หน้า: [1] 2   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ข่าวที่คนไทยควรจดจำจนตาย ?พระวิหาร?เป็นมรดกโลกของกัมพูชาแล้ว  (อ่าน 1105 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14177


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« เมื่อ: 08 กรกฎาคม 2008, 06:25:16 am »

เสร็จโจร! ?พระวิหาร?เป็นมรดกโลกของกัมพูชาแล้ว ร้องไห้ ร้องไห้

 ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้

คณะกรรมการมรดกโลกรับขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาแล้ว พร้อมกับเมืองมะละกา-ปีนังของมาเลเซีย และแหล่งการเกษตรโบราณของปาปัวนิวกินี ?ปองพล?อ้อมแอ้ม ไทยอาจได้ขึ้นทะเบียนบริเวณอุทยานรอบๆ ปราสาทและเทือกเขาพนมดงรักปลอบใจ
       
       สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า คณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโกมีมติขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาแล้ว จากการประชุมที่เมืองควิเบก ประเทศแคนาดา เมื่อวันจันทร์ที่ 7 ก.ค. การประชุมครั้งนี้มีขึ้นระหว่างวันที่ 2-10 กรกฎาคม 2551 โดยมีสถานที่ที่ได้รับการเสนอชื่อขึ้นทะเบียนมรดกโลกทั้งหมด 45 แห่ง
       
       โดยปราสาทพระวิหารได้รับการขึ้นทะเบียนพร้อมๆ กับเมืองมะละกาและปีนังของมาเลเซีย และแหล่งการเกษตรยุคโบราณในปาปัวนิวกินี
       
       อย่างไรก็ตาม ก่อนที่คณะกรรมการมรดกโลกจะมีคำตัดสิน นายปองพล อดิเรกสาร ประธานกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกของไทย ซึ่งไปสังเกตการณ์การประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 32 ในฐานะรัฐภาคีอนุสัญญามรดกโลก ที่เมืองควิเบก ประเทศแคนาดา ให้สัมภาษณ์ว่า คณะกรรมการมรดกโลก 21 ประเทศ ส่วนใหญ่เห็นว่าควรขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารตามที่กัมพูชาเสนอ เพราะเข้า 1 ใน 3 หลักเกณฑ์ แต่การขึ้นทะเบียนจะไม่ทำให้ไทยเสียดินแดน เนื่องจากกัมพูชายื่นจดทะเบียนปราสาทพระวิหาร ซึ่งตามแผนที่แนบท้ายแถลงการณ์ร่วมที่ไทยและกัมพูชาตกลงกันไว้ว่า จะขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท ซึ่งไม่ล้ำเข้ามาในเขตไทย
       
       นายปองพล กล่าวว่า คณะกรรมการมรดกโลกเสนอทางออกให้แก่ประเทศไทย โดยให้ไทยเสนออุทยานเขาพระวิหาร และพื้นที่ป่าสมบูรณ์เทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งอยู่ในเขตไทย และให้สำรวจจัดทำข้อมูลแหล่งโบราณสถานในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อขอเสนอเป็นมรดกโลกให้เร็วที่สุด
       
       ส่วนกรณีที่ไทยส่งหนังสือการคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองให้คณะกรรมการมรดกโลกพิจารณานั้น ที่ประชุมแจ้งว่ารับทราบแล้ว แต่การจะให้เลื่อนการพิจารณาปราสาทพระวิหารออกไปคงไม่ได้ เพราะได้เลื่อนมาครั้งหนึ่งแล้ว
       
       คณะกรรมการมรดกโลกได้ตัดสินว่าปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. ของวันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา ตามเวลาประเทศไทย

       
       ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า ความขัดแย้งกรณีปราสาทพระวิหารระหว่างไทยกับกัมพูชา อยากให้ประชาชนทั้งสองประเทศสร้างความเข้าใจ เพื่อให้สถานการณ์ในพื้นที่ดีขึ้น เพราะการใช้ความรุนแรงไม่ใช่ทางแก้ปัญหา


*********************************************************

เวลาประมาณ 23.00 น. ของวันที่ 7 ก.ค

น่าจะเป็นเวลาประวัติศาสตร์ ที่คนไทยที่รักชาติ ทุกคนต้องจดจำไปจนตาย
ว่า........ชาติไทยเรา..ได้ถูกพวก....(........).......ขายไปซะแล้ว  ร้องไห้
ร้องไห้


ป.ล..ท่านเคยเห็น สุนัขที่คนเราเลี้ยงป่ะ

เขาจะกินอุจจาระ สกปรกมาก...แต่..เขารัก เจ้าของบ้าน เขารัก บ้าน..

ใครจะมาแย่ง หรือ มารุกราน..เขาลุกขึ้นสู้ตาย

แต่...คนที่ขายชาต ขายแผ่นดินนั้น.........เลวยิ่งกว่า สุนัข ..น่าจะตั้งชื่อใหม่นะว่า..

คุณสุนัข และพวกขายชาติคือ..........คุณเลวยิ่งกว่า   ห.........


                         
บันทึกการเข้า

nanae
Jr. Member
**

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 69


อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: 08 กรกฎาคม 2008, 07:01:46 am »

แผ่นดินของเราใครก้อเอาของเราไปไม่ได้......รักชาติยิ่งชีพ
บันทึกการเข้า
Liwsaki_aof
Newbie
*

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2


อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: 08 กรกฎาคม 2008, 07:09:44 am »

กรรมใดใครก่อคับ แต่ครั้งนี้มีผลกระทบต่อประเทศมาก
ขอให้คนไทยสามัคคีกันมากกว่านี้คับ เพื่อความสงบสุขของชาติ
ถ้าประเทศเราไม่มีคอลัปชัน ประเทศไทยก็คงจะพัฒนา ก้าวหน้าไปไกลแล้วล่ะคับ

ขอบคุณสำหรับข่าวคับ
ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้
บันทึกการเข้า
thitinan
Sr. Member
****

คะแนนจิตพิสัย +12/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 360



อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: 08 กรกฎาคม 2008, 07:24:31 am »

เมื่อวานผมเพิ่งอ่านกระทู้การเสียดินแดนของไทยและหวังเป็นอย่างยิ่งว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีกแต่แล้วเพียงแค่วันเดียวก็เกิดเลย พูดไม่ออกครับ
บันทึกการเข้า

ณ ที่ใดดวงใจไม่ไหวหวั่น
ขอฝ่าฟันอุปสรรคและขวากหนาม
แม้นสิ้นชาติวาสนาชะตาทราม
จะฝากนามโลกให้รู้กูก็ชาย
[D][A][N][I]
Full Member
***

คะแนนจิตพิสัย +4/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 206


With all my love !

Aqua__man@hotmail.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: 08 กรกฎาคม 2008, 08:18:37 am »

Prasat Preah Vihear ปราสาทเขาพระวิหาร

From this moment this is not Thai anymore , it is just history.


 ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้

                                 

ปราสาทเขาพระวิหาร

I've decided the final chapter of my dissertation on loss, memory, and Thailand's history of vicimization will deal with the Preah Vihear incident. It is part of the legacy of French imperialism and its effect on Thailand.

Preah Vihear is the Khmer (Cambodian) name of the Hindu temple that sits on the Thai-Cambodian border, about fifty miles south of Sisagate. It dates back to the great Khmer peoples who built Angkor wat, and it considered the second finest example of ancient Khmer architecture in Southeast Asia.


In 1907, when the French and Thai delineated the border between what eventually became Cambodia and what became Thailand, Preah Vihear sat right on the boundary line.

The text of the border treaty clearly stated that the boundary was to be the 'watershed' of the Dangrek mountains, which would have put Preah Vihear ('Pra Viharn' in Thai) within Thailand. However, in a beautiful example of European duplicity, the French drew a map wherein the boundary line deviated from the watershed line just enough to place Preah Vihear within the territory of French Indochina.

Thus, for several decades both sides claimed ownership of the site. In the 1950s after Cambodia received its independence, it tried to take control of Preah Viharn from Thailand, triggering a border conflict and the severing of diplomatic ties.

An aerial view of Preah Vihear located on a cliff in the Dangrek mountains. Eastward below the cliff is Cambodia, westward (towards the camera) is Thailand.

In 1962, the matter went before the United Nations and the newly formed World Court of Justice. By a vote of 9-3, the Court held that the French drawn map was the ultimate authority and that the sacred temple grounds were Cambodian territory. The announcement created massive protests in Thailand and calls to go to war with Cambodia. But the Thailand government, unwilling to defy world opinion and jeopardize its standing in the international community, agreed to evacuate the temple in favor of Cambodia.

The Thai reaction is captured in the following political cartoon:

                           


You can see the beleagured Thai being steamrolled as the World Court justice ignores the fence separating Thailand and Cambodia. Behind the Justice you can see the leader of Cambodia, Prince Sihanouk (who is purposely drawn so short to denote his lack of importance) and behind him is Mao Tze-Tung of Communist China.

This cartoon will be the centerpieace of my final chapter, because it so succintly draws out the the major theme of the Preah Vihear conflict:

Thailand's confrontations with European imperialism have given it a perpetual sense of victimization. Years after France's departure from Southeast Asia, its past treachery is still causing Thailand grief. The world court is viewed as an instrument of a neo-imperialism, which continues to oppress Thailand and steal its territory,

                               

In the Cold War era, however, the enemy is no longer the French, but Communism. By puncturing Thailand's natural boundary, the World Court has opened up a passage way for Chinese cadres in Cambodia to pass through the gateway of Preah Vihear and into the heart of Thailand itself. Neo-imperialism is preventing Thailand's from adequately defending itself from dangerous agressors


 ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้

               
บันทึกการเข้า

This life is a sea ... And we are all sailors ! ... I love Navy22
thep
Auther
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1000


สิทธิ์ของหัวใจใครจะรักใครก็ไม่ผิด

thep_0062@hotmail.com
อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: 08 กรกฎาคม 2008, 09:21:33 am »

หมดยุคแห่งการสู้รบแต่ว่าไทยก็พบกับการสูญเสีย
เป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากๆครับแล้วต่อไปเราจะต้องสูญเสียครงไหนอีกนะเพราะว่าเวลาเสียไปแล้วก็จะมาบอกว่า น่าจะป็นครั้งสุดท้ายแต่นานวันเข้าเราจะลืม แล้วสักวันก็จะเกิดแบบนี้อีกหากคนไทยพูดแค่แต่ปากว่า รักชาติ แค่ไม่ทำไรเพื่อประเทศชาตฺอันเป็นที่รักของพวกเราเลย
ต่อไปมีชาติอื่นมาบอกว่าตรงนี้ของเขาเราไม่ต้องให้เขาไปอีกหรือ ถามหน่อยว่าแล้วลูกหลานของพวกเรานั้นจะเอาแผ่นดินที่ไหนอยู่ อย่าไปคิดว่าคุณคงจะอยู่ได้อีกแค่ สิบปีหรือยี่สิบปีแต่คนไทยอีกกี่สิบล้านคนจะทำอย่างไรไม่ทราบว่าพวกเราทำไรกันอยู่นะ ฮืม
บันทึกการเข้า

จงมั่นใจในรักที่มีอยู่ แล้วจะรู้ว่ารักนี้มีค่ากว่าสิ่งไหน    
http://www.bumq.com/?p=20091022303811398
venus
Publisher
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +3/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1536


oknakrub@hotmail.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: 08 กรกฎาคม 2008, 04:35:03 pm »

ศาล รธน.มีติ 8 ต่อ1 ชี้แถลงการณ์ร่วมฯไทย-กัมพูชา ขัดรธน.ม.190

ตุลาการศาลรธน.มีการประชุมพิจารณา แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา กรณีปราสาทพระวิหาร ตามที่ส.วและส.ส.ยื่นตีความ ขัดรธน. ม.190 หรือไม่ ซึ่งจะมีคำแถลงด้วยวาจาก่อนลงมติ โดยมีสื่อมวลชนให้ความสนใจรายงานข่าวจำนวนมาก
       
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวันนี้(8 ก.ค.) มีนายชัช ชลวร เป็นประธานการประชุม เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 08.30 น. โดยมีวาระสำคัญ คือคำแถลงด้วยวาจาก่อนลงมติ กรณี 77 ส.ว. และ 151 ส.ส.ยื่นคำร้องให้ตีความการลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย - กัมพูชา ของนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในการสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 190 วรรค 2 หรือไม่
       
เนื่องจากเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเข้าข่ายการทำหนังสือสัญญาที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน เนื่องจากมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการแบ่งเขตประเทศ หรือราชอาณาจักร ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละคนจะอ่านคำวินิจฉัยส่วนตัวก่อนที่จะมีการลงมติในทางใดทางหนึ่ง
       
อย่างไรก็ตาม บรรยากาศโดยทั่วไปเป็นไปอย่างคึกคัก มีสื่อมวลชนจำนวนมากมารอทำข่าวในครั้งนี้ เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญที่ประชาชนให้ความสนใจ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคมได้
       
ล่าสุดศาลรธน.มีมติ 8 ต่อ 1 เสียง ให้ถือว่าแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา ถือเป็นสนธิสัญญา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 วรรค 2
บันทึกการเข้า

ศีลมา ... ปัญญามี สินค้าน่าสนใจ www.kindleplaza.net
tyzamurai
Newbie
*

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 25


chanthong2001@hotmail.com
อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: 08 กรกฎาคม 2008, 06:24:43 pm »

เลวจริงๆๆๆๆๆ ขายชาติได้ พวกมันทำได้นะ ได้ยินแล้วนักใจจริงๆ คอยดูนะว่าพวกมันจะขายอะไรอีก
บันทึกการเข้า
venus
Publisher
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +3/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1536


oknakrub@hotmail.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #8 เมื่อ: 08 กรกฎาคม 2008, 06:34:45 pm »

หมดยุคแห่งการสู้รบแต่ว่าไทยก็พบกับการสูญเสีย
เป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากๆครับแล้วต่อไปเราจะต้องสูญเสียครงไหนอีกนะเพราะว่าเวลาเสียไปแล้วก็จะมาบอกว่า น่าจะป็นครั้งสุดท้ายแต่นานวันเข้าเราจะลืม แล้วสักวันก็จะเกิดแบบนี้อีกหากคนไทยพูดแค่แต่ปากว่า รักชาติ แค่ไม่ทำไรเพื่อประเทศชาตฺอันเป็นที่รักของพวกเราเลย
ต่อไปมีชาติอื่นมาบอกว่าตรงนี้ของเขาเราไม่ต้องให้เขาไปอีกหรือ ถามหน่อยว่าแล้วลูกหลานของพวกเรานั้นจะเอาแผ่นดินที่ไหนอยู่ อย่าไปคิดว่าคุณคงจะอยู่ได้อีกแค่ สิบปีหรือยี่สิบปีแต่คนไทยอีกกี่สิบล้านคนจะทำอย่างไรไม่ทราบว่าพวกเราทำไรกันอยู่นะ ฮืม


ต้องสังเกตุเป็นพิเศษตรงจุดที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง ๆ เช่น แหล่งขุดเจาะแกส และน้ำมัน ...  ฮืม
บันทึกการเข้า

ศีลมา ... ปัญญามี สินค้าน่าสนใจ www.kindleplaza.net
แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14177


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #9 เมื่อ: 08 กรกฎาคม 2008, 06:45:16 pm »

หมดยุคแห่งการสู้รบแต่ว่าไทยก็พบกับการสูญเสีย
เป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากๆครับแล้วต่อไปเราจะต้องสูญเสียครงไหนอีกนะเพราะว่าเวลาเสียไปแล้วก็จะมาบอกว่า น่าจะป็นครั้งสุดท้ายแต่นานวันเข้าเราจะลืม แล้วสักวันก็จะเกิดแบบนี้อีกหากคนไทยพูดแค่แต่ปากว่า รักชาติ แค่ไม่ทำไรเพื่อประเทศชาตฺอันเป็นที่รักของพวกเราเลย
ต่อไปมีชาติอื่นมาบอกว่าตรงนี้ของเขาเราไม่ต้องให้เขาไปอีกหรือ ถามหน่อยว่าแล้วลูกหลานของพวกเรานั้นจะเอาแผ่นดินที่ไหนอยู่ อย่าไปคิดว่าคุณคงจะอยู่ได้อีกแค่ สิบปีหรือยี่สิบปีแต่คนไทยอีกกี่สิบล้านคนจะทำอย่างไรไม่ทราบว่าพวกเราทำไรกันอยู่นะ ฮืม


ต้องสังเกตุเป็นพิเศษตรงจุดที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง ๆ เช่น แหล่งขุดเจาะแกส และน้ำมัน ...  ฮืม


คิดที่ใกล้ๆตัวเลยนะว่า....จะทำกับข้าวทานยังติดก่อนนะว่า..จะทานดีมั๊ย ทำงัยให้เปลืองแก๊สน้อยที่สุด เพราะ มันขึ้นราคา
กำเวรของคนไทยที่มี รัฐบาล......แบบนี้


ขึ้นราคาแอลพีจี : เพิ่มทุกข์คนจน
 
ก๊าซแอลพีจี หรือที่เรียกในภาษาชาวบ้านว่าก๊าซหุงต้ม ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้คนในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง นับตั้งแต่ประเทศไทยได้มีโครงการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย โดยนำก๊าซธรรมชาติมาผ่านกระบวนการแยกเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมประเภทต่างๆ และในจำนวนนั้นมีก๊าซแอลพีจีที่จะนำมาทดแทนเชื้อเพลิงในการหุงต้ม คือค่าที่ได้จากการนำไม้มาเผาและใช้แทนน้ำมันเบนซินในเครื่องยนต์ก๊าซโซลีนรวมอยู่ด้วย
       
        ก่อนหน้าที่ประเทศไทยจะมีการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยขึ้นมาใช้ ก๊าซแอลพีจีได้มาจากการกลั่นน้ำมันเป็นผลพลอยได้ และมีการนำเข้าจากต่างประเทศในส่วนที่ขาด
       
        แต่เมื่อมีการนำก๊าซแอลพีจีจากโรงแยกที่มาบตาพุดมาใช้ได้แล้ว การนำเข้าก๊าซก็ลดลง และราคาขายในประเทศก็ลดลงตามราคาต้นทุนที่ลดลงด้วย
       
        มาวันนี้ ปตท.ในฐานะผู้รับผิดชอบในการผลิตและนำเข้าก๊าซและน้ำมัน ทั้งในส่วนที่ผลิตในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศ ได้ออกมาพูดในทำนองว่าต้องชดเชยราคาก๊าซแอลพีจีมากขึ้นเรื่อยๆ และถึงจุดหนึ่งแบกรับการชดเชยไม่ไหวจึงขอปรับราคา และมีนโยบายลอยตัวราคาก๊าซแอลพีจีในประเทศให้เป็นไปตามกลไกราคาของตลาดโลก จึงทำให้เกิดคำถามในประเด็นต่างๆ ดังต่อไปนี้
       
       ในปัจจุบันก๊าซแอลพีจีที่ใช้อยู่ในประเทศไทย ส่วนใหญ่ได้มาจากการนำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมาแยกมากกว่าการนำเข้า เหตุใดจึงใช้ราคาขายในตลาดโลกมาเป็นข้ออ้างในการปรับราคา ในเมื่อแอลพีจีที่ได้จากโรงแยกก๊าซมีต้นทุนต่ำกว่าการนำเข้า และน่าจะต่ำกว่าก๊าซแอลพีจีที่ได้จากการกลั่นน้ำมันด้วยซ้ำ เพราะราคาก๊าซธรรมชาติต่ำกว่าราคาน้ำมันดิบ ตามที่ระบุไว้ในสัญญาการซื้อขายก๊าซจากผู้รับสัมปทาน จึงเป็นไปไม่ได้ที่ ปตท.จะกำหนดราคาก๊าซแอลพีจีที่ได้จากโรงแยกก๊าซเท่ากับก๊าซแอลพีจีได้จากโรงกลั่น เพราะต้นทุนของราคาน้ำมันและราคาก๊าซธรรมชาติ ณ ปากหลุมไม่เท่ากัน

       
        ส่วนจะต่างกันเท่าใด ปตท.น่าจะได้นำรายละเอียดส่วนนี้ชี้แจงประชาชนให้ทราบตามความเป็นจริง มิใช่จู่ๆ อ้างราคาตลาดโลก และขอปรับราคาโดยไม่คำนึงถึงต้นทุนที่แท้จริง และไม่รักษาผลประโยชน์ของประชาชนผู้เสียภาษีให้แก่รัฐ และเงินส่วนนี้ได้มีส่วนในการนำมาลงทุนเบื้องต้นให้กับ ปตท.ในระยะแรกๆ รวมไปถึงการที่รัฐบาลต้องค้ำประกันเงินกู้ให้แก่ ปตท.และทำให้ ปตท.เกิดได้ในวงการธุรกิจ และเติบโตในวงการพลังงานจนมีกำไรเป็นหมื่นเป็นแสนล้านเช่นทุกวันนี้
       
        ถ้ามีการลอยตัวราคาแอลพีจีโดยยึดราคาตลาดโลกเหมือนที่เกิดขึ้นกับราคาน้ำมันในขณะนี้ จะเกิดอะไรขึ้นกับ ปตท.และประชาชนผู้เสียภาษี ซึ่งมีส่วนในการเป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจที่มีชื่อว่า ปตท.จะได้อะไร?

       
        เพื่อจะตอบคำถามนี้ให้ตรงประเด็น และเพื่อเป็นการปูพื้นฐานความเข้าใจในเรื่องแนวทางแก้ไขปัญหาพลังงานของประเทศในอนาคต ผู้เขียนใคร่ขอให้ท่านผู้อ่านลองย้อนไปดูที่มาของ ปตท.ก็พอนึกได้ว่าหน่วยงานแห่งนี้เกิดขึ้นโดยการนำสองหน่วยงานของรัฐ คือ กรมพลังงานทหารซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการผลิต และจัดหาพลังงานให้แก่กองทัพ โดยเป็นเจ้าของบ่อน้ำมันที่ อ.ฝาง ที่ขนาดของการผลิตน้ำมันวันละประมาณ 1,000 บาร์เรล และองค์การแก๊สในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นผู้รับผิดชอบในการให้สัมปทานการพัฒนาแหล่งก๊าซในอ่าวไทยเข้าด้วยกัน และใช้ชื่อใหม่ว่า การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย
       
        นับจากนั้นมา ปตท.ก็ได้เป็นผู้รับผิดชอบทั้งในกิจการก๊าซและน้ำมันของประเทศในส่วนของก๊าซที่ได้จากแหล่งผลิตในอ่าวไทย เมื่อได้นำมาแยกที่โรงแยกก็มีการส่งเสริมให้ใช้ก๊าซแอลพีจีแทนน้ำมันเบนซินในรถยนต์ และใช้เป็นเชื้อเพลิงในการหุงต้ม รวมไปถึงอุตสาหกรรมขนาดเล็ก เช่น อุตสาหกรรมอบบ่มยาสูบ เป็นต้น โดยใช้ราคาและผลตอบแทนจากความสะดวกในการใช้เป็นเครื่องจูงใจให้ผู้ใช้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ในขณะที่มีการส่งเสริมการใช้ ปตท.มิได้มีแผนที่ชัดเจนรองรับการขยายตัวของปริมาณการใช้ จึงทำให้เกิดปัญหาตามมาอย่างน้อย 3ประการ คือ
       
       1. สถานีจำหน่ายก๊าซแอลพีจีไม่สอดคล้องกับจำนวนผู้ใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รถยนต์เติมก๊าซที่นับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้รถยนต์เติมก๊าซต้องเข้าคิวรอ
       
       2. ในการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อใช้ก๊าซทดแทนน้ำมัน ปล่อยให้เป็นภาระของผู้บริโภคต้องยอมเสียค่าติดตั้งแพงแสนแพง เป็นการทำกำไรให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจประเภทนี้ แทนที่ ปตท.จะวางแผนร่วมมือกับผู้ประกอบการผลิตรถยนต์ในแต่ละรายให้ผลิตรถยนต์ที่มีอุปกรณ์การใช้ก๊าซติดตั้งมาพร้อมจากโรงงาน ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ราคาถูกลงกว่าที่ไปติดตั้งตามร้านค้าย่อย และมีกำกับมาตรฐานการใช้งานย่อมดีกว่าด้วย จึงเหมือนกับเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาหารายได้จากส่วนนี้ โดยผลักภาระให้ผู้บริโภคที่สนองความต้องการนโยบายรัฐในส่วนที่ใช้พลังงานทดแทนการนำเข้า
       
       3. เมื่อมีผู้ใช้มากขึ้น และการจำหน่ายก๊าซทำได้ในวงกว้างขึ้น หรือพูดง่ายๆ ว่ามีตลาดรองรับเพียงพอ ปตท.ก็มีแนวคิดที่จะลอยตัวราคาก๊าซแอลพีจีในทำนองเดียวกับราคาน้ำมันบ้างโดยอ้างราคาตลาดโลก โดยลืมไปว่าที่มีผู้ใช้ก๊าซเพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งมาจากการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ใช้ของในประเทศเพื่อป้องกันเงินตราไหลออกต่างประเทศ และเป็นการช่วยให้ธุรกิจพลังงานของไทยเติบโตเป็นคู่แข่งกับบริษัทต่างชาติได้
       
        แต่วันนี้และเวลานี้ ปตท.ภายใต้โครงการแปรรูป ได้ลืมวัตถุประสงค์เดิมที่ทำให้ ปตท.ถือกำเนิดขึ้น คือ เป็นกิจการถ่วงดุลด้านพลังงานมิได้มุ่งหากำไรเฉกเช่นธุรกิจเอกชน แต่มุ่งเน้นหากำไรเพื่อจูงใจให้มีผู้มาซื้อหุ้น ปตท.ในตลาดฯ เพิ่มขึ้น และการดำเนินการในทำนองนี้เห็นได้ชัดว่าเพื่อสนองความต้องการของผู้ถือหุ้นเป็นหลัก มิได้มุ่งสนองความต้องการของคนในชาติเฉกเช่นที่กำหนดไว้ในวัตถุประสงค์เดิมแต่อย่างใด
       
        ดังนั้น การลอยตัวราคาแอลพีจีในอนาคตที่จะเกิดขึ้น พูดได้โดยไม่ต้องประหยัดคำว่า ปตท.ทำเพื่อผู้ถือหุ้นโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ และการทำเช่นนี้ถึงแม้จะเป็นการประกาศความเก่งกาจของผู้บริหารที่สามารถทำกำไรให้ผู้ถือหุ้นได้ และได้รับการยกย่องจากผู้ถือหุ้นในฐานะเป็นกิจการที่ทำกำไรสูงสุดได้
       
        แต่ถ้ามองในแง่ของกิจการของรัฐแล้ว ถือได้ว่าล้มเหลวเพราะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ปวงชนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่ควรจะได้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของชาติในราคาที่เหมาะสมไม่สูงเกินไป และไม่ต่ำจนถึงกับขาดทุน
       
       และนี่คือหน้าหนึ่งของความล้มเหลวของรัฐที่ควบคุมราคาสินค้าไม่ได้
และนี่น่าจะเป็นต้นเหตุของระบบทุนนิยมที่มุ่งแสวงหากำไรให้แก่ผู้ลงทุน โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชน ทั้งๆ ที่เป็นกิจการของรัฐแต่มิได้ทำหน้าที่ที่คนของรัฐควรทำ คือ ดูแลทุกข์สุขของประชาชน แต่กลับเพิ่มความทุกข์ให้คนส่วนใหญ่ของประเทศที่ค่อนข้างยากจนเพื่อหาประโยชน์ให้คนรวยที่เป็นคนส่วนน้อยของประเทศ และถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป ส่วนหนึ่งเชื่อว่าคนจะลุกฮือขึ้นมาทวงคืนความเป็นเจ้าของ ปตท.


 1. ก๊าซ LPG แต่เดิมเราใช้เพื่อหุงต้ม ประกอบอาหาร จนกระทั่งคนเราฉลาดรู้มากขึ้น รู้ว่า LPG สามารถนำมาใช้กับรถยนต์ได้ จึงมีคนนำมาดัดแปลงใช้กับรถยนต์และมีคนนิยมมากขึ้น ทั้งนี้ก็เพราะราคาน้ำมันครับ มันเป็นต้นเหตุ ที่ทำให้คนต้องหาทางออกเพื่อแก้ไขปัญหา ทำให้มีกลุ่มผู้ใช้ก๊าซเป็น 2 กลุ่ม รัฐบาลต้องดูแลราคาก๊าซใน ส่วนที่ต้องใช้บริโภคในอุตสาหกรรมและครัวเรือน การที่รับบาลแยกก๊าซออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ใช้ในอุตสาหกรรมและครัวเรือน กับอีกกลุ่มคือกลุ่มที่ใช้กับรถยนต์ ผมว่ารับบาลทำถูกต้องแล้ว เพียงแต่ว่า รับบาลต้องดูแลราคาก๊าซในกลุ่มแรกให้เป็นก๊าซที่ใช้ในครัวเรือน ประกอบอาหารจริง ๆ และที่สำคัญ รับบาลต้องควบคุมราคา ต้องไม่ปล่อยให้ราคาลอยตัว
สำหรับในส่วนที่นำไปใช้กับรถยนต์นั้น หากจำเป็นต้องลอยตัว ก็ต้องไม่แพงกว่าน้ำมันแน่นอน อย่างไรเสีย ผู้เป็นเจ้าของรถยนต์ก็ต้องมีเงินเติมก๊าซอยู่ดี

2. การที่ ปตท.บอกว่ามีการนำเข้าก๊าซนั้น พูดไม่ชัดเจน ความจริงแล้ว หากผมเข้าใจไม่ผิด ปตท.นำเข้าจากพม่า ผ่านมาทางกาญจนบุรี เข้าโรงแยกก๊าซที่ราชบุรี ในความเป็นจริง ก๊าซจากพม่า มันก็เป็นก๊าซที่ ปตท.ไปลงทุนไว้เองมิใช่หรือ ยังไง ๆ ราคาต้นทุน ก็ต่ำอยู่ดี เพราะในการลงทุน ปตท.ได้คำนวนต้นทุนไว้หมดแล้ว ก่อนที่จะลงทุน ไม่เชื่อก็ลองไปค้นหาข่าวในช่วงเวลาที่จะตัดท่อก๊าซผ่านป่าดิบในกาญจนบุรีดูซิ ปตท.บอกว่าไทยจะได้ประโยชน์อย่างมาก ราคาก๊าซจะถูกลง ดังนั้น สิ่งที่ ปตท.นำมาอ้าง มันเป็นข้อมูลแหกตาเรา
3. ปตท.ต้องการผักดันให้ผู้ใช้รถหันไปใช้ NGV เพราะ ปตท.จะเป็นผู้ผูกขาดรายเดียวเท่านั้น รวย ๆๆๆ ท่านที่เคยผ่านเส้นทาง แก่งคอย - บ้านนา นครนายก ท่านทราบไหมว่า ข้างถนนมันคือท่อก๊าซของ ปตท. มันเตรียมไว้หมดแล้ว ปตท.ไม่ยอมบอกว่าเวลาเติม NGV ต้องใช้เวลานานเท่าไรต่อ 1 ถัง มันเติมยากกว่า LPG หากท่านรอเติมก๊าซจาก 18 ล้อบรรทุก ท่านอาจใช้เวลานานกว่า 30 - 40 นาที เวลาที่ท่านเสียไปนั้น คือต้นทุนของท่าน หรือพูดง่าย ๆ ก็คือความสูญเสียทางเศรษฐกิจ มิใช่หรือ ตราบใดที่ ปตท.ยังพัฒนาระบบการบริการไม่ได้ ก็อย่าด่วนกดดันปชช.

4. ต้นทุนในการติดตั้ง สูง อุปกรณ์ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ถามว่า เราสูญเสียเงินให้ต่างประเทศไปเท่าไร
และใครเป็นผู้รับส่วนแบ่ง ปตท ? มีสำนัก โพลไหน กล้าทำบ้าง

5. นี่แหละ ผลกรรมมันตามสนองคนไทย ที่ยินยอมให้รับบาลทักษิณ เข้ามา เขมือบ ปตท. เห็นกันจะ ๆ ยังเลือกมันมาอีก ยังยกย่อง ดีนะที่มันเอาไฟฟ้าไปไม่ได้ มิเช่นนั้น คนไทยคงจะตกเป็นทาษ ท่านรู้
ไหม๊ว่า เตรียมการถึงขั้นที่ มีการทดลองผลิตมิเตอร์ไฟฟ้าชนิด เติมเงินก่อน ( Pre-Paid ) ไว้แล้ว หาไม่แล้ว พวกเราจะต้องซื้อบัตรเติมเงินค่าไฟฟ้า เหมือนกับที่เราต้องซื้อบัตรโทรศัพท์ไง เข้าใจกันหรือยัง
นี่แหละคือความไม่ดีของระบบทุนนิยม ที่พวกมันยกย่องเทิดทูนกันนัก และจะนำเอาประเทศไทยเข้าสู่ระบบทุนนิยม
ที่เลวร้าย มันเป็นระบบทุนนิยม แบบที่นักเศรษฐศาสตร์คนดัง ๆ ไม่ได้เขียนไว้เพื่อพัฒนาสังคมโลก แต่มันเป็นทฤษฏีที่ทักษิณและพวกมันเขียนมาเพื่อยึดครองประเทศไทย

 
 
 
 
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08 กรกฎาคม 2008, 06:55:10 pm โดย d@eng » บันทึกการเข้า

venus
Publisher
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +3/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1536


oknakrub@hotmail.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #10 เมื่อ: 08 กรกฎาคม 2008, 07:12:19 pm »

คุยเรื่องเขาพระวิหาร ไหง๋กลายเป็นเรื่องแกส ได้ ....  ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

ศีลมา ... ปัญญามี สินค้าน่าสนใจ www.kindleplaza.net
แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14177


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #11 เมื่อ: 08 กรกฎาคม 2008, 07:15:47 pm »

คุยเรื่องเขาพระวิหาร ไหง๋กลายเป็นเรื่องแกส ได้ ....  ยิงฟันยิ้ม

 ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ สังคมพาไปค่ะพี่เวป 5555 ....ก็มีแต่เรื่องแบบนี้นี่ค๋ะ ตอนนี้  ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ(รับไม่ด๊ายยๆๆ) อิอิ ยิ้มเท่ห์

บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14177


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #12 เมื่อ: 08 กรกฎาคม 2008, 08:10:19 pm »

คุณปู่ลูก ?ขุนชัย? คนเฝ้าปราสาทพระวิหารเศร้า! ยุคขายชาติตกเป็นมรดกโลก ?กัมพูชา?

           
                        นายวินัย ไชยยะเดชะ วัย 74 ปี ลูกชาย ?ขุนชัย ชโนปกิตต์? ผู้ได้รับมอบหมายเฝ้าประสาทพระวิหาร ช่วงปี 2484 -2500   



ฐานที่ตั้งเสาธงชาติไทย เคยโบกสะพัดอยู่บริเวณเปยตาดี จุดสูงสุดปราสาทพระวิหาร 

 
 
วันนี้ธงชาติกัมพูชา โบกสะบัดแทน 

 
 
  ศรีสะเกษ- คุณปู่ ?วินัย? วัย 74 ปี ลูกชาย ?ขุนชัย? ปลัดขวาผู้ได้รับมอบหมายเฝ้า ?ปราสาทพระวิหาร? เศร้า! ยูเนสโกมีมติขึ้นทะเบียนยกเป็นมรดกโลกของกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียว ย้ำแม้เป็นมรดกโลกรัฐบาลไทยต้องผลักดันชาวกัมพูชาออกไปจากเขตแดนไทยที่เชิงเขาพระวิหารให้จงได้ พร้อมเปิดอกช้ำอย่างแสนสาหัสกับความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ของชาติไทยจากคำพิพากษาศาลโลก 15 มิ.ย. 2505 สู่ปี 2551 ยุครัฐบาลหุ่นเชิด ?ขายชาติ? ครองเมือง
       
       วันนี้ (8 ก.ค.) นายวินัย ไชยยะเดชะ อายุ 74 ปี บ้านภูมิซรอล ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ลูกชายของ ?ขุนชัย ชโนปกิตต์? ปลัดขวาอำเภอน้ำอ้อม จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นตำแหน่งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่สมัยก่อน และเป็น ?ปลัดขวา? ผู้ได้รับมอบหมายให้ไปเฝ้าดูแลปราสาทพระวิหารในช่วงปี 2484-2500 เปิดเผยว่า การที่มีข่าวองค์การยูเนสโกมีมติเห็นชอบให้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกตามขอประเทศกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียวนั้น หากเป็นความจริงตนรู้สึกเสียใจมาก
       
       ทั้งนี้ เนื่องจากตนและประชาชนชาว อ.กันทรลักษ์ รวมทั้งชาวศรีสะเกษทุกคนมีความผูกพันกับปราสาทพระวิหารแห่งนี้มาช้านาน ตั้งแต่ยังเป็นเด็กตนขึ้นไปวิ่งเล่นอยู่บนปราสาทพระวิหารแทบทุกวัน ฝ่ายกัมพูชาไม่เคยแสดงตัวเป็นเจ้าของ และไม่ได้เข้ามายึดครองในเขตปราสาทพระวิหารแต่อย่างใด มีเพียงนักท่องเที่ยวชาวไทยเท่านั้นที่เข้าไปเที่ยวชมปราสาทพระวิหาร โดยจะต้องนั่งเกวียนเดินทางเข้าไป ซึ่งใช้เวลานานหลายวันทีเดียวกว่าจะเข้าไปถึงเชิงเขาพระวิหารและขึ้นไปยังตัวปราสาทพระวิหาร
       
       นายวินัย กล่าวต่อว่า หากไทยต้องสูญเสียปราสาทพระวิหารให้เป็นมรดกโลกของกัมพูชา แต่เพียงฝ่ายเดียว นับว่าเป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่มากของไทย กับการต้องมาพ่ายแพ้แก่ประเทศเล็กๆ อย่างกัมพูชาอีกครั้งหนึ่งในยุคสมัยนี้ หลังจากที่ไทยแพ้คดีในศาลโลกมาแล้วในวันที่ 15 มิถุนายน ปี 2505 ทั้งที่ปัจจุบันประเทศเราเต็มไปด้วยผู้คนที่มีความรู้ความสามารถ ขณะที่กัมพูชาวันนี้ยังคงเป็นประเทศ ที่ต้องพึ่งพาอาศัยความช่วยเหลือจากไทยอยู่ในหลายเรื่องแทบทุกด้าน
       
       ?อย่างไรก็ตาม มาถึงวันนี้แม้ว่าปราสาทพระวิหารจะเป็นมรดกโลกของกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียวก็ตาม ก็ขอให้รัฐบาลไทยได้ดำเนินการผลักดันชาวกัมพูชาที่เข้ามาตั้งชุมชน ร้านค้าอาศัยอยู่ที่เชิงเขาพระวิหารซึ่งเป็นเขตแดนไทยให้ออกไปจากแผ่นดินไทยโดยเร็วที่สุด เพราะหากปล่อยให้ชาวกัมพูชาอยู่บริเวณนี้ต่อไป แผ่นดินไทยบริเวณเชิงเขาพระวิหารก็จะตกเป็นของกัมพูชาอีกอย่างแน่นอน และคนไทยก็จะพบกับความเจ็บช้ำอย่างไม่มีวันจบสิ้น? นายวินัย กล่าว
       
       เปิดอกช้ำคุณปู่ลูกปลัดขวา ?ขุนชัย?
       คนเฝ้ามรดกไทย ?ปราสาทพระวิหาร?

       
       นายวินัย ไชยยะเดชะ วัย 74 ปี ลูกชาย ขุนชัย ชโนปกิตต์ ปลัดขวา อ.น้ำอ้อม จ.ศรีสะเกษ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ผู้ได้รับมอบหมายให้เฝ้าดูแลปราสาทเขาพระวิหาร ห้วงปี 2484-2500 บอกเล่ากับผู้สื่อข่าวอีกว่า สมัยก่อนนั้นเขาพระวิหารรกร้างเต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ และมีป่ารกทึบจำนวนมาก ซึ่งบนปราสาทพระวิหารยังไม่มีผู้ใดขึ้นไปแสดงตัวเป็นเจ้าของ มีเพียงกำลังทหารของไทยที่เฝ้ารักษาการณ์อยู่บริเวณเขาพระวิหารเท่านั้น
       
       นอกจากนี้ เพื่อเป็นการแสดงอธิปไตยไทยบนปราสาทพระวิหาร ได้มีการก่อสร้างฐานตั้งเสาธงชาติไทยอยู่ที่บริเวณ ?เป้ยตาดี? ซึ่งเป็นจุดสูงที่สุดของประสาทพระวิหาร โดยธงชาติไทยได้โบกสะบัดอยู่บนเป้ยตาดีมานานหลายปี
       
       ต่อมาประมาณปี 2488 ได้มีชาวไทยที่ทราบข่าวพากันนั่งเกวียนลุยป่าขึ้นไปเที่ยวชมความสวยงามของปราสาทพระวิหารกันอย่างไม่ขาดสาย โดยทางราชการได้ส่ง ?ขุนชัย? ซึ่งเป็นพ่อของตนให้ไปเฝ้ารักษาปราสาทพระวิหาร และต่อมาพ่อได้เกษียณอายุราชการ จึงได้มอบหมายให้ ?ขุนศรี? ซึ่งเป็นกำนันบ้านผือ เป็นผู้เฝ้าดูแลปราสาทเขาพระวิหาร ต่อไป
       
       โดยมีที่พักอยู่ที่ถ้ำใต้ทางขึ้นปราสาทพระวิหาร ซึ่งเมื่อนักท่องเที่ยวเดินขึ้นไปชมปราสาทพระวิหารก็จะพากันแวะพักที่ ?ถ้ำขุนศรี? ซึ่งเป็นสถานที่กว้างขวาง สามารถหลบแดดหลบฝนได้เป็นอย่างดี
       
       คุณปู่วินัย เล่าต่อว่า ขณะนั้นตนขึ้นไปวิ่งเล่นบนปราสาทเขาพระวิหารเป็นประจำแทบทุกวัน จนกระทั่งต่อมาปี 2502 สมเด็จสีหนุ กัมพูชา ได้ยื่นฟ้องต่อศาลโลก เพื่อขอมีอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหาร ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วบริเวณปราสาทพระวิหารไม่เคยมีฝ่ายเขมรเข้ามาครอบครองดูแลแต่อย่างใด มีเพียงคนไทยเท่านั้นที่เข้าไปช่วยกันแผ้วถางดูแล
       
       อย่างเช่น นายสนอง ห้วยจันทร์ ประธานประชาคมอำเภอกันทรลักษ์ ในขณะนี้ เมื่อสมัยยังหนุ่มแน่นได้นำเจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากร เข้าไปตรวจสอบดูแลปราสาทเขาพระวิหารด้วย ทำให้ชาวไทยทุกคนมีความรู้สึกตรงกันว่า ปราสาทพระวิหารคือดินแดนและมรดกของไทย มาโดยตลอด แต่เนื่องจากขณะนั้นการต่อสู้ระหว่างลัทธิคอมมิวนิสต์กับโลกเสรีกำลังรุนแรง และพวก ?ฝรั่ง? กลัวว่า เขมรจะถูกฝ่ายคอมมิวนิสต์ครอบงำ จึงได้รวมหัวกันหนุนเขมรให้มีสิทธิ์เหนือปราสาทพระวิหาร จนกระทั่งศาลโลกได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2505 ให้เขมรมีอธิปไตยเหนือปราสาทเขาพระวิหาร
       
       ?ทำให้พวกเราชาวไทยขณะนั้นมีความรู้สึกเศร้าเสียใจเป็นอย่างมาก เพราะเห็นว่าประเทศไทยไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการพิพากษาของศาลโลก?
       
       อย่างไรก็ตาม แม้ว่าศาลโลกจะตัดสินให้ซากประสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา แต่ความรู้สึกของเราชาวไทยทั้งชาติก็ยังคงมีความรู้สึกว่า ปราสาทพระวิหารยังคงเป็นของคนไทยตลอดมา
       


       ?การที่กัมพูชาขอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ประเทศไทยควรมีส่วนร่วมในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ แต่รัฐบาลไทยกลับไม่ทำเช่นนั้น ทำให้พวกเราชาวศรีสะเกษและชาวไทยทั่วประเทศต้องมาเจ็บช้ำอย่างแสนสาหัสอีกครั้งในวันนี้ กับความสูญเสียเป็นครั้งที่ 2 และคงไม่มีวันทวงคืนได้อีกแล้ว? คุณปู่วินัยกล่าวในตอนท้ายด้วยน้ำเสียงอันสั่นเครือ และสุดที่จะกลั้นน้ำตาไว้ได้

 
 
 
 
 
 
บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14177


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #13 เมื่อ: 08 กรกฎาคม 2008, 11:13:44 pm »

ศาล รธน.มีมติ 8 ต่อ 1 ชี้แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ขัด รธน.มาตรา 190 ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ขณะเดียวกัน มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นว่า แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ถือเป็นสนธิสัญญาตามอนุสัญญากรุงเวียนนา
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ วันนี้ (8 ก.ค.) มีนายชัช ชลวร เป็นประธานการประชุม เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 08.30 น. โดยมีวาระสำคัญ คือ คำแถลงด้วยวาจาก่อนลงมติ กรณี 77 ส.ว. และ 151 ส.ส.ยื่นคำร้องให้ตีความการลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ของนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในการสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 190 วรรค 2 หรือไม่
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการประชุม นายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ แถลงว่า ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ 8 ต่อ 1 วินิจฉัยชี้ขาดว่าแถลงการณ์ร่วมไทย-กับพูชา ฉบับวันที่ 18 มิ.ย.51 กรณีปราสาทพระวิหารมีลักษณะครบองค์ประกอบเป็นสนธิสัญญาตามอนุสัญญากรุงเวียนนา และมีมติเป็นเอกฉันท์ เห็นว่าแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพุชา เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา
       
       นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า จากนี้ศาลรัฐธรรมนูญจะส่งคำวินิจฉัยให้กับประธานวุฒิสภา และประธานสภาผู้แทนฯ ดำเนินการต่อไป แต่ทั้งนี้การดำเนินการจะเป็นอย่างไรต่อไป ไม่อยู่ในอำนาจที่ศาลรัฐธรรมนูญจะไปก้าวล่วงได้
       
       นายไพบูลย์ เปิดเผยด้วยว่า ตุลาการฯ 1 เสียงที่เห็นว่าแถลงการณ์ร่วมไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญนั้น คือ นายเฉลิมพล เอกอุรุ ซึ่งให้ความเห็นว่าเป็นหนังสือสัญญา แต่ไม่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของศาลจะมีผลนับแต่วันที่ศาลมีคำวินิจฉัยโดยปกติ
       
       นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเป็นเอกฉันท์เห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติผู้ตรวจการแผ่นดิน ตราขึ้นโดยไม่ชอบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 154 วรรค 3 เนื่องจากในการรับหลักการวาระแรก ของสภาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีสมาชิกเข้าประชุมเพียง 50 คน ซึ่งไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ทำให้ไม่ครบองค์ประกอบตามรัฐธรรมนูญ จึงส่งผลให้กระบวนการตรากฎหมายไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
       
       สรุปผลการประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
       
       1. เรื่องประธานวุฒิสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งความเห็นของสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดว่าคำแถลงการณ์ร่วมไทย - กัมพูชา หรือ Joint Communique ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2551 เป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 190 วรรคสอง ซึ่งต้องได้รับความเห็นชองของรัฐสภา หรือไม่
       
       สรุปข้อเท็จจริง
       ประธานวุฒิสภาได้ส่งความเห็นของสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 77 คน และประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งความเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 151 คน เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 วรรคหก ประกอบมาตรา 154 วรรคหนึ่ง(1) ว่า คำแถลงการณ์ร่วมไทย- กัมพูชา หรือ Joint Communique ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2551 เป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 190 วรรคสอง ซึ่งต้องได้รับความเห็นชองของรัฐสภา หรือไม่
       
       สรุปคำวินิจฉัย
       ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้ว ลงมติ ราม 2 ประเด็น ดังนี้
       ประเด็นที่หนึ่ง คำแถลงการณ์ร่วมไทย - กัมพูชา หรือ Joint Communique ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2551 เป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 190 หรือไม่
       
       ศาลรัฐธรรมนูญ โดยมติเอกฉันท์วินิจฉัย คำแถลงการณ์ร่วมไทย - กัมพูชาฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2551 มีลักษณะครบองค์ประกอบของความเป็นสนธิสัญญาตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสิทธิสัญญา ค.ศ. 1969 และเป็นไปตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 11/2542 และที่ 33/2543 จึงเป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190
       
       ประเด็นที่สอง หนังสือสัญญาดังกล่าวเป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 190 วรรคสอง ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาหรือไม่
       
       ศาลรัฐธรรมนูญ โดยมติ 8 ต่อ 1 เสียง วินิจฉัยชี้ขาดว่า คำแถลงการณ์ร่วมไทย - กัมพูชา หรือ Joint Communique ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2551 เป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 วรรคสอง ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา
       
       2. เรื่องนายกรัฐมนตรีขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับกระบวนการตราร่างพระราชบัญญัติสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. .....
       
       สรุปข้อเท็จจริง
       นายกรัฐมนตรีได้อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 154 วรรคหนึ่ง(2) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับกระบวนการตราร่างพระราชบัญญัติสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. ..... เนื่องจากในวันที่ 7 ธันวาคม 2550 อันเป็นวันออกเสียงลงคะแนนของสภานิติบัญญัติแห่งชาติในวาระที่หนึ่งขั้นรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. ..... มีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติเข้าประชุมแสดงตน 50 คน ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติในขณะนั้น คือไม่ถึง 121 คน จึงไม่ครบองค์ประชุม และไม่อาจถือเป็นมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ และเมื่อการประชุมเพื่อลงมติในวาระที่หนึ่งขันรับหลักการ เป็นการประชุมโดยไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 126 วรรคหนึ่งแล้ว การลงมติในวาระที่หนึ่งจึงเป็นการลงมติโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ อาจมีผลให้กระบวนการในการตราร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวในวาระที่หนึ่งขั้นรับหลักการไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีลักษณะทำนองเดียวกับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. ... ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ ตามคำวินิจฉัยที่ 2/2551 จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า ร่างพระราชบัญญัติสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. ... ตราขึ้นโดยชอบด้วยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่
       
       สรุปคำวินิจฉัย
       ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้ว ลงมติในประเด็นว่า ร่างพระราชบัญญัติสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. .... ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และเป็นอันตกไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 154 วรรคสาม หรือไม่
 

     
       ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้ว เห็นว่า ในวันที่ 7 ธันวาคม 2550 เวลา 12.25 นาฬิกา อันเป็นเวลาออกเสียงลงคะแนนของสภานิติบัญญัติแห่งชาติในวาระที่หนึ่งขั้นรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. ... ในการประชุมเพื่อลงมติ มีสมาชิกเข้าแสดงตนเพียง 50 คน ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของของสภานิติบัญญัติแห่งชาติในขณะนั้น คือ ไม่ถึง 121 คน จึงไม่ครบองค์ประชุม การลงมติในวาระที่หนึ่งจึงเป็นการลงมติโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มีผลให้กระบวนการในการตราร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวในวาระที่หนึ่งขั้นรับหลักการ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและไม่สามารถนำไปสู่การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติในวาระที่สองและวาระที่สามต่อไปได้
       
       ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ จึงวินิจฉัยว่า ร่างพระราชบัญญัติสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. .... ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และเป็นอันตกไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 154 วรรคสาม
บันทึกการเข้า

aimbangson@hotmail.com
Full Member
***

คะแนนจิตพิสัย +3/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 156


อีเมล์
« ตอบ #14 เมื่อ: 09 กรกฎาคม 2008, 01:40:51 pm »

เมื่อคืนดูรายการตาสว่าง  นักวิชาการบอกว่ามีทางแก้ไข คือ 1. ให้เราแขวนประกาศของยูเนสโก้ก่อนเพาะเรายังรอมรับไม่ได้   2.  เราไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกขอยูเนสโก้อีกต่อไปเหมือนกันที่พม่าไม่ยอมให้โบราณสถานของเขาเป็นมรดกโลกเพระเขาไม่อยากให้ต่างชาติมาแทรกแทรง    แต่ข้อเสียก็คือมรดกโลกของประเทศไทยที่มีอยู่เช่น เขาใหญ่  อยุธยา  จะไม่ได้เป็นมรดกโลกอีกต่อไป   ถ้าประเทศไทยยอมถอดการเป็นสมาชิกก็จะได้สู้กันในศาลเพื่อเอาเขตแดนของเรากลับมา    เขมรเขาฉลาดเขาเอาปราสาทเป็นมรดกโลกอย่างเดียวปี 2008  แต่พอถึง 2010 เขาจะอ้างเอาพื้นที่บริเวณเขาพระวิหารซึ่งเป็นอาณาเขตของไทย ประมาณ 1000 หรือ 10000 กว่าไร่ (ง่วงเลยลืม) เป็นพื้นที่บริเวณมรดกโลกเขาเลยต้องครอบครองเพราะปราสาทเป็นของมันแล้ว  และอนาคตบริเวณ จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นแนวเขตโบราณสถานอะไรซักอย่าง  มันก็จะเอาเป็นมรดกโลกอีกและเราก็ต้องเสียให้มันอีก   เมื่อคืนดูแล้วนอนไม่หลับเลย  ยิ่งพิมพ์ยิ่งโมโหบอกได้คำเดียวว่าเซ็งเป็ด   
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: