หน้า: [1] 2 3 4   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ฯ  (อ่าน 26896 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14177


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« เมื่อ: 11 กันยายน 2008, 12:18:35 am »

     น้อมรำลึกถึงสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์   
                      ขอน้อมไว้อาลัยและน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณ


                               

กรณี สมเด็จพระพี่นางฯประชวร
27 ตุลาคม, 2007 - 14:06 ? narachai

http://manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9500000126350

ลิงก์นี้จากผู้จัดการ เป็น รวบรวมแถลงการณ์ทั้งหมดของสำนักพระ??าชวัง กรณีในหลวงประชวร
--------------------------------------------------------------------------------

แถลงการณ์สำนักพระราชวัง เรื่อง สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสนครินทร์ ทรงประชวร
ฉบับที่ 33
วันนี้ คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาสมเด็จพระเ??้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวา??ราชนครินทร์ รายงานว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ยังรู้พระองค์น้อย มีพระอาการเหนื่อยและหายพระทัยลำบา??เหมือนเดิม การทำงานของพระวักกะ (ไต) ลดลง คณะแพทย์ฯ ยังคงถวายการรักษาแบบประคับประคองท??กระบบอย่างต่อเนื่อง
จึงขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน
สำนักพระราชวัง
27 ธันวาคม พุทธศักราช 2550

พระพี่นางฯ" ทรงเหนื่อยมากขึ้น ไม่มีพระอาการไข้

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 30 ธันวาคม 2550 19:20 น.

http://manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9500000155279

คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาสมเด็จพระพ??่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ระบุพระอาการล่าสุด ทรงเหนื่อยมากขึ้น ไม่มีพระอาการไข้ คณะแพทย์ฯ ได้ถวายการรักษาด้วยการเจาะน้ำในช่??งเยื่อหุ้มพระปับผาสะออก ทำให้พระอาการดีขึ้นบ้าง และยังคงถวายการรักษาแบบประคับประค??งทุกระบบอย่างใกล้ชิดต่อไป

วันนี้(30 ธ.ค.) สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ เรื่อง สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงประชวร ฉบับที่ 36 ความว่า

วันนี้ คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาสมเด็จพระเ??้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ รายงานว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ มีพระอาการเหนื่อยมากขึ้น ไม่มีพระอาการไข้ คณะแพทย์ฯ ได้ถวายการรักษาด้วยการเจาะน้ำในช่??งเยื่อหุ้มพระปับผาสะ หรือ ปอด ออก ทำให้พระอาการดีขึ้นบ้าง และยังคงถวายการรักษาแบบประคับประค??งทุกระบบอย่างใกล้ชิดต่อไป

จึงขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน สำนักพระราชวัง 30 ธันวาคม พุทธศักราช 2550

*************************************************
มีพระราชานุญาตให้ประชาชนลงนามถวาย??ระพรวันปีใหม่ที่พระตำหนักเลอดิส

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้ประชาชนลง??ามถวายพระพรโอกาสวันขึ้นปีใหม่ ที่พระตำหนักเลอดิส เหมือนเช่นทุกปี ตลอดทั้งวันประชาชนลงนามถวายพระพรไ??่ขายสาย อาทิ ผู้ว่าฯ กทม. สมาชิกสมาชิกวง อ.ส.วันศุกร์ และครอบครัว เป็นต้น

http://manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9500000155100
                             

พระพี่นางฯ" ไม่รู้สึกพระองค์ หายพระทัยอ่อนลง-พระวักกะไม่ทำงาน

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 1 มกราคม 2551 17:59 น.


http://manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9500000155670


สำนักพระราชวัง ออกแถลงการณ์เรื่อง สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงประชวร ฉบับที่ 38 ความว่า

วันนี้ (1 ม.ค.) คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษา สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ รายงานว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ มีพระอาการโดยรวมทรุดลง ไม่รู้สึกพระองค์ หายพระทัยอ่อนลง พระวักกะ (ไต) ไม่ทำงาน คณะแพทย์ฯ ได้ถวายการรักษาตามพระอาการอย่างใก??้ชิด

จึงขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

สำนักพระราชวัง
1 มกราคม 2551

                               


2 มกราคม 2551


ข่าวการสิ้นพระชนม์ของ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ หลังจากทรงรับการรักษาพระอาการประชวรยาวนาน ณ โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ 2 มกราคมที่ผ่านมา ไม่เพียงเป็นข่าวโศกเศร้าอาดูรของปวงชนชาวไทยทั่วประเทศเท่านั้น นานาประเทศทั่วโลกยังให้ความสนใจโดยสื่อต่างประเทศต่างพร้อมใจกันนำเสนอข่าวนี้ต่อเนื่องเป็นข่าวสำคัญประจำวัน และได้รับความสนใจจากผู้อ่านเป็นจำนวนมาก ข่าวการสิ้นพระชนม์ดังกล่าวในเว็บไซต์ของบีบีซีนิวส์ ถึงกับเป็นข่าวที่มีผู้อ่านมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของวันทีเดียว

ต่อไปนี้คือเนื้อหาที่น่าสนใจที่สำนักข่าวต่างประเทศนำเสนอออกไปทั่วโลกและปฏิกิริยาของนานาประเทศต่อเหตุการณ์สำคัญในไทยครั้งนี้ เมื่อวันที่ 2 มกราคมนี้

สั่งทูตแจ้งข่าวสิ้นพระชนม์

นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศได้มีหนังสือถึงสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ของประเทศไทยในต่างประเทศเพื่อแจ้งข่าวการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์แล้ว โดยสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทย 90 แห่งในต่างประเทศจะลดธงลงครึ่งเสาเป็นเวลา 15 วัน และจัดสมุดไว้อาลัยเพื่อให้ผู้แทนรัฐบาลต่างประเทศและชาวต่างประเทศ รวมทั้งประชาชนชาวไทยในประเทศนั้นๆ ได้ลงนามไว้อาลัยด้วย

นายธฤตกล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศยังได้มีหนังสือแจ้งสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ต่างประเทศในประเทศไทยให้ทราบแล้วเช่นกัน และหลังจากที่สำนักพระราชวังแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับกำหนดการพระศพ กระทรวงการต่างประเทศจะแจ้งให้สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ต่างประเทศในประเทศไทยทราบอีกครั้ง เพื่อเอกอัครราชทูตต่างประเทศและเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศในประเทศไทยจะได้เข้าร่วมในพระราชพิธีต่อไป
 


รัฐบาลอเมริกันไว้อาลัย

เว็บไซต์ของสถานทูตสหรัฐประจำประเทศไทย ได้เผยแพร่สารถวายการไว้อาลัยแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เนื้อความว่า "ในนามของรัฐบาลและประชาชนอเมริกัน สถานทูตสหรัฐอเมริกาขอพระราชทานกราบบังคมทูลพระกรุณาแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งมายังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ต่อการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

การอุทิศพระวรกายเพื่อพสกนิกรชาวไทยของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นสิ่งที่ประจักษ์ได้อย่างชัดเจน พระกรุณาธิคุณของพระองค์ที่มีต่อมูลนิธิต่างๆ ภายใต้พระอุปถัมภ์ และพระเมตตาของพระองค์ต่อประชาชนผู้ยากไร้ทั้งในประเทศไทยและในประเทศอื่นๆ ทั่วโลกจะสถิตอยู่ในใจของประชาชนทุกคน"

บีบีซีนิวส์

สำนักข่าวบีบีซีนิวส์ ของประเทศอังกฤษ นำเสนอรายงานข่าวการสิ้นพระชนม์ไว้ว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ทรงสิ้นพระชนม์อย่างสงบหลังจากเข้ารับถวายการรักษาอาการโรคมะเร็งในช่องท้อง นับตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

บีบีซีระบุว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ได้ชื่อว่าเป็นนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาฝรั่งเศสและวรรณกรรมฝรั่งเศส นอกเหนือจากที่ยังคงเกี่ยวข้องกับโครงการเพื่อประชาชนที่เกี่ยวเนื่องกับงานด้านสาธารณสุข การศึกษาและศิลปะอีกเป็นจำนวนมาก ข่าวการสิ้นพระชนม์ถือเป็นเรื่องใหญ่ในประเทศไทยเพราะหลังจากที่ข่าวนี้แพร่ออกไป ประชาชนนับพันคนหลั่งไหลไปยังโรงพยาบาลเพื่อไว้อาลัย หลายคนอยู่ในชุดไว้ทุกข์สีดำ

บีบีซีอ้างคำบอกเล่าของผู้ที่เดินทางมาไว้อาลัยว่า เหตุการณ์นี้ถือว่าเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่หลวงทั้งต่อตนเองและต่อประเทศชาติอีกด้วย
 

ทั้งนี้ รัฐบาลมีคำสั่งให้อาคารที่ทำการราชการทุกแห่งลดธงครึ่งเสาเป็นการไว้อาลัย ในขณะที่กำหนดให้ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสหกิจแต่งชุดดำไว้ทุกข์เป็นเวลา 15 วัน เพื่อรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณที่พระองค์ท่านมีต่อปวงชนชาวไทย

บีบีซีระบุว่า การสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ครั้งนี้ มีความสำคัญมากพอที่จะยุติกระบวนการทางการเมืองหลังการเลือกตั้งลงชั่วคราว ในขณะที่หลายพรรคการเมืองอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

เอเอฟพี

สำนักข่าวเอเอฟพีระบุว่า ทันทีที่ได้รับทราบข่าวประชาชนไทยเกือบ 1,000 คนรีบรุดไปยังโรงพยาบาลศิริราช ทันที หลายคนสวมชุดดำไว้ทุกข์ อีกหลายคนโดยเฉพาะผู้สูงอายุ คุกเข่าร่ำไห้ต่อหน้าพระฉายาลักษณ์ที่ประดิษฐานอยู่ในโรงพยาบาล สถานีโทรทัศน์ทุกแห่งยกเลิกรายการปกติเพื่อประกาศข่าวการสิ้นพระชนม์และนำเสนอภาพพระประวัติของพระองค์

เอเอฟพีระบุว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณวัฒนาฯ ซึ่งได้ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ของพระองค์อุทิศตัวเพื่อการสอนภาษาฝรั่งเศสในมหาวิทยาลัยต่างๆ จนได้รับการทูลเกล้าฯถวาย อิสริยาภรณ์ แกรนด์ ออฟฟิซเซอร์ ออฟ เดอะ ลีเจียน ออฟ ออร์เนอร์ ที่ถือเป็นอิสริยาภรณ์สูงสุดของฝรั่งเศสสำหรับพลเรือน นอกจากนั้น เมื่อเว้นว่างจากภาระการสอนพระองค์ยังจัดตั้งสมาคมครูสอนภาษาฝรั่งเศสแห่งประเทศไทยขึ้น ทั้งยังทรงรับเป็นองค์อุปถัมภกสมาคมเพื่อการกุศลอีกเป็นจำนวนมาก อาทิ มูลนิธิโรคไต และทรงช่วยเหลือในการจัดหาเงินทุนสำหรับการจัดสร้างโรงเรียนในชนบทอีกด้วย

เอพี

สำนักข่าวเอพีให้รายละเอียดเกี่ยวกับพระประวัติเพื่อเชิดชูพระปรีชาสามารถและพระกรุณาธิคุณต่อคนไทยมากเป็นพิเศษ โดยระบุว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ทรงสนพระทัยในศิลปะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิลปะการละคร และดนตรีคลาสสิค อันเป็นรสนิยมส่วนพระองค์ที่บ่มเพาะมาตั้งแต่เมื่อครั้งยังทรงศึกษาเล่าเรียนอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เหมือนกับองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯตรัสได้ถึง 5 ภาษา ทรงรักการเดินทางท่องเที่ยว ทรงบันทึกการเดินทางทุกครั้งไว้ซึ่งต่อมามีการรวบรวมเป็นเล่มหนังสือได้หลายเล่ม ทรงเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นผู้มีจริยวัตรเรียบง่าย ไม่หรูหราฟุ้งเฟ้อ ถึงกับตรัสไว้ในการสัมภาษณ์เมื่อปี 2543 ว่า ไม่ทรงโปรดงานกาลาดินเนอร์ เพราะน่าเบื่อ

เอพีระบุไว้ตอนหนึ่งว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ตรัสถึงพระองค์และองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลเดชฯเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์และยังใช้ชีวิตอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ไว้ว่า ทั้ง 3 พระองค์อยู่ในประเทศเล็กๆ เป็นเพียงแค่ นายและนางสาวธรรมดาๆ ไม่ใช้เจ้าชายเจ้าหญิง บางคนไม่ได้ทราบว่าทั้ง 3 พระองค์เป็นเชื้อพระวงศ์ จึงทรงปฏิบัติพระองค์ดุจเดียวกับเด็กชาวสวิสทั่วไป ทำให้ทรงได้เรียนรู้วิถีชีวิตสามัญของสามัญชนไปด้วย

เอพีระบุว่า ทรงเป็นองค์อุปถัมภกขององค์กรเพื่อการกุศลด้านสาธารณสุขอยู่อย่างน้อย 5 องค์กร ทรงให้เหตุผลต่อการให้ความสนพระทัยในเรื่องดังกล่าวไว้ว่า เพราะพระบิดาเป็นแพทย์ พระมารดาเป็นพยาบาล ที่ส่งผลสืบเนื่องมายังพระองค์ให้ใส่พระทัยในงานด้านนี้ พระองค์ทรงใช้ชีวิตอยู่ยาวนานในสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อเดินทางกลับประเทศไทย ได้เห็นว่ามีอะไรอีกมากมายต้องทำในทุกๆ ด้าน

                      ขอให้ดวงวิญญาณพระพี่นางฯเธอ*เสด็จส ู่สวรรคาลัย
 
                                 

ตลอดห้วงระยะเวลา 84 พรรษาที่ผ่านมา สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้า
ฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจมากมายโดยมิทร??ย่อท้อ พระองค์มิ
เพียงเจริญรอยตามและสืบสานปณิธานสม??ด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี แต่ยัง
ทรงเปรียบเสมือนตัวแทนพระองค์สมเด็??ย่าผู้เป็นที่รักของปวงชนชาวไทย และยัง
ทรงเป็นพระเชษฐภคินีที่คอยดูแลและห??วงใยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิ๊?สื่อม
คลาย และที่สำคัญ ทรงเป็น
พระพี่นางฯ ที่จะดำรงอยู่ในหัวใจของคนไทยต่อไปตราบนานเท่านาน


ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะฯ
ข้าพระพุทธเจ้า ชาวนาวี22



บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14177


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 11 กันยายน 2008, 12:46:42 am »

@ "พระบรมฯ-ฟ้าหญิงเล็ก"อัญเชิญพระศพ

จากนั้นเวลา 15.00 น. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ ทรงอัญเชิญพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ โดยมีสมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม เป็นผู้นำพระศพและเจ้าหน้าที่กองพระราชพิธี ซึ่งสวมชุดสีขาวลงจากห้องประทับอาคารเฉลิมพระเกียรติโดยใช้ลิฟต์ไปยังชั้น บี 2 ของอาคารเฉลิมพระเกียรติโดยมีรถพยาบาลฉุกเฉินของโรงพยาบาลศิริราช หมายเลขทะเบียน ศฎ 5364 เป็นราชยานพาหนะเคลื่อนพระศพยังพระที่นั่งพิมานรัตยา พระราชวังดุสิต ในพระบรมมหาราชวัง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราชยานพาหนะเคลื่อนพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ออกจากโรงพยาบาลศิริราช ผ่านสะพานอรุณอมรินทร์ สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า เข้าสู่ถนนราชดำเนินใน เข้าสู่ถนนหน้าพระลาน และมุ่งหน้าสู่ถนนมหาราช เพื่อเข้าประตูเทวาภิรมย์ภายในพระบรมมหาราชวัง

@ รอเฝ้าส่งขบวนพระศพแน่น2ฝั่งถนน

บรรยากาศตลอดเส้นทางที่ขบวนราชยานพาหนะเคลื่อนพระศพผ่าน ตำรวจได้นำแผงเหล็กมากั้นบริเวณสองข้างทาง และเมื่อผ่านบริเวณแม่พระธรณีบีบมวยผม ถนนราชดำเนินใน มีพสกนิกรสวมเสื้อสีดำ ขาว จำนวนมากรอส่งเสด็จ ด้วยความโศกเศร้าเสียใจ พร้อมทั้งยืนสงบนิ่งเพื่อแสดงความอาลัยต่อสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ

ขณะที่บริเวณท่าเรือวังหลัง-ท่าพระจันทร์ มีบริการเรือข้ามฟากฟรีตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. เพื่อให้ประชาชนส่งเสด็จ พระศพสมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ที่โรงพยาบาลศิริราช ทั้งนี้ ภายหลังเวลา 15.00 น. ที่ขบวนราชยานพาหนะเคลื่อนพระศพออกจากโรงพยาบาล ยังมีประชาชนหลายร้อยคนต่างยืนรอข้ามฟากกันจนเต็มท่าเรือ เจ้าหน้าที่บริเวณท่าเรือต้องคอยดูแลความเรียบร้อยเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ

@ เปิดประชาชนสรงน้ำพระศพ

ส่วนที่ศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง เมื่อเวลา 12.00 น. เจ้าหน้าที่จากสำนักพระราชวังเตรียมเปิดประตูวิเศษไชยศรี ให้ประชาชนที่แต่งกายไว้ทุกข์เข้ามาสรงน้ำพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ยังศาลาสหทัยสมาคม ประชาชนต่างทยอยมานั่งรอบริเวณโดยรอบศาลากว่า 400 คน เวลา 12.30 น. ต่างตั้งแถวด้านหน้าประตูทางเข้าศาลาเพื่อรอที่จะสรงน้ำพระศพ

เวลา 13.00 น. เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนเข้าสรงน้ำพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ โดยในบริเวณศาลาสหทัยสมาคมมีพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ตั้งอยู่ตรงกลาง พร้อมจัดขันทองเหลืองไว้ 2 จุด แบ่งเป็นของคณะบุคคลสำคัญ และประชาชนทั่วไป บรรยากาศเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย

@ พล.อ.สนธิ-บิ๊กการเมืองเข้าร่วม

สำหรับบุคคลสำคัญที่มาร่วมสรงน้ำพระศพ อาทิ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี นพ.สุรพงษ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชนพร้อมคณะ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์พร้อมคณะ นายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม นอกจากนี้ มีข้าราชการทั้งทหาร ตำรวจ ลูกเสือชาว ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) พ่อค้า ประชาชน ต่างเข้าแถวสรงน้ำพระศพและก้มลงกราบพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ กันอย่างเนืองแน่น

@ ในหลวง-ราชินีเสด็จฯสรงน้ำพระศพ

   

เวลา 17.20 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินยังพระบรมมหาราชวัง เพื่อทรงประกอบพิธีสรงน้ำพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พร้อมกับพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ณ พระพี่นั่งพิมานรัตยา โดยมีประชาชนเฝ้าฯรอรับเสด็จด้วยความสงบเรียบร้อยอยู่เป็นจำนวนมาก

ผู้สื่อข่าวรายงาน ทันทีที่รถยนต์พระที่นั่งมาถึงประตูวิเศษชัยศรี รถยนต์พระพี่นั่งได้เคลื่อนตัวอย่างช้าๆ เพื่อให้ประชาชนได้ชมพระบารมีของทั้งสองพระองค์อย่างชัดเจน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงโบกพระหัตถ์ทักทายประชาชนตลอดเวลา เมื่อเสด็จฯถึงพระที่นั่งพิมานรัตยา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ทรงรอรับเสด็จ จากนั้นเสด็จเข้าสู่ภายในพระฉาก ซึ่งพระศพบรรทมอยู่บนพระแท่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย สำหรับพระศพบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร

@ สางพระเกศาพระศพ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย ถวายราชสักการะพระศพ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงรับหม้อน้ำสุคนธ์จากเจ้าพนักงาน ถวายสรงที่พระศพ แล้วทรงคมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับหม้อน้ำพระสุคนธ์ และโถน้ำขมิ้นจากเจ้าพนักงาน ถวายสรงที่ตรงพระอุระพระศพ

ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระ ดำเนินไปสางพระเกศาพระศพขึ้นครั้งหนึ่ง แล้วสางลงอีกครั้งหนึ่ง เสร็จแล้ว ทรงหักพระสางนั้นวางไว้ในพาน ซึ่งเจ้าพนักงานเชิญอยู่ จากนั้น พระราชทานซองพระศรีบรรจุดอกบัว และธูปเทียน แผ่นทองคำจำหลักลายปิดพระพักตร์ พระชฎาทองคำวางข้างพระเศียรพระศพ เสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เจ้าพนักงานเชิญพระศพลงสู่หีบ ประดิษฐานหลังพระแท่นแว่นฟ้าทอง ประกอบพระลองทองใหญ่ภายในเศวตฉัตร 5 ชั้น แวดล้อมด้วยเครื่องสูงทองแผ่ลวด บังแทรก ชุมสาย ต้นไม้ทองเงิน ณ มุขตะวันตก พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

@ ทรงวางพวงมาลา-กราบพระโกศ

เสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงวางพวงมาลา ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยและเครื่องราชสักการะพระศพ แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการ ที่หน้าพระแท่นมหาเศวตฉัตร ทรงทอดผ้าไตร ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ 84 รูป สดับปกรณ์ ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปทรงกราบพระพุทธรูปที่หน้าเครื่องนมัสการ หน้าพระแท่นมหาเศวตฉัตร

ต่อจากนั้นเสด็จฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ไปยังที่หน้าพระโกศพระศพ ทรงกราบ เสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงจุดธูปเทียนเครื่องบูชากระบะมุกที่หน้าพระแท่นเตียง พระสวดพระอภิธรรม ณ มุขหน้าพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท จากนั้นเสด็จทางมุขกระสัน พระที่นั่งพิมานรัตยา ประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จฯกลับพระ ตำหนักจิตรลดารโหฐาน ในเวลา 19.00 น. ท่ามกลางประชาชนที่เฝ้ารับเสด็จ 2 ข้างทางเป็นจำนวนมาก

@ หีบพระศพลายหลุยส์ไม้สักทอง100ปี

ด้านนายพรเทพ สุริยา เจ้าของร้านสุริยาหีบศพ เปิดเผยว่า ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการจัดสร้างหีบพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ สร้างจากไม้สักทอง อายุ 100 ปี ใช้หมึกจีนพ่นสีโอ๊กม่วง ขนาดความกว้าง 26 นิ้ว ความยาว 2.29 เมตร เป็นหีบพระศพลายหลุยส์ ผสมบุษบก ประกบด้วยปุ่มมะค่าทองรอบใบ ลวดลายของหีบพระศพเป็นลายกุหลาบ และด้านขอบล่างเป็นลายหลุยส์ ส่วนฝาด้านบนเป็นบุษบก 3 ชั้น ภายในหีบพระศพใช้ผ้าไหมสีครีม-ทองประดับตกแต่ง มูลค่าของหีบพระศพประมาณ 500,000 บาท รู้สึกปลาบปลื้มที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้

อนึ่ง บริษัทสุริยาหีบศพเคยจัดทำหีบพระศพถวายสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และคุณพุ่ม เจนเซน พระโอรสในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี

@ รบ.ประกาศลดธงครึ่งเสา15วัน

วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 09.30 น. พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ลงนามในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สิ้นพระชนม์ โดยประกาศให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ และสถานศึกษา ทุกแห่งลดธงครึ่งเสามีกำหนด 15 วัน ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2551 เป็นต้นไป และให้ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจไว้ทุกข์ มีกำหนด 15 วัน ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2551 เป็นต้นไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในทำเนียบรัฐบาลบริเวณตึกไทยคู่ฟ้าได้มีการลดธงครึ่งเสาแล้ว

@ ตั้ง"สุรยุทธ์"ปธ.จัดงานถวายพระเพลิงพระศพ

นายจุลยุทธ์ หิรัณยะวสิต ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เปิดเผยว่า สปน.จะรายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีถึงการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ซึ่งจะเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการอำนวยการจัดงาน โดยให้ พล.อ.สุรยทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ซึ่งจะมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ ขึ้น 8 ชุด เพื่อดำเนินการพระราชพิธีดังกล่าว และคาดว่ารูปแบบของพระราชพิธีคงจะคล้ายคลึงกับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

@ ทูตไว้อาลัยทั่วโลก-สื่อนอกสดุดี

วันเดียวนายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ทางกระทรวงการต่างประเทศได้สั่งการให้เอกอัครราชทูตไทย ณ สถานทูตต่างๆทั่วโลกแจ้งข่าวการสิ้นพระชนม์ครั้งนี้ พร้อมทั้งให้ลดธงครึ่งเสาและจัดสมุดไว้อาลัยในสถานทูตทั้ง 90 แห่งทั่วโลก และกำลังอยู่ระหว่างประสานงานเพื่อแจ้งพระราชพิธีพระศพให้กับสถานทูตของประเทศต่างๆ ได้รับทราบเพื่อพิจารณาเข้าร่วมพระราชพิธีต่อไปอีกด้วย

ทางด้านสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เผยแพร่สารแสดงความเสียใจ ในขณะที่สำนักข่าวต่างประเทศทุกสำนักรายงานข่าวและเผยแพร่พระประวัติ เพื่อสดุดีพระปรีชาสามารถและพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระองค์อีกด้วย (อ่านรายละเอียด น.21)

เวลา 13.00 น. วันเดียวกัน ที่ศาลาว่า กทม. กรุงเทพมหานคร ได้จัดโต๊ะให้ข้าราชการและลูกจ้าง กทม.ร่วมกราบถวายความเคารพและถวายความไว้อาลัยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยา ณิวัฒนาฯ มีกำหนดตั้งโต๊ะไว้อาลัยตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปตลอดเวลาราชการ
@ วธ.มอบกรมศาสนาจัดพิธีธรรม

ด้านนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวว่า วธ.ได้รับมอบจากกองพระราชพิธี สำนักพระราชวัง ให้กรมการศาสนา (ศน.) ดำเนินการนิมนต์พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ จำนวน 84 รูป สดับปกรณ์ นิมนต์พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม ประจำทั้งกลางวัน กลางคืน รับพระราชทานฉันเช้า วันละ 8 รูป ฉันเพล วันละ 8 รูป กำหนด 100 วัน รวมทั้ง ดำเนินการจัดตู้พระธรรมไปตั้งที่หน้าพระ สวดพระอภิธรรม และให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ส่วนกรมศิลปากรได้มอบหมายให้จัดเตรียมดนตรีประโคม สำหรับใช้ในพระราชพิธีพระศพด้วย

@ แจกหนังสือพระเจ้าพี่นางฯ2แสนเล่ม

นายวีระกล่าวว่า นอกจากนี้ วธ.ยังจัดพิมพ์หนังสือเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ เนื่องในโอกาสมหามงคลเจริญชันษา 7 รอบ ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ จำนวน 200,000 เล่ม เพื่อแจกจ่ายให้แก่ประชาชนที่สักการะพระศพ ที่ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง และที่ศาลากลางจังหวัดทั่วประเทศ ทั้งนี้ หากหนังสือไม่เพียงพอ วธ.ได้เตรียมจัดพิมพ์เพิ่มอีก 300,000 เล่ม"

@ ทุกจว.จัดพิธีไว้อาลัย-ขรก.แต่งขาว

"สำหรับการจัดพิธีไว้อาลัยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯขณะนี้ทุกจังหวัดดำเนินการประดิษฐานพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ และให้ข้าราชการแต่งกายด้วยชุดขาว ถวายสักการะไว้อาลัย พร้อมทั้งกล่าวถวายสดุดี จากนั้นจึงให้ประชาชนลงนามถวายสักการะไว้อาลัย ซึ่งทางจังหวัดต่างๆ สามารถศึกษารายละเอียดการจัดพิธีไว้อาลัยได้ที่ www.m-culture.co.th อย่างไรก็ตาม วธ.ยังได้มอบหมายให้สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ดำเนินการบันทึกเหตุการณ์งานพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ตั้งแต่เคลื่อนย้ายพระศพจากโรงพยาบาลศิริราช กระทั่งเสร็จพระราชพิธีเป็นต้นไป" นายวีระกล่าว

@ กรมศิลปฯพร้อมออกแบบ"เมรุมาศ"

น.อ.อาวุธ เงินชูกลิ่น อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ในฐานะผู้ออกแบบพระเมรุมาศ สมเด็จพระศรีนคริน ทราบรมราชชนนี กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ดำเนินการอะไร ต้องรอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ลงมาก่อน ทางตน กรมศิลปากร วธ.ได้เตรียมข้อมูล และความพร้อมไว้แล้ว หากทรงโปรดเกล้าฯให้สร้างพระเมรุมาศก็ดำเนินการได้ทันที ซึ่งต้องออกแบบลวดลายใหม่ เนื่องจากพระราชอิสริยยศของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ต่างจากสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือสมเด็จย่า และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ที่มีอิสริยยศเท่ากันจึงใช้ลวดลายพระเมรุมาศแบบเดียวกัน

ตราบจนวันนี้....

                                  

ประชาชนจากทุกสารทิศ ยังคงเดินทางมาขึ้นกราบถวายสักการะพระศพ พระพี่นาง อย่างต่อเนื่อง 
 
โดย กรมประชาสัมพันธ์ วัน พุธ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2551 17:06 น.

 
 ประชาชนจากทุกสารทิศ ยังคงเดินทางมาขึ้นกราบถวายสักการะพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อย่างต่อเนื่อง ด้วยความสำนึกในพระกรุณาธิคุณของพระองค์ ตลอดทั้งวันนี้ (10 ก.ย.51) ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง มีประชาชนจากทุกสารทิศ เดินทางมาขึ้นกราบถวายสักการะพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ กันอย่างต่อเนื่อง ด้วยความสำนึกในพระกรุณาธิคุณของพระองค์ เช่น นางเฉลียว สิทธิแก้ว สมาชิก พอ.สว. จังหวัดเชียงราย ซึ่งเดินทางมาพร้อมบิดาวัย 73 ปี จากอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ต้องการแสดงอาลัยต่อพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย ทั้งนี้ได้เคยมีโอกาสเข้าเฝ้าพระองค์ และรู้สึกซาบซึ้งในพระกรุณาธิคุณของพระองค์อย่างยิ่งที่ทรงออกปฏิบัติพระกรณียกิจเพื่อคนไทยโดยไม่เคยย้อท้อ ด้าน นายอุดม นิลไสล ครูโรงเรียนบึงกาฬ จังหวัดขอนแก่น ได้นำนักเรียนจำนวน 49 คน และครู 5 คน มาขึ้นกราบถวายสักการะพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เพื่อแสดงถึงความสำนึกในพระกรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงมีต่อการศึกษาของไทย สำหรับการบำเพ็ญกุศลถวายพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ วันนี้ เวลา 19.00 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้กรมศิลปากร และสมาคมเสริมสวยแห่งประเทศไทยและช่างเสริมสวยตัวแทนสถาบันต่างๆ เป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระศพฯ ส่วนยอดเงินบริจาคโดยสำนักพระราชวังนำเข้าบัญชี ทุนสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ขณะนี้มีจำนวนกว่า 137,200,000 ล้านบาท 

                             

โลกสลด...รันทดใจทั้งใต้ฟ้า


เหล่าประชาพาโศกศัลย์ครั้นรุ่งสาง

คืนแห่งปีที่เปี่ยมสุขทุกตาราง

พระพี่นางฯ...สิ้นพระชนม์...กษัตรี

พระเกียรติ์ก้องผ่องแผ้วดังแก้วเพช??

สายพระเนตรยังตรึงตรา...จักรีศรี

ทรงห่วงทุกข์บำรุงสุขประชาชี

ราษฎร์อยู่ดี...เพราะพระองค์...ทรงชี้น??

ขอพระองค์...ทรงสถิตย์...ณ แดนสรวง

ไทยทั้งปวงน้อมดวงใจให้ร้องร่ำ

จริยวัตรจะชัดเจนในความจำ

พระองค์คือ---เจ้าฟ้า--แห่งสยาม--- ตลอดกาล

ฮืมฮืมฮืมฮืมฮืมฮืมฮืมฮืมฮืมฮืมฮืมฮืมฮืมฮืมฮืมฮืมฮืมฮืม

ขอบุญบารมีที่พระองค์พระพี่นางเธอทรงวิริยะอุตสาหะ บำเพ็ญบารมีสร้างไว้ จง

นำพระองค์สู่สรวงสวรรค์

รู้สึกเสียใจมากๆที่พระองค์ท่านจากไป ขอให้พระองค์ท่านหลับอย่างสงบ ขอให้

ผลบุญที่พระองค์ท่านเคยกระทำไว้ ส่งผลให้พระองค์ท่านไปสู่ที่ดีๆ ถ้าการเกิด

ใหม่มีจริง ชาติหน้าขอให้ข้าพระพุทธเจ้า ได้เกิดมาอยู่ในร่มโพธิ์ ร่มไทร ใต้พระ

มหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านอีกครั้งเทอญ


                             ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ



 


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15 ตุลาคม 2008, 11:35:18 pm โดย d@eng » บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14177


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 11 กันยายน 2008, 01:23:43 am »

                    พระราชประวัติ

                             


สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (ประสูติ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 ณ กรุงลอนดอน) เป็นสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นพระธิดาพระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์) พระราชโอรสในรัชกาลที่ ๕ และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า)และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (หม่อมสังวาลย์ มหิดล)

เมื่อพระชนมายุได้ ๖ - ๑๐ พรรษาเสด็จเข้า เรียนชั้นประถมที่โรงเรียนราชินี หลังจากนั้น เมื่อสมเด็จพระราชบิดาเสด็จทิวงคตใน พ.ศ.๒๔๗๔ พระองค์ได้เสด็จไปประทับยังประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ และทรงเข้ารับการศึกษาต่อจนจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษา เมื่อพระชนมายุได้ ๑๙ พรรษา ทรงเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยโลซาน จนได้รับปริญญาในวิชาเคมี หลังจากนั้นทรงศึกษาต่อในวิชาการศึกษาวรรณคดี ปรัชญา และภาษา จนทรงมีความรู้ในภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส และ อักษรศาสตร์เป็นอย่างดี

            วันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโอง การโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระยศทหารแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็น พลเอกหญิง พลเรือเอกหญิง พลอากาศเอกหญิง กับแต่งตั้งเป็นนายทหารพิเศษประจำกรมนักเรียน นายร้อยรักษาพระองค์ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าและประจำกองพันทหารอากาศโยธินรักษาพระองค์เป็นกรณีพิเศษ

      ใน พ.ศ. ๒๕๒๕ รัฐบาลฝรั่งเศสได้ทูลเกล้า ฯ ถวายเครื่องราช อิสริยาภรณ์ ชั้นสูงคือ Commandeur de L Ordre des Arts et Lettres (Insignia of Commander in the Order of Arts and Letters) แด่พระองค์ พระเกียรติประวัติที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์ท่านก็คือทรงได้รับเหรียญวิคเตอร์ฮิวโก จากผู้อำนวยการยูเนสโกแห่งสหประชาชาติในงานจัดนิทรรศการขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมของสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ที่กรุงปารีส ด้วยการที่ได้ทรงส่งเสริมศิลปวิทยาการและทรงบำเพ็ญประโยชน์เป็นอเนกประการในด้านสังคมสงเคราะห์ต่างๆ

เมื่อแรกประสูติ ดำรงพระอิสริยยศเป็นหม่อมเจ้าหญิงกัลยาณิวัฒนา มหิดล (พระนามพระราชทานพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว)

สถาปนาเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา โดยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

สถาปนาเป็น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา โดยคณะผู้สำเร็จราชการในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล

ทรงกรมเป็น กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ทรงเป็นพระราชวงศ์ฝ่ายในที่ทรงกรมเป็นพระองค์แรกและพระองค์เดียวในรัชกาล และเป็นพระราชวงศ์ทรงกรมพระองค์เดียวในปัจจุบัน)เมื่อพระชนมายุครบ ๗๒ พรรษา เสมอด้วยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
 
ชีวิตสมรส

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ทรงฉายพร้อมท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม พระธิดาทรงศึกษาชั้นต้นที่โรงเรียนมาแตร์เดอี จากนั้นเสด็จไปศึกษาต่อที่อินเตอร์เนชั่นแนลสเราล กรุงเจนีวา และทรงสำเร็จปริญญาด้านเคมีจากมหาวิทยาลัยโลซาน เมืองโลซาน

ทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์เพื่อทรงเสกสมรสกับ พันเอกอร่าม รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์พระองค์มีมีพระธิดาหนึ่งคนจากการเสกสมรสครั้งนั้น คือท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม (สมรสกับนายสินธู ศรสงครามมีบุตร คือคุณจิทัศ ศรสงคราม)

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงอภิเษกสมรสกับนายอร่าม เสรีเริงฤทธิ์ (ถึงแก่กรรมแล้ว) ทรงมีพระธิดา คือ ท่านผู้หญิง ทัศนาวลัย ศรสงคราม พ.ศ.๒๕๓๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำริว่าสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ซึ่งเป็นพระโสทรเชษฐภคินีเธอพระองค์เดียวของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๒ พระองค์ ด้วยทรงรับราชการสนองพระเดชพระคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างอเนกอนันต์มาโดยลำดับ ทรงจึงทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระอิสริยศักดิ์ขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ ๖ รอบ เป็นการเฉลิมพระเกียรติยศอย่างสูง

สถาปนากลับคืนคงพระราชศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ทุกประการโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์

ทรงเสกสมรสอีกครั้งกับ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช (พระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย และหม่อมแผ้ว)

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ได้ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจมากมายพระราชทานความช่วยเหลือให้แก่ประเทศชาติ แบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีโครงการในพระอุปถัมภ์หลายร้องโครงการ ทั้งด้านการแพทย์ ประวัติศาสตร์ ดนตรี ศิลปะ สัตว์เลี้ยง และ ฯลฯ นอกจากนี้ยังทรงพระอัจริยภาพในด้านการประพันธ์ พระนิพนธ์ที่มีชื่อเสียงเช่น เวลาเป็นของมีค่า แม่เล่าให้ฟัง จุฬาลงกรณ์ราชสันตติวงศ์ และ มหามงกุฎราชสันตติวงศ์
 
แต่สิ่งที่ไม่ใคร่มีผู้ใดทราบคือ ทรงมีพระปรีชาสามารถในการขับเครื่องบินปีก 2 ชั้น
และทรงขับเฮลิคอปเตอร์ได้อีกด้วย ทรงโปรดสัตว์ทุกประเภท แต่ที่มีขนาดเหมาะสมกับพระตำหนักคือสุนัข พระองค์ทรงรับคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไว้ในพระอุปถัมภ์ด้วย

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ได้เสด็จทรงประพาสทั้งในและต่างประเทศ เพื่อบำเพ็ญพระกรณียกิจ เช่นโครงการแพทย์ พอสว. (สืบสานพระราชปณิธานสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) และเพื่อทรงส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะที่มีเจ้าฟ้าหญิงที่ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจมหาศาลอย่างไม่รู้จักทรงเหนื่อยยากเพื่อความสุขของประชาชน

ปัจจุบันประทับที่วังเลอดิส ถนนสุขุมวิท

ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ มาเป็นระยะเวลานานกว่า ๗๒ ปีแล้ว

 
"ความเรียบง่าย" พระจริยวัตรอันงดงาม สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ
เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของพสกนิกรว่า พระจริยวัตรและพระกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ยังประโยชน์ให้ชาวไทยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดังจะเห็นได้จากโครงการในพระอุปถัมภ์หลากหลายโครงการทั้งด้านการแพทย์ ประวัติศาสตร์ ดนตรี ศิลปะ สัตว์เลี้ยง

อาทิ มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) แห่งประเทศไทย, มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิควิชาการ และพัฒนาการมาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย มูลนิธิขาเทียมในพระบรมราชูปถัมภ์ มูลนิธิเด็กโรคหัวใจ เป็นต้น

ไม่เพียงแต่พระเมตตาที่เป็นที่ชื่นชมแล้ว พระจริยวัตรในการดำเนินพระองค์ด้วย "ความเรียบง่าย" ก็เป็นที่ประจักษ์เช่นเดียวกัน

นายจิทัศ ศรสงคราม บุตรชายของท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ซึ่งมีศักดิ์เป็น "หลาน" บอกเล่าความประทับใจต่อ "สมเด็จยาย" ว่า แม้พระองค์จะไม่ค่อยทรงแนะนำอะไร แต่ลูกหลานจะสามารถซึมซับความงดงามในพระจริยวัตรได้จากการดำเนินพระองค์ ทั้งเรื่องการเสวย ของใช้ส่วนพระองค์ ทรงกระทำทุกอย่างอย่างเรียบง่าย และสมถะ ไม่หวือหวาฟุ่มเฟือย สุรุ่ยสุร่าย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ท่านทรงเน้นย้ำกับครอบครัว คือ การวางตัวให้เหมาะสมถูกกาละเทศะ การตรงต่อเวลาอย่าทำให้ผู้อื่นคอย และความถูกต้องตามขั้นตอนพิธีการ

      พระกรณียกิจของพระองค์ในด้านสังคมสงเคราะห์ต่างๆ คือ ทรงรับเป็นองค์ประธาน และรับหน่วยงาน กองทุน มูลนิธิต่างๆ ไว้ในพระอุปถัมภ์ นอกเหนือจากมูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทร์ และศิริราชมูลนิธิ ซึ่งทรงปฏิบัติกรณียกิจประจำอยู่แล้ว ยังมีหน่วยงานอื่นๆ อีกมากมาย จึงขอเสนอความเป็นมาและการดำเนินงานของหน่วยงานในพระอุปถัมภ์เหล่านั้น






« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19 กันยายน 2008, 12:01:02 am โดย d@eng » บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14177


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: 18 กันยายน 2008, 12:42:37 pm »

             
 


เผยพระกรณียกิจ ของ"พระพี่นาง"

พระปรีชา รอบด้าน ตามรอย พระชนนี

   

เผยพระประวัติ-พระกรณียกิจ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ 2 พระมหากษัตริย์ ทรงเติบโตเป็นเจ้าฟ้านักการศึกษา ก่อนทรงเป็นครูผู้ปลูกฝังศิษย์ตามที่ตั้งพระทัยไว้ ทั้งเป็นเจ้าฟ้านักประพันธ์ มีผลงานพระนิพนธ์มีชื่อเสียง นอกจากนี้ ยังทรงประกอบพระกรณียกิจมากมาย ตามรอยพระบาทพระชนนี โดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน

พระพี่นางเธอ 2 รัชกาล

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ประสูติวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ.2466 ณ กรุงลอนดอน ขณะที่สมเด็จพระบรมราชชนกเสด็จไปทรงเรียนวิชาแพทย์อยู่ที่เอดินเบอระ ในสกอตแลนด์

เป็นพระธิดาพระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (หม่อมสังวาลย์ มหิดล ณ อยุธยา)

ทรงเป็นพระโสทรเชษฐภคินีพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงมีพระนามแรกประสูติตามที่โรงพยาบาลตั้งถวายคือ "เมย์-May" ตามที่สมเด็จพระบรมราชชนกเสด็จไปทรงจดทะเบียนเกิด

เมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานตั้งพระนามว่า "หม่อมเจ้าหญิงกัลยาณิวัฒนา มหิดล" (คำว่า "วัฒนา" ในพระนาม ทรงตั้งตามพระนามาภิไธยของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า คือสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี)

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนอิสริยยศเป็น "พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา" เมื่อ พ.ศ.2470

ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ทรงเฉลิมพระเกียรติยศเป็น "สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา" เมื่อ พ.ศ.2478

และในมหามงคลวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ 72 พรรษา เสมอด้วยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ.2538 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายในพระองค์แรกในรัชกาล ทรงพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า

"สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์"

เจ้าฟ้านักการศึกษา

ทรงเริ่มการศึกษาระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนราชินี กรุงเทพมหานคร ระดับมัธยมศึกษาที่เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทรงพระปรีชาสามารถด้านการศึกษา

ในการสอบเลื่อนชั้นแต่ละปีทรงทำคะแนนได้ผลดีมาก โดยในปี พ.ศ.2485 ทรงสอบผ่านชั้นสุดท้ายเทียบเท่ามัธยมศึกษาตอนปลายได้ดีเยี่ยมเป็นที่ 1 ของโรงเรียน และที่ 3 ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์

และในปีนั้นก็ทรงเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยโลซานน์ โดยทรงเลือกศึกษาวิชาเคมี ทั้งๆ ที่เดิมเคยตั้งพระทัยว่าจะเสด็จไปทรงเรียนวิชาสาธารณสุขศาสตร์ที่สหรัฐอเมริกา ตามรอยยุคลบาทสมเด็จพระบรมราชชนก (หนังสือ "สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี" โครงการไทยศึกษา ฝ่ายวิชาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดพิมพ์ในวโรกาสที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงมีพระชนมายุครบ 84 พรรษา)

ทรงได้รับปริญญาตรี DIPLOME DE CHIMISTE A จากมหาวิทยาลัยโลซานน์ เมื่อปี พ.ศ.2491 ในระหว่างที่ทรงศึกษาในคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยโลซานน์ได้ทรงเข้าศึกษาเต็มตามหลักสูตรของ DIPLOME DE SOCIALES PEDAGOGIQUES อันประกอบด้วยวิชาต่างๆ ในสาขาวิชาการศึกษา วรรณคดี ปรัชญา และจิตวิทยา พร้อมๆ กันด้วย

และแม้เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาแล้ว ก็ยังคงศึกษาวิชาวรรณคดีและปรัชญาต่อไปอีก

ครูผู้ปลูกฝังศิษย์

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงเคยมีรับสั่งว่า "ฉันชอบการสอนหนังสือตั้งแต่เด็กๆ...และตอนนั้นคิดจะเรียนเรื่องการเป็นครูเหมือนกัน..." (หนังสือ "พลอยแกมเพชร")

เมื่อทรงจบการศึกษาแล้ว ก็เสด็จฯกลับมาเป็นอาจารย์สมดังพระทัยที่ตั้งไว้ โดยทรงเริ่มปฏิบัติงานเป็นอาจารย์พิเศษในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี พ.ศ. 2495

ทรงสอนวิชาวรรณคดีฝรั่งเศส และการสนทนาภาษาฝรั่งเศส แก่นิสิตปีที่ 2, 3 และ 4 จนถึงปี พ.ศ.2501

ในปี พ.ศ.2512 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กราบทูลขอพระราชทานพระกรุณา จึงทรงรับเป็นหัวหน้าสาขาภาษาต่างประเทศ อันประกอบด้วย ภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน และญี่ปุ่น ต่อมาก็มีภาษาจีน และรัสเซียเพิ่มขึ้น

โดยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ จะทรงสอนภาษาฝรั่งเศส วรรณคดีฝรั่งเศส

นอกจากจะทรงอุทิศพระองค์ให้แก่งานทางวิชาการแล้ว ยังมีน้ำพระทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาที่ทรงเกื้อกูลแก่ศิษย์และเยาวชนที่ด้อยโอกาส ได้ประทานทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นทุนสำหรับจัดซื้อหนังสือและอุปกรณ์การเรียนการสอน และประทานทุนการศึกษาระดับต่างๆ ตราบจนถึงปัจจุบัน

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงปฏิบัติงานด้านการสอนมาจนถึงเดือนมกราคม 2521 จึงทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานตำแหน่ง "ศาสตราจารย์" ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

และด้วยพระกรณียกิจที่ได้ทรงปฏิบัติเพื่อความเจริญก้าวหน้าของการเรียนการสอนภาษาฝรั่งเศส และฝรั่งเศสศึกษา รัฐบาลฝรั่งเศสได้ตระหนักถึงพระปรีชาสามารถอันเป็นเลิศ และที่ได้ทรงบำเพ็ญพระองค์เป็นแบบอย่างอันดีงาม จึงได้ถวายเหรียญตราชั้นสูงสุดทางด้านศิลปะและอักษรศาสตร์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติ เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2522

"สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงเป็นตัวอย่างของครูที่ดีอย่างหาที่เปรียบมิได้ ทั้งในฐานะครูเด็กเล็กและครูในมหาวิทยาลัย เคยรับสั่งว่า ทรงโปรดเด็กมาก และมีพระประสงค์จะสอนเด็กมากกว่า แต่อย่างไรไม่ทราบ ถึงได้ไปสอนเด็กโตตามมหาวิทยาลัยจนเป็นอาชีพในขณะนั้น" (ศาสตราจารย์ พันตรีหญิง คุณหญิงผะอบ โปษะกฤษณะ 6 พฤษภาคม 2526)

เมื่อพระภารกิจด้านอื่นๆ เพิ่มขึ้น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ จึงทรงลดงานสอนในมหาวิทยาลัยต่างๆ แต่ก็ยังประทานพระอนุเคราะห์แก่สถาบันการศึกษาต่างๆ ในกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับงานวิชาการโดยสม่ำเสมอ

ความสนพระทัยที่มีต่อวิทยาการแขนงต่างๆ มิได้ลดถอยลงแต่ประการใด โดยเฉพาะพระองค์ทรงศึกษามาทางวิทยาศาสตร์ จึงสนพระทัย โครงการจัดส่งเยาวชนไทยไปเข้าร่วมแข่งขันโอลิมปิกวิชาการ มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2532 จนถึงปัจจุบัน

ได้ประทานทรัพย์ส่วนพระองค์และเงินกองทุนสมเด็จย่า เพื่อช่วยเหลือเมื่อโครงการต้องการความช่วยเหลือ ด้วยทรงทราบดีว่า เยาวชนผู้มีอัจฉริยะทางปัญญาเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ

ทรงติดตามการแข่งขัน และประทานกำลังใจแก่ผู้เข้าแข่งขันโดยประทานโอกาสให้เข้าเฝ้าฯเป็นการส่วนพระองค์พร้อมประทานข้อคิดเห็นเสนอแนะที่เป็นประโยชน์มากมาย

ทรงสนับสนุนให้เยาวชนที่ผ่านเข้ารอบ 10 คนสุดท้าย และผู้เข้าแข่งขันจัดตั้ง "ชมรมโอลิมปิกวิชาการ" เพื่อนำความรู้มาใช้เป็นการตอบแทนประเทศชาติ

และยังประทานเงินเป็นทุนไว้ใช้ในกิจกรรมของชมรม อีกด้วย

ตามรอยพระบาทพระชนนี

ทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์เพื่อทรงเสกสมรสกับ พันเอกอร่าม รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ มีพระธิดาหนึ่งคนคือ ท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม (สมรสกับนายสินธู ศรสงคราม มีบุตรคือนายจิทัศ ศรสงคราม)

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระเจ้าพี่นางเธอฯ ให้กลับคืนดำรงพระอิสริยศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ทุกประการ

ต่อมาทรงเสกสมรสกับพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช (พระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย และหม่อมระวี ไกยานนท์)

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงปฏิบัติพระภารกิจสนองพระเดชพระคุณพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ เป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างอเนกอนันต์ ทรงสนพระทัยต่อทุกข์สุขและสวัสดิภาพของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง

ได้โดยเสด็จสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเยี่ยมเยียนข้าราชการ ทหาร ตำรวจ อาสาสมัคร และประชาชนตามท้องถิ่นทุรกันดารทุกหนแห่ง รวมถึงที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามชายแดน โดยมิได้ทรงกังวล ย่อท้อต่อความเหนื่อยยาก ลำบาก และเสี่ยงอันตรายต่างๆ

พระราชทานความช่วยเหลือประชาราษฎรเป็นอเนกประการ ทั้งในด้านการศึกษา สาธารณสุข สังคมสงเคราะห์ ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ทรงศึกษาและสังเกตชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรอย่างใกล้ชิด

พระกรณียกิจเพื่อชาวไทย

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ได้ประทานความอุดหนุนด้านการส่งเสริมสุขภาพ รักษาพยาบาลและการฟื้นฟูสุขภาพ ในการส่งเสริมสุขภาพอนามัยแก่ประชาชน โดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพชีวิตแม่และเด็ก

ทรงห่วงใยในสวัสดิภาพเด็กและครอบครัวในชุมชนแออัดต่างๆเป็นอย่างยิ่ง ได้เสด็จฯเยี่ยมชุมชนแออัดด้วยพระองค์เอง และทรงรับมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัมไว้ในพระอุปถัมภ์ และทรงพระเมตตาประทานทุนทรัพย์ช่วยเหลือกิจการต่างๆ ของมูลนิธิโดยตลอด

อีกทั้งประทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์จัดตั้ง "กองทุนนมและอาหารเสริม" เพื่อจัดหานมผงที่มีคุณภาพสำหรับสงเคราะห์แก่เด็กอ่อนในครอบครัวที่ยากจนด้วยราคาพิเศษ หรือบางกรณีก็ให้ฟรี

ซึ่งทำให้เด็กได้รับสารอาหารเต็มที่และเติบโตขึ้นด้วยสุขภาพแข็งแรง

สำหรับงานที่ทรงในมูลนิธิโรคไตฯ ในฐานะที่ทรงเป็นองค์ประธานนับแต่เริ่มเปิดมูลนิธิ ด้วยสาเหตุจากทรงสนพระทัยในเรื่องนี้ อันเนื่องมาจากสมเด็จพระบรมราชชนกทรงประชวรด้วยพระโรคนี้มาก่อน จึงทรงมีพระดำริที่จะทรงช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยโรคนี้ที่ยากไร้จริงๆ

เพราะโรคไตเป็นโรคเรื้อรัง ต้องการการรักษาที่ยาวนานไปจนถึงตลอดชีวิต และบางคนก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลสูงมาก

ดังนั้น มูลนิธิโรคไตนอกจากจะช่วยเหลือผู้ป่วยที่ยากไร้แล้ว ยังดำเนินการอย่างครบวงจรในการให้ความรู้ในการปฏิบัติตัว การรักษาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งช่วยบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจ เพื่อรักษาผู้ป่วยให้ดีขึ้นกว่าเดิมด้วย

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ทรงเคยมีรับสั่งเสมอว่า คนไข้โรคไตนั้นเป็นคนที่น่าสงสาร ทรงมีพระประสงค์ที่จะช่วยเหลือ และทรงสนพระทัยในเรื่องของการช่วยเหลือ และต่อชีวิตให้แก่คนไข้เป็นอย่างมาก

ดังนั้น ด้วยพระบารมีจึงกำลังจะมีอาคารกัลยาณิวัฒนา เพื่อเป็นศูนย์รักษาผู้ป่วยโรคไตที่ใหญ่ที่สุด

ทรงเน้นให้ช่วยเหลือผู้ที่เป็นหัวหน้าครอบครัว หรือผู้ที่ยังทำประโยชน์ให้แก่ครอบครัวและประเทศได้ โดยจะทรงสอดส่องดูแลรายละเอียดในการพิจารณารับคนไข้เข้ารักษาด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม

ได้อุทิศพระองค์เพื่อการสาธารณสุขและประชาชนโดยแท้ เพราะโดยพระจริยาวัตรแล้ว ทรงเหมือนกับพระบรมราชชนกที่เมื่อจะทรงทำสิ่งใดแล้วจะทรงทำจริง ทั้งยังทรงฉลาดหลักแหลมทรงมีความคิดเห็นที่แหลมคม จึงประทานคำแนะนำในเรื่องของการทำงานให้ถูกต้องเสมอ

ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจมากมายแก่ประเทศชาติเพื่อแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีโครงการในพระอุปถัมภ์หลายร้อยโครงการ

ทั้งด้านการแพทย์ ประวัติศาสตร์ ดนตรี ศิลปะ สัตว์เลี้ยง ฯลฯ

เจ้าฟ้านักประพันธ์

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงพระอัจริยภาพในด้านการประพันธ์

พระนิพนธ์ที่มีชื่อเสียงเช่น เวลาเป็นของมีค่า แม่เล่าให้ฟัง เจ้านายเล็กๆ ยุวกษัตริย์ จุฬาลงกรณ์ราชสันตติวงศ์ มหามงกุฎราชสันตติวงศ์ และพระนิพนธ์เกี่ยวกับประเทศต่างๆ ที่เสด็จประพาส

แต่สิ่งที่ไม่ใคร่มีผู้ใดทราบคือ ทรงมีพระปรีชาสามารถในการขับเครื่องบินปีก 2 ชั้น และทรงขับเฮลิคอปเตอร์ได้อีกด้วย

ทรงโปรดสัตว์ทุกประเภท แต่ที่มีขนาดเหมาะสมกับพระตำหนักคือสุนัข และทรงรับคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไว้ในพระอุปถัมภ์ด้วย

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ เสด็จประพาสทั้งในและต่างประเทศ เพื่อบำเพ็ญพระกรณียกิจ เช่นโครงการแพทย์ พอสว. (สืบสานพระราชปณิธานสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) และเพื่อทรงส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทย ในฐานะเจ้าฟ้าหญิงที่ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจมหาศาลอย่างไม่รู้จักทรงเหนื่อยยากเพื่อความสุขของประชาชน

เปิดห้อง ?ทรงงาน? ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ขณะทรงสอนภาษาฝรั่งเศส
 
 
ณ ห้องเบอร์ 4 ชั้น 5 คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ครั้งหนึ่งเคยเป็นห้องทรงงานของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในฐานะพระอาจารย์ของนักศึกษาภาควิชาภาษาต่างประเทศ เมื่อปี 2512

ภายในห้องพื้นที่ 20-24 ตารางเมตรติดริมน้ำเจ้าพระยา ที่ไม่มีความพิเศษไปกว่าห้องพักอาจารย์ท่านอื่นๆ เลย ถูกตกแต่งอย่างเรียบง่ายด้วยโต๊ะทรงงานตัวใหญ่ ที่บนโต๊ะถูกจัดไว้เป็นระเบียบ มีชุดรับแขกเล็กๆ อยู่อีกมุมหนึ่งของห้อง
 
บนโต๊ะทรงงานมีปฏิทินตั้งโต๊ะวางไว้ ปรากฏวันที่ 18 พฤษภาคม 2526 อันเป็นวันสุดท้ายที่พระองค์ทรงงานในห้องนี้ นอกจากนั้น ก็มีอุปกรณ์เครื่องเขียนอีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ที่สะดุดตาเห็นจะเป็น ?กริ่ง? ที่ใช้เป็นเครื่องจับเวลาในการทดสอบนักศึกษาตอนฝึกพูดภาษาฝรั่งเศส

แม้เวลาจะล่วงเลยมาหลายสิบปีแล้วก็ตาม แต่ห้องทรงงานแห่งนี้ก็ยังถูกจัดให้อยู่ในสภาพเดิมทุกอย่าง แม้ว่าเจ้าของห้องจะไม่ได้มาประทับแล้วก็ตาม
ห้องนี้จึงเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงแม่แบบของความเป็น"ครู" และทรงอุทิศเวลาให้กับการถ่ายทอดความรู้แก่ลูกศิษย์ให้ได้เติบโตไปประกอบสัมมาอาชีพเลี้ยงตัว

รศ.ดร.จินตนา ดำรงค์เลิศ เป็นหนึ่งในคณะอาจารย์ภาควิชาภาษาฝรั่งเศส คณะศิลปศาสตร์ ผู้เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ หรือภาษาทั่วไป คือ อาจารย์ลูกภาควิชา เมื่อครั้งที่พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาภาษาต่างประเทศตั้งแต่ปี 2512

อาจารย์เล่าว่า พ.ศ.2515 เป็นปีแรกที่เข้ามาสมัครเป็นอาจารย์ ซึ่งขณะนั้นสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงเป็นหัวหน้าภาควิชา และทรงให้ความพิถีพิถันในการคัดเลือกผู้ที่จะมาเป็นอาจารย์อย่างมาก ที่สำคัญทรงเป็นผู้สอบสัมภาษณ์ด้วยพระองค์เอง ซึ่งทันทีที่เข้าไปถึงห้องทรงงาน ก็ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรให้ยุ่งยาก เพราะทรงโปรดความเรียบง่าย

?ทรงมีรับสั่งให้อาจารย์พูดแนะนำตัวและประวัติการศึกษาเป็นภาษาฝรั่งเศส และให้ทดลองทำรายละเอียดของลักษณะวิชาวรรณคดีฝรั่งเศสส่งพระองค์ท่านเดี๋ยวนั้น จำได้ว่า ไม่ได้รู้สึกเกร็งอะไร เพราะมีความตั้งใจอยากจะเข้าบรรจุเป็นอาจารย์สอนที่นี่มากกว่า จนลืมความตื่นเต้นไป ในใจก็คิดว่าอยากจะได้งานทำและอยากจะเป็นอาจารย์สอนอย่างที่ใจรัก ซึ่งพระองค์ก็ทรงมีพระเมตตา ทั้งที่ก็กราบทูลพระองค์ไปตรงๆ ว่าเรายังไม่เคยมีประสบการณ์สอนที่ชำนาญมาก่อน แต่เมื่อได้ทอดพระเนตรรายละเอียดที่เราเขียนส่ง ก็ทรงพอพระทัย ไม่นานนักจึงได้รับข่าวดีว่า ทรงรับเราเข้าเป็นอาจารย์ วิชาแรกที่ทรงมอบหมายให้สอนคือ วิชาวรรณคดีฝรั่งเศส?
 
ความเอาพระทัยใส่ต่อคณาจารย์ที่ต้องร่วมงานกันอย่างใกล้ชิด ยังเป็นภาพที่ตราตรึงในใจเรื่อยมา อาจารย์เล่าว่า ทรงมีความเป็นครูที่สมควรเป็นแบบอย่าง สำหรับแวดวงคณาจารย์ผู้สอนภาษาฝรั่งเศส ทรงมีความรู้และเข้าใจอย่างลึกซึ้งในภาษาฝรั่งเศสที่มีความละเอียดอ่อน ทรงสามารถถ่ายทอดให้นักศึกษาเข้าใจอย่างชัดเจน

แม้แต่เวลาที่อาจารย์ตรวจการบ้าน ก็จะทรงดูแลและสอนให้เราเป็นครูที่ดี ทรงริเริ่มให้มีการจัดสร้างแบบทดสอบจัดระดับความรู้ภาษาฝรั่งเศส เพื่อจัดแบ่งความสามารถทางภาษาของนักศึกษา ให้เอื้อต่อการจัดกลุ่มและพัฒนานักศึกษาอย่างเหมาะสมต่อไป นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งสมาคมผู้สอนภาษาฝรั่งเศสแห่งประเทศไทย ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นศูนย์รวมกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับภาษาฝรั่งเศสต่อเนื่องมาถึงวันนี้

?การสอนให้ทำงานเป็นทีม เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงปลูกฝัง เพราะสำคัญมากต่อการสอนวิชาด้านภาษา เนื่องจากในแต่ละระดับสาขาที่สอนและในแต่ละระดับชั้นปี จะต้องมีความเกี่ยวข้องกัน ถึงวันนี้ก็ยังคิดถึงอยู่ เพราะไม่ค่อยได้สัมผัสบรรยากาศแบบนั้นแล้ว ซึ่งพระองค์จะให้คำปรึกษาหารือถึงแนวทางการสอน ทรงให้ข้อแนะนำคณะอาจารย์อย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนการสอนกันก่อน ถือเป็นรูปแบบการสอนในอุดมคติเลย?

ไม่เพียงแต่การทุ่มเทพระองค์เพื่อพระกรณียกิจด้านการสอน อาจารย์ยังซาบซึ้งในน้ำพระทัยอันกว้างขวางของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ในชีวิตส่วนตัวด้วย เช่นครั้งหนึ่งเมื่อพระองค์ทรงทราบว่าอาจารย์ยังขาดประสบการณ์การสอน จึงทรงมีพระเมตตาประทานทุนเพื่อให้อาจารย์ไปศึกษาในหลักสูตรการสอนภาษาฝรั่งเศสให้แก่คนต่างชาติที่ประเทศฝรั่งเศส ทำให้อาจารย์ได้มีโอกาสเดินทางไปอยู่กับสามี ซึ่งกำลังศึกษาต่ออยู่ที่ประเทศนั้นด้วย

?นอกจากจะทรงสนับสนุนเรื่องทักษะด้านการสอนของเรา เพื่อเป็นอาจารย์ที่ดีแล้วยังทรงห่วงใยถึงชีวิตครอบครัว ทรงมีรับสั่งว่า การเข้ารับทุนครั้งนี้จะทำให้เราได้ไปอยู่พร้อมหน้ากับครอบครัว และได้เรียนวิชาครู ซึ่งเราก็ยังไม่มีโอกาสได้เรียนมาก่อน นับเป็นความอาทรส่วนพระองค์ที่มีต่อครอบครัวของเราด้วย?

อุบล สวัสดิ์มนตรี ลูกจ้างประจำคณะศิลปศาสตร์ หรือ ป้าอุบล ข้ารับใช้และผู้ดูแลห้องประทับ เป็นอีกผู้หนึ่งซึ่งรับใช้ใกล้ชิดสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ โดยทุกเรื่องราวของช่วงชีวิตในขณะที่พระองค์ทรงเป็นพระอาจารย์ ยังอยู่ในความทรงจำของคุณป้ามาตลอดเวลา 35 ปีของชีวิตการทำงาน
 
ป้าอุบลเล่าว่า เมื่อรู้ว่าตัวเองซึ่งเป็นคนบ้านนอก จะได้รับใช้ใกล้ชิดพระองค์ก็รู้สึกประหม่า วันแรกที่ต้องเข้าถวายตัว ทรงรับสั่งถามว่า ?ชื่ออุบลใช่มั้ย ที่จะมาอยู่และทำงานกับฉันแทนคนเก่า ? จากนั้นก็ทรงมีรับสั่งถามถึงเรื่องครอบครัวอย่างเอาพระทัยใส่ จนทำให้ป้าอุบลเกิดความอบอุ่นใจและหายประหม่า

ตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ป้าอุบลมีโอกาสถวายการรับใช้นั้น ทำให้รับทราบว่าเจ้านายพระองค์นี้มีพระจริยวัตรที่เรียบง่าย ไม่มีพิธีรีตอง ทุกเช้าที่พระองค์เสด็จมาทรงงาน ป้าอุบลจะต้องถวายเครื่องดื่มในถ้วยที่แสนจะธรรมดา หากยังไม่สอนจะทรงโปรดน้ำเปล่า และถ้าทรงสอนกลับมาแล้วก็จะเป็นน้ำส้มหรือไม่ก็โอเลี้ยง ซึ่งภายหลังป้าอุบลก็จะเปลี่ยนมาถวายน้ำส้มคั้นเพื่อสุขภาพให้พระองค์ ซึ่งก็ทรงโปรด

สำหรับพระอิริยาบถช่วงพักกลางวัน ป้าอุบลเล่าว่า หากวันไหนที่ทรงมีภารกิจต้องทำต่อเนื่อง ก็จะไม่เสด็จเสวยกลางวันข้างนอก แต่จะทรงประทานเงินให้ไปซื้อ ส่วนเมนูทรงโปรดของพระองค์ มี 2 เมนู คือ ราดหน้าเนื้อ และ ส้มตำปูที่รสไม่จัด

?พระองค์ท่านจะเสวยอาหารหมดจานทุกครั้ง ทรงเป็นพระธิดาที่ได้รับการปลูกฝังนิสัยความพอเพียงจากสมเด็จย่ามาอย่างดี จนเราเองก็ได้นำมาเป็นแบบอย่างในเรื่องนี้ด้วย ทรงรู้คุณค่าของอาหาร คุณค่าของของใช้ สังเกตได้จาก ทรงโปรดให้ซื้อของในร้านค้าที่มีลดราคา หรือถ้าไม่ลดก็ต้องมีของแถม?

ความผูกพันในฐานะเจ้านายและผู้รับใช้ใกล้ชิด ยิ่งทำให้ป้าอุบลได้สัมผัสถึงความมีพระเมตตาของพระองค์อีกมากมายในชีวิต เช่นวันขึ้นปีใหม่ของทุกปี จะประทานของขวัญ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเงินจำนวนหนึ่ง สำหรับให้ป้าอุบลใช้เป็นทุนการศึกษาให้ลูกๆ

 
?พระองค์ทรงห่วงใยถึงครอบครัวของป้าด้วย จำได้ว่าปี 2526 ที่บ้านป้าน้ำท่วมจนถึงเอว ทรงมีรับสั่งถามไถ่ด้วยความห่วงใย เพราะน้ำที่บ้านท่วมเป็นเดือนแล้ว แต่น้ำก็ยังไม่ลด หลังจากที่ทูลพระองค์ไป ปรากฏว่าพอตื่นเช้าขึ้นมาน้ำลดลงอย่างเหลือเชื่อ เพราะในหลวงท่านเสด็จไปแถวบ้าน (ธนบุรี-ปากท่อ) ทรงมีพระดำริให้เปิดเขื่อนระบายน้ำ พอมาทำงานพระองค์ก็ทรงถามเราก็ตอบไปว่า พอทูลฝ่าบาท ไป 2 วันน้ำแห้งแล้ว พระองค์ท่านก็ยิ้มๆ ไม่ทรงรับสั่งอะไร?

อีกเรื่องหนึ่งที่ป้าอุบลบอกว่าเป็นเหตุการณ์ตื่นเต้นระทึกใจ คือ เมื่อช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2519 ขณะที่กลุ่มกระทิงแดงกำลังยกพวกบุกเข้ามายึดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นเวลาที่พระองค์กำลังสอนนักศึกษาอยู่ ป้าอุบลต้องรีบไปทูลให้ท่านเสด็จออกจากธรรมศาสตร์โดยเร็วที่สุด

?ตอนที่ป้ามาบอกพระองค์ให้รีบเสด็จออกจากธรรมศาสตร์โดยเร็ว พระองค์ก็ลังเลแล้วบอกว่า...ไปก็ไป...แล้วก็ทรงหันไปบอกนักศึกษาว่าอุบลมาตามฉันแล้ว และให้ทุกคนรีบกลับบ้าน ?

 แม้สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ จะไม่ได้ทรงงานที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาเป็นเวลานานแล้ว แต่ป้าอุบลก็ยังได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย เมื่อคณะศิลปศาสตร์เป็นเจ้าภาพร่วมกับมูลนิธิโรคไต จัดเลี้ยงถวายเนื่องในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ 80 พรรษา

?ครั้งนั้นป้าได้เข้าเฝ้าฯ และทูลถามท่านว่าทรงจำหม่อมฉันได้มั้ยเพคะ พระองค์ท่านรับสั่งว่า จำได้ แต่นึกชื่อไม่ออก ป้าก็บอกว่าชื่อ อุบล เพคะ แล้วท่านทรงรับสั่งตอบกลับมาว่า อุบล ดีใจเหลือเกินที่เธอมา นอกจากนี้ พระองค์ท่านยังแนะนำป้ากับคนอื่นๆ ในที่นั่นว่าป้าเป็นคนสำคัญของฉัน ฉันไปทำงานก็ได้เขามาช่วยดูแลฉัน ?

ในเดือนกันยายนนี้ ป้าอุบลจะครบเกษียณอายุราชการแล้ว เมื่อถามว่า ตลอดการทำงานให้แก่คณะศิลปศาสตร์มา 35 ปีนั้น สิ่งที่ภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตคือ การได้มีโอกาสรับใช้ใกล้ชิดสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์


ธรณินสิ้นแล้ว...สมเด็จแก้วกัลยาฯ


ธรณินรินร่ำไห้ โหยหวน
ฟ้าพร่ำเฝ้ากำสรวล สนั่นฟ้า
โศกสลดคร่ำครวญ ทั่วทั้ง โลกา
สิ้นแลองค์ขวัญหล้า พระพี่ฟ้าชาวชน

สมเด็จ เสด็จสู่สวรรค์แล้ว แดนไกล
พระเจ้าพี่นาง ของไทย จากแล้ว
กัลยา ที่อาลัย ยิ่งล้ำ ปวงเฮย
ณิวัฒนา คือพระแก้ว เพริศแพร้วบารมี

โอ้สิ้นพระพี่เจ้า กัลยา แล้วเฮย
ชนร่ำนองน้ำตา เปี่ยมล้น
ขวัญไทยทรงสง่า ราษฎร์รัก เหลือเฮย
โศกเศร้ายิ่งล้นพ้น ทั่วทั้งแผ่นไทย

คุณาองค์คงแซ่ซ้อง สืบไป กัลปา
น้ำพระทัยจารึกไทย ยิ่งแพร้ว
ขอพระทรงสถิตใน สรวงสวรรค์ นิรันดร์เทอญ
พระพี่นางนิวัตแล้ว สู่เมืองแก้วโพ้นไกล

                  
                                   ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะฯ

                                      ข้าพระพุทธเจ้า ชาวนาวี22



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15 ตุลาคม 2008, 11:36:21 pm โดย d@eng » บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14177


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: 18 กันยายน 2008, 12:51:38 pm »

                      

                          สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ เจ้าฟ้าแห่งการสาธารณสุข

ประธานคณะจัดทำหนังสือเทิดพระเกียรติ กระทรวงสาธารณสุข เผยขณะนี้กระทรวงฯ อยู่ระหว่างจัดทำหนังสือเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ โดยจัดทำเป็นหนังสือรวบรวมพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ พระราชปณิธาน จัดพิมพ์สองรูปแบบ และมีทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย แจกจ่ายแก่ประชาชน

นางกาญจนา กาญจนสินิทธ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานคณะจัดทำหนังสือเทิดพระเกียรติสมเด็จพระพี่นางเธอฯ กล่าวว่า ขณะนี้สธ. อยู่ระหว่างการจัดทำหนังสือเทิดพระเกียรติพระองค์ท่าน โดยจัดทำเป็น 2 รูปแบบ โดยรูปแบบแรกจัดทำเป็นหนังสือรวบรวมพระราชกรณียกิจ และเดินหน้าสืบสานพระปณิธานของพระองค์ ขนาด เอ 5 หนา 40 หน้า พิมพ์สี่สี เนื้อหาอ่านเข้าใจง่าย มีรูปภาพประกอบสวยงาม ส่วนรูปปก ตั้งใจให้เป็นภาพพระสาทิสลักษณ์ของพระองค์ท่าน วาดด้วยสี ชอล์ก จัดพิมพ์จำนวน 100,000 เล่ม แจกจ่ายให้ประชาชนที่มาร่วมงานพระศพที่พระบรมมหาราชวัง

นางกาญจนากล่าวต่อว่า ส่วนรูปแบบที่ 2 จะเป็นหนังสือรวบรวมพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจที่สำคัญเกี่ยวข้องกับงานด้านสาธารณสุขเพื่อแผ่นดินไทย ขนาดใหญ่เกือบเท่า เอ 3 ปกแข็ง จัดพิมพ์จำวน 3,000 เล่ม ทั้งภาษาไทย และอังกฤษ โดยจะแจกจ่ายให้สถานที่ราชการ และสถานทูตไทยในต่างประเทศทุกแห่ง โดยสธ. จะจัดทำหนังสือเทิดพระเกียรติทั้ง 2 รูปแบบให้สวยงามสมพระเกียรติ

ด้าน นพ.สมัย ศิริทองถาวร ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าที่นางเธอ ฯ ทรงมีพระคุณต่อสถาบันอย่างยิ่ง เพราะได้พระราชนาม ?ราชนครินทร์? ให้แก่สถาบันและยังเสียสละพระองค์ เป็นองค์อุปถัมภ์ให้แก่มูลนิธิและสถาบันที่ทำงานด้านเด็กอีกหลายแห่ง ตนเองเคยได้มีโอกาสทำงานสนอง พระองค์มักจะอวยพรให้แพทย์ที่ทำงานถวาย มีสุขภาพดี เพื่อจะได้ทำงานให้แก่ประชาชนต่อไปได้ และตนเองก็อยากทำงานถวายพระองค์ท่าน เพราะรู้สึกภูมิใจ และสำนึกในน้ำพระทัยของพระองค์ที่ทรงเสียสละ มีพระเมตตา ต่อประชาชนทุกคน

?ที่ผ่านมาได้ทำโครงการถวายเป็นพระราชกุศล เช่น การสร้างอาคารเด็กและครอบครัว และกำลังจะทำโครงการอุปกรณ์การแพทย์พระราชทาน ในนามของพระองค์ท่าน โดยจะมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์เช่น รถเข็น วอร์คเกอร์ช่วยเดิน สุขภัณฑ์สำหรับคนพิการ แจกทั่วประเทศโดยตั้งเป้าไว้ 840 ชิ้น เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลด้วย? นพ.สมัย กล่าว

ขณะที่ นพ.ชาตรี บานชื่น อธิบดีกรมการแพทย์ ในฐานะกรรมการที่ปรึกษามูลนิธิชีวิตพัฒนา ซึ่งสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ เป็นองค์อุปถัมภ์ กล่าวว่า ได้มีโอกาสทำงานสนอง ซึ่งตนได้มีโอกาสถวายรายงานสมเด็จพระเจ้าที่นางเธอฯ ในโครงการมูลนิธิชีวิตพัฒนา และตั้งแต่ตนทำงานเป็นแพทย์มา ก็เห็นมาตลอดว่าพระองค์สนพระทัย ในงานด้านการแพทย์ สาธารณสุขอย่างมาก ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ในองค์กร มูลนิธิต่างๆ ด้านการแพทย์ และให้ความสนพระทัยผู้ด้อยโอกาสในสังคม เด็ก ผู้พิการ เห็นได้จากดวงพระเนตร ที่จะมีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำงานเพื่อประชาชน จึงประทับใจในความเมตตาที่พระองค์ได้เสียสละ และเมื่อพระองค์พระประชวร ก็เห็นว่าพระองค์ทรงเข้มแข็ง อดทน และยังทรง ทรงงานอยู่ตลอด และยังมีพระกระแสรับสั่งเป็นห่วงพวกเราที่ปฏิบัติงานในพื้นที่

?ในฐานะที่เป็นผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์ ตั้งใจว่าจะทำงานเพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของพระองค์ต่อไป เพราะในอนาคตปัญหาผู้สูงอายุ จะยิ่งมีมากขึ้น และเชื่อว่าการพัฒนาชีวิตของผู้ด้อยโอกาสเป็นสิ่งที่อยู่ในใจของพระองค์ และอยากให้ข้าราชการ แพทย์ พยาบาล สานต่องาน?นพ.ชาตรี กล่าว

รศ.นพ.อนุชิต ปุญญทลังค์ อาจารย์ประจำภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิดี และแพทย์ประจำหน่วย พอ.สว. กล่าวว่า ได้มีโอกาสทำงานสนองพระราชดำริ ในโครงการ พอ.สว.มากว่า 10 ปี และออกพื้นที่อย่างต่อเนื่อง มีความประทับใจในสมเด็จพระเจ้าที่นางเธอฯ อย่างมาก ทรงไม่ถือพระองค์ และคอยดูแลผู้ป่วยอย่างห่วงใย แม้ว่าเวลาออกพื้นที่ในถิ่นทุรกันดาน อากาศจะร้อนเพียงใด แต่พระองค์ก็คอยดูแลคนไข้ ถามไถ่อาการด้วยพระองค์เอง และวันเปิดตาจะเป็นวันที่พระองค์ รวมถึงแพทย์ พยาบาล มีความสุขอย่างมาก ที่สามารถทำให้คนไข้กลับมามองเห็นได้อีกครั้ง

รศ.นพ.อนุชิต กล่าวต่อว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ยังมีน้ำพระทัยต่อแพทย์ พยาบาล แม้แต่ตนเองเป็นเพียงหมอเด็กๆ คนหนึ่ง พระองค์ก็ตรัสถามว่า หมอเหนื่อยมั๊ย ทำให้ดีใจมาก ที่พระองค์ทรงห่วงใย และพระองค์ยังพระราชทานเหรียญให้แก่แพทย์ พยาบาล ที่ช่วยงาน ด้วยพระหัตถ์พระองค์เอง ทำให้ซาบซึ้งต่อพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง ที่พระองค์ทรงห่วงใย ทั้งที่งานของพระองค์ก็เหนื่อยกว่าหลายเท่า ทำให้เป็นกำลังใจในการทำงานเพื่อประชาชนต่อไป แม้จะเสียใจต่อการจากไปของพระองค์มาก แต่ก็ตั้งใจจะทำงานสนองพระราชดำริต่อไป

อนึ่ง กระทรวงสาธารณสุข ได้ดำเนินโครงการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าที่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาธิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อาทิ โครงการเทิดพระเกียรติ 80 พรรษา กรมหลวงนราธิวาสนครินทร์ โดย รพ.เมตตาประชารักษ์ ได้มอบเครื่องช่วยฟังจำนวน 80 เครื่อง ใน 4 ภูมิภาค ปีงบประมาณ 2541 ได้แก่ จ.นราธิวาส จ.เชียงใหม่ จ.นครราชสีมา และ จ.สระแก้ว

โครงการเปลี่ยนไตถวายเป็นพระราชกุศล 80 และ 84 พรรษา แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดย ร.พ.ราชวิถี โดยสนับสนุนการผ่าตัดเปลี่ยนไต 200 ราย ใน 23 โรงพยาบาลทั่วประเทศ

โครงการเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 84 พรรษา โดยโรงพยาบาลราชวิถี จัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ เพื่อเผยแพร่ความรู้เรื่องโรคกระดูกพรุน และตรวจวัดมวลกระดูก สถาบันทันตกรรม ออกหน่วยบริการตรวจสุขภาพช่องปากและจัดนิทรรศการทางทันตกรรม

ย้อนหลังกลับไปเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมของ 84 ปีที่แล้ว ในแว่นแคว้นแดนไพรัชประเทศ ณ เมืองเอดินบะระ สหราชอาณาจักร มีขัตติราชนารีแห่งสยามประเทศองค์หนึ่ง ประสูติขึ้นท่ามกลางความชื่นชมโสมนัสแห่งสมเด็จพระราชบิดา...สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระราชชนนี...สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี รวมถึงพระประยูรญาติแห่งพระบรมวงศ์ราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ที่ทรงทราบข่าวอันน่ายินดีนี้

หม่อมเจ้าหญิงกัลยาณิวัฒนา มหิดล ทรงเจริญพระชันษาขึ้นท่ามกลางการอบรมเลี้ยงดูอย่างดีเยี่ยมของสมเด็จพระบรมราชชนกและสมเด็จพระราชชนนีในสภาพแวดล้อมที่สงบสบายและเต็มไปด้วยธรรมชาติอันร่มรื่นในประเทศเยอรมันที่สมเด็จพระราชบิดาเสด็จฯ ไปประทับรักษาพระองค์

ต่อมามินานก็ทรงมีพระอนุชาอีกสองพระองค์ ที่ในกาลต่อมา ได้ทรงเถลิงถวัลยราชสมบัติ เป็นพระเจ้าแผ่นดินทั้งสองพระองค์ ดังการณ์ที่ปรากฏเป็นที่ทราบกันดีว่า เมื่อในวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ.2477 สภาผู้แทนราษฎรได้อัญเชิญพระวงวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดลขึ้นครองราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับ 8 แห่งราชวงศ์จักรี ทำให้พระองค์เลื่อนพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา...

และแม้ว่าขนบประเพณีแห่งสยามประเทศในขณะนั้น จะแยก "ฝ่ายใน" ขาดออกจากพระราชอำนาจด้านการปกครอง สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ก็มิได้ทรงอยู่เฉย ซ้ำกลับทรงงานหนักอยู่ตลอดเวลา และตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ อยู่เบื้องพระปฤษฎางค์ของสมเด็จพระอนุชาธิราชทั้งสองพระองค์ เพื่อยังประโยชน์สุขอันมหาศาลแก่ปวงชนชาวไทย

พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอนั้นนับเป็นอเนกอนันต์ เพราะแม้ว่าจะทรงศึกษาในระดับปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาเคมี มหาวิทยาลัยโลซาน แต่ด้วยเพราะทรงงานทั้งศาสตร์และศิลป์หลากหลายแขนง ทำให้ทรงพระปรีชาในหลายด้าน ทั้งพระราชกรณียกิจด้านอักษรศาสตร์ ที่ทรงเชี่ยวชาญ ด้านการประพันธ์ที่ทรงมีพระราชนิพนธ์อันทรงคุณค่ามากมาย

และโดยเฉพาะในด้านการสาธารณสุข ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้สมกับสายพระโลหิตทั้งจากฝั่งสมเด็จพระราชบิดาที่ทรงเป็นแพทย์และพระราชชนนีที่ทรงศึกษาและทรงอุทิศพระวรกายด้านการพยาบาลและด้านการสาธารณสุขอย่างต่อเนื่องและยาวนาน

มูลนิธิ พอ.สว. ?พระราชมรดกแห่งพระปณิธาน?

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 ขณะที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่ ได้ทรงทราบด้วยพระเนตรพระกรรณถึงความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นขัดสนในเรื่องอาหารการกิน ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรคเมื่อยามเจ็บไข้ของตำรวจตระเวนชายแดนและราษฎรทั่วไปที่อยู่ในท้องถิ่นทุรกันดารเรื่อยมา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้จัดตั้ง ?หน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี? ใช้ชื่อย่อว่า ?พอ.สว.? ขึ้นเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2512 โดยเชิญชวนนายแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร และพยาบาลเข้ามาเป็นอาสาสมัคร ในเบื้องต้น ประกอบด้วยแพทย์และพยาบาล อาสาสมัครจากโรงพยาบาลแมคคอมิค และโรงพยาบาลนครเชียงใหม่ เป็นหน่วยแพทย์อาสาเคลื่อนที่ในพระองค์เดินทางไปทำการรักษาพยาบาลผู้เจ็บป่วยในหมู่บ้านที่ห่างไกลทุรกันดาร

ต่อมาได้พัฒนาและเจริญก้าวหน้ามาตามลำดับจนมี พอ.สว. ประจำจังหวัดรวม 51 จังหวัดทั่วประเทศ และเพิ่มภารกิจมากขึ้น จากการเป็นหน่วยแพทย์อาสาเคลื่อนที่ก็มี ?แพทย์ทางอากาศ? หรือ ?แพทย์ทางวิทยุ? ช่วยรักษาทางวิทยุ ช่วยนำผู้ป่วยบางประเภทมารักษายังโรงพยาบาลจังหวัดหรือในกรุงเทพ ฯ พร้อมทั้งออกค่ารักษาพยาบาลให้ด้วย เป็นต้น และในปี พ.ศ.2517 ได้พระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้จดทะเบียนเป็น ?มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี? (มูลนิธิ พอ.สว.) เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2517 โดยทรงเป็นองค์ประธานกิตติมศักดิ์ด้วย

สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้โดยเสด็จฯ สมเด็จพระบรมราชชนนีในกิจการของ พอ.สว. มาตลอด ตั้งแต่ครั้งยังเป็นหน่วยแพทย์ พอ.สว.จนกระทั่งเป็นมูลนิธิ พอ.สว. จะปรากฏเห็นกันโดยทั่วไปว่าทั้งสองพระองค์เสด็จฯ เยี่ยมราษฎร ทรงนำหน่วยแพทย์ พอ.สว.ไปทำการตรวจรักษาผู้ป่วย ณ หมู่บ้านต่างๆ ซึ่งเป็นถิ่นทุรกันดาร และในบางรายได้ทรงรับผู้ป่วยไว้ในพระราชานุเคราะห์ส่งต่อไปรักษา ณ โรงพยาบาลในส่วนจังหวัดหรือกรุงเทพฯ ส่วนมาก จะเห็นว่าเสด็จฯ โดยเฮลิคอปเตอร์ เพราะเป็นถิ่นทุรกันดาร บางแห่งไม่มีทางรถยนต์ มีแต่ทางเท้า แต่ก็มีประชาชนมาเฝ้าฯ รับเสด็จฯ และมาขอรับการตรวจอย่างเนืองแน่น ทำให้สุขภาพอนามัยของประชาชนในถิ่นทุรกันดารดีขึ้นตามลำดับ จำนวนผู้มาเฝ้าฯ กลับเพิ่มทวีขึ้น เพราะพวกเขาเจริญขึ้นทั้งทางสุขภาพอนามัยและความเป็นอยู่มากขึ้น แต่มารับการตรวจรักษาน้อยลง

จวบจนเมื่อสมเด็จพระบรมราชชนนีเสด็จสวรรคต สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จึงทรงเป็นองค์ประธานกิตติมศักดิ์ กล่าวได้ว่า สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงรับเป็นประธานกิตติมศักดิ์ของมูลนิธิ พอ.สว. ไม่ใช่เป็นเพียง ?พระราชมรดก? แต่ทรงเห็นแก่สุขภาพอนามัย ความเป็นอยู่ ตลอดจนการศึกษาและการพัฒนา ?คน? ของประชาชนคนไทย ซึ่งอยู่ในถิ่นทุรกันดาร เขตแดนที่มีความเจริญน้อยกว่าเป็นสำคัญ ด้วยพระเมตตาจะให้พวกเขาเหล่านั้นมีชีวิต มีวิญญาณสมกับเป็น ?คน? มีคุณภาพชีวิต มีครอบครัว มีสังคมที่มีความสุข เป็นน้ำพระหฤทัยที่เปี่ยมไปด้วยพระเมตตาและพระกรุณาธิคุณอย่างใหญ่หลวง โดยมิได้คิดถึงพระองค์เองเลยสักนิดว่าจะต้องทรงงาน ต้องทรงตรากตรำพระวรกายมากเพียงใด เพียงเพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นมีความสุขสมบูรณ์เท่านั้น

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ ทรงดำรงพระองค์เป็นสมเด็จพระราชธิดาผู้สืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระราชบิดาและสมเด็จพระราชมารดาได้อย่างครบถ้วน สมบูรณ์ อย่างวิเศษที่สุดแล้ว โดยส่วนเสี้ยวแห่งการปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการสาธารณสุข ได้ถูกบอกเล่าผ่านความทรงจำอันตรึงแน่นในหัวใจของหนึ่งในผู้ที่เคยถวายงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทด้านการแพทย์ ?พอ.สว.? แพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ถือกำเนิดจากน้ำพระราชหฤทัยอันมหาศาลแห่งสมเด็จย่าแม่ฟ้าหลวง ที่ถูกสืบต่ออย่างเข้มแข็งด้วยสองพระหัตถ์แห่งสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ

เมื่อต้นเดือนตุลาคม ก่อนที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ จะทรงเสด็จสู่สวรรคาลัยมินาน นายแพทย์ยุทธ โพธารามิก รองเลขาธิการมูลนิธิ พอ.สว. เคยเล่าถึงพระราชจริยวัตรยามที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการแพทย์พอ.สว.แห่งสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเอาไว้ว่า พระพี่นางฯ ทรงงานหนักมาก โดยในครั้งที่สุขภาพยังดีอยู่จะเสด็จเยี่ยมประชาชนและแพทย์อาสาในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารเดือนละครั้งเป็นอย่างน้อย อีกทั้งไม่โปรดเสด็จเข้าตัวเมืองและประทับในโรงแรม แต่โปรดจะลงพื้นที่จริงในท้องถิ่นทุรกันดารเสียมากกว่า เวลาพระองค์ท่านรับสั่งทรงมีน้ำเสียงคล้ายสมเด็จย่า ตนฟังเวลาพระองค์ท่านรับสั่งยังเคยคิดเลยว่า เสียง (พระสุรเสียง) เหมือนกับสมเด็จย่าซึ่งทุกๆ ครั้งที่ได้มีโอกาสถวายรายงานและรับพระราชกระแสใส่เกล้าใส่กระหม่อมพระองค์มักจะมีรับสั่งเสมอว่า ขอให้แพทย์อาสาทุกคนยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง คำนึงถึงคุณภาพชีวิตและสุขภาพของประชาชนเป็นหลัก

?ท่านเสด็จมา นอกจากเยี่ยมประชาชนแล้ว ท่านยังเป็นกำลังใจให้แพทย์อาสาที่มีอยู่เป็นหมื่นเป็นแสนคนทั่วประเทศ เพราะแพทย์อาสาเป็นคณะแพทย์ที่ทำงานไม่มีเงินเดือน ทุกครั้งที่เสด็จมาจะมีของที่ระลึกส่วนพระองค์ เป็นเหรียญ โล่ หรือตราที่สมเด็จย่าเคยทำเอาไว้เป็นของที่ระลึกให้แก่แพทย์อาสาทุกคนเสมอ?

รองเลขาธิการมูลนิธิ พอ.สว. ได้ให้สัมภาษณ์อีกครั้งภายหลังว่า แม้สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ผู้ทรงเป็นประธานกิตติมศักดิ์ของมูลนิธิ พอ.สว.จะเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว แต่การดำเนินงานของ พอ.สว.ก็ยังคงดำเนินต่อไปตามปกติ เนื่องจากได้มีการวางแผนการดำเนินงานล่วงหน้าไว้ถึง 1 ปี มีทีมงานแพทย์อาสาที่มีความพร้อม ไม่ว่าจะเป็น หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ แพทย์เฉพาะทาง ทันตสาธารณสุข ในส่วนของงบประมาณก็มีเงินที่รับบริจาคอยู่ถึง 600 กว่าล้านบาท นอกจากนั้นในยังได้รับงบประมาณรายปีจากรัฐบาลอีก 36 ล้านบาทต่อปี

สำหรับความพระทับใจที่มีต่อสมเด็จพระพี่นางเธอฯ นั้น นพ.ยุทธ กล่าวว่า รู้สึกประทับใจในความตรงต่อเวลาของพระองค์ท่าน อย่างบางครั้งขบวนเสด็จจะไปถึงที่หมายเร็วกว่ากำหนด พระองค์ก็จะรับสั่งให้ชะลอรถ เพราะทรงเกรงว่าหากไปถึงก่อนเวลาเจ้าหน้าซึ่งจัดเตรียมงานและถวายการต้อนรับจะเดือดร้อนวุ่นวาย และขบวนเสด็จของพระองค์ก็เป็นขบวนที่เล็กมาก ไม่มีพิธีรีตอง พระองค์ท่านกลัวประชาชนจะเดือดร้อนเพราะรถติด ทรงเป็นห่วงประชาชนในทุกๆ เรื่อง

แม้ในพื้นที่ซึ่งมีปัญหาความขัดแย้งรุนแรงในเขต 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พระองค์ท่านก็ยังทรงเสด็จไปโดยไม่หวั่นภยันตราย ในปี 2548 พระองค์ท่านได้เสด็จไปเยือน จ.ยะลา และทรงตั้งพระทัยจะเสด็จไปให้กำลังใจเหล่า พอ.สว.ซึ่งออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ที่ ต.ยะรม อ.เบตง แต่เนื่องจากอากาศปิดทำให้ไม่สามารถเสด็จพระราชดำเนินได้ จึงได้ทรงแจ้งให้ทีมแพทย์อาสามาเข้าเฝ้าและร้องเพลงถวายพระองค์ท่านที่เขื่อนบางลาง อ.บันนังสตา แทน

ในส่วนการทำงานของทีมแพทย์ พอ.สว.นั้น สมเด็จพระพี่นางก็จะทรงไต่ถามทุกข์สุขและปัญหาต่างๆโดยตลอด อีกทั้งยังทรงติดตามความคืบหน้าในการทำงานด้วย พระองค์มักตรัสถามว่าตอนนี้บ้านเมืองเจริญขึ้น การคมนาคมก็สะดวกขึ้น ประชาชนในพื้นที่ต่างๆเขายังต้องการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่อยู่ไหม พวกเราก็ทูลว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ยังต้องการอยู่ ที่ผ่านมาเวลาพระองค์เสด็จลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมประชาชนก็จะทรงเสด็จมาให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ พอ.สว.ด้วยทุกครั้ง ท่านมักทรงอวยพรให้มีสุขภาพแข็งแรง

เสื้อสีเทา-กระเป๋าสีเขียว

แต่เดิมนั้นหน่วยแพทย์อาสาจะออกปฏิบัติการเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ และไปเช้าเย็นกลับในวันเดียวกัน โดยใช้เฮลิคอปเตอร์เป็นยานพาหนะหลัก ในแต่ละหน่วยประกอบด้วย แพทย์ 2 คน ทันตแพทย์ 1 คน เภสัชกรหรือพยาบาลที่มีความรู้เรื่องยา 1 คน พยาบาล 3 คน และอาสาสมัครสมทบ 1 คน ทั้งหมดนี้ อาสาทำงานโดยไม่มีรายได้ตอบแทน มีภูมิลำเนาหรือรับราชการอยู่ในจังหวัดนั้นๆ

อาสาสมัคร พอ.สว. ทุกคนจะสวมเสื้อสีเทา กระเป๋าเสื้อสีเขียว มีเครื่องหมายของหน่วยอาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ประชาชนจะเรียกขานอาสาสมัครเหล่านี้ว่า หมอกระเป๋าเขียว แม้แต่ผู้ที่มีอุดมการณ์ต่างกันในบางพื้นที่ ยังยกเว้นการทำร้าย "หมอกระเป๋าเขียว"

นายแพทย์คิมหันต์ ยงรัตนกิจ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ และดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการมูลนิธิ พอ.สว. จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นจังหวัดแพทย์อาสาลำดับที่ 29 เป็นอีกผู้หนึ่งที่เคยถวายงานรับใช้สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ในฐานะทีมแพทย์อาสาสมัคร พอ.สว. โดยเข้าร่วมเป็นสมาชิกตั้งแต่ปี 2527 กับหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ของ พอ.สว. ในพื้นที่ของภาคอีสาน ทั้งที่จังหวัดบุรีรัมย์, ยโสธร, สุรินทร์ และนครราชสีมา นพ.คิมหันต์เล่าว่า ในอดีตนั้นหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว. ถือกำเนิดขึ้นมาในช่วงที่การเดินทางคมนาคมมีความยากลำบาก ประชาชนในท้องถิ่นทุรกันดารไม่สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้เช่นทุกวันนี้ ฉะนั้น ช่วงระยะเวลา 20 ปีก่อน หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว. จึงนับว่ามีความสำคัญมาก

นพ.คิมหันต์ อธิบายต่อว่าสภาพพื้นที่ในภาคอีสานนั้น ปัญหาทางด้านสุขภาพที่พบส่วนใหญ่มักจะเป็นโรคที่เกี่ยวกับทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ การออกตรวจรักษาโรคในพื้นที่ของหน่วยแพทย์ พอ.สว. เดือนละ 2 ครั้ง โดยไม่ซ้ำพื้นที่กันในแต่ละปีจึงไม่สามารถติดตามผลการรักษาได้ ในช่วงหลังจึงปรับเปลี่ยนมาเป็นเดือนละ 2 ครั้ง แต่ออกหน่วยซ้ำพื้นที่เดิม ปีละ 12 จุดตรวจแทน ซึ่งการเสด็จออกพื้นที่แต่ละครั้งของสมเด็จย่า เมื่อครั้งยังทรงพระชนม์ชีพอยู่นั้น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ จะทรงติดตามเสด็จด้วยเสมอแทบทุกครั้ง โดยแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ หนึ่ง ทรงออกเยี่ยมหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ตามจุดตรวจในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกล และการออกเยี่ยมสมาชิก พอ.สว. เพื่อพระราชทานของที่ระลึก รวมทั้งโล่แก่สมาชิกที่ออกทำงานในพื้นที่ครบ 30 ครั้งสำหรับแพทย์, 60 ครั้งสำหรับพยาบาล เป็นต้น

เมื่อสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงเข้ามารับช่วงเป็นประธานดำเนินงานมูลนิธิ พอ.สว. ต่อจากสมเด็จพระศรีนครินทราฯ นั้น พระองค์ก็ได้ทรงยึดแนวทางปฏิบัติของพระราชชนนีเป็นแบบอย่าง ทรงออกเยี่ยมเยียนคณะทำงาน พอ.สว. อย่างสม่ำเสมอ ในพื้นที่ที่มีหน่วยงานของพอ.สว.ทั้ง 51 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อทรงให้กำลังใจแก่อาสาสมัครสมาชิก ทรงติดตามดูผลการรักษาประชาชน รวมทั้งทรงดูแลผู้ป่วยในพระอุปถัมภ์ ซึ่ง นพ.คิมหันต์อธิบายว่า สมัยก่อนนั้นยังมิได้มีการรักษาพยาบาลฟรีทั้งหมด เช่น ผู้ป่วยที่ถูกส่งไปรักษาตัวต่อในกรุงเทพฯ นั้น นอกจากค่ารักษาพยาบาลแล้ว ยังมีค่าที่พัก ค่าเดินทาง และค่าอาหารอีก ภารกิจของ พอ.สว. คือให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลส่วนที่เกินมานี้ด้วย นอกเหนือจากการรักษาพยาบาลตามปกติ

ทว่า ในช่วงหลังภารกิจของหน่วยแพทย์ พอ.สว. ได้เปลี่ยนจากการรักษาพยาบาลมาเน้นการให้บริการทางด้านทันตกรรมแทน เนื่องจากการคมนาคมที่ทันสมัย กอปรกับบริการด้านสาธารณสุขได้เข้าถึงในเกือบทุกพื้นที่แล้ว หน่วยแพทย์ พอ.สว. จึงต้องปรับบทบาทการทำงานให้เข้ากับสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป

?เมื่อตอนสมเด็จย่าทรงเสด็จสวรรคต ก็มีแบบสอบถามพวกเรามาว่าอยากให้มูลนิธิ พอ.สว. ดำเนินการต่อไปไหม ซึ่งพวกเราทุกคนก็มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าอยากจะให้มีอยู่ต่อไป เพราะถึงแม้เรื่องสุขภาพโดยรวมจะมีบริการทางการแพทย์เข้าถึงแล้ว ด้วยการคมนาคมที่สะดวกมากขึ้น แต่บางโรคโดยเฉพาะสุขภาพอนามัยทางช่องปากก็ยังเป็นปัญหาอยู่ พวกเราสมาชิก พอ.สว.ก็ตั้งใจจะยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป เพื่อสืบสานปณิธานที่พระองค์ท่านได้ทรงพระราชทานไว้ให้ และเพื่อเป็นการรำลึกถึงทั้งสองพระองค์ ?

นพ.คิมหันต์กล่าวว่า แม้ยามที่ทรงพระประชวร สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ก็ยังทรงเป็นห่วงคณะทำงาน พอ.สว. ?ขณะที่พระองค์ท่านประชวรท่านก็ยังไม่ทอดทิ้งพวกเรา ทรงให้ผู้แทนพระองค์คือ ม.ล.อัศนี ปราโมช องคมนตรี ลงพื้นที่เยี่ยมอาสาสมัคร พอ.สว. ดังเช่นที่พระองค์เคยเสด็จเยี่ยมเป็นประจำทุกปี?

นพ.คิมหันต์กล่าวต่อว่า ตนเองมีโอกาสเข้าเฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ครั้งสุดท้าย เมื่อปี 2547 ที่กิ่งอำเภอเทพารักษ์ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งในครั้งนั้นพระองค์ยังทรงแข็งแรง สดชื่น ทรงพูดคุยยิ้มแย้มอย่างเป็นกันเอง รวมทั้งรับฟังเพลงที่เหล่าอาสาสมัคร พอ.สว. ร่วมร้องถวาย หลังจากนั้น ยังพระราชทานโอกาสให้สมาชิก พอ.สว. ทุกคนร่วมถ่ายภาพกับพระองค์อีกด้วย

?จริงๆ แล้วถึงไม่มีพระองค์ท่าน พวกเราก็ยังคงทำงานกันอยู่ แต่พระองค์ท่านเป็นผู้รวมพลัง ทำให้เหล่าแพทย์ พยาบาล และอาสาสมัครทุกคนมีกำลังใจร่วมกันทำงานจนสำเร็จลุล่วง พวกเรารู้สึกเสียใจกับการจากไปของสมเด็จพระพี่นางฯ ก็หวังว่าจะมีพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์อื่นเสด็จลงมาทรงเป็นประธานดำเนินงานมูลนิธิฯ ต่อไป เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่อาสาสมัครมูลนิธิ พอ.สว. เช่นที่สมเด็จย่าและสมเด็จพระพี่นางฯ ท่านได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจตามพระปณิธานสืบมา?

                  กัลยาณิวัฒนา...ลาลับแล้ว
โอ้ดวงแก้วคืนสู่ห้วงสรวงสวรรค์
เหล่าประชาเทวษล้นพ้นรำพัน
สุดโศกศัลย์เสด็จไกลครรไลลา

ขอทวยเทพทุกสถานพิมานสรวง
โปรดรับดวงพระวิญญาณผ่านแดนฟ้า
สถิตย์ในไอศวรรย์ชั้นเทวา
สถิตย์ในใจประชานิรันดร


                                       ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะฯ

                                              ข้าพระพุทธเจ้า ชาวนาวี22
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19 กันยายน 2008, 12:47:10 am โดย d@eng » บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14177


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: 18 กันยายน 2008, 01:00:39 pm »

?คุณหญิงไขศรี? เร่งประเมินความพร้อมของเวชยันตราชรถสำหรับเคลื่อนพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ภายในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพ เตรียมเสนอข้อมูลให้รัฐบาลนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายในหลวง ด้านความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมการจัดสร้างพระเมรุนั้น ได้มีการประชุมคณะกรรมการกรมศิลปากร โดยมีมติแต่งตั้งคณะทำงานของกรมศิลปากรในการจัดสร้างพระเมรุ

วันนี้ (4 ม.ค.) เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา เวลาประมาณ 15.30 น.ผู้สื่อข่าวรายงานจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ว่าคุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ รมว.วัฒนธรรม กล่าวภายหลังเดินทางตรวจเยี่ยมการสำรวจและเตรียมความพร้อมในการนำเวชยันตราชรถที่จะใช้สำหรับเคลื่อนพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ภายในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพ ว่า วันนี้ตนและอธิบดีกรมศิลปากร และผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบและประเมินความพร้อมในการจัดเก็บดูแลรักษาพระมหาพิชัยราชรถ เวชยันตราชรถ ราชรถน้อย และยานมาศ 3 คานหาม ซึ่งเป็นพาหนะสำหรับใช้เคลื่อนพระบรมศพของพระมหากษัตริย์ หรือพระศพพระบรมวงศานุวงศ์ไปยังพระเมรุมาศ หรือพระเมรุบริเวณท้องสนามหลวง ซึ่งเป็นพระราชประเพณีที่ถือปฏิบัติมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 จนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ ตนได้หารือกับผู้เชี่ยวชาญของกรมศิลปากร ว่า จะต้องซ่อมแซมอะไรบ้าง รวมถึงการทำความสะอาด โดยตนจะนำสรุปข้อมูลต่างๆ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการอำนวยการงานพระราชพิธีพระศพของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ในส่วนของรัฐบาลที่มี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งจะมีการประชุมในสัปดาห์หน้า ดังนั้น กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) จะต้องประเมินความพร้อมในส่วนงานที่รับผิดชอบเพื่อให้รัฐบาลนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อมีพระบรมราชวินิจฉัยต่อไป
?ขณะนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ วธ.ต้องเตรียมความพร้อมทำการบ้านล่วงหน้าเกี่ยวกับเรื่องการสรุปข้อมูลต่างๆ นำเสนอรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดสร้างพระเมรุ และความพร้อมของเวชยัตราชรถที่จะใช้ในการเคลื่อนพระศพไปยังพระเมรุต่อไป เนื่องจากมีเวลาน้อยต้องศึกษาและรวบรวมข้อมูลให้รอบด้าน ทั้งนี้ ดิฉันจะรายงานความคืบหน้าในที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการฯ ที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อรัฐบาลหารือจนได้ข้อสรุปแล้วเชื่อว่าจะทำหนังสือทูลเกล้าฯ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งต้องรอว่าพระองค์จะโปรดเกล้าฯให้ดำเนินการอย่างไร วธ.ก็พร้อมรับสนองงาน? รมว.วัฒนธรรม กล่าว

ด้าน นายเกรียงไกร สัมปัชชลิต อธิบดีกรมศิลปากร ในฐานะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ กล่าวว่า ขณะนี้กรมศิลปากรได้ดำเนินการตรวจสอบราชรถ ที่ใช้ในการประกอบพระราชพิธีพระศพ ประกอบด้วย พระมหาพิชัยราชรถ พระเวชยันตราชรถ และราชรถน้อย โดยจะประสานทางทหารให้มาช่วยตรวจสภาพของ ล้อ เพลา กลไกของราชรถ ว่า มีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน ส่วนในเรื่องของศิลาภรณ์นั้น ทางกรมศิลปากรจะมอบหมายให้ สำนักช่างสิบหมู่ เป็นผู้ประเมินตรวจดูสภาพทั้งหมด ส่วนจะมีการใช้ราชรถองค์ไหนนั้น ก็สุดแล้วแต่จะโปรดเกล้าฯ

นายเกรียงไกร กล่าวต่อไปว่า สำหรับความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมการจัดสร้างพระเมรุนั้น ได้มีการประชุมคณะกรรมการกรมศิลปากร โดยมีมติแต่งตั้งคณะทำงานของกรมศิลปากรในการจัดสร้างพระเมรุ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ แล้ว ประกอบด้วย นาวาอากาศเอกอาวุธ เงินชูกลิ่น เป็นประธานคณะทำงาน และมีอดีตอธิบดีกรมศิลปากร รวมถึงผู้เชี่ยวชาญทางด้านการจัดสร้างพระเมรุร่วมเป็นคณะทำงาน ได้แก่ นายสุวิชญ์ รัศมิภูติ นายเดโช สวนานนท์ นายทวีศักดิ์ เสนาณรงค์ นายสิริชัยชาญ ฟักจำรูญ นายอารักษ์ สังหิตกุล และทีมงานจากสำนักช่างสิบหมู่ สำนักสถาปัตยกรรม ซึ่งคณะทำงานชุดดังกล่าวจะเป็นผู้ดูแลการออกแบบ รูปแบบสถาปัตยกรรมของพระเมรุ เมื่อมีการโปรดเกล้าฯให้ดำเนินการจัดสร้าง

?อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กรมศิลปากรได้เตรียมความพร้อมของข้อมูลแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพระเมรุ ราชรถ การจัดทำบันทึกจดหมาย ที่ถูกต้องตามโบราณราชประเพณี เพื่อเตรียมนำเสนอข้อมูลต่อ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ต่อไป? อธิบดีกรมศิลปากร กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานถึงประวัติและความหมายของ ?พระมหาพิชัยราชรถและเวชยันตราชรถ? ว่า ราชรถ เป็นคำภาษาบาลี มาจากคำว่า ราช + รถ หมายถึง ทางรถหรือทางเดินของพระราชาหรือพระเจ้าแผ่นดิน โดยทั่วไปคนส่วนใหญ่เข้าใจว่าราชรถ คือ รถศึกของพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งตรงกับความหมายของคำว่า ราชรถในวรรคดี แต่ราชรถ ในที่นี้จัดเป็นเครื่องประดับราชอิสริยยศของพระมหากษัตริย์ประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญ เป็นเครื่องราชูปโภคที่แสดงออกถึงฐานะและบทบาทอันเป็นสมมติเทพ หรือเทวราชาของพระเจ้าแผ่นดิน ตามคติศาสนาพราหมณ์ที่เชื่อกันว่าพระมหากษัตริย์จะได้รับการยกย่องให้มีฐานะเปรียบเสมือนเทพเจ้า ที่สถิตอยู่บนสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ เป็นที่สถิตของเหล่าเทพยดา ดังนั้น ราชรถจึงมีลักษณะสูงใหญ่ เปรียบเป็นเข้าพระสุเมรุ มีพระวิมาณ คือ บุษบก ตั้งอยู่ตรงกลางเป็นส่วนสำคัญที่สุดทำให้เกิดความสง่างาม ปัจจุบันมีราชรถ 7 หลังเก็บรักษาและจัดแสดงไว้ในโรงราชรถ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร สำหรับ พระมหาพิชัยราชรถ มีความสูง 1,120 ซม. ยาว 1,530 ซม.สร้างในรัชกาลที่ 1 ประมาณ พ.ศ.2338 ใช้สำหรับทรงพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น เคยใช้ทรงพระโกศพระบรมอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก เพื่อเชิญออกถวายพระเพลิง ณ พระเมรุมาศท้องสนามหลวง พ.ศ.2339 เคยใช้ทรงพระบรมศพรัชกาลที่ 1 รัชกาลที่ 3 รัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ร่วมกับกรมสรรพาวุธทหารบก ดำเนินการซ่อมบูรณะพระมหาพิชัยราชรถ เพื่อใช้ในการถวายพระเพลิง พระบรมศพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2539 ณ พระเมรุมาศท้องสนามหลวง

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า ส่วนเวชยันตราชรถ มีความสูง 1,170 ซม.ยาว 1,750 ซม.สร้างในรัชกาลที่ 1 ราว พ.ศ.2342 สำหรับทรงพระศพพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งทรงศักดิ์สูง ในรัชกาลที่ 1 ได้ใช้ทรงพระโกศสมเด็จพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์คู่พระโกศสมเด็จพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากรมพระเทพสุดาวดี ซึ่งทรงพระมหาพิชัยราชรถ ออกพระเมรุท้องสนามหลวงคราวเดียวกัน เมื่อ พ.ศ.2342 กรมศิลปากรได้ซ่อมแซมให้งดงามและใช้ในการอัญเชิญพระบรมศพของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 เมื่อ พ.ศ.2528 เมื่อซ่อมเสร็จแล้วประมาณว่า มีน้ำหนัก 40 ตัน ต้องใช้กำลังคนในการลากจูงและดึงถึง 206 คน แบ่งเป็นข้างหน้า 160 คน และข้างหลัง 46 คน และในครั้งนั้นได้ออกหมายเรียกว่า พระมหาพิชัยราชรถตามโบราณราชประเพณี นอกจากนี้ ในส่วนของราชรถน้อย มีทั้งหมด 3 หลัง สร้างในรัชกาลที่ 1 ใช้เป็นรถสมเด็จพระสังฆราชชักโยงพระศพ และเป็นรถพระที่นั่งของพระบรมวงศานุวงศ์ประทับโปรยข้าวตอกดอกไม้ จะเป็นรูปแบบเดียวกับพระมหาพิชัยราชรถ และเวชยันตราชรถ แต่ต่างกันที่ขนาดเล็กลงมา และเศียรนาคจะเป็นเศียรเดียวเท่านั้น

พระเทพฯโปรดใช้ไม้จันทน์ล้มทำพระโกศ ไม่โปรดให้โค่นไม้ใหม่

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ไม่โปรดให้โค่นไม้จันทน์ทำพระโกศ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ แต่ให้นำไม้จันทน์ล้มขอนมาทำ ?น.อ.อาวุธ? เผยขณะนี้กรมป่าไม้ได้นำไม้จันทน์จากประจวบฯ ทูลเกล้าฯ ถวายแล้ว


นาวาอากาศเอกอาวุธ เงินชูกลิ่น อดีตอธิบดีกรมศิลปากร และศิลปินแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะทำงานออกแบบร่างพระเมรุ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ กล่าวถึงกรณีการเลือกไม้จันทน์เพื่อนำมาทำพระโกศ ว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โปรดให้เลือกไม้จันทน์ที่ล้มขอน คือ ไม้ที่ตายแล้ว แทนที่จะไปโค่นต้นไม้เพื่อนำมาทำพระโกศ

?สำหรับพระโกศไม้จันทน์นั้น ทราบว่า ทางกรมป่าไม้ได้นำไม้จันทน์ที่ล้มขอน คือ ไม้ที่ตายแล้วจาก อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ มาทูลเกล้าฯ ถวายแล้ว เนื่องจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระดำริว่า หากเป็นไปได้ พระองค์จะโปรดให้ใช้ไม้ที่ล้มแล้วไม่จำเป็นต้องโค่นไม้ต้น?
 
พระโกศไม้จันทน์ที่ใช้ในพระราชพิธีพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ออกแบบโดยน.อ.อาวุธ เงินชูกลิ่น
 
นอ.อาวุธ กล่าวต่อว่า จากนั้นทางสำนักช่างสิบหมู่จะนำมาฉลุลวดลายแกะสลักเป็นพระโกศ ซึ่งการดำเนินทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างพระเมรุ การบูรณะราชรถ และการสร้างพระโกศ จะใช้เวลาดำเนินการ 5-6 เดือน เพราะทั้งหมดเป็นงานประณีตศิลป์ที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญและอาศัยระยะเวลาในการทำพอสมควร

ที่สำคัญ การทำงานนี้เป็นการถวายพระเกียรติ เป็นงานประณีตศิลป์ที่มีเพียงชิ้นเดียวเท่านั้นต้องสร้างด้วยกระบวนการที่ละเอียดรอบคอบ เน้นความงดงาม หลังจากนี้ คณะทำงานกรมศิลปากรจะประชุมเพื่อประเมินงบประมาณที่ต้องใช้ในการบูรณะพระมหาพิชัยราชรถ ราชรถน้อย และพระยานมาศสามลำคาน ต่อไป

พระมหาพิชัยราชรถ
 
 
?อาวุธ เงินชูกลิ่น? นำคณะผู้เชี่ยวชาญกรมศิลปากรตรวจสภาพ ?พระมหาพิชัยราชรถ? เตรียมบูรณะซ่อมแซม เพื่อนำใช้ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ ?สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ สำนักช่างสิบหมู่เตรียมอัตรากำลังพร้อมเริ่มดำเนินการได้ทันที ขณะที่กรมสรรพวุธทหารบกดูแลเรื่องล้อ เพลาและการเคลื่อนราชรถ

วันนี้ (9 ม.ค.) นาวาอากาศเอกอาวุธ เงินชูกลิ่น อดีตอธิบดีกรมศิลปากร และศิลปินแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะทำงานออกแบบร่างพระเมรุ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พร้อมด้วย นายเกรียงไกร สัมปัชชลิต อธิบดีกรมศิลปากร และคณะผู้บริหารผู้เชี่ยวชาญกรมศิลปากร เดินทางมาสำรวจความพร้อมของ พระมหาพิชัยราชรถ เวชยันตราชรถ ราชรถน้อย และพระยานมาศสามลำคาน ที่เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร รวมทั้งหารือเกี่ยวกับการซ่อมแซม เตรียมความพร้อมในส่วนต่างๆ

นาวาอากาศเอกอาวุธ กล่าวว่า การสำรวจครั้งนี้เป็นการเตรียมความพร้อมทั้งหมด ซึ่งคณะทำงานหารือแล้วสรุปว่าจะต้องปรับปรุงและซ่อมแซม ?พระมหาพิชัยราชรถ? โดยสภาพส่วนใหญ่ยังอยู่ในสภาพดี แต่ขอให้กรมสรรพาวุธทหารบกเข้ามาดูแลการซ่อมในส่วนของล้อและเพลาที่จะใช้ชักรากพระมหาพิชัยราชรถไปสู่การเคลื่อนขบวนพระศพ ส่วนเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรดูแลด้านลวดลายเครื่องประณีตศิลป์ต่างๆ และอุปกรณ์ที่ต้องทำใหม่ ได้แก่ ฉัตร ผ้าม่าน และธง เป็นต้น ส่วนกลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์จะเข้ามาดำเนินการในส่วนของการล้างคราบต่างๆ ที่จับบนทองคำในองค์ราชรถ รวมถึงเครื่องอุบะที่ทำด้วยเงิน ส่วนราชรถน้อย ขณะนี้เหลืออยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เพียง 3 องค์ จากเดิมที่สร้างตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทั้งหมด 7 องค์ ได้มีการซ่อมแซมแล้ว 2 องค์ เพราะฉะนั้นในครั้งนี้ก็จะซ่อมแซมราชรถน้อยที่เหลือให้มีสภาพดีพร้อมใช้งานด้วย


พระมหาพิชัยราชรถ
 
 
ในส่วนของพระยานมาศสามลำคาน โดยใช้เฉพาะในส่วนคานต้องมีความแข็งแรงสามารถรองรับการแบกหาม ซึ่งต้องตรวจสอบว่าจะต้องเปลี่ยนตัวไม้คานหรือไม่ และในเรื่องของทองคำที่ปิดไว้ทั่วพระยานมาศต้องมาตรวจสอบด้วยว่าจะปิดทองใหม่หรือไม่ ซึ่งสำนักช่างสิบหมู่จะเข้ามาทำงานในส่วนนี้อย่างละเอียด ขณะเดียวกัน ได้กำชับให้ตรวจสอบระบบการชักรอกของเกรินบันไดนาคให้มีความแข็งแรงด้วย นอกจากนี้ ยังได้ตรวจความเรียบร้อยเพื่อซ่อมแซมพระที่นั่งราเชนทรยาน ซึ่งจะใช้อัญเชิญพระอัฐิ และวอศิวิกาซึ่งจะใช้อัญเชิญพระบรมศฤรางคารจากพระเมรุมาศภายหลังพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพที่ท้องสนามหลวงเข้าสู่พระบรมมหาราชวังด้วย

ด้าน นายเกรียงไกร กล่าวว่า ตนได้ประชุมผู้บริหารกรมศิลปากร และได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานที่เกี่ยวข้องกับพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาขึ้น 3 ชุด ได้แก่ 1.คณะทำงานที่เกี่ยวข้องกับงานสถาปัตยกรรม วิศวกรรม รวมถึงสภาพภูมิทัศน์ ของพระเมรุ โดยให้สำนักสถาปัตยกรรม เป็นผู้ดำเนินการ 2.คณะทำงานเกี่ยวกับการขยายลวดลายศิลปะไทยประกอบพระเมรุ พระโกศไม้จันทน์ ฉากบังเพลิง และการซ่อมแซมศิลาภรณ์ราชรถ โดยให้สำนักช่างสิบหมู่เป็นผู้ดำเนินการ และ 3.คณะทำงานที่เกี่ยวข้องกับงานจดหมายเหตุ และหนังสือที่ระลึกประกอบพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ โดยให้สำนักหอจดหมายเหคุแห่งชาติเป็นผู้ดำเนินการ

นายธนชัย สุวรรณวัฒนะ ผอ.สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ขณะนี้ตนได้มอบหมายให้ช่างสิบหมู่ เตรียมความพร้อมในการบูรณะซ่อมแซมพระมหาพิชัยราชรถ ราชรถน้อย และยานมาศสามลำคานแล้ว โดยสำนักช่างสิบหมู่จะรับผิดชอบในส่วนการตกแต่งลวดลายทั้งพระโกศ พระเมรุ รวมทั้งการฉลุและแกะสลักโครงสร้างไม้จันทน์ เพื่อใช้ในการทำลวดลายในทางประณีตศิลป์ ซึ่งขณะนี้สำนักช่างสิบหมู่มีความพร้อมในการดำเนินการและเตรียมอัตรากำลังกว่า 190 คน ในการซ่อมแซมราชรถและจัดสร้างพระเมรุ ทั้งนี้ ในส่วนที่สำนักช่างสิบหมู่จะดำเนินการซ่อมแซมได้ทันทีคือการทำธงสามชายหน้าพระมหาพิชัยราชรถ และการทำผ้าลายทองแผ่ลวดประกอบส่วนต่างๆ โดยช่างบางส่วนจะคัดเลือกช่างฝีมือดีจากที่สำนักช่างสิบหมู่ได้จัดอบรมให้กับบุคคลภายนอกที่ผ่านมา เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในพระราชพิธีครั้งนี้ด้วย
 
พระมหาพิชัยราชรถ
 
 
พ.อ.มังกร ว่านเครือ ทหารกรมสรรพาวุธทหารบก กล่าวว่า ในส่วนของกรรมสรรพาวุธได้มาตรวจความพร้อมที่ต้องรับผิดชอบการเคลื่อนขบวนพระศพ และขับเคลื่อนราชรถ ในเบื้องต้นจะต้องมีการตรวจสอบความแข็งแรงของราชรถทั้งหมด ทั้งเพลา ล้อ คานหาม โดยได้เตรียมช่างฝีมือของกรมสรรพาวะเอาไว้เรียบร้อยแล้ว เพื่อจะได้ทำงานร่วมกับกรมศิลปากร ซึ่งจากสภาพทั่วไปในการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าพระมหาพิชัยราชรถ ราชรถน้อย และยานมาศสามลำคานยังอยู่ในสภาพดี ซึ่งอาจจะต้องมีการหยอดน้ำมันในส่วนของการขับเคลื่อน และตกแต่งความสวยงามในส่วนอื่นๆ เท่านั้น

นางจิราภรณ์ อรัณยะนาค ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ ในฐานะหัวหน้ากลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ กรมศิลปากร เปิดเผยว่า การทำความสะอาด ซ่อมแซมตามขั้นตอนของการอนุรักษ์นั้น ต้องใช้นักวิทยาศาสตร์ที่มีความรู้เป็นผู้ควบคุมการทำงานและมีผู้ช่วยเป็นเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ของกรมศิลปากร ซึ่งมีคณะทำงานประมาณ 30 คน ขณะเดียวกันทางกลุ่มวิทยาศาสตร์จะเปิดให้นักศึกษาที่เรียนวิชาพิพิธภัณฑวิทยา ซึ่งมีความรู้เรื่องการอนุรักษ์เบื้องต้นเข้ามาเป็นอาสาสมัครในการบูรณะ โดยการทำงานจะต้องสร้างนั่งร้านขึ้นสำหรับปีนขึ้นไปทำความสะอาดตั้งแต่ส่วนล่างจนถึงส่วนยอด ซึ่งนักอนุรักษ์จะไม่ปีนขึ้นไปบนราชรถเด็ดขาด ที่สำคัญต้องระมัดระวังในการทำงานมาก เพราะพระมหาพิชัยราชรถไม่ได้นำออกมาใช้เป็นเวลา 11 ปีแล้ว จึงไม่มีการทำความสะอาดตามขั้นตอนของวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ อย่างไรก็ตาม มีความเป็นห่วงในส่วนยอดของพระมหาพิชัยราชรถ ซึ่งมีความสูงและมียอดแหลมมาก หากมีการสะเทือนจากการเคลื่อนที่อาจทำให้ยอดหักลงมาได้ ดังนั้นต้องทำการบูรณะให้มีความแข็งแรงที่สุด
 
พระยานมาศสามลำคาน
 
สำหรับพระมหาพิชัยราชรถสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2338 ในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี เพื่อใช้สำหรับอัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกสู่พระเมรุมาศคราวงานถวายพระเพลิงพระบรมอัฐิในทุ่งพระเมรุ ในปี พ.ศ.2339 หลังจากนั้นในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกรัชกาลก็ได้ใช้พระมหาพิชัยราชรถในการอัญเชิญพระบรมโกศออกสู่พระเมรุมาศ ณ ทุ่งพระเมรุ ครั้งหลังสุดเมื่อคราวถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในปี พ.ศ.2539 พระมหาพิชัยราชรถได้ถูกกำหนดให้เป็นราชรถอัญเชิญพระโกศพระบรมศพออกสู่พระเมรุมาศ ณ ท้องสนามหลวง

. นายปรีชา กันธิยะ เลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ(กวช.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ(สวช.)ได้จัดพิธีบำเพ็ญพระกุศลทักษิณานุปทาน อุทิศถวายพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ โดยมีคุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ รมว.วัฒนธรรม รวมทั้งได้จัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติเกี่ยวกับงานศิลปะ และด้านดนตรี ที่ห้องนิทรรศการหมุนเวียน ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ระหว่างวันที่ 9 ม.ค.- 11 เม.ย. 51 ซึ่งประชาชนที่มาเข้าชมนิทรรศการจะได้รับหนังสือ ?กัลยาณิวัฒนา คารวาลัย องค์อุปถัมภ์ สืบสาน ศิลปวัฒนธรรมไทย?เป็นที่ระลึก โดย สวช.ได้จัดพิมพ์ 80,000 เล่ม เพื่อแจกจ่ายแก่ห้องสมุด และจะมอบให้แก่ สำนักพระราชวัง แจกประชาชนที่มาสักการะพระศพต่อ


 
บันทึกการเข้า

จันทร์เจ้าขา
Auther
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +14/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 807


jatikanont@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: 18 กันยายน 2008, 10:36:30 pm »



เห็นพระบรมฉายาลักษณ์นี้แล้ว น้ำตาจะไหล ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14177


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: 18 กันยายน 2008, 11:55:59 pm »

กรมศิลป์ตั้ง 13 คณะทำงานสร้างพระเมรุ พร้อมเปิดตัวสัตว์หิมพานต์ประดับ



คชสีห์

 

วายุภักตร


 
นกทันทิมา

 

ไกรษรราชสีห์


 
กินนร


กรมศิลปากร ประสานมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ขอดอกไม้จากดอยตุง ประดับในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ พร้อมเปิดตัวสัตว์หิมพานต์ทวิบาท ประดับเชิงบันไดพระเมรุ ส่วนประเภทจตุบาท ประดับสวนโดยรอบ พร้อมขอให้กระทรวงทรัพย์ จัดหาไม้จันทน์หอมเพื่อจัดทำพระโกศ ตั้งคณะทำงาน 13 ชุด เดินงานพระเมรุเต็มที่ ส่วนเว็บไซต์เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ สามารถเปิดเข้าชมได้แล้ว

นายเกรียงไกร สัมปัชชลิต อธิบดีกรมศิลปากร แถลงความคืบหน้าการก่อสร้างพระเมรุในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ กล่าวว่า ขณะนี้ น.อ.อาวุธ เงินชูกลิ่น ประธานคณะทำงานจัดสร้างพระเมรุ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ได้มอบหมายให้สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ปั้นสัตว์ป่าหิมพานต์ ประดับบริเวณบันไดทางขึ้น พระเมรุทั้ง 3 ด้าน แล้ว โดยได้คัดเลือกสัตว์หิมพานต์ อาทิ กินนร นกทันทิมา คชสีห์ ไกรษรราชสีห์ ทั้งนี้ จำนวน และรูปแบบของสัตวฺหิมพานต์ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ น.อ.อาวุธ และผู้ออกแบบ ว่าจะใช้จำนวนเท่าใด และรูปแบบใด ซึ่งต้องให้เวลาคณะช่าง ในการออกแบบอีกระยะหนึ่ง

นอกจากนี้ กรมศิลปากร ได้ทำหนังสือถึงหน่วยงานต่างๆ โดยประสานกรุงเทพมหานครขอใช้พื้นที่สนามหลวงฝั่งทิศใต้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการขออนุญาตขอไม้จันทน์หอมในการจัดสร้างพระโกศจันทน์ โดย น.อ.อาวุธ ได้กำหนดไว้ว่า ต้องการขนาดไม้เมื่อตัดเป็นแผ่นแล้วมีหน้ากว้าง 4 นิ้ว แต่ไม่จำกัดความยาว

นอกจากนี้ ได้มีภาคเอกชนประสานมายัง น.อ.อาวุธ แจ้งว่า มีไม้จันทน์หอมอยู่ในครอบครอง และจะขอส่งตัวอย่างไม้จันทร์หอมมาให้พิจารณา ว่า สามารถใช้ทำพระโกศได้หรือไม่ ที่สำคัญได้ทำหนังสือถึงมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง เพื่อจัดส่งดอกไม้จากดอยตุง มาใช้สำหรับประดับตกแต่งในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ

นายเกรียงไกร กล่าวว่า จากการที่สำนักช่างสิบหมู่ได้ดำเนินการสำรวจตรวจสอบราชรถ ราชยาน และส่วนประกอบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง พบว่า ในส่วนของพระที่นั่งราเชนทยาน พระวอสีวิกากาญจน์ และราชรถน้อยอีก 1 องค์ จะต้องมีซ่อมแซมครั้งใหญ่ เนื่องจากมีสภาพที่ทรุดโทรมมาก โดยการซ่อมแซมราชรถ ราชยาน และส่วนประกอบอื่นๆ นั้น จะเป็นการซ่อมแซมลวดลายที่ชำรุด การแกะสลักไม้เสริมเข้าไปบางส่วน ขณะเดียวกัน สำนักช่างสิบหมู่ได้ดำเนินการจัดทำธง ฉัตร และอาภรณ์ประดับราชรถ สามารถทำขึ้นมาใหม่ได้ทันที

นอกจากนี้ กรมศิลปากรได้ประสานงานไปยังกรมสรรพาวุธ ทหารบก เพื่อให้เข้ามาซ่อมล้อ เพลา และเกรินบันไดนาคขององค์ราชรถให้มีความแข็งแรง โดยจะมีการคำนวณน้ำหนักให้ใกล้เคียงกับน้ำหนักของพระลองทองใหญ่ (พระโกศ) รวมกับน้ำหนักของพนักงานที่จะขึ้นไปอัญเชิญในการเคลื่อนขบวนพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ จากนั้นกลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ จะเข้ามาทำความสะอาดราชรถ ราชยานให้มีความแวววาวต่อไป อย่างไรก็ตาม ตนมีความเป็นห่วงเรื่องงานติดกระจกสี ซึ่งปัจจุบันหาผู้ผลิตกระจกสีที่มีลักษณะโค้งมน เพราะเราต้องนำมาใช้ติดประดับตกแต่งราชรถแทนของเดิมที่หลุดหายไป ดังนั้น จะหารือกับผู้ผลิตกระจกอีกครั้งว่าจะหาวัสดุมาจากแหล่งใดบ้าง

** ตั้งคณะทำงาน 13 ชุดเดินงานพระเมรุ
นายเกรียงไกร กล่าวว่า กรมศิลปากร ได้แต่งตั้งคณะทำงานจัดงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ประกอบด้วย คณะทำงานฝ่ายก่อสร้างพระเมรุมาศ อาคาร และสิ่งประกอบพระเมรุมาศ ราชรถ พระยานมาศ โดยมี นายสุวิชญ์ รัศมิภูติ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานที่ปรึกษา นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายอารักษ์สังหิตกุล หัวหน้าผู้ตรวจกระทรวงวัฒนธรรม อดีตอธิบดีกรมศิลปากร และนายจำลอง สมวงศ์ ที่ปรึกษา น.อ.อาวุธ เงินชูกลิ่น เป็นประธาน คณะทำงานประกอบด้วย ผู้อำนวยการ ผู้เชี่ยวชาญ จากสำนักต่างๆ รวม 15 คน

ทั้งนี้ ได้แบ่งกลุ่มการปฏิบัติงานออกเป็น 13 กลุ่มย่อย ดังนี้ 1.กลุ่มเขียนฉากบังเพลิง 2.กลุ่มปั้นลวดลายและหล่อ 3.กลุ่มสร้างพระโกศจันทน์และส่วนประกอบพระเมรุ 4.กลุ่มซ่อมราชรถ พระยานมาศ และส่วนประกอบพระเมรุ 5.กลุ่มวิทยาศาสตร์การอนุรักษ์ 6.กลุ่มออกแบบและเขียนแบบ สถาปัตยกรรมและวิศวกรรม 7.กลุ่มเขียนแบบ ขยายแบบ เขียนลวดลายด้านศิลปกรรม 8.กลุ่มประเมินราคา 9.กลุ่มงานวิศวกรรม 10.กลุ่มควบคุมและก่อสร้าง 11.กลุ่มปั้นลวดลายและหล่อ12.กลุ่มราชรถ พระยานมาศ และส่วนประกอบ และ 13.กลุ่มช่างพระโกศจันทน์ และส่วนประกอบพระเมรุ

อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ กรมศิลปากรยังได้จัดทำข้อมูลองค์ความรู้ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพในครั้งนี้ เช่น เรื่อง การประโคมย่ำยาม รวมถึงนำพระประวัติ พระกรณียกิจ พระอัจฉริยภาพ พระเกียรติคุณ พระกรุณาธิคุณ พระกรณียกิจสถิตศิลปากร ด้านประวัติศาสตร์ อักษรศาสตร์ วิชาการ จดหมายเหตุ และบรรณารักษศาสตร์ ด้านโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ด้านสถาปัตยกรรม สังคีตศิลป์ และหัตถศิลป์ โดยนำข้อมูลและภาพถ่ายที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ เสด็จเยี่ยมสถานที่ต่างๆ และทรงทอดพระเนตรโบราณสถาน ตั้งแต่ ปี 2515 รวมถึงเส้นทางเสด็จ และจะนำสมุดลงพระนามเยี่ยมชมมาลงแสดงไว้ในเว็บไซต์กรมศิลปากร www.finearts.go.th เพื่อให้ผู้ที่สนใจ รวมถึงสื่อมวลชนสามารเข้ามาศึกษาข้อมูล พร้อมทั้งดาวน์โหลดข้อมูลต่างๆ ไปเผยแพร่ได้ นอกจากนี้ ยังมีการรวบรวมการแถลงความคืบหน้าต่างๆ ในการดำเนินงานของกรมศิลปากรในแต่ละครั้ง มาเก็บไว้ในเว็บไซต์ดังกล่าวด้วย

**เปิดตัวสัตว์หิมพานต์ประดับพระเมรุ
นายธนะชัย สุวรรณวัฒนะ ผอ.สำนักช่างสิบหมู่ เปิดเผยว่า น.อ.อาวุธ ได้แจ้งว่า สัตว์หิมพานต์ 3 คู่ที่จะประดับอยู่หน้าบันไดทางขึ้นพระเมรุจะเป็นสัตว์หิมพานต์ประเภททวิบาท คือ สัตว์ 2 เท้า เช่น นกกันทิมา กินนร กินรี นรนารี เป็นต้น ส่วนสัตว์ที่จะใช้ประดับในสวนรอบๆ พระเมรุจะเป็นสัตว์หิมพานต์ประเภทจตุบาท คือ สัตว์ 4 เท้า เช่น ม้าลี่ คชวารี นรสิงห์ โดยสัตว์หิมพานต์ที่ใช้ประดับทางขึ้นบันไดนั้น หากเลือกสัตว์ชนิดใดก็จะต้องประดับด้วยกันเป็นคู่ โดยแต่ละตัวช่างฝีมือจะปั้นแตกต่างกัน

ด้านคุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบอนุมัติงบประมาณ จำนวน 22.5 ล้านบาท เพื่อทำการออกแบบและปรับปรุงอาคารบริเวณสะพานพระราม 8 ในการจัดตั้งสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา ตามที่ วธ.เสนอ จากนี้ วธ.และมหาวิทยาลัยศิลปากรจะดำเนินการปรับปรุงพื้นที่ดังกล่าวในการรองรับการเป็นสถาบันดนตรีของประเทศให้ดีที่สุด เพื่อสานต่อพระปณิธานของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ที่ทรงประทานนามของพระองค์ให้เป็นชื่อของสถาบันด้วย

ส่วนการก่อสร้างด้านอื่นๆ อาทิ หอพัก อาคารเรียน คาดว่า จะต้องใช้อีกประมาณ 800 ล้านบาท ทาง วธ.จะเสนอขอแบบงบประมาณผูกพันดำเนินการก่อสร้างเป็นช่วงๆ คาดว่า ใช้ระยะเวลา 3-5 ปี

พระพี่นาง เมื่อวัยเยาว์ ทรงพระสิริโฉมเลิศล้ำ
ประมวล รูปภาพ พระพี่นาง ประวัติพระพี่นาง ประวัติพระพี่นางเธอ เมื่อ พระพี่นาง ทรงพระเยาว์พระองค์ทรงสิริโฉมยิ่งนัก






























รวมเพลงอาลัยสมเด็จพระพี่นาง ของเหล่าศิลปิน

ขอน้อมถวายอาลัย ส่งพระองค์สู่สวรรคาลัย


เพลง อาลัยสมเด็จพระพี่นาง

คำร้อง-ทำนอง-เรียบเรียง โดย ศิริศักดิ์ นันทเสน (ติ๊ก ชิโร่)
ขับร้องโดย ศิริศักดิ์ นันทเสน (ติ๊ก ชิโร่) / คอรัส โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย


ดุจดังเทียนส่องแสง ดับลง
แต่รักและเคารพเรา ยังคง
เปี่ยมล้น ทุกคนอาลัยด้วยใจอาวรณ์
จะทำตามคำสอน สืบไป
เราจะรวมกันด้วย จิตใจ
ถวายให้ พระองค์จงสบายพระทัย
*ขอให้ สวรรค์โปรดประทานพร
ขอให้ คุณพระสวดประทานพร
ขอให้ ประชาชนสวดมนต์วิงวอน
ขอให้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประดิษฐ์พรจากสวรรค์
นั้นให้พระองค์
สิ่งต่าง ๆ ที่ทรง ประทาน
มากมายจนนับไม่ ประมาณ
ขอกราบสกราน สักการะด้วยดวงวิญญาณ
พสกนิกรโศกศัลย์ อาลัย
ขอน้อมสำนักในน้ำ พระทัย
ขอให้ พระองค์จงสู่สวรรคาลัย
(ซ้ำ*)

http://www.oknation.net/blog/suthaneeya/video/18171  (ฟังเเพลง)

เพลง สมเด็จพระพี่นางอยู่ในใจ

คำร้อง-ทำนอง-เรียบเรียงโดย สมพงษ์ คุนาประถม (อี๊ด) และวงโปงลางสะออน
ขับร้องโดย สมพงษ์ คุนาประถม (อี๊ด) / ขวัญนภา เรืองศรี (ลาล่า) / ดวงฤดี บุญบำรุง (ลูลู่)


สุดดินแผ่นฟ้า ขุนเขาทะเลยิ่งใหญ่
ยิ่งใหญ่เพียงไหน แต่น้ำพระทัยยิ่งกว่า
ห่างไกลกันดาร ดังแสงสว่างจากฟ้า
ด้วยพระปรีชาสมเด็จพระพี่นางเธอฯ
ก่อเกิดค้นคว้า โครงการอันยิ่งใหญ่
เพื่อพี่น้องไทย กินได้อยู่ดียิ่งกว่า
พระคุณความดี มากมายสุดเหลือคณา
เพียงบทเพลงนี้ แทนคำบรรยายไม่พอ
เดือนที่ 1 ของปี วันที่ 2 ของเดือน
ร่ำไห้หัวใจสะเทือนพระองค์ลาลับดับไป
ยากจะหาถ้อยคำแทนความเสียใจ
*พักเถิดหนาขอพระองค์หลับให้สบาย
เหน็ดเหนื่อยมาหลาย เดินทางมาไกลเหลือเกิน
ขอจงสู่สรวงสวรรค์ วิมานบนฟ้าที่เลิศเลอ
พระองค์จะคงอยู่ในหัวใจ
เราก็เป็นคนไทยที่ใจภักดี
ร้อยเรียงเพลงนี้กลั่นกรองมาจากหัวใจ
บางคำที่ร้องออกไป อาจฟังบ้านๆเกินไป
แค่อยากให้รู้ว่าออกมาจากหัวใจ
(ซ้ำ*)
อยากบอกให้รู้ พระองค์จะอยู่ตลอดไป

http://www.oknation.net/blog/suthaneeya/video/18173 (ฟังเพลง)
                 
ดอกไม้ของแผ่นดิน
คำร้อง-ทำนอง-เรียบเรียง โดย สินเจริญบราเธอร์ส
ขับร้องโดย สินเจริญบราเธอร์ส / นันทนา บุญ-หลิง สินเจริญ


(คอรัส) เพราะพระองค์ทรงเป็นดอกไม้
ปลูกไว้ในหัวใจคนไทยทั้งผอง
ลำต้นยืนนาน เติบโต เต็มทั้งสี่ห้อง
ดอกไม้ที่ใครก็ยกย่อง บานอยู่ในหัวใจ
เป็นดอกไม้ของแผ่นดิน

ดอกไม้ที่ผลิบาน อยู่ไม่นานก็ร่วงโรยไป
แต่ดอกไม้ในหัวใจ ของคนไทยอยู่ได้ยืนนาน
สะท้อนสิ่งดี ร่มเย็นดั่งมี ดอกไม้ในทุกบ้าน
เป็นดอกไม้แห่งตำนาน จะเบิกบานกลางฟ้าอย่างมั่นคง

*เพราะพระองค์ทรงเป็นดอกไม้
ปลูกไว้ในหัวใจคนไทยทั้งผอง
ลำต้นยืนนาน เติบโต เต็มทั้งสี่ห้อง
ดอกไม้ที่ใครก็ยกย่อง บานอยู่ในหัวใจ
เป็นดอกไม้ของแผ่นดิน

(ซ้ำ*)
เป็นดอกไม้ของแผ่นดิน บานอยู่ในหัวใจ
เป็นดอกไม้ของแผ่นดิน

http://www.oknation.net/blog/suthaneeya/video/18169 (ฟังเพลง)

เพลง สมเด็จพระพี่นางสิ้นแล้ว

คำร้อง-ทำนอง-เรียบเรียง โดย ปู พงษ์สิทธิ์ คัมภีร์
ขับร้องโดย ปู พงษ์สิทธิ์ คัมภีร์


สมเด็จพระพี่นางสิ้นแล้ว
โอ้เดือนแก้วหายวับดับทั้งฟ้า
เหล่าประชาจ่อมเศร้าจมน้ำตา
จากลา-ลาตลอดไป
คนไกลผู้ข้นแค้นแสนกันดาร
หยูกยาพยาบาล จะหาไหน
นางฟ้าผู้ดูแลมาจากไป
สะทกท้านอาลัยมืดมน
รอยเท้าผ่านถิ้นแล้งกลางป่า
เอื้อมมือแห่งกรุณาสงสาร
หังใจแห่งเมตตาตราไว้
ขอพระองค์สู่สวรรคาลัย
ความดีที่สร้างสมพรรณนา
ภาพแห่งเมตตาจดจำไว้
ก้มกราบลาพระองค์จะขาดใจ
เป็นดวงดาวดวงใดที่เบื้องบน
ก้มกราบลาพระองค์จะขาดใจ
เป็นแสงดาวในหัวใจพระชาชน
สมเด็จพระพี่นางสิ้นแล้ว

http://www.oknation.net/blog/suthaneeya/video/18170 (ฟังเพลง)

เพลง แสงหนึ่ง

คำร้อง-ทำนอง-เรียบเรียง โดย บอย โกสิยพงษ์
ขับร้องโดย 4 นักร้องจากค่าย Love Is ภพธร สุนทรญาณกิจ (ตู่) / ศุภวัตร พีรานนท์ (แชมป์)
อารมณ์ โพธิ์หาญรัตนกุล (คัตโตะ) / อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข (แสตมป์)

รู้ไหมว่าเราซาบซึ้งใจแค่ไหน และรู้ไหมว่าเรานั้น ปลาบปลื้มเท่าไร
ที่ได้มีเธอ เป็นพลังอันสำคัญ เพราะว่าเรานั้นรู้เธอทำเพื่อใคร
เหน็ดเหนื่อยแค่ไหน เธอไม่ไหวหวั่น เพื่อที่จะให้เรานั้นได้เดินต่อไป

แม้ว่าจะไม่มีใครมองเห็นเธอ แต่ว่าสำหรับเรานั้น......

เธอเหมือนดังกับแสง ที่มองไม่เห็น แต่เมื่อส่องมาสะท้อน สิ่งที่ซ่อนเร้น
ก็เด่นชัดขึ้นทันที เปรียบเธอกับแสง แม้ไม่มีสี
แต่เธอก็สะท้อนความจริงในโลกนี้ ได้พบเห็นสิ่งดีๆ ว่างดงามเพียงใด

ถึงแม้ว่าพรุ่งนี้ จะเป็นเช่นไร วันและคืนจะหมุนเปลี่ยนสักเท่าไหร่
เรานั้นก็แน่ใจ ว่าจะมีเธอยืนอยู่ข้างหลัง

แม้ว่าจะไม่มีใครมองเห็นเธอ แต่สำหรับเรานั้น......

เธอเหมือนดังกับแสง ที่มองไม่เห็น แต่เมื่อส่องมาสะท้อน สิ่งที่ซ่อนเร้น
ก็เด่นชัดขึ้นทันที เปรียบเธอกับแสง แม้ไม่มีสี
แต่เธอก็สะท้อนความจริงในโลกนี้ ได้พบเห็นสิ่งดีๆ ว่างดงามเพียงใด

จึงอยากขอมอบเพลง เพลงนี้ให้ ให้เธอรับรู้ว่าสำหรับเรา เธอสำคัญเพียงไหน

เธอเหมือนดังกับแสง ที่มองไม่เห็น แต่เมื่อส่องมาสะท้อน สิ่งที่ซ่อนเร้น
ก็เด่นชัดขึ้นทันที เปรียบเธอกับแสง แม้ไม่มีสี
แต่เธอก็สะท้อน ความจริงในโลกนี้ ได้พบเห็นสิ่งดีๆ ว่างดงามเพียงใด
แต่เธอก็สะท้อน ความจริงในโลกนี้ ได้พบเห็นสิ่งดีๆ ว่างดงามเพียงใด

http://www.oknation.net/blog/suthaneeya/video/18168 (ฟังเพลง)

เพลงแสงแห่งแรงศรัทธา
คำร้อง-ทำนอง-เรียบเรียง-ร้องโดย วงคาราบาว


รุ้งแห่งหฤทัยสิ้นแสงไปตลอดกาล พสกนิกรร้าวราน ทั่วแผ่นดินสะอื้นไห้
อาทิตย์เย็นตกเช้าขึ้นยามค่ำคืนแสงจันทร์ฉาย รุ้งทองส่องกลางดวงใจมืดมิดไปหัวใจอาดูร
แสงแห่งความเมตตาประชาราษฎร์สุขสมบูรณ์ คล้ายดั่งตะวันดับสูญโลกโศกเศร้าทั่วทั้งธรณี
พระราชกรณียกิจอยู่คู่ฟ้าคู่ปฐพี ขอสานต่อด้วยใจภักดิ์ดีถวายแด่พระองค์ทรงวางพระทัย

เหนื่อยมานานถึงกาลพักผ่อน ห่วงหาอาทรจนห้วงสุดท้าย พระองค์ทรงพระปรีชา
พระมหากรุณายิ่งใหญ่ นิทรา ณ สวรรคาลัย สถิตในทิพย์สถานพิมานแมน

สมเด็จพระพี่นาง สมเด็จพระพี่นาง สมเด็จพระพี่นางของชนชาวไทย
สมเด็จพระพี่นาง สมเด็จพระพี่นาง สถิตกลางดวงใจคนไทยชั่วกัลป์
สมเด็จพระพี่นาง สมเด็จพระพี่นาง สมเด็จพระพี่นางของชนชาวไทย
สมเด็จพระพี่นาง สมเด็จพระพี่นาง สถิตกลางดวงใจคนไทยนิรันดร

http://www.oknation.net/blog/suthaneeya/video/18174 (ฟังเพลง)

เพลงนับจากนี้

คำร้อง-ทำนอง-เรียบเรียงโดย เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์


ไม่มีถ้อยคำพูด แทนคำพูดใด ไม่มีภาษาอักษรข้อเขียนใด ไม่มีทำนองไม่มีเสียงร้องหรือสิ่งใดๆ
ที่จะบรรยายความจริงที่รู้สึก ข้างในส่วนลึกที่เก็บเอาไว้ ว่าผมนั้นซาบซึ้งกับพระองค์ยังไง
ยังไม่รู้อะไรควรคู่ ที่จะตอบแทนความรักของพระองค์ และไม่รู้อะไรสูงส่ง สามารถเทียบเคียงได้กับพระคุณ

นอกจาก...ชีวิตนับจากนี้ไป นานแสนนานเพียงใด จะเทิดทูนไว้ไม่มีเปลี่ยนแปลง
และจะเดิน เดินตามพระองค์เรื่อยไป ไม่ว่ายากหรือเย็นยังไง จะเป็นให้เหมือนกับแสง
ที่ส่องสะท้อนความรักอันยิ่งใหญ่ ที่ส่องสะท้อนความรักจากหัวใจ
ของพระองค์ที่ทรงเป็นตัวอย่างไว้...ไม่เปลี่ยนแปลง

(Chorus) อยากจะบรรยายความจริงที่รู้สึก ข้างในส่วนลึกที่เก็บเอาไว้ ว่าหนูนั้นซาบซึ่งกับพระองค์ยังไง

http://www.oknation.net/blog/suthaneeya/video/18175 (ฟังเพลง)

สถิต ณ ดวงใจ

คำร้อง/ทำนอง สุทธิพงษ์ สมบัติจินดา
เรียบเรียง ประทีป เจตนากูล
ร้องโดย ปาน ธนพร



เสมือนหนึ่งแสงเดือนเลื่อนดับ ลับจากนภา ล้านหยดน้ำตาท่วมทาทั่วไทย
สิ้นสมเด็จพระพี่นาง ท่ามกลางอาลัย แผ่นดินโหยไห้ ผืนฟ้าจาบัลย์
จรดทิศเขตแคว้นแดนเหนือใต้ พึ่งใบบุญญา พระกรุณาธิคุณอนันต์
ทุกรอยพระบาทยาตรา มุ่งหน้าบุกบั่น ทรงเป็นมิ่งขวัญศูนย์รวมจิตใจ

สิ้นแล้วเจ้าฟ้านักวิชาการ สิ้นแล้วอาจารย์ผู้ใส่พระทัย
ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย หากสถิต ณ ดวงใจ ตราบนานเท่านาน

เสมือนหนึ่งแสงเดือนเลื่อนดับ ลับจากนภา ร้อยพวงมาลาถวายองค์ท่าน
เหล่าไทยต่างพร้อมบูชา พระปณิธาน จะน้อมสืบสานถึงวันสิ้นลม


http://www.oknation.net/blog/suthaneeya/video/18176  (ฟังเพลง)


 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15 ตุลาคม 2008, 11:42:17 pm โดย d@eng » บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14177


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: 19 กันยายน 2008, 12:38:22 am »

ฟังเพลงพระราชนิพนธ์ "เมนูไข่" ที่ในหลวงทรงพระราชทานเป็นของขวัญวันประสูติครบ 72 พรรษาของพระพี่นางฯ

เพลงพระราชนิพนธ์ เมนูไข่ เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ ลำดับที่ ๔๘ ของพระบาทมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระราชนิพนธ์เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ เพื่อวันประสูติครบ ๗๒ พรรษา ของ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ด้วยทรงรำลึกได้ว่า สมเด็จพระเชษฐภคินี โปรดเสวยพระกระยาหารไข่ เป็นแรงบันดาลพระราชหฤทัย ให้ทรงพระราชนิพนธ์ กอปรกับทรงพบโคลงสี่ "เมนูไข่" ที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชนิพนธ์ไว้เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๘ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานให้ พลเรือตรี หม่อมหลวงอัศนี ปราโมช นำไปแยกและเรียบเรียงเสียงประสาน เพื่อให้ วง อ.ส. วันศุกร์ นำออกบรรเลงและขับร้องในงานพระราชทานเลี้ยงฉลองสมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ณ ศาลาดุสิดาลัย เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๘

คำร้อง: สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

                   


เมนูไข่เมนูไข่ อร่อยแท้อยากกิน
เมนูไข่เมนูไข่ อร่อยแท้อยากกิน

ไข่เค็มไข่ลวกทั้ง ไข่หวาน
กับไข่ต้มสุกนาน เยี่ยวม้า

เมนูไข่เมนูไข่ อร่อยแท้อยากกิน
ไข่ตุ๋นรสเยี่ยมปาน รสทิพย์
ไข่ไก่โอ้เอี่ยมอ้า อร่อยแท้อยากกิน

เมนูไข่เมนูไข่ อร่อยแท้อยากกิน

เมนูไข่เมนูไข่ อร่อยแท้อยากกิน
เมนูไข่เมนูไข่ อร่อยแท้อยากกิน
เมนูไข่เมนูไข่ อร่อยแท้อยากกิน
เมนูไข่เมนูไข่ อร่อยแท้อยากกิน

               

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ แบบพระเมรุแล้ว สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดารับเป็นองค์ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์โครงการสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา ขณะที่ ?น.อ.อาวุธ?เผยสัตว์หิมพานต์ 4 ชนิด ประดับพระเมรุ ติดตั้งลิฟท์เพิ่มอีก 1 จุดเป็น 4 จุด ส่วนไม้จันทน์สร้างพระโกศจากกุยบุรี แปรรูปแล้ว 180 แผ่น เตรียมส่งมอบให้สำนักช่างสิบหมู่ 11 ก.พ.นี้

เมื่อวันที่ 31 มกราคม ที่กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วย น.อ.อาวุธ เงินชูกลิ่น ประธานคณะทำงานการออกแบบและจัดสร้างพระเมรุในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเปิดแถลงข่าวถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว

**ในหลวงโปรดเกล้าฯ แบบพระเมรุแล้ว
คุณหญิงไขศรี กล่าวว่า ขณะนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชวิจฉัยแบบพระเมรุตามที่ได้ทูลเกล้าฯ แล้ว โดยมิได้ปรับแก้ใดๆ ซึ่งจากนี้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการในการก่อสร้างพระเมรุตามแผนงานที่กำหนดไว้ต่อไป ส่วนการจัดสร้างสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนาซึ่งสืบเนื่องมาตั้งแต่ครั้งที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ยังเจริญพระชนมายุกระทั่งสิ้นพระชนม์ จึงเสมือนเป็นอนุสรณ์สถานถึงพระองค์ ซึ่งความคืบหน้าขณะนี้รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ให้ความเห็นชอบจัดตั้งสถาบันดนตรีนิวัฒนาและอนุมัติงบประมาณจำนวน 22 ล้านบาท เพื่อจัดสร้างอาคารสถาบันฯ แล้ว

?สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงสนพระทัยโครงการสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนามาก และทรงรับเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ โดย พลเรือตรี ม.ล.อัศนีย์ ปราโมช องคมนตรี ท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม พระธิดา และคุณหญิงวงจันทร์ พินัยนิติศาสตร์ รับเป็นที่ปรึกษา คาดว่าภายใน 3-5 ปีจะสามารถเปิดรับนักศึกษารุ่นแรกได้?คุณหญิงไขศรีกล่าว

**เลือกสัตว์หิมพานต์ประดับพระเมรุ

ด้าน น.อ.อาวุธ เงินชูกลิ่น ประธานคณะทำงานอออกแบบและจัดสร้างพระเมรุ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ กล่าวว่า ความคืบหน้าของการพัฒนาแบบพระเมรุนั้น ขณะนี้มีการปรับแก้ไขแบบพระเมรุในส่วนของหลังคาที่เรียกว่า บันแถลง โดยปรับเป็นพระวิมานแต่ละชั้น เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดสถาปัตยกรรมพระเมรุที่เชื่อว่า เขาพระสุเมรุเป็นสรวงสวรรค์ โดยมีสัตว์หิมพานต์ทวิบาท หรือสัตว์สองเท้าอาศัยอยู่ตีนเขาพระสุเมรุ ดังนั้นคณะทำงานออกแบบพระเมรุได้คัดเลือกสัตว์หิมพานต์ประเภททวิบาท 4 ชนิดที่จะใช้ประดับตกต่างบริเวณบันไดทางขึ้นพระเมรุทั้ง 3 ด้าน ได้แก่

1. เทพกินนร ลักษณะครึ่งคนครึ่งนก จะประดับไว้บริเวณทางทิศตะวันตกซึ่งเป็นทางเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จขึ้นไปบำเพ็ญพระราชกุศลบนพระเมรุ โดยจะปั้นเทพกินนรในท่าพนมมือไหว้ แสดงการถวายความเคารพแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

2. อัปสรสีหะ ลักษณะครึ่งคนครึ่งสิงห์ ประดับอยู่ด้านทิศเหนือซึ่งเป็นด้านที่อัญเชิญพระศพขึ้นประดิษฐานบนพระเมรุ โดยจะมีการปั้นอัปสรสีหะในท่าพนมมือไหว้เพื่อถวายการเคารพเปรียบเสือนการคอยรับพระศพขึ้นสู่พระเมรุด้วย

3.นกฑัณฑิมา
ลักษณะถือกระบองจะประดับไว้ด้านทิศใต้ ซึ่งเป็นที่สำหรับข้าราชการและประชาชนจะขึ้นถวายสักการะพระศพ โดยนกฑัณฑิมามีลักษณะที่น่าเกรงขาม คอยปราบปรามคนอันธพาลที่อาจขึ้นไปยังพระเมรุและ

4. หงส์
จะจัดสร้างลักษณะเสาหงส์ทางทิศตะวันออก สำหรับเป็นเสารับภูษาโยงในพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล พระพิธีธรรมพระศพภายในงานออกพระเมรุ

น.อ.อาวุธ กล่าวอีกว่า การคัดเลือกสัตว์หิมพานต์ทั้ง 4 ชนิดคณะทำงานค้นคว้ามาจาก สมุดไทยดำโบราณสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ซึ่งสมุดดังกล่าวเป็นการบันทึกการจัดสร้างพระเมรุมาศ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 โดยมีการสร้างสัตว์หิมพานต์ตามความเชื่อโบราณราชประเพณีที่ได้นำมาอ้างอิงและใช้ศึกษาเรียนรู้จนถึงปัจจุบัน


**สร้างลิฟท์เพิ่มเป็น 4 จุด
ส่วนการจัดสร้างลิฟท์เพื่อใช้เป็นทางเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น จากเดิมที่มีแนวคิดออกแบบลิฟท์ไว้ 3 จุด คือ ลิฟท์บริเวณด้านหลังพระที่นั่งทรงธรรม ซึ่งเป็นทางเสด็จพระราชดำเนินจากรถยนต์พระที่นั่งขึ้นสู่พระที่นั่งทรงธรรม ลิฟท์บริเวณด้านหน้าพระที่นั่งทรงธรรม ซึ่งจะใช้สำหรับเสด็จพระราชดำเนินทรงบำเพ็ญพระราชกุศลบนพระเมรุ และลิฟท์บริเวณชาลาสำหรับเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปยังพระเมรุ อย่างไรก็ตาม ได้ออกแบบลิฟท์เพิ่มอีก 1 จุดบริเวณบันไดด้านทิศตะวะนตก เพื่อใช้เป็นทางเสด็จพระราชดำเนินด้วย

น.อ.อาวุธ กล่าวต่อว่า สำหรับการออกแบบอาคารประกอบพระเมรุ ได้แก่ พระที่นั่งทรงธรรม ซึ่งเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ ที่จะเสด็จพระราชดำเนินมาทรงบำเพ็ญพระราชกุศล เป็นที่ประทับพัก และเป็นที่สำหรับพระสงฆ์สดับปกรณ์ในพระราชพิธีพระราชทางเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ รวมถึงอาคารประกอบอื่นๆ เช่น ทิม ซ่าง ทับเกษตร หอเปลื้อง รั้วราชวัตร และอาคารภายนอกปริมณฑล เช่น พลับพลายก และเกย ซึ่งอาคารเหล่านี้กำลังอยู่ระหว่างการออกแบบ โดยตนได้ให้ข้าราชการสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากรร่วมออกแบบ ซึ่งมีการแก้ไขแบบอาคารประกอบพระเมรุให้มีขนาดใหญ่กว่าอาคารประกอบพระเมรุมาศของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เพราะจะต้องใช้เป็นที่ประทับของพระบรมวงศานุวงศ์จำนวนมากกว่าครั้งงานออกพระเมรุของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี คาดว่าการออกแบบอาคารทั้งหมดจะแล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์นี้


**แปรรูปไม้จันทน์สร้างพระโกศ 180 แผ่น


น.อ.อาวุธกล่าวต่อว่า ขณะนี้ทางกรมอุทยานแห่งชาติธรรมชาติสัตว์ป่า และพรรณพืชได้แปรรูปไม้จันทน์หอมประมาณ 180 แผ่น เพื่อใช้จัดทำพระโกศจันทน์ ซึ่งเนื้อไม้มีขนาดความหนาครึ่งนิ้ว หน้ากว้าง 8 นิ้ว คาดว่าจะเตรียมจัดส่งมอบให้กรมศิลปากรได้ในวันที่ 11 ก.พ.นี้ที่สำนักช่างสิบหมู่ รวมทั้งจะส่งไม้จันทน์ที่เหลือจากการแปรรูปนำมาใช้เป็นท่อนฟืนประดับด้านล่างของพระจิตกาธานด้วย ส่วนการประกอบพิธีบวงสรวงลงเสาเอกพระเมรุนั้น เรื่องนี้ต้องรอให้ผู้รับเหมาและคณะทำงานด้านวิศวกรรมและโครงสร้างเริ่มดำเนินการก่อสร้างเสาหลักที่เป็นโครงสร้างเหล็กของเสาหลักทั้ง 4 ด้านของพระเมรุให้เสร็จก่อน คาดว่าปลายเดือนมีนาคมนี้จึงจะประสานขอกำหนดฤกษ์ลงเสาเอกได้

**สศร.ตั้งกรรมการคัด 84 ศิลปินสร้างผลงาน

นายอภินันท์ โปษยานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย(สศร.) กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการศิลปกรรมพระประวัติและพระกรณียกิจว่า สศร.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกศิลปิน ซึ่งประกอบด้วยศิลปินแห่งชาติ ศิลปินอาวุโส และผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ นายนนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน ศ.ปรีชา เถาทอง นายเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ นายสมศักดิ์ รักษ์สุวรรณ นายธีระวัฒน์ คะนะมะ นายจีระ ศิริสัมพันธ์ และนางสายไหม จบกลศึกษา เป็นต้น โดยจะคัดเลือกศิลปินจากทั่วประเทศจำนวน 84 คน ที่มีชื่อเสียง และผลงานเป็นที่ยอมรับ ทั้งศิลปินแห่งชาติ ศิลปินชั้นเยี่ยม และศิลปินรุ่นใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิลปินที่มีความโดดเด่นด้านการเขียนภาพเหมือนจริงในระดับแนวหน้า

?จากนั้นจะให้ศิลปินที่ได้รับการคัดเลือกได้สร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม จำนวน 84 ภาพเท่ากับพระชนมายุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ แสดงถึงพระประวัติ พระกรณียกิจ พระเมตตา และพระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกร โดยจะนำผลงานทั้ง 84 ภาพ ไปจัดนิทรรศการเผยแพร่ให้ประชาชนทุกหมู่เหล่า ได้เข้าชมและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาคุณของพระองค์ ณ บริเวณอาคารประกอบพระเมรุในระหว่างเดือน พ.ย.-ธ.ค.นี้ รวมทั้งนำไปจัดพิมพ์เป็นหนังสือที่ระลึกในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพด้วย? นายอภินันท์กล่าวและว่า ในวันที่ 4 ก.พ.นี้ สศร.จะมีการประชุมคณะกรรมการฯ เพื่อวางแผนการดำเนินการต่อไป

**เปิดตัวบทเพลง ?ทูลลา?ครั้งแรก

ด้าน นางฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า ในวันศุกร์ที่ 1 ก.พ.นี้ สำนักงานปลัด วธ.จะมีการสัมมนาเทิดพระเกียรติ ?สายรุ้งในพระนิพนธ์สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์? เวลา 14.00 น.ณ ห้องประชุมหอวชิราวุธานุสรณ์ บริเวณหอสมุดแห่งชาติ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระปรีชาสามารถในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯที่ทรงมีพระอัจฉริยภาพด้านการประพันธ์ ได้ทรงนิพนธ์และรวบรวมเรียบเรียงหนังสือที่มีข้อมูลอันทรงคุณค่าไว้จำนวนมาก สามารถอ้างอิงและประกอบการศึกษาค้นคว้าเชิงศาสตร์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี โดยวิทยากรประกอบด้วย คุณหญิงวงจันทร์ พินัยศาสตร์ นางริสรวล อร่ามเจริญ นางชมัยพร แสงกระจ่าง
รองปลัด วธ.กล่าวอีกว่า ส่วนในวันศุกร์ที่ 15 ก.พ.เวลา 14.00 น.ที่ห้องประชุมหอสมุดแห่งชาติ จะมีการสัมมนาเทิดพระเกียรติเรื่อง ?แสงแห่งรุ้ง กับโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์? ขณะที่วันศุกร์ที่ 29 ก.พ.จะมีการสัมมนาเทิดพระเกียรติ ?แสงแห่งรุ้ง หุ่นละครเล็ก? โดยรายละเอียดจะแจ้งให้ทราบต่อไป

?สำหรับงานแสงแห่งรุ้งกับดนตรีคลาสสิก ซึ่งกำหนดจัดทุกวันเสาร์ที่ 3 ของเดือนจนถึงพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพฯ นั้น ในวันเสาร์ที่ 16 ก.พ.เวลา 14.00น.ที่ห้องประชุม หอสมุดแห่งชาติ นายณัฐ ยนตรรักษ์ ซึ่งได้ประพันธ์เพลง ทูลลา จะเปิดตัวครั้งแรกในงานนี้ ส่วนนายดำริ บรรณวิทยกิจ จะกล่าวสัมมนาในหัวข้อ เพลงคลาสสิก?นางฉวีรัตน์กล่าว

**อธิบดีกรมศิลป์ลงตรวจ พท.สนามหลวง
ต่อมาเวลา 15.00 น. นายเกรียงไกร สัมปัชชลิต อธิบดีกรมศิลปากร และนายปรารพ เหล่าวานิช รองอธิบดีกรมศิลปากร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่เดินทางไปตรวจพื้นที่ท้องสนามหลวงบริเวณด้านทิศใต้ฝั่งวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ซึ่งจะใช้ก่อสร้างพระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ

นายเกรียงไกร กล่าวว่า บริเวณที่กรมศิลปากรจะกั้นเขตสร้างพระเมรุตั้งแต่แนวถนนที่ตัดผ่าครึ่งสนามหลวงไปทางทิศใต้ทั้งหมด เมื่อกำหนดพื้นที่แล้วจะเริ่มล้อมรั้วสังกะสีสีเขียวสูง 1.80 ม. กั้นไว้รอบๆ ทั้งหมด เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ช่าง และควบคุมไม่ให้บุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาในพื้นที่ คาดว่าจะใช้เวลากั้นรั้ว 15 วันจึงแล้วเสร็จ จากนั้นจะก่อสร้างอาคารชั่วคราว 3 หลังประกอบด้วย อาคารสร้างพระโกศจันทน์ อาคารปั้นหล่อลวดลาย และอาคารขยายแบบพระเมรุ ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการประมูลก่อสร้าง คาดว่าภายในวันจันทร์ที่ 4 ก.พ.จะเริ่มก่อสร้าง

**กั้นรั้วราชวัตรระหว่างก่อสร้างพระเมรุ
จากนั้นจะปักจุดสร้างพระเมรุตรงกลาง โดยจะมีการสร้างรั้วอีกชั้นเรียกว่า รั้วราชวัตรที่เป็นลวดลายสถาปัตยกรรมไทยรอบพระเมรุสมมติว่าเป็นบริเวณเขาพระสุเมรุ และประกอบพิธี กำหนดทางเข้าออกที่สามารถควบคุมคนเข้าออกได้ โดยจะต้องมีบัตรอนุญาต แบ่งเป็นบุคคลระดับสูงหรือวีไอพี ช่างและเจ้าหน้าที่ สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไปที่สนใจศึกษาการก่อสร้างพระเมรุ

"การสร้างพระโกศจันทน์สมัยสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนีนั้น กรมศิลปากรจัดทำที่สำนักช่างสิบหมู่ แต่การทำพระโกศจันทน์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯครั้งนี้ จะยกมาทำที่อาคารสร้างพระโกศจันทน์ ตลอดจนการปั้นหล่อสัตว์หิมพานต์ ลวดลายต่างๆ จะมาทำที่สนามหลวงทั้งหมดให้ประชาชนได้เห็นกระบวนการทั้งหมด ผู้ที่จะเข้ามาดูและศึกษาวิธี ศึกษาวิชาการ จะต้องมีบัตรผ่านจากกรมศิลปากรก่อน เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายสับสน ช่างจะทำงานไม่ได้ รวมทั้งช่างจะมาขยายแบบพระเมรุด้วย" อธิบดีกรมศิลปากร กล่าว

นายเกรียงไกร กล่าวด้วยว่า ปัญหาที่กรมศิลปากรจะต้องหาทางออกโดยเร็วที่สุด คือ ระหว่างการก่อสร้างพระเมรุ เมื่อเขียนลวดลาย ประดับต่างๆ แล้ว เกรงว่านกพิราบบริเวณสนามหลวงจะมาถ่ายมูลใส่ ทำให้เกิดความเสียหาย ดังนั้น อาจจะมีการขึงตาขายคลุมเฉพาะบริเวณพระเมรุไว้ทั้งหมด


                                 


ขอถวายความอาลัยรักสมเด็จพระพี่นางเธอฯ
 


จาก  ลานกวีนาวี 22

                               

สองมกราประชาวิโยคทุกข์โศกสิ้น
เศร้าชีวินพระพี่นางลับดับชันษา
สุดรันทดกำสรดหมองครองชีวา
หลั่งน้ำตาไหลรินชีวินไทย

ความโศกเศร้าเข้าครองหม่นหมองจิต
ทุกชีวิตต่างเศร้าโศกวิโยคไห้
น้ำตาหลั่งออกมาด้วยอาลัย
พระพี่นางฯสิ้นไปเมื่อได้ยิน

ยามท่านอยู่ทรงสร้างทุกอย่างช่วย
ทรงอำนวยพระราชกิจเป็นนิจสิน
ตามรอยบาทสมเด็จย่าเป็นอาจินต์
ไทยทั่วถิ่นได้พึ่งพาพระบารมี

นับแต่นี้คงไม่เห็นเช่นวันก่อน
ทรงสัญจรเสด็จไปช่วยไทยนี่
พร้อมเหล่าแพทย์อาสาด้วยปราณี
ช่วยชาวไทยในถิ่นที่ทุรกันดาร

งานศาสนาการศึกษาทรงพาสร้าง
เป็นแบบอย่างทำไว้เห็นเป็นหลักฐาน
สาธารณสุขสงเคราะห์ช่วยอำนวยการ
ทรงประทานงานช่วยด้วยพระองค์

การประพันธ์สรรสร้างแบบอย่างไว้
ให้คนไทยได้เรียนรู้ดูสูงส่ง
?แม่เล่าให้ฟัง?ยั้งอยู่คู่ดำรง
?ยุวกษัตริย์?คู่คงยืนยงกาล

คงเหลือเป็นรอยจารึกให้นึกถึง
ไทยคำนึงน้อมรำลึกนึกขับขาน
ถึงพระองค์ตลอดไปคู่ไทยนาน
แม้ล่วงกาลผ่านไปไม่ลืมลา

ณ กาลนี้ ข้าฯ นาวีสองสองทุกผองผู้
ขอน้อมส่งพระองค์สู่วิมานฟ้า
ประทับสถานทิพยสุขทุกเวลา
ณ แดนสวรรค์ชั้นฟ้าสุขาวดีเทอญ

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

ข้าพระพุทธเจ้าชาว นาวี 22
10 มกราคม 2551
http://navy22.com/th/index.php?option=com_mamboboard&Itemid=123&func=view&catid=2&id=11717#11717

                             









« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19 กันยายน 2008, 12:44:14 am โดย d@eng » บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14177


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #9 เมื่อ: 09 ตุลาคม 2008, 02:33:54 am »

ทยอยปลดผ้าคลุมพระเมรุพรุ่งนี้ คาดได้เห็นความสง่างามเต็มองค์ 18 ต.ค.

นายเกรียงไกร สัมปัชชลิต อธิบดีกรมศิลปากร แถลงการแสดงมหรสพในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ กล่าวว่า กรมฯ ได้ดำเนินการจัดการแสดงมหรสพตามแนวทางที่จัดขึ้นเมื่อครั้งงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ถือเป็นประเพณีที่มีมาแต่โบราณ เพื่อเป็นการสมโภชพระเมรุ และงานออกทุกข์ที่ประชาชนมีส่วนร่วม โดยจะจัดแสดงระหว่างวันที่ 15-16 พ.ย.นี้ ทางด้านทิศเหนือบริเวณทุ่งพระเมรุ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

        อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวอีกว่า การจัดแสดงมหรสพเริ่มตั้งแต่เวลา 19.00 น. แบ่งเป็น 3 เวที ดังนี้ เวทีที่ 1.การแสดงหนังใหญ่และโขนเรื่องรามเกียรติ์ จะแสดงไปจนถึงรุ่งเช้าของวันที่ 16 พ.ย. เวทีที่ 2. การบรรเลงดนตรีสากล ระหว่างเวลา 19.00 น.-04.30 น. มีวงดนตรีที่ร่วมแสดง อาทิ วงดุริยางค์เยาวชนไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ วงซิมโฟนีออร์เคสตราจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระอุปถัมภ์ วงดุริยางค์สากล สำนักการสังคีตกรมศิลปากร เป็นต้น และเวทีที่ 3 การแสดงหุ่นกระบอก เรื่องพระอภัยมณี ตอนรักจำพราก การแสดงนาฏยศาลาหุ่นละครเล็กคณะโจหลุยส์ ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ เรื่อง กูรมาวตาร ตำนานพระราหู และการแสดงละครนอก โดยสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เรื่องสุวรรณหงส์

        ด้าน น.อ.อาวุธ เงินชูกลิ่น ประธานคณะทำงานออกแบบพระเมรุฯ กล่าวว่า ได้ดำเนินการให้ช่างทำงานสร้างพระเมรุปลดผ้าคลุมพระเมรุออกแล้ว เริ่มจากส่วนปลียอดพระเมรุก่อน เพราะจะต้องตรวจสอบที่ตั้งโคลงฉัตรให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่จะมีพิธีการยกยอดปักพระสัปตปฎลเศวตฉัตรขึ้นยอดพระเมรุในวันที่ 20 ตุลาคมนี้

        ทั้งนี้ ในวันพรุ่งนี้ (9 ต.ค.) จะทยอยปลดผ้าคลุมไล่ลงมาตามลำดับ คาดว่าประชาชนจะได้เห็นความสง่างามของพระเมรุเต็มองค์ในวันที่ 18 ตุลาคมนี้

บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14177


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #10 เมื่อ: 15 ตุลาคม 2008, 02:37:32 am »

ศธ.สรุปพระสมัญญา"พระปิยโสทรเชษฐภคินี กัลยาณมิตราจารย์"ถวาย"พระพี่นาง"
 
 
       นายศรีเมือง เจริญศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะที่ปรึกษาและคณะกรรมการดำเนินการกำหนดพระสมัญญาถวายแด่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ว่า ที่ประชุมได้ข้อสรุปว่าให้ผนวกพระสมัญญา "พระกัลยาณมิตราจารย์" และ "พระปิยโสทรเชษฐภคินี" เป็น "พระปิยโสทรเชษฐภคินี กัลยาณมิตราจารย์" ซึ่งมีความหมายว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ ผู้ร่วมอุทรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ผู้เป็นที่รัก พระอาจารย์ผู้เป็นกัลยาณมิตรที่ประเสริฐ และที่ประชุมให้นำเสนอพระสมัญญาดังกล่าวต่อราชบัณฑิตเพื่อพิจารณาความหมายว่ากว้างขวางและถูกต้องหรือไม่ แล้วจึงนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

        รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้กระทรวงศึกษาธิการ ได้นำเสนอพระสมัญญา "พระกัลยาณมิตราจารย์" ซึ่งหมายถึงพระอาจารย์ผู้เป็นกัลยาณมิตรที่ประเสริฐ ล้ำเลิศด้วยคุณธรรมความเป็นครู ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี แต่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ขอความความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ผลปรากฏว่าส่วนราชการส่วนใหญ่ให้การสนับสนุน ยกเว้นสำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ มีความเห็นว่า พระสมัญญาดังกล่าวกระทรวงศึกษาธิการเน้นเฉพาะด้านการศึกษาเพียงอย่างเดียว จึงอาจยังไม่สมพระเกียรติเท่าที่ควร

จึงได้เสนอพระสมัญญาที่มีความหมายเป็นกลางมาว่า "พระปิยโสทรเชษฐภคินี" ซึ่งหมายถึง สมเด็จพระพี่นางผู้ร่วมอุทรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้เป็นที่รัก (ของปวงชน) และแจ้งให้กระทรวงศึกษาธิการพิจารณาความเห็นดังกล่าว

 
 
บันทึกการเข้า

newnaka
Newbie
*

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 30



« ตอบ #11 เมื่อ: 15 ตุลาคม 2008, 09:22:36 pm »

กทม.เชิญชวน ปชช.ร่วมพิธีอ่านสังวัธยายพระไตรปิฎกถวาย"พระพี่นางฯ"

 
 
       นายรัฐพล มีธนาถาวร รองปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า กทม. ร่วมกับกองทุนสนทนาธรรมนำสุข ในพระสังฆราชูปถัมภ์ จัดพิธีอ่านสังวัธยายพระไตรปิฎกสากล เนื่องในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในวันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน ระหว่างเวลา 14.00-15.00 น. ณ ลานคนเมือง ศาลาว่าการ กทม. เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ ด้วยทรงเป็นประธานกิตติมศักดิ์พระราชทานประดิษฐานพระไตรปิฎกสากลในนานาประเทศทั่วโลก และเผยแพร่พระไตรปิฎกสากลอักษรโรมัน อีกทั้งร่วมสืบสานพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าผ่านพระไตรปิฎกสากล

        นอกจากนี้ ได้จัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติ และนิทรรศการเกี่ยวกับโครงการสนทนาเผยแพร่พระไตรปิฎกสากลอักษรโรมันขึ้น ณ ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการ กทม. ระหว่างวันที่ 10-16 พฤศจิกายน 2551 โดยนิทรรศการจะนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับพระประวัติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และพระกรณียกิจด้านพุทธศาสนา การสังคายนาพระไตรปิฎกตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน และการสืบสานและสืบทอดพระธรรมคำสอนผ่านพระไตรปิฎก จึงขอเชิญประชาชนถวายความจงรักภักดี และสำนึกในพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และร่วมพิธีอ่านสังวัธยายพระไตรปิฎกสากลตามวัน เวลา ดังกล่าว

 15 ตุลาคม 2551

 
บันทึกการเข้า
แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14177


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #12 เมื่อ: 15 ตุลาคม 2008, 10:10:44 pm »

ผบช.น.ยันพร้อมถวายความปลอดภัยพระราชพิธียกสัปตปฎลเศวตฉัตร พระเมรุ
 
 
       พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ยืนยันความพร้อมในการถวายความปลอดภัย รวมถึงเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ในงานพระราชพิธียกสัปตปฎลเศวตฉัตร พระเมรุ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ในวันที่ 20 ตุลาคมนี้

        นอกจากนี้ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ยังเชื่อมั่นว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะเปิดเส้นทางจราจร ถ.ราชดำเนิน ตลอดสาย เนื่องจากได้มีการเจรจาก่อนหน้านี้แล้ว

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 15 ตุลาคม 2551 15:28 น.

 
 
 
บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14177


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #13 เมื่อ: 15 ตุลาคม 2008, 11:33:24 pm »

วธ.เร่งติดตั้งภาพศิลปกรรมพระประวัติ"พระพี่นางฯ"ในพระเมรุ
 
       นายปรารพ เหล่าวานิช รองอธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) จะติดตั้งภาพศิลปกรรมพระประวัติและพระกรณียกิจ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ จำนวน 4 ภาพขนาดใหญ่กว้าง 3 เมตรยาว 3 เมตร สูง 3 เมตร ในพื้นที่พระเมรุให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ 20 ตุลาคม ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จะเสด็จพระราชดำเนินพิธียกสัปตปฎลเศวตฉัตร โดย 1 ใน 4 ภาพเป็นภาพวาดทรงกรม สื่อถึงพระอิสริยยศของพระองค์ที่ได้รับสายสะพายจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โดยศิลปินจิตรกรชั้นเยี่ยม ศ.ปรีชา เถาทอง ซึ่งขณะนี้ได้ใส่กรอบรูปเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะนำไปประดับอยู่ที่ทับเกษตร อาคารโถงหลังคาทรงปะรำหรือหลังคาแบนที่ปลูกริมแนวรั้วราชวัตร ใช้เป็นสถานที่สำหรับข้าราชการที่มาในพระราชพิธีและฟังพระสวดอภิธรรม

        ส่วนภาพวาด 80 ภาพ ขนาด 80 x 100 เซนติเมตร ของศิลปิน 80 ท่าน แบ่งเป็น 13 หมวด อาทิ พระประวัติ ภาพสะท้อนความผูกพันระหว่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ กับ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ภาพพระกรณียกิจ เป็นต้น

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 15 ตุลาคม 2551 17:54 น.
 
 
 
 
บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14177


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #14 เมื่อ: 15 ตุลาคม 2008, 11:46:05 pm »

เกร็ดความรู้ เรื่องพิธี "พระศพ"

        1.สางพระเกศาขึ้น-ลง 1 ครั้ง แล้วหักพระสางทิ้ง

        การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สางพระเกศาพระศพขึ้น 1 ครั้ง ลง 1 ครั้ง แล้วหักพระสางวางไว้ในพาน แสดงถึงว่าเป็นการสาง (หวี) พระเกศาครั้งสุดท้าย สางพอเป็นสัญลักษณ์พอเป็นพิธี เพื่อแสดงว่าไม่ต้องการความสวยงามใดๆ อีกแล้ว เป็นเครื่องหมายว่าหมดประโยชน์ ไม่มีความจำเป็นต้องแต่งกายใดๆ อีกแล้ว และเมื่อหักสางทิ้งไปแล้ว ก็จะเอาไปไว้ที่ไหนก็ได้ ซึ่งเหมือนกับประเพณีของประชาชนด้วย ที่แสดงว่าจะไม่ได้ใช้สางนั้นอีกต่อไปแล้วจึงต้องหักทิ้งไป

        2.เศวตฉัตรประกอบพิธีพระศพ

        เศวตฉัตรประกอบพิธีพระศพนั้นจะแตกต่างกันไป ตามพระอิสริยยศที่แตกต่างกัน

ฉัตร 9 ชั้น : พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ฉัตร 7 ชั้น : สมเด็จพระบรมราชินี สมเด็จพระบรมราชชนนี สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สมเด็จพระบรมราชกุมารี
ฉัตร 5 ชั้น : สมเด็จเจ้าฟ้า ในส่วนพิธีพระศพของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ นั้นจะเรียกว่า "เบญจปฎลเศวตฉัตร" หมายถึงฉัตรขาวที่มีเพดาน 5 ชั้น
        ขั้นตอนเมื่อเชิญพระศพมายังพระบรมมหาราชวังแล้ว จะเชิญพระศพไปประดิษฐานที่พระที่นั่งพิมานรัตยา ซึ่งอยู่ด้านหลังทางทิศใต้ของพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ซึ่งพระที่นั่งองค์นี้จะเป็นวิมานที่บรรทมของพระมหากษัตริย์ และสมเด็จพระอัครมเหสี และเจ้านายฝ่ายในชั้นสูง แต่ในระยะหลังจะใช้เป็นที่ประดิษฐานพระศพ ในการสรงน้ำพระศพ เมื่อสรงน้ำพระศพที่พระที่นั่งพิมานรัตยาแล้วจึงจะอัญเชิญพระศพไปประดิษฐานที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท การประดิษฐานพระศพตามราชประเพณีอยู่ทางมุขด้านตะวันตก พระโกศสำหรับสมเด็จเจ้าฟ้าจะใช้พระโกศทองใหญ่ และใช้เครื่องสูงทองแผ่ลวด มุขด้านใต้จะเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร (พระประจำวันเกิด) ซึ่งพระพุทธประจำพระชนมวารของสมเด็จพระพี่นางเธอฯ คือ พระพุทธรูปปางถวายเนตร ซึ่งเป็นปางประจำวันเกิดวันอาทิตย์ งานหลังจากนี้ต่อไปจนถึง 100 วัน จะเป็นการพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม พระพิธีธรรมจะเป็นงานที่ใช้เฉพาะงานหลวง จะสวดทั้งวันทั้งคืน มีการย่ำยามทุก 3 ชั่วโมง มีปี่ กลอง ประโคม ด้วยทำนองที่เศร้าสร้อย

        3.ประโคมย่ำยามทุก 3 ชั่วโมง

        การสวดพระพิธีธรรมพระอภิธรรม จะมีการประโคมย่ำยามทุก 3 ชั่วโมง มีปี่ กลอง ประโคม ด้วยทำนองที่เศร้าสร้อย ตั้งแต่ 06.00 น. 09.00 น. 12.00 น. ไปจนถึง 24.00 น. เพื่อบอกเวลาว่าครบ 3 ชั่วโมง ก็จะประโคมขึ้นหนึ่งครั้ง ส่วนการสวดพระอภิธรรมจะสวดทั้งวันทั้งคืน แต่จะมีเวลาพักเว้นระยะเป็นช่วงๆ อาจจะหยุดพักสัก 10-15 นาที ซึ่งจะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของเจ้านายชั้นสูงขึ้นไป โดยหลักคิดก็จะไม่แตกต่างกับการจัดงานศพของประชาชนทั่วไปตามหลักพระพุทธศาสนา แต่อาจจะเพิ่มรายละเอียด ปริมาณและคุณภาพเข้ามา ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเจ้าภาพที่จะจัดงานนอกจากนี้จะมีการบำเพ็ญพระราชกุศลเมื่อครบ 7 วัน 50 วัน และ 100 วัน พิธีกรรมก็จะเหมือนกัน นั่นคือ มีการสวดมนต์ แสดงพระธรรมเทศนา 1 กัณฑ์ ถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ สดับปกรณ์ (บังสุกุล)

        4.สมเด็จพระพี่นางเธอฯ อยู่ในลำดับพระอิสริยยศชั้น "เจ้าฟ้า"

ภาษาที่ใช้เรียกในการประกอบพิธีพระบรมศพ พระศพ จะแตกต่างกันตามพระอิสริยยศ โดยสมเด็จเจ้าฟ้า จะเรียกว่า พระศพ ส่วนพระยศที่สูงกว่า ตั้งแต่พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระบรมราชินี สมเด็จพระบรมราชชนนี สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สมเด็จพระบรมราชกุมารี จะเรียกว่า"พระบรมศพ"ส่วนพระราชพิธีพระราชทานเพลิงศพ ตามราชประเพณีจะสร้างพระเมรุในช่วงฤดูแล้งประมาณเดือนมีนาคม เมษายน ทั้งนี้แล้วแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

        5.การแต่งฉลองพระองค์ไว้ทุกข์

        การแต่งกายของพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศ์ศานุวงศ์ สำหรับการไว้ทุกข์มี 2 แบบ ฉลองพระองค์เต็มยศ และฉลองพระองค์แบบสากล แบบแรกฉลองพระองค์ไว้ทุกข์ด้วยเครื่องแบบเต็มยศ สายสะพายจักรี ติดแขนทุกข์ใต้พระกรซ้าย และจะฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศสายสะพายจักรี ในการบำเพ็ญพระราชกุศลเมื่อครบ 7 วัน 50 วัน 100 วัน และวันออกพระเมรุ ส่วนแบบสากลฉลองพระองค์สูทสีดำ ติดแขนทุกข์ใต้พระกรซ้าย สำหรับข้าราชการ ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ก็แต่งกายไว้ทุกข์ตามราชประเพณีตามแต่จะมีหมายกำหนดการกำหนดแจ้งไว้ ส่วนประชาชนก็แต่งกายไว้ทุกข์แบบสุภาพตามประเพณีที่ปฏิบัติ

        6.ขบวนรถอัญเชิญพระศพเป็นแบบเรียบง่ายโดยรถโรงพยาบาล

        ขบวนรถจะจัดอย่างไรก็ได้ไม่มีระเบียบแบบแผน และจะเป็นแบบเรียบง่ายที่ปฏิบัติกันมาในอดีตก็จะอัญเชิญโดยรถโรงพยาบาลเหมือนกันทุกพระองค์

        '7.การปฏิบัติตนไว้ทุกข์ของประชาชน

        การปฏิบัติตนของประชาชนในการเข้าไปถวายสักการะพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคมเป็นต้นไปนั้น เบื้องต้นประชาชนควรแต่งกายไว้ทุกข์ตามประเพณีใส่เสื้อผ้าสีดำหรือสีขาว การกราบพระศพจะกราบครั้งเดียวไม่แบมือ สุภาพสตรีควรนุ่งกระโปรง เพราะตามธรรมเนียมที่จะไม่นุ่งกางเกงเข้าในพระบรมมหาราชวัง ถ้าเป็นไปได้ก็ควรสวมรองเท้าหุ้มส้น ถ้าไม่มีก็ต้องเป็นแบบเรียบร้อย ส่วนประชาชนทั่วไปที่จะแสดงออกเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล สามารถทำได้ทุกอย่าง ทำที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องรอให้ถึงวันที่ 10 มกราคม สามารถทำได้ทันที ทั้งการตักบาตร ทำบุญ บำเพ็ญกุศล บำเพ็ญทาน ถวายสังฆทานต่างๆ บวชพระ เลี้ยงพระ นิมนต์พระมาเทศน์ ก็สามารถทำได้

        8.บรรจุพระศพลงหีบพระศพแทนพระโกศ

        (ชัชพล ชัยพร) ตามโบราณราชประเพณีเมื่อพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ เสด็จสวรรคต จะประกอบพิธีบรรจุพระบรมศพ พระศพ ลงในพระโกศ แต่ในรัชกาลปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้เชิญพระบรมศพ และพระศพ ลงหีบพระศพ แทนใส่การใส่พระโกศ ซึ่งสามารถทำได้ตามพระราชอัธยาศัย ได้แก่ พระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ
บันทึกการเข้า

หน้า: [1] 2 3 4   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: