หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: !!! พิชัยยุทธ์อาวุธไทย ~  (อ่าน 2244 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 14051


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« เมื่อ: 12 พฤศจิกายน 2008, 08:32:37 am »

ดาบเหนือ (ดาบสะบัดชัย)

.....ท่าแม่ไม้ (สางคลุม) ควงเป็นแบบเลข 8 ย้อนเกร็ด เลข 8 แนวนอนสลับซับซ้อนวนพันรอบตัว ทั้งซ้ายขวา หน้าหลัง บิดบัวบาน เกี้ยวเกล้า แทงวัน สีไคล ตกกลีบแม่ฮาย(ไฮ) ฯลฯ วิถีทางดาบไม่ต่างจาก ดาบอาทมาต ทางเหนือแต่อย่างใด ที่น่าสังเกตดาบเหนือ จะใช้ดาบเล็กและสั้นกว่าดาบทางภาคกลาง เชี่ยวชาญชำนาญการปาด เฉือน ลดเลี้ยว (ตามเชิงขุม) ตัดข้อตัดเอ็น เป็นเลิศ ๛

ดาบใต้

.....เคล็ดดาบใต้ แนวเหมือนดาบเหนือแต่เป็นแนวจ้วง และฟัน บนลงล่าง วิถีดาบและแนวแรง เป็นดั่งการเหวี่ยงลูกตุ้มเหล็ก จากปลายโซ่ ตีเกี่ยวล้วง จ้วงแทงและกดดาบปรปักษ์ได้เป็นอย่างดี ตามเคล็ดวิชาเหนือและใต้ ครูบาอาจารย์ว่ากันว่าสางคลุมทางเหนือและควงทางใต้เป็นการแก้ทางกันไปในตัว ๛

ดาบ สายกรมหลวงชุมพรฯ

.....เน้นตีแบบไม่ควงไม่วนดาบ หรือจะเรียกว่าเป็นการวนข้างหน้าก็ได้ ใช้ข้อมือสะบัดตีอย่างรวดเร็วดั่งประกายไฟ ดูแทบไม่ทัน ครบ ๑๒ ไม้ในอึดใจ ได้กลิ่นหวายซ้อมเหม็นไหม้ฟุ้งกระจาย น่าตื่นตาตื่นใจ ที่สำคัญ ๑๒ ไม้นี้ เมื่อคล่องแล้ว กลับนำมาใช้ตีได้ทั้งอาวุธ ยาวและสั้น บางครั้งก็จะนั่งย่อง ๆ ยกดาบคุม ลด ล่อ ไปมา แล้วจึงโลน (กระโจน)เข้าฟัน ๓ ? ๔ ไม้ ในครั้งเดียว ก็จะกลับหัวสนาม และเริ่ม ลด ล่อ คลุมเชิงกันใหม่ ดูแล้วเพลงดาบ กลดาบลักษณะนี้น่าจะเป็นเพลงกระบี่อันสุดยอด เพราะใช้ข้อสะบัด ทำให้เกิดความเร็ว และแรง กว่าการควงดาบทั่ว ๆ ไป นับเป็นวิชาดาบที่น่าศึกษาอีกวิชาหนึ่ง ๛


ดาบอาทมาต

.....?วิชาอาทมาต? นับเป็นนับเป็นวิชาแห่งชายชาตรี นับเป็นนักรบที่สูงชั้นกว่า นักรบที่สวมเกราะ เพราะขึ้นชื่อว่าชายชาตรี ย่อมมีดีทั้งนอกแลใน คือมีวิชาการต่อสู้เป็นเลิศ คนเดียวอาจสู้คนได้เป็นร้อย อย่างเช่น องค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และ พระยาสีหราชเดโช (น้อย) ท่านวีระมหาเทพ เป็นต้น น่าเสียดายที่สรรพวิทยาอันสุดวิเศษคู่ชาติไทย ได้ถูกทำลาย สูญหาย และถูกละเลยไม่เห็นความสำคัญไปหมดสิ้น ยังดีที่ยังมีผู้สืบทอดส่งต่อ แม้อาจกล่าวได้ว่าอาจไม่สมบูรณ์ครบถ้วนนัก ก็ยังมีวิถีให้สืบค้น
.....ในช่วงชีวิตของผู้เขียน นับว่าโชคดีได้พบสายดาบอาทมาต ถึงสองสาย คือสายทางเหนือ และสายทางใต้ คำกล่าวที่เล่าขาน สืบทอดมาจากปรมาจารย์ทายาทขุนศึก ที่เคยออกรบจริง ที่กล่าวว่า ขุนศึกหนึ่งท่านสามารถสู้ศึก ได้เป็นร้อยดูไม่เกินจริงนัก (แม่ทัพจีนยังสู้ได้ตั้งหมื่น) เมื่อเห็นหลักวิชาดาบ ท่าเท้า(สามขุม) กลรบ กลศึก รุกรับรอบตัวจริง ๆ ดาบสองมือ พลิกแพลง ได้รอบตัว ทิ้งกลิ้งทั้งม้วนตัว ใช้ได้ทุกอิริยาบท วิถีดาบหรือแม่ไม้ควงวนเป็นเลข 8 ทั้งแนวตั้ง แนวนอน แนวเฉียง ทำให้เกิดมรรค หรือวิถี แห่งดาบอย่างไม่รู้จบสิ้นเป็นอัศจรรย์
.....อาทมาต มิใช่เน้นที่สำนัก หากแต่เน้นที่บุคคลที่มีความสามารถ เพียงผู้ใด มีดีถึงขั้นมาตรฐานที่กำหนด ผู้นั้นย่อมเข้าถึงซึ่งคนดีศรีอยุธยา เข้าสู่ ? กองอาสาอาทมาต ? มีค่าควรคู่กับการปกป้องราชบัลลังก์ อาณาประชาราษฎร์ แลแผ่นดิน ให้อยู่เย็นเป็นสุข ดุจนักรบแห่งเทพจุติ ๛

.....หมายเหตุ * กล่าวถึง กองอาทมาต ว่าเป็นกองทหารหน่วยหนึ่ง ซึ่งมีอยู่ตามเมืองหน้าด่าน และหัวเมืองสำคัญ ทำหน้าที่พิเศษ เช่น เป็นกองทหารม้า เคลื่อนที่เร็ว จู่โจม และหาข่าว บ้างก็ว่า เป็นกองรบ อันประกอบไปด้วยผู้ที่ชำนาญวิชาอาคม นำหน้า กองทัพ โดยมากจะเป็น ชาวมอญ ซึ่งมีความชำนาญใน อาวุธ ประเภทดาบสองมือเป็นอย่างยิ่งจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ การเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ ๒ ได้กล่าวถึงการรบของ กองอาทมาต ไว้เพียง ๒ ครั้ง ดังนี้
.....พ.ศ. ๒๓๐๒ การรบที่ อ่าวหว้าขาว ประจวบคีรีขันธ์ นั้น ขุนรองปลัดชู ได้นำ กองอาทมาต ๔๐๐ คน เข้าสกัดต้านข้าศึก ที่รุกรานด้วย อาวุธสั้น ถึงขั้นตะลุมบอน แต่ด้วยกำลังพลน้อยและขาดกองหนุน ถูกพม่าใช้กองช้างไล่เหยียบตาย พวกที่เหลือ ก็ถูกต้อนลงทะเล จมน้ำตายไปสิ้น ด้วยเหตุขาดกำลังหนุน
.....พ.ศ. ๒๓๐๙ กองอาทมาต อันนำโดย พระยาพระคลัง เข้าตีค่ายพม่าที่ ปากน้ำพระประสบ จนเกือบจะตีค่ายได้ หากแต่ขาด เครื่องกำบังตนในการประชิดค่าย จึงถอนกำลังกลับ และรุกตีใหม่ แต่เสียรู้กลแกล้งแพ้ของพม่า ถูกข้าศึกโอบล้อม ทัพพระยาพระคลัง ก็แตกถอยร่นกลับมา ดีว่าได้ กองทัพพระยาตาก คุ้มกันด้านหลัง ช่วยรั้งข้าศึกเอาไว้ได้.

ดาบบ้านไชว (ชะไว)
.....คุณตา ผู้ถ่ายทอด วิชาดาบไทยให้กับผู้เขียน ท่านเป็นชาวบ้านไชว อ่างทอง ท่านได้เล่าให้ฟังว่า หัวเมืองรอบ พระนครศรีอยุธยา นั้นเป็นที่รวมพลของ ทัพที่เกณฑ์มาจากที่ต่าง ๆ มาตั้งค่ายสร้างเมือง อยู่จนกลายเป็นชุมชนมาจน ปัจจุบันนี้ ที่บ้านไชว และในแถบใกล้เคียง เมื่อมีงานบุญ งานวัด งานแต่งงาน สำนักดาบต่าง ๆ ในบริเวณนั้นจะมีการนำ นักดาบในสำนักมาร่วมงาน ตีดาบแข่นกันเองบ้าง รำอวดกันบ้าง ตีดาบ รอขบวนบวชบ้างบางทีก็ร้องเชิญชวน เพื่อนต่างสำนัก มาประดาบกัน พอเป็นที่ครื้นเครง และอวดสาว ต่างค่ายต่างสำนักกัน เลิกแล้วก็เป็นเพื่อนกัน ขอโทษขอโพยกันก็แล้ว

.....ดาบบ้านไชว

นั้นมีความคล้ายคลึง ดาบสายกรมหลวงชุมพร เป็นอย่างมาก ที่แตกต่างคือ ดาบบ้านไชว เน้นย่อต่ำมาก ๆ ถึงขั้นนั่งตีกันเลยที่เดียว และที่สำคัญการรำดาบของดาบบ้านไชว จะไม่รำเหมือนสำนักดาบทั่วๆ ไปไม่ขึ้นพรหม พอกราบรำลึกถึงครูบาอาจารย์เป็นเบื้องต้นเสร็จ ท่านก็จับดาบขึ้นรำเข้าไม้ ลดล่อกรายดาบ เข้าหาปรปักษ์ตามกลดาบ เพื่อตีเลยทีเดียว ( กลวิธีนี้คล้ายกับ การรำไหว้ครูของมวยไชยา และการรำมวยแบบโบราณมาก ) ทำให้ผู้เขียนซึ่งถูกบังคับให้ลงเล่นกับท่านด้วย และกำลังขึ้นพรหมอยู่ ถึงกลับต้องรีบตาลีตาลานคว้าดาบขึ้นปิดทาง ด้วยไม้รำ แก้แทบไม่ทัน ท่านอุทานคำเดียวว่า ?แก้เป็นนี่? คือท่านใช้ไม้รำ เข้าทำเลย ต้องแก้ด้วยไม้รำให้ข่มกันได้ หรือรับกันได้ ท่านก็จะเปลี่ยนไม้ไปเรื่อย ๆ ไม่รำอวดโชว์ก่อนตี ดั่งประเพณีนิยมเพื่ออนุรักษ์แบบสำนักทั้งหลาย ทำให้เห็นมิติที่เป็นจริง ยิ่งขึ้น ตามที่ครูบาอาจารย์ท่านอบรมสั่งสอนว่า ?ไม้รำคือไม้เด็ด ไม้ตายของดาบไทย ? แบบแผนที่รำกันทุกวันนี้ จึงเป็นการรำ เผยแพร่และอนุรักษ์ศิลปะของวิชาดาบไทย เพื่อให้ยุทธศาสตร์ของเผ่าไทยให้ดำรงคงอยู่ต่อไป ๛

 
 
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12 พฤศจิกายน 2008, 08:50:25 am โดย d@eng » บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 14051


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 12 พฤศจิกายน 2008, 08:49:19 am »

กลวิธีเอาชนะ ด้วยอาวุธไทย กระบี่ กระบอง พลอง ง้าว ฯลฯ ในสงครามหรือการรบ ซึ่งแตกย่อยออกมาจากตำราพิชัยสงคราม โดยเฉพาะเพื่อเยาวชนรุ่นลูกหลานผู้ใฝ่ใจศึกษาค้นคว้าเล่าเรียนฝึกฝนเพื่อสานต่อ และอนุรักษ์ให้ดำรงคงอยู่คู่ชาติไทยสืบไป ตำราพิชัยสงคราม ถือเป็น มหาภาครวมของวิถีทางแห่งการเอาชัยชนะของชนชาติไทยในอดีต ทั้งเป็นประวัติศาสตร์ เป็นจดหมายเหตุ เป็นพงสาวดาร เป็นภูมิปัญญาไทย และเป็นชาติไทย ที่บริสุทธิ์สมบูรณ์ในแบบตัวอักษรที่ บรรพชนได้บันทึก สั่งสมจากประสบการณ์ ตรงจากสนามรบ ซึ่งในความเป็นจริงของปัจจุบันไม่อาจกระทำให้ปรากฏและลอกเลียนแบบได้เลย กว่าจะรวมตัวเป็นชนชาติไทย ที่เราเหล่าลูกหลาน ต่างมีความภาคภูมิใจในความเป็นเอกราชของชาติเรา บรรพบุรุษของเรา ได้สูญเสียชีวิตเลือดเนื้อมานับจำนวนไม่ถ้วน จนบันทึกได้เป็นคัมภีร์ศาสตร์รบแห่งชาติไทยที่เรียกว่า ?ตำราพิชัยสงคราม ? หรือ ? ตำราฉุปศาสตร์ ? คัมภีร์เลือดของเหล่าบรรพชน ไทยผู้เสียสละเล่มนี้ จึงรวบรวมประสบการณ์ความรู้ตรง เหตุการณ์จริง มาบันทึกไว้ ซึ่งประกอบด้วย การรบในภาคเล็ก ๆ สู่ภาคใหญ่ ๆ

.....จากมือเปล่าอาวุธสั้นที่สุดที่เทพเจ้าประทานมา จนถึงอาวุธ ที่ยาวที่สุด เท่าที่บรรพชนจะพัฒนาการคิดค้นได้ แลเข้าถึง (อาวุธทางจิต)

ชาติไทย หรือ ชนชาติสยามในอดีต มีชนเผ่าเล็กเผ่าน้อย รวมกันอยู่อย่างหลากหลาย ทุกชนเผ่าต่างมีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง เมื่อรวมกัน เป็นชนกลุ่มใหญ่ ย่อมมีศิลปะวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี แตกต่างกัน และในที่สุดก็ผสมกันได้อย่าง กลมกลืน เช่นเดียวกับ ศิลปะการต่อสู้ทุกแขนงของชนชาวสยามโบราณ ล้วนมีเอกลักษณ์ จุดเด่นแลรายละเอียดปลีกย่อย แตกต่างกันแต่ก็รวมกันได้อย่างสอดคล้อง เปลี่ยมพลังเมื่อยามต้องร่วมแรงร่วมใจกันต้านศึกศัตรูรอบทิศทางหรือเพื่อรวมกัน เป็นรัฐเป็นนคร โดยทุกเผ่าชนยังคงรักษารูปแบบ วัฒนธรรม วิทยาการของตนไว้ไม่เสื่อมสลาย และยังคงเอกลักษณ์แห่งตน ไว้อย่างครบถ้วน

 สำนักดาบจ้าวราม ? ชมรมต่อสู้ป้องกันตัว แผนกอาวุธไทย (ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๒๑ - ๒๕๒๙) เมื่อเข้าเรียนนอกจากจะได้ เรียนวิชาการป้องกันตัวแล้ว รุ่นพี่ ๆ ยังได้บอกเล่า กล่าวขานถึงประวัติความเป็นมาของสำนักดาบแห่งนี้ว่า วิชาของ "สำนักดาบจ้าวราม ? นี้ เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของนักดาบจากสำนักต่าง ๆ (นักดาบพเนจร) อาทิเช่น สำนักดาบพุทไธสวรรค์, สำนักดาบพละศึกษา, สำนักดาบบ้านพรานนก, สำนักดาบผดุงศิษย์, สำนักมีดสั้นทอง, สำนักดาบอาทมาต, ฯลฯเป็นต้น ที่เข้ามาศึกษาที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง (พ.ศ. ๒๕๑๘) แล้วช่วยกัน ปรับปรุงคิดค้น เอาจุดเด่นในวิชาของแต่ละสำนัก มารวมกัน เพื่อถ่ายทอดวิชาของแต่ละท่าน ให้ไว้กับศิษย์น้องรุ่นต่อ ๆ กันมา วิชาของสำนัก นี้จึงมีมิติที่หลากหลายในพื้นฐานการฝึกฝน แม่ไม้ ลูกไม้ หลักดาบ กลยุทธ์ กลศึก สุดแท้แต่ผู้ใดจะเก็บเกี่ยวเอาประโยชน์ จากครู หรือรุ่นพี่ที่ถ่ายทอดได้ โดยเริ่มด้วยการเรียน
 
ดาบสองมือ

วิถีทางของดาบสายนี้ มีทั้งรับนอกและรับใน รับกว้างและรับแคบ ฟันวงกว้าง และฟันวงแคบ การควงดาบมีทั้ง วนศีรษะ วนหน้า และวนหลัง (ฟันพร้อมป้องกันศีรษะ และฟันพร้อมป้องกันหลัง) พื้นฐานการฟันดาบ ที่เป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่าง จากสำนักอื่น ๆ อีกประการหนึ่งคือ ? การฟันแบบพรหมสี่หน้า ? เป็นการฟันหน้าและหลังพร้อม ๆ กัน ในเสี้ยววินาทีเดียว ที่กล่าวนี้เป็นพื้นฐาน มิใช่กลยุทธ์ ถ้าเป็นกลยุทธ์ อาจหนุน ๑ รอบได้ครบทุกทิศ
ในหนึ่งคราว (สังเกต กลยุทธ์ ต้องหมุนเท้า ก้าวเหลี่ยม วนมือ แขนและนับเป็นวินาที) แต่การฟันแบบพรหมสี่หน้านี้เป็นเพียงพื้นฐาน รับในรุก ที่ผู้เขียนไม่เคยพบเห็น จากที่อื่นเลย ยิ่งฝึกแตกฉาน ยิ่งมีมิติ ที่ไร้ขอบเขตจำกัด ในดาบสองมือจะเน้นรับนอก แบบสามเหลี่ยม เมื่อเริ่มคล่องแล้ว จึงจะมีรับในผสมนอก
ย่างสามขุม สำนักดาบจ้าวราม มีระบบการสอนการเดินย่างสามขุม ที่มีจุดเด่นอยู่ประการหนึ่งคือ การวิ่งฟัน และการเคลื่อน เป็นวงอย่างไร้ทิศทาง ซึ่งเมื่อผู้เรียนฝึกจนคล่องกัน การออกดาบสองมือ ในลักษณะพันลำแล้ว จะทำให้ วิถีของ อาวุธในมือ หมุนวน เคลื่อนไปในทุกทิศทุกทาง ครอบคลุมตัว ด้วยรัศมีของดาบ ฯลฯ

ดาบเดี่ยว

เมื่อจบดาบสองมือ จึงจะเริ่มฝึก วิชาดาบเดี่ยว (ดามมือเดียว) ซึ่งต้องใช้ทักษะเท้าย่างสามขุม และจังหวะการออกอาวุธ จากดามสองมือเป็นปฐม และเพิ่มเติม ไม้เกร็ดการรับ ที่ต้องรับทั้งนอกและใน กว้านบ่วง วงเดือน บัวคว่ำ บัวหงาย ขณะรับนอกและในตามที่กล่าว ต้องวนดาบควงดาบ จึงเกิดเป็นแนวเลข 8 ตั้ง 8 นอน 8 เฉียง 8 ตาม(ตามเกร็ด) 8 ทวน(ย้อนเกร็ด) ไปทุกวิถีเช่นเดียวกับดาบไทยทั้งหลายทั่วๆไป ดาบจ้าวรามเน้นตี ที่รวดเร็ว หนักหน่วง รุนแรง ตีลวง ตีกล่อม ให้เพลิดเพลิน จริงเป็นเท็จ เท็จเป็นจริง หมุนเปลี่ยนเวียนวนไม่รู้จบ   
สุดแต่ปัญญาของครูแลศิษย์จะตีความ ฝึกฝนจนเข้าถึง เคล็ดต่าง ๆ ? พึงอย่าเห็นในสิ่งที่เห็น แลพึงเห็นในสิ่งที่ไม่เห็น ?

หลักสูตรมีดสั้น

เมื่อผ่านกระบวนการฝึกดาบขั้นพื้นฐาน โดยเริ่มที่ดาบสองมือก่อนและตามด้วยดาบเดี่ยว(กระบี่) ขอเน้นว่าเป็นเพียงพื้นฐาน มิใช่เจนจบเรื่องวิชาดาบ ศาสตร์ไทยโบราณมีที่เหมือนกันอยู่อย่างคือ ยิ่งเรียนยิ่งไม่จบ ยิ่งเรียนยิ่งเหมือนยิ่งรู้น้อย เมื่อจบหลักสูตรดาบเดี่ยวแล้ว หลักสูตรที่ทุกคนระทึกใจและเฝ้ารอเฝ้าฝันของเราเหล่าศิษย์ก็คือ ? หลักสูตรมีดสั้น ? เป็นหลักสูตรที่เข้มข้นมาก มีการเก็บตัวเข้าแค้มป์เป็นเดือน ฝึกกันแต่เช้าตรู่ ตีห้า ยันมืดค่ำผู้ฝึกจะได้
ความคล่องตัว ไม่มีการยกเว้นไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นหญิงหรือชาย ต้องทำเหมือนกันเสมอกัน ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของตนเอง

.....มีดสั้นนับว่าเป็นอาวุธที่สั้นสังเกตเห็นยาก รวดเร็ว ฉับไว ดุจเขี้ยวดุจเล็บเสือ แหลมคมและอันตราย ทุกเสี้ยววินาที ผู้เข้ารับการฝึกต้องผ่านการ เตรียมตัวมาเป็นอย่างดีก่อน ถึงจะได้เข้าฝึกสัปดาห์นรกนี้ เมื่อจบหลักสูตรมีดสั้น ทุกคนที่ผ่านการฝึก จะเปรี่ยมไปด้วย ความมั่นใจ สมาธินิ่ง ตาเป็น ประกายกล้า ดูนิ่งสงบ แต่ประสาททั่วตัวตื่นพร้อมมีความว่องไวปราดเปรียวตอบรับสถานการณ์รอบข้างอย่างเต็มที่ เหมือนเสือระแวงไพร ฯลฯ

* (ครูแปรง เข้าศึกษาวิชาอาวุธไทย ?เจ้าราม? ในปี ๒๕๒๐ ? ๒๕๒๕ และทำกิจกรรมร่วมกับชมรมฯ มาอย่างต่อเนื่อง กว่า ๒๕ ปี จนถึงปี ๒๕๔๕ เมื่อเริ่มโครงการก่อตั้ง มูลนิธิมวยไทยไชยา ครูแปรง จึงหันมามุ่งทำกิจกรรม มูลนิธิฯ และได้วางมือ จาก กิจกรรม ชมรมฯ อาวุธไทย ?เจ้าราม? แต่ก็ส่งศิษย์ไปสอน มวยไชยาอยู่ หากมีเวลาว่าง ครูแปรง ก็จะแวะเวียน เข้าไปให้ ความรู้ ที่ชมรมฯ อยู่เสมอ ๆ )
 


บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 14051


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 12 พฤศจิกายน 2008, 09:09:55 am »

ตลอดเส้นทาง แห่งชัยชนะของนักรบ นักมวย นักสู้ชาวสยาม หลายชั่วอายุคน นับเนื่องแต่มีการรวบรวมชนเผ่าไท ให้เป็นปึกแผ่น ลงหลักปักฐานแน่น บนพื้นแผ่นดิน สยาม นี้ ที่มีบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้เรียนรู้ ศึกษาและเชิดชู ถึงความมุ่งมั่น พากเพียร ความกล้าหาญ และการเสียสละของบรรพชนไทยเหล่านั้นแล้ว

.....ขอกล่าวสรรเสริญ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระนเรศวรมหาราช พระเจ้าตากสินมหาราช และพระมหากษัตริย์ไทย ทุกๆพระองค์ ตลอดจนถึงสามัญชน วีรชน วีรสตรีผู้กล้าอีกหลายท่านที่ได้เคยสร้างวีรกรรม อันยิ่งใหญ่ ทำคุณประโยชน์ ให้กับชาติ บ้านเมือง เป็นที่เคารพนับถือยิ่งต่อชนทั้งหลาย ทั้งวีระชนนิรนาม และวีระชนระบือนาม อันจะยกตัวอย่าง ได้แก่

.....สามัญชนผู้หาญกล้า นายทองดี นักมวยฟันขาวแห่งบ้านหันคา อำเภอทุ่งยั้ง เมืองพิชัย ผู้มีฝีมือ มวยและดาบ เป็นเลิศ เคยอาสาสู้ศึกปกป้องแผ่นดิน จนได้สมญาว่า พระยาพิชัยดาบหัก ทหารหาญกล้าคู่พระทัย สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี (พ.ศ. ๒๓๑๐-๒๓๑๖)

.....และนายขนมต้ม ผู้ที่ได้ใช้ วิชามวย สร้างชื่อไว้หน้าประวัติศาสตร์ของสองชาติ ผู้เป็นเสมือน ?บิดาแห่งมวยไทย? ในวันที่ ๑๗ มีนาคมของทุกปีถือเป็น ?วันมวยไทย? ตามตำนานการชนะปรปักษ์ของท่าน(๑๗ มีนาคม พ.ศ.๒๓๑๗)


.....หากกล่าวถึง วงการมวยไทย การชุมนุมนักมวย ครั้งสำคัญ ครั้งหนึ่งของแผ่นดินสยามนี้ คือ การแข่งขันชกมวย ณ สนามมวยสวนกุหลาบ (พ.ศ. ๒๔๖๓-๒๔๖๕) จัดขึ้นเพื่อหาเงินซื้อปืนให้กับกองเสือป่า ใน สมัยรัชกาลที่ ๖ เหตุการณ์นี้ นับเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทาง การชกมวยไทยแบบอาชีพขึ้น จากกองมวยตามหัวเมือง หมู่บ้าน สู่นักมวยในจวนท่าน โดยมี สมุหเทศาภิบาล และข้าหลวงตามหัวเมืองต่างๆ เป็นผู้จัดหานักมวยที่มีฝีมือดี คัดเลือกตัวส่งเข้าสู่ การเข้าแข่งขันชกมวย ในพระมหานคร

.....นักมวยมากหน้าหลายตา ต่างชั้นต่างระดับฝีมือ ได้เดินทางรอนแรม มาจนสุดเส้นทางสายการต่อสู้ มีทั้งผู้ชนะและผู้พ่ายแพ้ บ้างก็ปักหลักอยู่ในเมืองหลวงรับราชการ บ้างก็กลับบ้านเดิมทำไร่ไถ่นา ในบรรดานักมวยที่เข้ามาแสวงโชคและชื่อเสียง ในครั้งครานั้น ต่างได้แสดงรูปลักษณ์ลีลา ความสามารถในเชิงมวย ซึ่งเป็นแบบฉบับ เฉพาะหมู่ เฉพาะภาค ของตนออกมา ให้เป็นที่ประจักษ์ใน พาหุยุทธ์วิทยา อันบ่งบอกความเป็นชาติไท เลือดนักสู้ ผู้มีศิลปะการต่อสู้ประจำชาติตน คือ ?มวย?

.....และนักมวยผู้ที่สร้างชัยชนะให้กลายเป็นตำนาน ผู้เปลี่ยนเส้นทางวงการมวยคาดเชือก ให้พลิกผันไปตลอดกาล คือ นายแพ เลี้ยงประเสริฐ หนึ่งในนักมวย ๕ ใบเถา จากบ้านท่าเสา เมืองอุตรดิตถ์ ผู้ที่ชก นายเจีย แขกเขมร (เจีย พระตะบอง) มวยฝีมือดีจากแถบชายแดนตะวันออก ด้วยสืบทิ่มหมัดหงาย เข้าที่ลูกกระเดือกในท่า หนุมานถวายแหวน อันลือลั่น จนนายเจียถึงกับหมดสติ และสิ้นใจในเวลาต่อมา เป็นเหตุการณ์สำคัญ ยุค สนามมวยหลักเมือง (ร.๗ พ.ศ. ๒๔๖๘) ภายใต้กฏกติกาการชกมวยคาดเชือก ด้วยมีมาตราหนึ่งใน พระธรรมนูญลักษณะเบ็ดเสร็จบัญญติ ไว้ว่า


.....อันเป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง กฏกติกา ตลอดจนมีการบังคับให้สวมนวมแบบสากล และสวมถุงเท้า ในการชกต่อยมวยไทย อันเป็นผลให้วิทยาการ มวยคาดเชือกอย่างโบราณสมัย ต้องย่อหย่อนเสื่อมถอย ความเป็นศิลปศาสตร์ลง อย่างน่าเสียดาย
 
.....มวย ?ไท? มีมาแต่ใด? คำถามที่หาคำตอบได้ยากที่สุด แต่ ก็ไม่เกินเลย สติ ปัญญา ของ ครูบาอาจารย์ผู้เฒ่า ท่านได้เฉลย คำถามที่ยากที่สุด ด้วยคำตอบที่ง่ายที่สุด ว่า.... ?มวยไท ก็มีมา ตั้งแต่มี คนไท ไงละ? เป็นคำตอบแบบ กำปั้นทุบดิน ที่ตรงและคม สมเป็นครูมวย

.....ซึ่งหากนับย้อน ประวัติศาสตร์การสร้างชาติ รวมเผ่าชาวสยาม อันมีความหมายรวมถึง กลุ่มคนที่อาศัย อยู่ในภูมิภาคนี้ โดยมิได้ระบุเรื่อง เชื้อชาติ หากแต่มุ่งกล่าวถึง ระบบสังคม, การเมือง, ศาสนา, วัฒนธรรม, อักษร ภาษา และรูปแบบการต่อสู้ ?มวย? โดยมีอารยะธรรมหลักที่มีอิทธิพล คือ อินเดียตอนใต้ ด้วยเหตุปัจจัยเหล่านี้ ที่หลอมรวมกันของ ชนเผ่าต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เกิดเป็น สัญชาติเดียวแต่หลากหลาย เชื้อชาติและเรียกตนเอง โดยรวมว่า "ชาวสยาม"

.....จากเส้นทางประวัติศาสตร์ คงพอจะมองย้อนไปได้ถึง กลุ่มแคว้นใหญ่ หลายแคว้นที่กระจัดกระจายตัวกันอยู่ บนผืนแผ่นดินที่ราบลุ่มแม่น้ำสายสำคัญ ตลอดแนวจากเหนือถึงใต้ ของ ประเทศไทย ในปัจจุบัน สร้างสังคม ประสมประสาน ผ่านศึกรบ ร่วมสงครามกัน ผลัดเปลี่ยนอำนาจ สร้างบ้านแปลงเมืองขึ้นโดยแบ่งได้เป็น ๒ กลุ่มคือ

.....๑. กลุ่มแคว้นเก่า ได้แก่ ตามพรลิงค์ หรือนครศรีธรรมราช, นครชัยศรี-สุวรรณภูมิ, ละโว้-อโยธยาศรีรามเทพนคร(อยุธยา), และหริภุญชัย

.....๒. กลุ่มแคว้นใหม่ ได้แก่ โยนก, สุโขทัย, แพร่, น่าน, และล้านช้าง ฯลฯ

.....ที่ยกมากล่าวข้างต้นนี้ นับว่าพอเพียงแก่การสืบค้นว่า ชาวสยาม หมายรวมถึง คนไท มีมาแต่เมื่อไหร่ อยู่ที่นี้ หรือมาจากที่ไหน? พัฒนาการต่อสู้ของตนมาอย่างไร คงต้องให้เป็นหน้าที่ของนักประวัติศาสตร์ที่จะ ถกหาคำตอบ ให้กับคำถามนี้ต่อไป...

.....ลุล่วงสู่ รัชสมัยกรุงธนบุรี ต่อเนื่องถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ตอนต้น ชนชาวสยาม เป็นปึกแผ่น รวมเขตแดน รวมแผ่นดินได้มากแล้ว แต่ยังไม่ว่างเว้น จากศึกสงครามใหญ่น้อย ภัยรอบบ้าน เรื่องการฝึกปรือ กลมวย เพลงดาบ จึงนับได้ว่าเป็นศิลปะประจำชาติที่สำคัญ ซึ่งคนไทยโดยทั่วไป ใส่ใจ และให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว จึงได้เกิด สำนักมวย สำนักดาบ ขึ้น แม้แต่ในพระมหาราชวัง ก็ยังมีการเรียนการสอน กระบี่กระบอง วิชามวย และพิชัยสงคราม อันเป็นหลักสูตรสำคัญ

.....โดยเฉพาะมวยไทย ที่มีรูปแบบการใช้อวัยวะเป็นอาวุธ ทั้ง หมัด เท้า เข่า ศอก คล้ายคลึงกันทั่วประเทศ แต่ถึงกระนั้น ด้วยความเป็นชนชาติอิสระ และมีภูมิปัญญา วิชามวย ก็ได้แตกแขนง แบ่งกลุ่ม แบ่งภาค กันออกไปอย่างเด่นชัด ทั้งท่ารำร่ายไหว้ครู รูปแบบลีลาท่าย่าง ท่าครู แม่ไม้ ลูกไม้ อีกทั้งความชำนาญเรื่อง การจัก สาน ร้อย ทำให้การคาดเชือก ถักหมัด มีรูปแบบเฉพาะตัวอีกมากมาย โดยหลักใหญ่แบ่งได้ตามภูมิภาค คือ

.....ภาคเหนือ มวยท่าเสา มวยเม็งราย มวยเจิง ฯลฯ มวยท่าเสา เป็นมวยเชิงเตะ คล่องแคล่ว ว่องไว ทั้งซ้ายขวา จนได้ฉายา มวยตีนลิง คาดเชือกประมาณครึ่งแขน

.....ภาคอีสาน มวยโคราช มวยหลุม ฯลฯ มวยโคราช ลักษณะการ เตะ ต่อย เป็นวงกว้าง นิยม คาดเชือก ขมวดรอบแขนจนจรดข้อศอก เพื่อใช้รับการเตะ ที่หนักหน่วงรุนแรง

.....ภาคกลาง มวยลพบุรี มวยพระนคร ฯลฯ มวยลพบุรี ลักษณะการชก ต่อย วงใน เข้าออกรวดเร็ว เน้นหมัดตรง การคาดเชือก จึงคาดเพียงประมาณครึ่งแขน

.....ภาคใต้ มวยไชยา ฯลฯ มวยไชยา ลักษณะการรุก-รับ รัดกุม ถนัดการใช้ศอกในระยะประชิดตัว การคาดเชือกจึงนิยมคาดเพียง คลุมรอบข้อมือ เพื่อกันการซ้น หรือเคล็ด เท่านั้น


.....มูลนิธิมวยไทยไชยา เป็นเพียงส่วนหนึ่งแห่งความพยายามที่จะ อนุรักษ์ เอกลักษณ์ มวยไทยคาดเชือก แบบโบราณ สายไชยา ที่มีความเป็นศิลปศาสตร์วิทยาการ อันได้รับการสั่งสม สืบสาย ถ่ายทอดมาแต่เดิม จากครูอาจารย์ผู้มีคุณวุฒิ โดยคงความเป็น พาหุยุทธ์ศิลป์ ใน ฉุปศาสตร์ เอาไว้ให้ได้มากที่สุด เพื่อส่งต่อมรดกทางการต่อสู้ อันเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทย ในอีกสายวิชาหนึ่ง ที่ยังคงเหลืออยู่

.....หนทางแห่งชัยชนะของนักมวยคาดเชือก ในความพยายามที่จะรักษาศาสตร์แห่งวิชามวยโบราณเอาไว้นั้น เลือนลางลงทุกที นับแต่มีการประกาศเลิกคาดเชือก (๒๔๖๘) จวบจนปัจจุบันสมัย (๒๕๔๗) ด้วยระยะเวลาไม่ถึง ๘๐ปี นับแค่เพียงชั่วหนึ่งอายุคนเท่านั้น มูลนิธิมวยไทยไชยา เพียงหวังว่าคงจะยังไม่สายเกินไป ที่จะนำ พาหุยุทธ์วิทยา นี้ให้กลับมา เพื่อคนไทยทั้งชาติได้รู้จัก ได้ศึกษา สืบค้น ด้นไปถึงรากเหง้าความเป็นมาแห่งภูมิปัญญาบรรพชน ดั่งที่ท่านปรมาจารย์เขตร ศรียาภัย และครูทอง เชี้อไชยา (ทองหล่อ ยาและ) ได้มุ่งมั่น เพียรพยายามที่จะทำให้ แม่ไม้ ลูกไม้ กลมวย อันเป็นศิลปศาสตร์การต่อสู้ สายมวยไทยไชยา ยังยืนยงคงอยู่ อวดภูมิรู้ คู่ผืนแผ่นดินสยามประเทศ สืบต่อไป.

พรุ่งนี้มาเล่าต่อค่ะ....

 
บันทึกการเข้า

ฉัตร
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +17/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 786


Love love

CDK_2006@hotmail.com
อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: 12 พฤศจิกายน 2008, 10:24:59 am »

 ตกใจ ตกใจ ตกใจ ตกใจเอาอีกเอาอีกเอาอีกหามาเพิ่มเลย
บันทึกการเข้า
aimbangson@hotmail.com
Full Member
***

คะแนนจิตพิสัย +3/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 156


อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: 12 พฤศจิกายน 2008, 11:09:47 pm »

ขยันจังคนดี     เอาสิ่งดีๆๆๆมาให้อีกแล้ว  ขอบคุณค่ะ   จุมพิต
บันทึกการเข้า
Mr.ladkrabang
Sr. Member
****

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 318

เมื่อรบ...ต้องชนะ


เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: 13 พฤศจิกายน 2008, 07:20:04 pm »

ขอบคุณมากๆครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: