หน้า: [1] 2   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ถามผู้รู้ครับ จอมโจรอาคม เสือไท ทหารเสือ กรมหลวงชุมพรฯ  (อ่าน 2675 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
thep
Auther
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 996


สิทธิ์ของหัวใจใครจะรักใครก็ไม่ผิด

thep_0062@hotmail.com
อีเมล์
« เมื่อ: 19 กรกฎาคม 2008, 07:12:51 pm »

หาอ่านได้จากที่ไหนครับผม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

จงมั่นใจในรักที่มีอยู่ แล้วจะรู้ว่ารักนี้มีค่ากว่าสิ่งไหน    
http://www.bumq.com/?p=20091022303811398
แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 12663


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 19 กรกฎาคม 2008, 10:06:40 pm »

ทหารเสือกรมหลวงชุมพรฯ

ช่วงกลางวันๆ วันหนึ่ง  ASTV มีคนนำผู้ชุมนุมให้หันหน้าไปทางนางเลิ้งเพื่อขอบารมีเจ้านายพระองค์หนึ่ง ได้แก่ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ซึ่งในอตีตวังที่ประทับของพระองค์ท่านอยู่ ณ. บริเวณนั้น


เรื่องราวของ เสือไท ที่จะเล่าย่อๆ ต่อไปนี้ สรุปความมาจาก หนังสือ?จอมโจรอาคม เสือไท ทหารเสือกรมหลวงชุมพรฯ?
เรียบเรียงโดย โอฆะ บุรี พิมพ์ครั้งที่ 1 ในเดือนมีนาคม 2551 โดย สำนักพิมพ์อุทยานความรู้ ISBN 978-974-05-4262-9


คำนำของผู้เขียนตอนหนึ่งที่อยากเกริ่นนำไว้ ณ. ที่นี้ ได้แก่
"..จอมโจรอาคมเสือไท ทหารเสือกรมหลวงชุมพรฯ เป็นบุคคลผู้มีชีวิตลึกลับซับซ้อนที่สุดในบรรดาประวัติความเป็นมาของจอมโจรที่ถูกตราหน้าว่าเป็น เสือที่เคยมีมาทั้งหมดในประเทศไทย....?

...ข้อมูลเกี่ยวกับเสือไทที่ข้าพเจ้ามีอยู่ ความจริงนั้นควรเรียกว่าความทรงจำอันยาวนาน ที่ซึมซับมาตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็ก....ภาพชายศสูงอายุมีผมสีดอกเลาจัดหวีเรียบร้อย พูดน้อยและดูเคร่งขรึม สุภาพ แต่มีความน่าเคารพยำเกรงอยู่ในตัว เคยเดินทางมาที่บ้าน และไปไหนมาไหนกับบิดาของข้าพเจ้าบ่อยๆ พ่อหลิม เป็นคำเรียกขานที่บิดาและมารดาตลอดจนผู้ใหญ่ ในบ้านของข้าพเจ้าเรียกชายสูงอายุผู้นี้ด้วยความเคารพ.....ในหมู่ผู้ใกล้ชิดและผู้ที่เป็นลูกศิษย์ต่างเข้าใจกันดีว่าหมายถึง ?เสือไท? จอมโจรชื่อดังที่มาหลบซ่อนอยู่ที่จังหวัดพิจิตร...

เสือไท เป็นบุคคลที่กำเนิดจากครอบครัวของผู้ที่มีฐานะ เดินสู่เส้นทางนักเลง ร่ำเรียนไสยเวทอาคมและวิชาการต่อสู้เกือบทุกรูปแบบก่อนถวายตัวเป็นมหาดเล็กของ พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงค์ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ บิดาแห่งกองทัพเรือไทย ต่อมาภายหลังชะตาชีวิตได้หักเหกลายเป็นผู้ต้องหาคดีอาญาร้ายแรงต้องหนีข้ามน้ำข้ามทะเล
แต่ถึงกระนั้น ก็ยังได้รับความนับถือยกย่องให้เป็น?สุภาพบุรุษเสือ?ถึงขนาดยอดมือปราบขมังเวทย์อย่าง พล.ต.ต. ขุนพันธรักษ์ราชเดช รวมทั้งตำรวจมือปราบและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอีกหลายคนในยุคนั้นยังต้องฝากตัวเป็นลูกศิษย์?

เรื่องราวชีวิตของเสือไทนี้ มีความเกี่ยวข้องกับบริบททางสังคมและผู้คนร่วมสมัยเดียวกัน เป็นส่วนหนึ่งของเกร็ดประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ สะท้อนให้เห็นในอีกมิติหนึ่งของสังคมไทยในอดีต...?

ตำนานเจ็ดทหารเสือ

ทหารเสือกรมหลวงชุมพรฯ ในความหมายแรก น่าจะหมายถึงนายทหารเรือทั้งหมดที่เป็นลูกศิษย์ของเสด็จในกรมฯ ที่ได้รับการฝึกสอนด้วยพระองค์เอง รวมถึงทหารเรือชั้นประทวนที่ประจำการร่วมสมัย หลายคนมาจากมหาดเล็กที่ถวายตัวรับใช้พระองค์.....เกือบทุกคนสักคำว่า ร.ศ. 112 ตราด ที่หน้าอก เพื่อเตือนใจตัวเองไม่ให้ลืมวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) ที่ฝรั่งเศสบุกน่านน้ำไทยจนเกิดยุทธนาวี ผลที่สุดไทยต้องจำใจจำยอมให้ฝรั่งเศสครอบครองจังหวัดจันทบุรีและตราด ก่อนจะเสียดินแดนบางส่วนด้านมณฑลบูรพาฝั่งซ้ายแม้น้ำโขง และดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขง เพื่อแลกสองจังหวัดกลับคืนมา....เป็นความขมขื่นที่ไม่มีวันลืม....

ทหารเสือในความหมายที่สอง ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า?เจ็ดทหารเสือ? มีด้วยกันทั้งหมด 7 คน มียศตั้งแต่นายทหารสัญญาบัตรไปจนถึงพลทหาร ทั้งเจ็ดทหารเสือมีคำล่ำลือในด้านเชี่ยวชาญไสยเวทอาคมและวิชาการต่อสู้เป็นพิเศษกว่าคนอื่นๆ ประการสำคัญนอกจากมีรอยสักคำว่า ร.ศ. 112 ตราด? ที่หน้าอกแล้ว ทหารเสือทั้งเจ็ดคนจะต้องมีรอยสักอักขระขอม ปรากฎที่ท้ายทอยหรือต้นคอทุกคน....

พ่อหลิม หรือ เสือไท เล่าว่าตนเองเป้นมหาดเล็กปลุกบรรทม มีหน้าที่ดูแลเรื่องเครื่องบรรทม และคอยปลุกเสด็จในกรมฯ ตามที่ทรงรับสั่ง หน้าที่นี้เองทำให้เขาเป็นมหาดเล็กใกล้ชิดและอยู่ในเหตุการณ์ในวันสิ้นพระชนม์....?

มหาดเล็กหลิม ได้เล่าเหตุการณ์ในวันที่ต้องสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ด้วยข้อมูลที่แตกต่างไปจากที่มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์.....

..ในตอนสายวันที่ 19 พฤษภาคม 2466 เป็นช่วงเวลาที่เสด็จไปพักผ่อนในที่ประทับที่สร้างขึ้นอย่างเรียบงาย ที่หาดทรายรี จังหวัดชุมพร ทรงประทับรักษาพระองค์จากไข้หวัดใหญ่ เสด็จในกรมฯ ทรงมีรับสั่งให้คนใกล้ชิดเข้าเฝ้าทีละคน......หลังจากประทานปืนยาวให้เขาโดยทรงสำทับว่า ๒อย่านำไปฆ่าคน..ให้เป็นที่ระลึก? แล้ว ทรงรับสั่งให้นำธูปและดอกไม้มาถวายเพื่อจะไหว้พระ ซึ่งทรงปฏิบัติเป็นประจำทุกวัน...ทรงรับสั่งว่า ?สิบเอ็ดโมงวันนี้ไม่ต้องเข้าไปปลุก? ตามปกติในระหว่างประชวร จะทรงตื่นบรรทมมาเสวยพระโอสถในช่วงนี้......

เวลาผ่านไปราว 3 ชั่วโมง ในห้องบรรทมเงียบจนได้ยินเสียงสวดมนต์ดังออกมาเบาๆ แล้วเงียบหายไปพักใหญ่ จึงเห็นควันธูปลอยออกมาตามช่องลมและพระแกลมากจนผิดสังเกต....มีใครคนหนึ่งสั่งให้เปิดประตูเข้าไปดูพระองค์ แล้วภาพที่เห็นก็คือ...

?พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงค์กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ พระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย เสด็จเตี่ย และ เจ้าพ่อ ของลูกหลานไทยทุกคน....ได้สิ้นพระชนม์อย่างสงบ ในพระอิริยาบถบรรทมตะแคงพระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัยในขณะที่พระหัตถ์ยังทรงพนมธูปและดอกไม้อยู่......?
 

?พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงค์กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เป็นพระราชโอรสลำดับที่ 28 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 กับ เจ้าจอมมารดาโหมด (สกุลบุนนาค) ประสูติเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ. ศ. 2423 สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 ณ. ตำบลหาดทรายรี จังหวัดชุมพร สิริพระชันษาได้ 44 ปี?


ในค่ำคืนวันหนึ่งที่ตลาดนางเลิ้ง มีเสียงตะโกนไล่หลังกันมาจากหัวมุมถนน คนหนึ่งพยายามหนีเอาตัวรอด อีก 4 คน วิ่งไล่ตามอย่างบ้าคลั่ง.....เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ชายอีกสามคนที่กำลังจะเดินสวนไปยังโรงบ่อนเบี้ยต้องพากันดึงตัวหลบไปหลังต้นมะขามใหญ่ คนที่ดูท่าทางจะเป็นเจ้านายของอีกสองคนส่งเสียงกำชับเบาๆ ให้เฉยไว้ ดูไปก่อน ....?

?.....ก่อนที่ดาบของกลุ่มคนที่ไล่มาทันจะได้ลิ้มเลือดของคนไม่มีทางสู้ ฉับพลันมีร่างหนึ่งกระโจนเข้ามาจากไหนก็ไม่มีใครทราบ ...เขาตวัดขาเตะไปที่ข้อมือของคนถือดาบ และอัดกำปั้นเข้าที่ปลายคางของอีกคนหนึ่งที่พรวดเข้ามา....?

การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด ชายหนุ่มที่เข้ามาช่วยถูกฟันเต็มเหนี่ยวที่กลางหลัง และถูกนักเลงอีกคนหนึ่งจ้วงแทงด้วยมีดพก แต่เขาก็เพียงเซไป และกลับฮึดสู้ข้นมาอีก การต่อสู้เป็นไปอย่างรวดเร็วแทบดูไม่ทัน....ขณะที่อีก 3 คนในมุมมืดไม่อาจทนดูการต่อสู้ที่ไม่เป็นธรรมและก้าวออกมาจะช่วยต่อสู้ แต่เสียงนกหวีดจากพลตระเวนที่ดังจนแสบแก้วหูพร้อมเสียงตะโกนสั่งให้หยุด ทำให้ต้องชะงักถอยกลับ และสุนัขหมู่ 4 ตัวก็หายไปกับความมืด...?

บ่ายวันรุ่งขึ้น...ที่วังนางเลิ้ง มหาดเล็ก 2 คน พาชายคนหนึ่งเข้ามาก้มกราบอยู่แทบพระบาทเสด็จในกรมฯ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ขณะทรงประทับอยู่ในศาลาเล็กริมสระน้ำ...?

....รับสั่งถามความเป็นมาจนทรงทราบว่า นายหลิมเป็นคนย่านสะพานถ่าน อยู่ไม่ไกลจากนางเลิ้ง เป็นคนเคยเรียนหนังสือพอมีความรู้ติดตัว เมื่อพ่อแม่เสียไปก็อาศัยอยู่กับญาติ ความรักอิสระและชอบวิชาการต่อสู้ทำให้ต้องเร่ร่อนและคบค้าสมาคมกับพวกนักเลง เมื่อคืนที่มีเรื่องได้ออกมาช่วยน้องชายของเพื่อนรักคนหนึ่งที่ถูกรุมทำร้าย ตัวเขาเองไม่มีอาชีพแน่นอนเพียงช่วยงานที่โรงเหล้าของญาติห่างๆ เป็นคนชอบชกมวย และมีฝีมือฟันดาบ กระบี่กระบอง แต่สิ่งที่เสด็จในกรมฯทรงพอพระทัยมากเป็นพิเศษคือ นายหลิมเป็นคนชอบการร่ำเรียนไสยศาสตร์คาถาอาคม.....ทรงรับสั่งชวนนายหลิมมารับราชการกับพระองค์..?


หลิม ทองย่อน ตัดสินใจถวายตัวเป็นมหาดเล็กประจำพระองค์เพื่อติดตามรับใช้เสด็จในกรมฯ ไปก่อน ส่วนการเข้ารับราชการเป็นทหารเรือของเขานั้น เกิดขึ้นในปี พ. ศ. 2450.... เกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลาห้าปีก่อนรับราชการเป็นทหารเรือ แน่นอนว่าย่อมเป็นเหตุการณ์ไม่ปกติธรรมดา....


ผลกระทบจากสัญญา เบาว์ริง? ที่ประเทศไทยจำยอมลงนามร่วมกับประเทศอังกฤษ พ ศ. 2398 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่4)ทำให้ฝรั่งเศสบีบคั้นไทยให้ทำสัญญาลักษณะเดียวกันในปี พ.ศ. 2399 ประเทศไทยต้องสูยเสียอำนาจทางศาลที่เรียกว่า ?สิทธิสภาพนอกอาณาเขต? ฝรั่งตาน้ำข้าวไม่ต้องขึ้นศาลไทย หากมีกรณีพิพาทเกิดขึ้น ก็จะไปขึ้นศาลกงสุลของประเทศตน...สัญญานี้ยังพ่วงอภิสิทธิ์ของพวก?สัปเยก? หรือคนในบังคับที่อยู่ในความคุ้มครองของประเทศยุโรปเหล่านี้ด้วย (สัปเยกมีรากศัพท์มาจากคำว่า subject ในภาษาอังกฤษ)

พวกสัปเยกที่คนไทยรู้สึกไม่ชอบหน้าก็คือ ทหารญวน พวกนี้เหิมเกริมเพราะเคยกดขี่คนไทยมาตั้งแต่ครั้งที่ฝรั่งเศสปกครองจันทบุรีและตราด หลังจากเกิดวิกฤติการณ์ ร.ศ. 112 จึงมักมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับคนไทยเสมอ และทุกครั้งคนไทยเราเป็นฝ่ายเสียเปรียบ จะถูกจะผิดก็ต้องไปขึ้นศาลกงสุลต่างชาติ...

แล้วมันก็เกิดเรื่องขึ้นกับ มหาดเล็กหลิมของเราจนได้....สัปเยกญวน 4-5 คน ลวนลามสาวชาวบ้านลูกครึ่งจีนที่ช่วยพ่อแม่ค้าขายอยู่หน้าโรงยาฝิ่น เตี่ยและแม่ร้องเรียกคนช่วย แต่พอเห็นว่าเป็นพวกญวน ก็ไม่มีใครอยากมีเรื่องด้วย....มหาดเล็กหลิมและเพื่อนเข้าไปห้ามปราม แต่กลับถูกเล่นงานก่อน การตะลุมบอนกันระหว่างญวน 5 คน กับพวกของหลิม ทองย่อน 3 คน ทำให้พวกญวนสู้ไม่ได้และกลายเป็นผู้เสียหายแม้ว่าจะก่อเรื่องขึ้นก่อน เมื่อปรากฏต่อมาว่าสัปเยกที่ถูกแทงเสียชีวิต พยานคือสาวชาวบ้านคงกลัวเลยไม่กล้าเป็นพยาน แม้ในตอนแรกจะเคยให้การที่เป็นประโยชน์ต่อมหาดเล็กหลิมและพวก...

พวกฝรั่งเศสไม่ยอมเลิกรา จะเอาตัวคนแทงมาลงโทษ ส่วนความผิดของฝ่ายสัปเยกญวน กลับอ้างว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย.........เมื่อกรมพระนครบาลส่งคนมาสืบสวนสอบสวน มหาดเล็กหลิมจึงต้องหลบหนีไปชั่วคราวเพราะพวกญวนจำหน้าได้ พร้อมที่จะชี้ตัวเอาไปขึ้นศาลของตน....และนี่คือการหนีอาญาครั้งแรก.....
ชีวิตของคนเรานั้น...ในวิกฤติมักมีโอกาสอยู่เสมอ ชีวิตของ หลิม ทองย่อน ก็เป็นเช่นนั้น ในช่วงเวลาที่ต้องระหกระเหินหลบหนีคดีครั้งนั้น ทำให้เขาได้มีโอกาสพบกับอาจารย์ขมังเวทหลายคน....

เวลาผ่านไปกว่าสามปี หลวงประชาธนาณัติ หนึ่งในเจ็ดทหารเสือที่เป็นเพื่อนสนิท ได้ส่งคนไปตามเขาที่จังหวัดระยอง ภายหลังจากกรมหลวงชุมพรฯ เสด็จกลับมาและทรงมีรับสั่งให้ตาม หลิม เข้าเฝ้า..เขาเดินทางกลับกรุงเทพฯด้วยหัวใจอันพองโตสุดบรรยาย


วังนางเลิ้ง....เช้าตรู่ของวันหนึ่งใน พ ศ. 2450
เมื่อได้ทรงสนทนากับอดีตมหาดเล็กหลิมแล้ว เสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ ทรงมีรับสั่งด้วยเมตตาว่า

ไอ้หลิม เอ็งก็ลำบากมามากเพราะเรื่องช่วยคนอื่นแท้ๆ ....ข้าจะให้เอ็งเข้ามาประจำการเป็นทหารอย่างที่เอ็งต้องการเสียที คดีของเอ็งก็เลื่อนลอย ไอ้สัปเยกญวนก็ไม่ระบุชื่อเอ็ง คดีก็ถูกโอนไปที่กงสุล คนที่ตายก็ไม่ใช่คนฝรั่งเศส เป็นพวกญวนที่มาข่มเหงรังแกคนไทยก่อน ฝรั่งเศสคงไม่สนใจติดตามเรื่อง กรมพระนครบาลก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร เรื่องเงียบไปนานแล้ว...เอาละเอ็งเป็น *ไท *เสียที


ไอ้ไท....ข้าตั้งชื่อให้เอ็งใหม่ให้สมกับความรักอิสระของเอ็ง หลิม ชื่อเดิมพ่อแม่ตั้งให้ก็ดีแล้ว เอ็งก็ใช้ไปตามสำมะโนครัวไม่ต้องเปลี่ยน ชื่อ ไท เป็นฉายาข้าตั้งให้เอ็ง?....และนี่คือที่มาของสมญานามที่ได้รับการเรียกขานกันต่อมา

เมื่อ พ. ศ. 2454 ต้นรัชกาล พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้เกิดกบฏ รศ. 130 และมีความหวาดระแวงกันเองในราชสำนัก โดยมีผู้ปล่อยข่าวลือว่า กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์จะทำการกบฏชิงราชบัลลังก์ และเมื่อกระทำการสำเร็จแล้วจะอัญเชิญสมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมขุนนครสวรรค์วรพินิต ขึ้นครองราชย์แทน ทั้ง 2 พระองค์ จึงมีพระดำริจะทรงลาออกจากราชการแต่ทว่าล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ได้ส่งคนมาไกล่เกลี่ยขอให้ทรงรับราชการต่อไป

แต่แล้วก็ได้เกิดเหตุตามมาอีก จนนำไปสู่จุดแตกหักของความระแวงสงสัย....พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จในกรมฯ ออกจากราชการเมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2454 ขณะนั้นทรงมีพระชันษาเพียง 31 ปี เท่านั้น..

ครั้งนั้น มีนายทหารระดับสูงหลายคนจะลาออกตาม แต่เสด็จในกรมฯ ทรงห้ามไว้อย่างเด็ดขาด ดังนั้นผู้ที่ลาออกตามจึงมีเพียงไม่กี่คน.........เป็นทหารเสือที่รับใช้ใกล้ชิดในฐานะมหาดเล็กติดตามรวมถึง พลทหารไท หรือ พลทหาร หลิม ด้วย
ในช่วง 6 ปี ที่ออกจากการรับราชการ ทรงซื้อเรือใบและเรือกลไฟท่องไปในทะเลบ่อยครั้ง ยังได้เสด็จล่องไปตามแม่น้ำลำคลองในชนบท ตามบ้านเกิดของมหาดเล็กหรือข้าหลวงที่รับใช้อยู่ในวังนางเลิ้งรวมถึงเสด็จแวะตามวัดวาอารามต่างๆ เพื่อนมัสการพระเกจิอาจารย์หลายรูปของพระองค์

ทรงโปรดศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณจนมีความรู้ความชำนาญ ทรงสามารถวินิจฉัยและทำการรักษาคนป่วยที่ส่วนมากเป็นชาวบ้านที่ยากจน ทั้งคนไทยและคนจีนต่างเรียกพระองค์ตามที่ทรงแนะนำตัวว่า ?หมอพร? เป็นช่วงที่ทรงดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายและมีความสุข จนล่วงเข้าปี พ.ศ. 2460 ซึ่งเป็นช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 1
 

วันที่ 22 กรกฎาคม พ. ศ. 2460 ประเทศสยามประกาศสงครามกับเยอรมันและ ออสเตรีย-ฮังการี
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ กลับเข้ารับราชการในกองทัพเรือตามเดิมในวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2460 และทรงโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระอิสริยศเป็น พลเรือโท ได้ทรงดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหารเรือในเวลาต่อมา

การเสด็จกลับเข้ารับราชการในครั้งนี้ พลทหารไท พร้อมทั้งทหารเสือทั้งหมดได้ติดตามกลับเข้ารับราชการเป็นพลทหารประจำการอีกครั้งหนึ่ง

เสด็จในกรมฯ ต้องทรงงานหนักกว่าเดิม ทรงพัฒนากองทัพเรือตามนโยบายที่ได้ทรงวางไว้ก่อนออกจากราชการ และทรงมีพระภารกิจเป็นผู้แทนรัฐบาลสยาม เดินทางไปเจรจาขอซื้อเรือรบที่ประเทศอังกฤษ เมื่อการเจรจาซื้อเป็นผลสำเร็จทรงทำหน้าที่เป็นผู้บังคับการ?เรือรบหลวงพระร่วง? นำกลับสู่ประเทศสยามด้วยพระองค์เอง

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงจัดพิธีเฉลิมฉลองต้อนรับอย่างยิ่งใหญ้ ในปี พ.ศ. 2463 และทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระอิสริศักดิ์ให้ กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เป็น กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ในปี พ.ศ. 2465 หลังทรงบัญชาการควบคุมการก่อสร้างฐานทัพเรือสัต+++บเรียบร้อยแล้ว จึงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ทรงดำรงตำแหน่ง เสนาบดีกระทรวงทหารเรือ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระพลานามัยไม่สู้ดีนัก

ดังนั้น ในฤดูร้อนของปีพุทธศักราช 2466 จึงตัดสินพระทัยกราบบังคมลาออกจากราชการเพื่อพักรักษาพระองค์ โดยเลือกที่จะเสด็จไปพักผ่อนที่พระตำหนักที่สร้างแบบเรียบง่าย ณ. ตำบลหาดทรายรี จังหวัดชุมพร ได้ทรงสิ้นพระชนม์ในต้นฤดูฝนในปีเดียวกันนั้นเอง.....
เมื่อสิ้นเสด็จในกรมฯ พลทหารไท หรือ หลิม ทองย่อน หวนกลับสู่ถนนนักเลง โดยไปช่วยงานที่โรงบ่อนเบี้ย ดูแลโรงเหล้าและโรงยาฝิ่น ซึ่งมีหลวงประชาธนาณัติ ทหารเสือผู้หันมาเอาดีด้วยการยึดอาชีพเป็นนายอากรบ่อนเบี้ยเป็นผู้แนะนำ

?เศรษฐกิจของประเทศสยามในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้ตกต่ำลงมาก....อันเป็นผลกระทบมาจากสถานการณืเศรษฐกิจโลกและปัจจัยภายในประเทศหลายอย่าง กล่าวกันว่ารายได้ของรัฐบาลส่วนหนึ่งที่หดหายไปคือการออกกฎหมายประกาศยกเลิกการเล่นหวย ก. ข. ในปีพุทธศักราช 2459 และการประกาศเลิกบ่อนเบี้ย ในปีพุทธศักราช 2460 แต่ทว่า.....หวยและบ่อนนั้น เป็นการพนันที่เลิกยาก ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ เมื่อห้ามไม่ให้เปิดตามกฎหมาย ก็ยังคงมีคนลอบเปิด รวมถึงโรงยาฝิ่นด้วย...?

?คืนวันหนึ่ง..ที่โรงบ่อนเบี้ยเถื่อนในกรุงเทพฯ มีการทะเลาะวิวาทกันรุนแรงจนถึงขั้นตะลุมบอนยิงแทงกัน ให้บังเอิญที่ อดีตพลทหารไท อยู่ในที่นั้นด้วย มีเสียงปืนจากพลตระเวนดังขึ้นหลายนัดเพื่อระงับเหตุและพวกนักเลงที่ยิงกันเอง.....กระสุนปืนเจ้ากรรมนัดหนึ่งเป็นลูกหลงปริศนาพุ่งเข้าตัดขั้วหัวใจของพลตระเวณนายหนึ่งล้มลงขาดใจตาย เป็นขณะเดียวกันที่ พลทหารไทกับพวกวิ่งสวนมาทางนั้นพอดี ......มีเสียงตะโกนมาจากนักเลงอีกกลุ่มหนึ่งว่า ?ไอ้ไทยิงตำรวจ?...

?...ลำพังคดีฆ่าคนธรรมดาก็หนักอยู่แล้ว แต่นี่เป็นคดีที่ถูกกล่าวหาว่าฆ่าเจ้าหน้าที่ตำรวจในขณะปฏิบัติหน้าที่ยิ่งหนักหนาสาหัส็นการหลบหนีคดีครั้งที่ 2 ของชีวิต.....ดูเหมือนว่าการหนีในคราวนี้แผ่นดินไทยดูจะแคบเกินไปจนแทบจะไม่มีที่หลบซ่อนตัว....?

พ่อหลิม หรือ เสือไท ได้เล่าถึงช่วงที่ชีวิตตกอับที่สุดในตอนนั้นว่า....มีความพยายามจากศัตรูฝ่ายตรงข้ามของตนเองที่จะรื้อคดีเก่าของเขาออกมา ในขณะที่คดีที่เกิดใหม่ก็ยังเอาตัวไม่รอด เป็นเรื่องเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เขาจึงตัดสินใจลงเรือสินค้าแล้วแอบแวะขึ้นบกที่นครศรีธรรมราช เดินทางลงใต้ไปเรื่อยๆ ทางบกบ้าง ทางเรือบ้าง หนีไปกบดานในเขตประเทศมาเลเซีย และเตลิดเลยเข้าไปถึงประเทศสิงคโปร์....ต้องใช้ชีวิตอย่างลำบากมาก จึงลงเรือกลับมาประเทศไทย โดยไม่กล้าแวะเข้ากรุงเทพฯ หนีขึ้นเหนือกันเรื่อยๆ......?

...มีคนแอบอ้างชื่อเขาเป็นโจรออกปล้นจี้ อยู่ระหว่างเขตพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง สิงห์บุรี ชัยนาท สุพรรณบุรี เลยไปถึงฝั่งตะวันตก กาญจนบุรี ทำให้สถานการณ์ของเขากลับเลวร้ายลงไปอีก...ไอ้ไท คนร้ายหนีคดีฆ่าตำรวจ ได้กลายเป็นเสือไท ไปแล้ว.......?

ด้วยวิธีหนามยอกต้องเอาหนามบ่ง เขาจึงหนีเข้าป่าไปรวมกับพวกหนีคดีอีกหลานคน จนมีการบอกกันปากต่อปาก จากหนึ่งเป็นสอง เป็นสาม เป็นสิบ และเป็นร้อยในเวลาต่อมา เมื่อทุกคนรู้ประวัติความเป็นมาของอดีตพลทหารไท จึงมีความเคารพยกย่องให้เป็นลูกพี่หรือผู้นำ....เขาได้กลายเป็นหัวหน้าชุมโจรไปแล้วโดยสมบูรณ์แต่บัดนั้น....?

งานแรกสำหรับเสือไท ก็คือการล้างรอยแค้นตามไปจัดการกับ ไอ้เสือไทตัวปลอม?ที่แอบอ้างชื่อเขาหากิน.....ที่เขตรอยต่อสุพรรณบุรีและกาญจนบุรี ชาวบ้านหวาดกลัว?เสือไทตัวปลอม?มาก มีการปล้นฆ่าเจ้าทรัพย์ ฉุดลูกเมียชาวบ้านไปข่มขืน กระทำการอย่างอุกอาจไม่เกรงกลัวกฎหมาย ทุกครั้งที่เข้าปล้น ได้ประกาศชื่อ?เสือไท? มันเป็นคนสูงใหญ่ ไว้หนวดเคราเข้มขรึม พูดจาเสียงดัง
มีนิสัยชอบข่มขู่และทำร้ายคนไม่มีทางสู้ ชาวบ้านต่างเข้าใจว่ามันคือเสือไทตัวจริง....?

ในหนังสือ ได้เล่าปฏิบัติการฆ่าตัดหัวเสือไทยตัวปลอม โดยใช้มีดปังตอของอาแป๊ะเจ้าของร้านเหล้า ที่เขาแต่งตัวแบบชาวบ้านเข้าไปกับลูกน้องคนสนิทเพียงสองคน...แล้วประกาศว่า ?กูนี่แหละ เสือไทตัวจริง...?

ปัญหาใหม่ที่ตามมา คือ จำนวนสมัครพรรคพวกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ในช่วงเวลานั้นเป็นปลายสมัยรัชกาลที่ 7 แล้ว บ้านเมืองใกล้เข้าสู่ยุคเปลี่ยนแปลง เศรษฐกิจตกต่ำ มีคนหนีคดีอาญาเข้าป่าเป็นเสือเป็นโจรจำนวนไม่น้อย

? พ่อหลิม หรือ เสือไท ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องการปล้น แต่ทำด้วยสำนึกเสมอว่าตนเองเป็นเสือลำบาก ไม่ใช่โจรโดย+++ จึงเลือกปล้นเฉพาะพวกเศรษฐีหรือนายทุนหน้าเลือด เอารัดเอาเปรียบและชอบรึดนาทาเร้นคนยากจนเท่านั้น เขาเคยปล้นเรือโยงข้าว...แล้วขนเอาข้าวสารไปแจกจ่ายชาวบ้านก็เคยทำมาแล้ว ชื่อเสียงที่เคยเสียหายเพราะเสือไทตัวปลอมทำไม่ดีไว้ เริ่มจะพอมีคนพูดถึงในทางที่ดีบ้าง...?

วันเวลาได้ผ่านไปจนเข้าสู่ต้นสมัยของรัชกาลที่ 8 เสือไทเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิต ที่ต้องแบกรับปัญหาลูกน้องนับร้อย มันขัดกับนิสัยของเขาที่ชอบชีวิตเรียบง่ายและสมถะ ตลอดชีวิตที่เป็นโจรต้องหนีตำรวจอย่างเดียวเท่านั้น นี่คือกฎเหล็กที่เขากำหนดขึ้นมา ห้ามฆ่าหรือทำร้ายเจ้าทรัพย์ และห้ามต่อสู้กับเจ้าหน้าที่บ้านเมือง....และแล้วเมื่อความเบื่อหน่ายต่อชึวิตการเป็นโจรมาถึงจุดสุกงอม เสือไทจึงเรียกประชุมลูกน้องแล้วประกาศให้รับรู้พร้อมกันว่า ?ข้าจะปล้นเป็นครั้งสุดท้าย?

...การปล้นครั้งสุดท้าย ได้ทรัพย์สินตามต้องการ แต่เขาไม่ขนอะไรออกมามากจนเกินความจำเป็น ไม่ยอมให้ความโลภมาครอบงำ เสือไทได้บอกกับเศรษฐีชาวจีนคนนั้นว่า ให้ถือว่าเป็นการชดใช้หนี้เก่า ชาติที่แล้วคงเอาของตนไป ชาตินี้จึงมาปล้น.....ก่อนกลับออกมาขอร้องให้เลิกรีดดอกเบี้ยชาวบ้าน ถ้ายังขืนทำต่อก็จะมีโจรก๊กอื่นมาปล้นจนหมดตัว เถ้าแก่ไม่มีทางปฎิเสธได้แต่พยักหน้ารับคำ...?

..ภายหลังจากได้เดินสำรวจดูลาดเลาจนแน่ใจ เสือไทตัดสินใจเลือกจังหวัดพิจิตรเป็นที่พักพิงสุดท้ายที่คิดว่าน่าจะปลอดภัยที่สุด....นับแต่นั้นเป็นต้นมาจาก นายหลิม?พี่หลิม..ลุงหลิม...น้าหลิม จนกลายเป็น ?พ่อหลิม? ที่ชาวบ้านเคารพนับถือ อันเนื่องมาจากความมีน้ำใจเอื้ออาทรของเขาที่ให้กับเพื่อนบ้านทุกคนอย่างเสมอต้นเสมอปลาย?

อ่านต่อ....
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25 ตุลาคม 2008, 07:05:44 pm โดย d@eng » บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 12663


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 19 กรกฎาคม 2008, 10:07:56 pm »

พ่อหลิม ได้พบรักกับสาวชาวบ้านหน้าตาดีคนหนึ่ง อยู่กินด้วยกันจนมีบุตรชายหนึ่งคนชื่อ ?นง?
วิชาความรู้ทางตำราสนุนไพรของ?พ่อหลิม? นั้นล่ำลือว่าขลังนัก นอกจากเป็นหมอแผนโบราณแล้วยังมีวิชาสื่อสารกับเจ้าที่เจ้าทางด้วย..หากพ่อหลิม บอกว่าห้ามซื้อ ต่อให้ที่ดินสวยเพียงไรก็จะไม่มีใครกล้าซื้อ เพราะกลัวว่าต่อไปจะอยู่ไม่เป็นสุขหรือมีปัยหาอื่นๆ ตามมาโดยไม่ค่ดคิด...?

หลังจากใช้ชีวิตสมถะอย่างมีความสุขมานานหลายปี โจรก๊กหนึ่งพาพวกนับสิบข้ามลำน้ำยมเข้ามาในเขตจังหวัดพิจิตร ปล้นดะรายทางมาเรื่อย จนถึงหมู่บ้านจระเข้ผอม มันกะกวาดทั้งหมู่บ้าน เพราะเห็นว่าเป็นหมู่บ้านเล็กๆ คงไม่มีทางป้องกันตัวได้ บ้านหลังแรกที่มันเข้าปล้นคือบ้าน?พ่อหลิม? นั่นเอง? พ่อหลิมปักหลักดวลโจรแบบหนึ่งต่อสิบ โจรหลายคนถูกสอยร่วงเป็นใบไม้ ปืนที่โจรยิงไปยังเป้าหมายในบ้าน มีทั้งที่กระสุนขัดลำกล้อง กระสุนด้าน ที่ลั่นออกไปก็ไม่โดนเป้าหมาย....?

...การปล้นครั้งนั้นดังไปทั่วจังหวัดพิจิตร แล้วเริ่มมีคำถามด้วยความสงสัยว่า ?พ่อหลิมเป็นใคร?ปูมหลังความเป็นเสือที่อุตส่าห์ปิดบังมานามหลายปีบัดนี่มันหมิ่นเหม่เหลือเกิน ขณะนั้นอายุ?พ่อหลิม? ใกล้จะหกสิบ..?

...กรมตำรวจได้รับร้องเรียนจากชาวพิจิตรที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยโจร จึงกำลังมองหาตำรวจมือดีเพื่อส่งมาแก้ปัญหา....ขณะนั้น มือปราบขมังเวท ร.ต.อ. ขุนพันธรักษ์ราชเดช กำลังไล่ล่าโจรอยู่ที่จังหวัดสุราษฏร์ธานี เกิดไปเหยียบตอผู้มีอิทธิพลเข้า จึงถูกร้องเรียนขอให้ย้ายออกจากพื้นที่?

.....การย้ายขุนพันธรักษ์ราชเดชมาประจำจังหวัดพิจิตรครั้งนี้ ผลประโยชน์ประการแรกคือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องการถูกร้องเรียนอย่างไม่เป็นธรรม ผลประโยชน์อีกข้อหนึ่งก็คือ ได้มือปราบมาแก้ปัญหาโจรผู้ร้าย.....สามปีในระหว่างที่อยู่เมืองพิจิตร นอกจากทำการปราบปรามโจรผู้ร้ายและบรรดาอันธพาลจนราบคาบแล้ว จุดหมายสำคัญที่?ขุนพันธ์? เก็บงำไว้เป็นความลับก็คือตามหา ?เสือไท? หรือมหาดเล็กหลิม ทองย่อน....หนี่งในเจ็ดทหารเสือกรมหลวงชุมพรฯ ตามเบาะแสข้อมูลที่ได้มาจาก หลวงประชาธนาณัติ อดีตเพื่อนรักของเสือไท?

..ในขณะนั้น พ่อหลิม มีอายุประมาณ 67 ปี ส่วน?ขุนพันธ์? ยังเป็นหนุ่มใหญ่วัยสี่สิบต้นๆ ห่างกันแบบลูกหลานเลยทีเดียว ขุนพันธ์ได้เดินทางไปพบพ่อหลิม ที่บ้านจระเข้ผอม ตำบลรังนก พิจิตร สองครั้งจึงได้พบตัว ความจริงครั้งแรก พ่อหลิมก็นั่งอยู่บนบ้าน แต่ขุนพันธ์มองไม่เห็นเอง พ่อหลิมเล่าว่า...ขุนพันธ์นั่งห่างจากตัวเขาไม่เกินสองวา....ตอนแรกคิดจะปรากฏตัวให้เห็น แต่เปลี่ยนใจ ต้องการทดสอบนิสัยขุนพันธ์เสียก่อน...?

ขุนพันธรักษ์ราชเดช ได้เคยให้สัมภาษณ์ว่า....เสือไทเป็นคนดีเป็น?คนจริง? และเป็นสุภาพบุรุษ ประการสำคัญเป็นจอมโจรอาคม ที่สอนวิชาอาคมให้กับตนเองหลายอย่าง โดย ขุนพันธ์ ยอมรับและยกย่องให้ พ่อหลิม หรือ เสือไท เป็นอาจารย์คนหนึ่งของตนเอง....?

..ในปีนั้นตรงกับ พ. ศ. 2511 ใกล้เดือนสิบสอง....ตะวันกำลังจะตกดิน...อดีตเสือใหญ่ค่อยๆ นอนลงหนุนหมอนสี่เหลี่ยมเล็กๆ หลับตาภาวนาทำสมาธิอย่างที่เคยปฏิบัติอย่างปกติทุกครั้งเวลาหลับตานอน ในวันนั้นไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า นี่คืก..การนอนหลับดรั้งสุดท้ายอย่างมีความสุขของ ?เสือไท? พลทหาร หลิม ทองย่อน อดีต ทหารเสือกรมหลวงชุมพรฯ...?

ในงานศพ...ลูกศิษย์หลายคนปรารถนาดีจะส่งวิญญาณอาจารย์ตนสู่สวรรค์ด้วยการยิงปืนขึ้นฟ้าข้ามกองฟอน แต่ไม่มีเสียงปืนดังออกมาเลยแม้แต่กระบอกเดียว และทันที่ที่ร่างกลายเป็นเถ้าอัฐิ ก็ยังไม่วายมีคนร้อนวิชานำไปทดสอบยิงอีก แต่จะยิงเถ้าอัฐิสักกี่ครั้งก็ไม่ปร่กฎเสียงปืนดังเช่นเคย?


?จอมเสือ ได้จากไปอย่างมีศักดิ์ศรี แม้ร่างกายจะจากโลกนี้ไปแล้ว เหลือไว้แต่เรื่องราวมหัศจรรย์เป็นตำนานให้เล่าขานกันตลอดไป ญาติมิตรและบรรดาลูกศิษย์ได้สร้างอนุสรณ์เล็กๆ เป็นที่ระลึก เพื่อบรรจุอัฐิไว้กราบไหว้ ณ. สุสานวัดจระเข้ผอม อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร ซึ่งยังอยู่มาตราบจนทุกวันนี้...?


หนังสือ "เสือไท จอมโจรจอมอาคม ทหารเสือกรมหลวงชุมพรฯ" โดยโอฆะบุรี เล่มราคา ๑๕๐ บาทเท่านั้น
หาอ่านได้ค่ะตามร้านหนังสือ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25 ตุลาคม 2008, 07:14:30 pm โดย d@eng » บันทึกการเข้า

nukoy99
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +12/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2122


scrolly_99@hotmail.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: 20 กรกฎาคม 2008, 01:48:28 am »

อืมๆ  ฟามรู้ใหม่เลยนะเนี่ยะ  เจ๋ง

ขอบคุณนะคะพี่แดง
บันทึกการเข้า

ค่าของคนอยู่ที่ผลงาน...แต่ผลงานที่ได้ก็ไม่ได้วัดค่าของคนได้เสมอไป..
thep
Auther
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 996


สิทธิ์ของหัวใจใครจะรักใครก็ไม่ผิด

thep_0062@hotmail.com
อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: 20 กรกฎาคม 2008, 03:06:44 am »

ขอบคุณมากๆครับสำหรับเนื้อหาสาระที่ได้หามาครับ ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

จงมั่นใจในรักที่มีอยู่ แล้วจะรู้ว่ารักนี้มีค่ากว่าสิ่งไหน    
http://www.bumq.com/?p=20091022303811398
Doughnut
Publisher
Full Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +3/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 144

ning_1991@hotmail.com
« ตอบ #5 เมื่อ: 29 ตุลาคม 2008, 07:42:21 pm »

พ่อหลิม ได้พบcolor=red]
?จอมเสือ ได้จากไปอย่างมีศักดิ์ศรี แม้ร่างกายจะจากโลกนี้ไปแล้ว เหลือไว้แต่เรื่องราวมหัศจรรย์เป็นตำนานให้เล่าขานกันตลอดไป ญาติมิตรและบรรดาลูกศิษย์ได้สร้างอนุสรณ์เล็กๆ เป็นที่ระลึก เพื่อบรรจุอัฐิไว้กราบไหว้ ณ. สุสานวัดจระเข้ผอม อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร ซึ่งยังอยู่มาตราบจนทุกวันนี้...?[/color]

หนังสือ "เสือไท จอมโจรจอมอาคม ทหารเสือกรมหลวงชุมพรฯ" โดยโอฆะบุรี เล่มราคา ๑๕๐ บาทเท่านั้น
หาอ่านได้ค่ะตามร้านหนังสือ


หาไม่ได้จ้า..ร้านหนังสือแถวบ้านพี่หนิง ไม่มีขายยยยยยยยยยยยย...เก็บ ตังค์ ร้อยห้าสิบบาทหยอดกระปุก.ไปแระ  ยิงฟันยิ้ม

ขอบคุณนะคะ สำหรับข้อมูล
บันทึกการเข้า
จันทร์เจ้าขา
Auther
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +14/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 807


jatikanont@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: 29 ตุลาคม 2008, 07:48:24 pm »

พ่อหลิม ได้พบcolor=red]
?จอมเสือ ได้จากไปอย่างมีศักดิ์ศรี แม้ร่างกายจะจากโลกนี้ไปแล้ว เหลือไว้แต่เรื่องราวมหัศจรรย์เป็นตำนานให้เล่าขานกันตลอดไป ญาติมิตรและบรรดาลูกศิษย์ได้สร้างอนุสรณ์เล็กๆ เป็นที่ระลึก เพื่อบรรจุอัฐิไว้กราบไหว้ ณ. สุสานวัดจระเข้ผอม อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร ซึ่งยังอยู่มาตราบจนทุกวันนี้...?[/color]

หนังสือ "เสือไท จอมโจรจอมอาคม ทหารเสือกรมหลวงชุมพรฯ" โดยโอฆะบุรี เล่มราคา ๑๕๐ บาทเท่านั้น
หาอ่านได้ค่ะตามร้านหนังสือ


หาไม่ได้จ้า..ร้านหนังสือแถวบ้านพี่หนิง ไม่มีขายยยยยยยยยยยยย...เก็บ ตังค์ ร้อยห้าสิบบาทหยอดกระปุก.ไปแระ  ยิงฟันยิ้ม

ขอบคุณนะคะ สำหรับข้อมูล


ร้านหนังสือในกรุงเทพฯ ยังมีอีกหลายแห่งจ๊ะ หนังสือเล่มนี้
หรือถ้าชัวร์ๆ ก็ร้านหนังสือชั้นบน ของสยามพารากอน ร้านใหญ่ๆ จำชื่อไม่ได้ ชื่อจำยาก ฮิฮิ
จันทร์เจ้าขาไปเจอหนังสือหายากหลายเล่มจ๊ะ

และอีกร้านขอแนะนำ ร้านริมขอบฟ้า ตั้งอยู่ตรงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเลยนะจ๊ะ
ร้านหนังสือดูหรูหรา แต่ราคาไม่แพงอย่างที่คิด (ไม่ได้เปอร์เซนต์จากเขา แต่ชอบจ๊ะ)

มีหนังสือประวัติศาสตร์มากมาย หนังสือบางเล่มไม่มีในร้านทั่วไป แต่ร้านนี้ยังมีให้ซื้อกันจ๊ะ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

บันทึกการเข้า

Doughnut
Publisher
Full Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +3/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 144

ning_1991@hotmail.com
« ตอบ #7 เมื่อ: 29 ตุลาคม 2008, 08:08:02 pm »

เฮ้อ..คนต่างแดนบอกพิกัดมาให้ คนกรุงเทพฯ กลุ้มใจ..

ไว้ ต้องหาเวลาว่างๆ ไปเดินอ่านหนังสือในร้านริมขอบฟ้า แถวๆ บ้าน มั่งดีกว่า(อนุสาวรีย์ ประชาธิปไตยอ่ะ)
บันทึกการเข้า
จันทร์เจ้าขา
Auther
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +14/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 807


jatikanont@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: 29 ตุลาคม 2008, 08:22:57 pm »

เฮ้อ..คนต่างแดนบอกพิกัดมาให้ คนกรุงเทพฯ กลุ้มใจ..

ไว้ ต้องหาเวลาว่างๆ ไปเดินอ่านหนังสือในร้านริมขอบฟ้า แถวๆ บ้าน มั่งดีกว่า(อนุสาวรีย์ ประชาธิปไตยอ่ะ)


ร้านริมขอบฟ้า จันทร์เจ้าขา ติดใจสาวคนขายจ๊ะ เธอมีน้ำใจ และเธอรู้ถึงตำแหน่งของหนังสือส่วนใหญ่ในร้าน
ประทับใจ เพราะปกติไปถามร้านทั่วไป เขามักพาเราเดินไปยังชั้นตามหมวดหนังสือ
แต่ร้านริมขอบฟ้า เขาพาเราไปหยิบหนังสือเล่มที่ต้องการเลยจ๊ะ

จันทร์เจ้าขาไปเมืองไทย มักจะชอบไปเตร็ดเตร่ หรือไปพักแถวถนนข้าวสาร อยู่ใกล้หลายๆ สถานที่สำคัญ
อาหารตรงบางลำพู และแถวพระอาทิตย์ก็ รสชาติสุดยอด รสชาติดั้งเดิม  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 12663


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #9 เมื่อ: 29 ตุลาคม 2008, 11:40:22 pm »

เฮ้อ..คนต่างแดนบอกพิกัดมาให้ คนกรุงเทพฯ กลุ้มใจ..

ไว้ ต้องหาเวลาว่างๆ ไปเดินอ่านหนังสือในร้านริมขอบฟ้า แถวๆ บ้าน มั่งดีกว่า(อนุสาวรีย์ ประชาธิปไตยอ่ะ)


ร้านริมขอบฟ้า จันทร์เจ้าขา ติดใจสาวคนขายจ๊ะ เธอมีน้ำใจ และเธอรู้ถึงตำแหน่งของหนังสือส่วนใหญ่ในร้าน
ประทับใจ เพราะปกติไปถามร้านทั่วไป เขามักพาเราเดินไปยังชั้นตามหมวดหนังสือ
แต่ร้านริมขอบฟ้า เขาพาเราไปหยิบหนังสือเล่มที่ต้องการเลยจ๊ะ

จันทร์เจ้าขาไปเมืองไทย มักจะชอบไปเตร็ดเตร่ หรือไปพักแถวถนนข้าวสาร อยู่ใกล้หลายๆ สถานที่สำคัญ
อาหารตรงบางลำพู และแถวพระอาทิตย์ก็ รสชาติสุดยอด รสชาติดั้งเดิม  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

ไปคราวนี้ไม่ยอมพลาดแน่  ยิ้มเท่ห์ ปีก่อนเราก็ไปบ่อย แถวถนนข้าวสาร ไปแลกเงินตลอด  ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า

Mr.Redrose19
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #10 เมื่อ: 05 พฤศจิกายน 2008, 10:02:00 pm »

ฮ่าๆๆๆที่ร้านริมขอบฟ้านั้นนะ อิอิ สาวๆๆๆสวยมากเลยนะ จอมมาร หายหน้าไปไหนละ นี้ จอมโจรขมังเวทย์มาแย้วนะฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

กราสวัสดี ทุกๆท่าน สมาชิกที่น่ารักรวมทั้งคุณเว็บด้วยนะครับ สุจสันต์วันเกิดครบรอบที่ 4 นะครับ แฮปปี้เบิร์ดเดย์ ทูรู ก๊ากๆๆๆๆๆ ทูยูนะครับ
บันทึกการเข้า
จันทร์เจ้าขา
Auther
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +14/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 807


jatikanont@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #11 เมื่อ: 10 พฤศจิกายน 2008, 08:04:35 pm »

ร้านริมขอบฟ้า คนขายเขาน่ารัก ใจดีจ้า ไม่ได้ค่าโฆษณานะจ๊ะ
แต่ประทับใจในบริการ เพราะไปร้านหนังสือตามห้างฯ บริการของพวกเขามิค่อยจะประทับใจเท่าไร อิอิ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

thep
Auther
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 996


สิทธิ์ของหัวใจใครจะรักใครก็ไม่ผิด

thep_0062@hotmail.com
อีเมล์
« ตอบ #12 เมื่อ: 10 พฤศจิกายน 2008, 08:18:33 pm »

สนใจร้านนี้จังอยู่ที่ไหนครับจะได้ไปอุดหนุนสักหน่อยครับ ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า

จงมั่นใจในรักที่มีอยู่ แล้วจะรู้ว่ารักนี้มีค่ากว่าสิ่งไหน    
http://www.bumq.com/?p=20091022303811398
จันทร์เจ้าขา
Auther
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +14/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 807


jatikanont@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #13 เมื่อ: 10 พฤศจิกายน 2008, 08:25:59 pm »

ร้านนี้ อยู่ ตรง อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตรงหัวมุม ตรงถนนเส้นที่จะไปเสาชิงช้าน่ะค่ะ
ร้านดูหรูหรา ตอนแรกไม่กล้าเข้าไป คิดว่าราคาจะแพง แต่จริงๆ ไม่แพงเลย ราคาปกติ
แถมคนขายก็บริการดีค่ะ ไม่ทราบหนังสือเล่มใด สอบถามคนขายได้ตลอด

และที่สำคัญหนังสือประวัติศาสตร์เยอะมาก ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

thep
Auther
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 996


สิทธิ์ของหัวใจใครจะรักใครก็ไม่ผิด

thep_0062@hotmail.com
อีเมล์
« ตอบ #14 เมื่อ: 10 พฤศจิกายน 2008, 10:10:06 pm »

ขอบคุณมากๆครับ
บันทึกการเข้า

จงมั่นใจในรักที่มีอยู่ แล้วจะรู้ว่ารักนี้มีค่ากว่าสิ่งไหน    
http://www.bumq.com/?p=20091022303811398
หน้า: [1] 2   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: