่าอยู่ดี จึงใช้การเดินไขว้แบบไชยาแต่เดินเป็นวงที่แคบกว่าเข้าใกล้ตัวเขาเอาไว้ โดยใช้ความตัวเล็กนี่แหละ

.....ครั้นมาเจอกับผู้พี่ เมื่อได้ซ้อมไปชั่วระยะจึงตระหนักว่ารูปแบบนั้นต่างกับผู้น้อง ผู้พี่นั้นความสูงน้อยกว่าหากแต่แรงปะทะนั้น นายอ่อนหัด เหลือจะทานไหว ทั้งร่างกายเขาก็หนากว่าผู้น้องด้วย และความที่เขาก็อ่านผมเช่นกัน จึงใช้ความได้เปรียบตรงจุดนั้น โอบต้อนและเข้าปะทะ เป็นเส้นตรงเสียส่วนใหญ่ นายอ่อนหัดจึงต้องใช้วงที่ใหญ่ที่กว่าเดิม และความคล่องตัวเพื่อฉากออกด้านข้างตลอดเวลาเพื่อเข้าสู่ตำแหน่ง ที่เราได้เปรียบกว่า แน่นอนเมื่อต่างฝ่ายต่างอ่านรูปแบบกันออกการฝึกซ้อมนั้นก็สนุก ต้องคิด ต้องแก้ทางตลอดเวลา นายอ่อนหัด ก็หนีได้บ้าง ไม่ได้บ้างครับ เพราะยังอ่อนหัดสมชื่อ

.....เห็นหรือไม่ว่า กลยุทธ์ นั้น มีส่วนสำคัญเพียงใด ท่านทั้งหลายผู้ฝึกมวยไชยานอกจากท่าครูที่ถูกต้อง ออกอาวุธคม ป้องปัดได้เนียนแล้ว สติและปัญญานี่แหละจะทำให้ท่านพัฒนาฝีมือได้อย่างรวดเร็ว

.....เฉไฉเลื่อนเปื้อนเสียไกล กลับมาเรื่อง ๒๑ กลยุทธ์ไทยกันต่อนะครับ

.....จากหลักฐานต่าง ๆ เท่าที่ค้นพบ เชื่อกันว่า ตำราพิชัยสงครามไทยเล่มแรกเขียนขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ พ.ศ. ๒๐๔๑ และอาจมีการแก้ไขปรับปรุงอีกครั้งในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แต่แล้วจะด้วยเหตุอันใดนายอ่อนหัดก็สุดรู้ ตำราพิชัยสงคราม เหล่านี้เกิดกระจัดพลัดพรายขาดหายไป จนมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพย์ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล จึงได้ทรงชำระเรียบเรียงขึ้นใหม่ (อ้างอิงจาก ๒๑ กลยุทธ์ไทย ของโชติช่วง นาดอน)

.....นั่นคือความเป็นมาคร่าว ๆ ของพิชัยสงครามไทย



.....หากผู้ใดเคยอ่าน ๓๖ กลยุทธ์ จะพบชื่อกลยุทธ์ไพเราะทั้งนั้น แต่มีความลึกซึ้งในชื่อนั้นด้วย ส่วน ๒๑ กลยุทธ์ไทยนั้น ด้วยนิสัยนักเลงกลอนบ่อนข้าวแช่ของคนไทย จึงคิดนามผูกชื่อกลยุทธ์ทั้ง ๒๑ ให้คล้องจองสละสลวย จดจำง่าย ในแต่ละกลยุทธ์ก็แต่งเป็นร่ายไม่ยาวนักเพื่อขยายความและเพิ่มความเข้มขลังลงไป ตรงจุดนี้เองทำให้การตีความยิ่งยากลำบากทบทวี ถึงตรงนี้คงอยากทราบแล้วว่า ๒๑ กลยุทธ์ไทยมีอะไรกันบ้าง เชิญทัศนา

ฤทธี  สีหจักร ลักษณ์ซ่อนเงื่อน
     
เถื่อนกำบัง  พังภูผา ม้ากินสวน
     
พวนเรือโยง  โพงน้ำบ่อ ล่อช้างป่า
     
ฟ้างำดิน  อินทร์พิมาน ผลาญศัตรู
     
ชูพิษแสลง  แข็งให้อ่อน ยอนภูเขา
     
เย้าให้ผอม  จอมปราสาท ราชปัญญา
     
ฟ้าสนั่นเสียง  เรียงหลักยืน ปืนพระราม

     

.....ทีนี้เราก็ได้รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของ ๒๑ กลยุทธ์ไทยแล้ว จุดที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งก็คือ ความเหมือน-ความต่างระหว่าง ๒๑ กลยุทธ์ไทย กับ ๓๖ กลยุทธ์จีน

.....ขอกล่าวถึงความเหมือนเสียก่อน ๓๖ กลยุทธ์นั้นแบ่งออกเป็น ๖ ส่วน แต่ละส่วนมี ๖ กลยุทธ์ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ใช้ในการสู้รบตามแต่สถานการณ์เป็นไป ๒๑ กลยุทธ์ก็มีเช่นเดียวกัน บางกลยุทธ์ก็พ้องกันเสียด้วย หากเรียกไม่ตรงกัน เช่น กลยุทธ์ที่ ๗ ใน ๓๖ กลยุทธ์ "มีในไม่มี" คล้ายกับ "เถื่อนกำบัง-พังภูผา" ของ ๒๑ กลยุทธ์ นั่นคือจริงเท็จไม่แสดง น้อยว่ามาก มากเหมือนน้อย

.....ความต่างคือ ๓๖ กลยุทธ์ กล่าวถึงกลยุทธ์การสู้รบในสงคราม แต่ ๒๑ กลยุทธ์จะมีการกล่าวถึงหลักการพื้นฐานทั่วไปแห่งสงคราม ปะปน ไปกับกลยุทธ์การสู้รบด้วย อย่างเช่นการบำรุงไพร่พล การแสวงหาผู้มีความสามารถ การเป็นนายทัพที่เปี่ยมคุณธรรม เป็นต้น ซึ่งความเป็นจริงไม่น่าเรียกว่า กลยุทธ์ เพราะกลยุทธ์คือกลอุบายในการสู้รบ ส่วนหลักการพื้นฐานแห่งสงครามนั้นเป็นอีกด้านหนึ่งของ สงครามที่ไม่แยกจากกัน หาเป็นกลยุทธ์ไม่ สองส่วนนี้ต้องเกื้อหนุนกัน กองทัพเข้มแข็ง ไร้กลยุทธ์ย่อมพ่ายแพ้ กลยุทธ์เฉียบคม กองทัพอ่อนแอย่อมพ่ายพัง

.....๒๑ กลยุทธ์ไทย รวมสองเรื่องเข้าด้วยกัน อาจเพื่อง่ายต้องการศึกษา ๓๖ กลยุทธ์ กล่าวเพียงกลยุทธ์ อาจเพราะมีคัมภีร์ที่เกี่ยวกับ หลักพื้นฐานแห่งสงครามอยู่มากแล้ว จึงนำกลยุทธ์ในการรบมากล่าวแยกต่างหาก

.....ถึงตรงนี้คงได้เห็นภาพคร่าว ๆ ของ ๒๑ กลยุทธ์ไทยไม่น้อยไม่มาก การขยายความแต่ละกลยุทธ์นั้น นายอ่อนหัดขอผัดผ่อนไว้โอกาสหน้า จะไปค้นคว้ามาเล่าเท่าที่กำลังสติปัญญาเอื้ออำนวย

.....อย่างไรเสียการห้ำหั่นย่ำยีกันในสงคราม ในธุรกิจ หรือในชีวิต มิใช่เรื่องงาม ศาสดาทุกพระองค์ตรัสเช่นนั้น ฉะนั้นจงศึกษาเพื่อ ความรู้รอบ และปรับใช้เพื่อดำรงชีวิตอย่างปกติสุขเถิดจะงามกว่า

โดย แหลม หนามทุเรียน
บันทึกการเข้า

-:- ชีวิตเหมือนบทความบทหนึ่ง   
ตอนท้ายของบทความแต่ละบท แต่ละตอน
มีการใช้จุด ใช้เครื่องหมายอัศเจรีย์   
และบางคนก็ใช้เครื่องหมายปรัศนีย์มาปิดท้าย -:-
Mr.ladkrabang
Sr. Member
****

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 318

เมื่อรบ...ต้องชนะ


เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: 13 พฤศจิกายน 2008, 07:20:53 pm »

พี่แดงจะขึ้นชกวันไหนครับ  ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14053


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: 13 พฤศจิกายน 2008, 09:20:08 pm »

พี่แดงจะขึ้นชกวันไหนครับ  ยิงฟันยิ้ม

ทุกวันเวลา....เว้น จันทร์ ถึง อาทิตย์  ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า

Mr.ladkrabang
Sr. Member
****

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 318

เมื่อรบ...ต้องชนะ


เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: 13 พฤศจิกายน 2008, 09:31:06 pm »

หาดูยากด้วย
บันทึกการเข้า
อู้กำเมือง
Newbie
*

คะแนนจิตพิสัย +30/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 18


ละล่อนน้อย คอยสาว


« ตอบ #6 เมื่อ: 16 พฤศจิกายน 2008, 01:45:31 am »

คนไทย มีอาวุธติดตัวตั้งแต่เกิด คือ มือเท้า เข่า ศอก ปลายเท้า และหัวใจ

ว่างๆ อยากให้มวยไชยา ไปเตะปลายคาง เหลี่ยมๆ หน่อยครับ ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

ฮัก และเทิดทูล พระองค์เจ้าอากากร เหนือ จีวิต เด้อ
Mr.ladkrabang
Sr. Member
****

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 318

เมื่อรบ...ต้องชนะ


เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: 16 พฤศจิกายน 2008, 06:16:13 pm »

พี่อู้กำเมือง ลืมไปอย่างหนึ่งนะครับ ที่คนไทย มีอาวุธติดตัวตั้งแต่เกิด คือ มือเท้า เข่า ศอก ปลายเท้า และหัวใจ

ปากไปไหนครับ ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
nukoy99
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +12/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2122


scrolly_99@hotmail.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #8 เมื่อ: 16 พฤศจิกายน 2008, 09:21:25 pm »

พี่อู้กำเมือง ลืมไปอย่างหนึ่งนะครับ ที่คนไทย มีอาวุธติดตัวตั้งแต่เกิด คือ มือเท้า เข่า ศอก ปลายเท้า และหัวใจ

ปากไปไหนครับ ยิงฟันยิ้ม

แหม ๆ ไม่ใช่ไมค์ ถึงได้มีปากเป็นอาวุธไว้กัดหู อิอิ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม  แต่เรื่องคนที่มีปากเป็นอาวุธก็ต้องถามคุณพ่อบ้านกันดูนะ ว่าใครในบ้านที่มีปากเป็นอาวุธ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

ค่าของคนอยู่ที่ผลงาน...แต่ผลงานที่ได้ก็ไม่ได้วัดค่าของคนได้เสมอไป..
Mr.ladkrabang
Sr. Member
****

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 318

เมื่อรบ...ต้องชนะ


เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #9 เมื่อ: 16 พฤศจิกายน 2008, 09:24:32 pm »

ใครครับใคร

ใครรู้ช่วยบอกที  ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
nukoy99
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +12/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2122


scrolly_99@hotmail.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #10 เมื่อ: 16 พฤศจิกายน 2008, 10:20:01 pm »

 ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

ค่าของคนอยู่ที่ผลงาน...แต่ผลงานที่ได้ก็ไม่ได้วัดค่าของคนได้เสมอไป..
แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14053


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #11 เมื่อ: 16 พฤศจิกายน 2008, 11:05:39 pm »

ใครครับใคร

ใครรู้ช่วยบอกที  ยิงฟันยิ้ม

บันทึกการเข้า

Mr.ladkrabang
Sr. Member
****

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 318

เมื่อรบ...ต้องชนะ


เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #12 เมื่อ: 16 พฤศจิกายน 2008, 11:08:18 pm »

หัวเราะกันนะครับ  ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
อู้กำเมือง
Newbie
*

คะแนนจิตพิสัย +30/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 18


ละล่อนน้อย คอยสาว


« ตอบ #13 เมื่อ: 18 พฤศจิกายน 2008, 05:28:51 pm »

คนไทยแท้ สู้ซึ่งหน้าครับ ไม่กัดหูลับหลัง จุมพิต

แล้วเรื่อง เตะคางเหลี่ยมว่าไงครับ มีใครอาสาบ้าง 555
บันทึกการเข้า

ฮัก และเทิดทูล พระองค์เจ้าอากากร เหนือ จีวิต เด้อ
Mr.ladkrabang
Sr. Member
****

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 318

เมื่อรบ...ต้องชนะ


เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #14 เมื่อ: 19 พฤศจิกายน 2008, 05:49:58 pm »

ไม่มีค่าเครื่องบินครับ  ตกใจ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: