หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: *~*มาฟังเรื่องราว : ย้อนรอยอดีตฟุตบอลยูโร "*~*  (อ่าน 910 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14177


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« เมื่อ: 02 มิถุนายน 2008, 02:54:44 am »

ยูโร 1960

ครั้งแรกของฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป จัดขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งกว่าจะได้ครบ 16 ทีม มาแข่งขัน ก็ทำให้เกือบจะต้องยกเลิกไปแล้ว เพราะว่า ทีมเข้าแข่งขันไม่ครบ  ซึ่ง 16 ชาติที่มาร่วมแข่งขันใน ยูโร 1960 ไม่มีทีมชาติจากเครือจักรภพอังกฤษเลยแม้แต่ทีมเดียว 

โดย 16 ทีม ได้แก่
สหภาพโซเวียต (ชื่อในสมัยนั้น), ฮังการี, ฝรั่งเศส, กรีซ, โรมาเนีย, ตุรกี, นอร์เวีย, ออสเตรีย, ยูโกสโลวาเกีย, บัลแกเรีย, เชคโกสโลวาเกีย, โปแลนด์, โปรตุเกส, สเปน, เดนมาร์ก และเยอรมันตะวันตก

โดยทั้ง 16 ทีม แข่งกันในแบบเหย้าเยือน เอาผู้ชนะ ซึ่งได้แก่ สหภาพโซเวียต, ฝรั่งเศส, โรมาเนีย, ออสเตรีย, ยูโกสลาเวีย, โปรตุเกส, สเปน และ เชคโกสโลวาเกีย ไปแข่งขันรอบแปดทีม ที่ฝรั่งเศส

4 ชาติที่หลุดเข้าไปยังรอบ สี่ทีมสุดท้าย ได้แก่ เชคโกสโลวาเกีย, สหภาพโซเวียต, ฝรั่งเศส และ ยูโกสโลวาเกีย โดยที่ สภาพโซเวียต สามารถเอาชนะ เชคโกสโลวาเกียไปได้ 3-0 เข้าไปรอชิงชนะเลิศ กับ ยูโกสโลวาเกีย ที่สามารถเอาชนะเจ้าภาพฝรั่งเศสไปได้ 5-4

แล้วแชมป์ยูโรครั้งแรกในประวัติศาตร์โลก ก็ตกเป็นของสหภาพโซเวียต ในการยิงประตูที่สองในช่วงต่อเวลา หลังจากเสมอกัน 1-1 ในเวลา 90 นาที

ทีมชาติสหภาพโซเวียตชุดนี้ มีผู้รักษาประตูระดับตำนาน เลฟ ยาซิน อยู่ในทีมด้วย


--------------------------------------------------------------------------------

ยูโร 1964

ฟุตบอลยูโร ครั้งที่สอง มีทีมชาติ เข้าร่วมแข่งขันทั้งหมดมากกว่าเดิม อีก 10 ชาติ ซึ่ง การแข่งขันเป็นแบบ เตะน็อคเอาท์ เอาผู้ชนะเข้ารอบถัดไป โดยเปลี่ยนการแข่งขันมาเป็นแบบเหย้า-เยือน ทีมที่สามารถหลุดเข้าไปถึงรอบแปดทีมสุดท้ายได้แก่ สเปน, สวีเดน, เดนมาร์ก, ลักเซมเบิร์ก, สาธารณรัฐไอร์แลนด์, ฝรั่งเศส, สหภาพโซเวียต และ ฮังการี

และ 4 ทีมที่หลุดไปถึงรอบ เซมิไฟนอล คือ เดนมาร์ก, สเปน, สหภาพโซเวียต และ ฮังการี  โดยที่ฮังการี เอาชนะ เดนมาร์ก คว้าเอาอันดับ 3 ไปครองได้ ส่วน สเปน อาศัยความได้เปรียบในฐานะเจ้าภาพ เอาชนะสหภาพโซเวียตไปได้ 2-1 คว้าแชมป์ครั้งที่ 2 ไปครองได้


--------------------------------------------------------------------------------

ยูโร 1968

ยูโรครั้งที่ 3 มาพร้อมกับการเปลี่ยนระบบการแข่งขันจากแบ น็อคเอาท์ ในรอบคัดเลือก มาเป็นแบบแบ่งกลุ่ม และใช้มาจนถึงทุกวันนี้

รอบคัดเลือก มีการแบ่งกลุ่มออกเป็นทั้งหมด 8 กลุ่ม มีกลุ่มละ 4 ทีม จำนวน 7 กลุ่ม และ มีกลุ่มที่มี 3 ทีมอยู่หนึ่งกลุ่ม

โดยแปดทีม ที่หลุดเข้าไปเตะกันในรอบ แปดทีมสุดท้ายได้แก่ อังกฤษ, สเปน, บัลแกเรีย, อิตาลี, ฝรั่งเศส, ยูโกสลาเวีย, สหภาพโซเวียต และ ฮังการี

สี่ทีม มีหลุดเข้าไปถึงรองรองฯ ได้แก่ อังกฤษ, อิตาลี, ยูโกสลาเวีย และ สหพาพโซเวียต โดยที่ อิตาลี เอาชนะ อังกฤษ และ ยูโกสลาเวีย เอาชนะสหภาพโซเวียต ได้เข้าไปเล่นชิงชนะเลิศ ส่วนผู้แพ้ ก็ชิงที่สามของทัวร์นาเมนท์

อังกฤษ ที่ยังคงมีผู้เล่นในชุดคว้าแชมป์โลกเมื่อสองปีก่อนหน้า อย่าง กอร์ดอน แบงค์, บ็อบบี้ มัวร์, บ๊อบบี้ ชาร์ลตัน, เจฟ เฮิร์สท์, โรเจอร์ ฮันท์, มาร์ติน ปีเตอร์ส และฝึกสอนโดย เซอร์อัลฟ์ แรมเซย์ ก็เอาชนะสหภาพโซเวียตไปได้ 2-0 โดย บ็อบบี้ ชาร์ลตัน และ เจฟ เฮิร์ทส ยิงคนละลูก  ส่วนคู่ชิงชนะเลิศระหว่างอิตาลีและยูโกสลาเวีย เสมอกัน 1-1 ทำให้ต้องมีการเตะรีแมทช์กันใหม่ แล้วอิตาลีก็เอาชนะในแมทช์นี้ไปได้ 2-0
------------------------------------------------------------------------------------------------------
Stade de Suisse ที่นี่ (กรุงเบิร์น)  เป็นสนามฟุตบอลที่ใช้ ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

ยูโร 1972

การแข่งขันในครั้งนี้ ยังคงใช้กฎเกณฑ์เหมือนครั้งที่แล้ว โดยทีมที่ผ่านเข้าไปเตะกันในรอบ ควอเตอร์ไฟนอล คือ อังกฤษ เยอรมันนี อิตาลี เบลเยี่ยม ฮังการี โรมาเนีย ยูโกสลาเวีย และสหภาพโซเวียต

เยอรมันนี สามารถเอาชนะอังกฤษ ได้ 3:1 ในการเตะกันที่เวมบลีย์ และถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ เยอรมันนีสามารถมาเอาชนะอังกฤษได้ถึงถิ่น ในการเตะกันที่เบอร์ลิน เสมอกันไป 0:0 ทำให้เยอรมันนี เข้ารอบต่อไป  เบลเยี่ยมออกไปยันเสมออิตาลีได้ก่อนที่โรม 0:0 ก่อนจะกลับมาเอาชนะไป 2:1 เข้ารอบเป็นทีมที่สอง ฮังการีเอาชนะโรมาเนีย ไปด้วยกฏประตูทีมเยือน หลังจากเสมอกันที่ประตูรวม 3:3 ส่วนสหภาพโซเวียตก็ออกไปเสมอกับยูโกฯ ก่อน 0:0 ก่อนจะกลับมาเอาชนะไปได้ในบ้าน 3:0 เข้ารอบเป็นทีมที่สี่

รอบเซมิไฟนอล ทั้งสี่ทีมมาแข่งกันที่ประเทศเบลเยี่ยมเจ้าภาพ โดยที่เยอรมันนี่เอาชนะเจ้าบ้านไปได้ 2:1 ไปรอชิงชนะเลิศ กับ สหภาพโซเวียต ที่สามารถเอาชนะ ฮังการี ไปได้ 1:0

เบลเยี่ยมยังรักษาหน้าตัวเองไว้ได้ ด้วยการเอาชนะฮังการี คว้าที่สามมาได้ ส่วนแชมป์ปี 1972 ตกเป็นของเยอรมันนีที่เอาชนะสหภาพโซเวียตไปได้ขาดลอย 3:0 โดยเกิร์ด มุลเลอร์ เหมาสองลูก

ยูโร 1972 ถือว่าเป็นการแจ้งเกิดของเยอรมันนี และ ตำนานลูกหนังหมายเลข 5 อย่าง ฟรานซ์ เบคเคนบาวเออร์ และ ศูนย์หน้าอย่าง เกิร์ด มุลเลอร์ ที่ ยูโรครั้งที่แล้ว ยิงไปได้ 4 ลูก แต่มาครั้งนี้ แจ้งเกิดอย่างเต็มตัว ด้วยการยิงไป 6 ประตุในรอบคัดเลือก 1 ประตูในนัดที่ไปเอาชนะอังกฤษถึงเวมบลีย์ เหมาคนเดียว 2 ประตูในนัดที่เอาชนะเจ้าภาพเบลเยี่ยม และอีก 2 ประตูในนัดชิงชนะเลิศ ทั้งหมดของยูโร 1972 เกิร์ด มุลเลอร์ยิงไปทั้งหมด 11 ประตู พาเยอรมันนีคว้าแชมป์ไปครองอย่างยิ่งใหญ่
--------------------------------------------------------------------------------------------------------

ว่ากันไปกับการแจ้งเกิดระดับชาติของ เกิร์ด มุลเลอร์ ใน ยูโร 1972 ลองมาดูประวัติสักนิด

เกิร์ด มุลเลอร์ เกิด 3 พฤศจิกายน 1945 ในประเทศเยอรมันนี

 
มุลเลอร์ ในฤดูกาล 1965 - 1966



มุลเลอร์ ในฤดูกาล 1970 - 1971
มุลเลอร์ฉลองแชมป์โลกปี 1974 กับ พอล ไบรท์เนอร์





เขาเริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพกับทีม TSV 1861 Nördlingen ก่อนจะย้ายมาเล่นให้กับ บาเยิร์น มิวนิคในปี 1964 ซึ่งมีนักเตะระดับโลกอย่าง ฟรานซ์ เบคเค่นบาวเออร์ และ เซป ไมเออร์ ในทีม  ในขณะนั้น บาเยิร์น มิวนิค ยังคงเป็นทีมในลีกระดับรอง หลังจากที่ มุลเลอร์มาร่วมทีมเพียงหนึ่งฤดูกาล บาเยิร์น มิวนิคก็เลื่อนชั้นสู่บุนเดสลีกา และเริ่มต้นเก็บเกี่ยวความสำเร็จ

ตลอดระยะเวลา 14 ปี ที่มุลเลอร์เล่นให้กับ บาเยิร์น มิวนิค สามารถเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ ทั้งของทีม และ ทีมชาติ รวมถึงความสำเร็จส่วนตัว มากมาย

ความสำเร็จกับ บาเยิร์น มิวนิค
แชมป์ลีกบุนเดสลีกา 4 ครั้งในปี 1969, 1972, 1973 และ 1974
แชมป์บอลถ้วย อีก 4 ครั้งในปี 1966, 1967, 1969 และ 1971
ยูโรเปี้ยน อีก 3 ครั้ง ในปี 1974, 1975 และ 1976
อินเตอร์คอนติเนนทั่ล คัพ ในปี 1976
คัพ วินเนอร์ส คัพ ในปี 1967

ความสำเร็จกับ ทีมชาติเยอรมันนี
แชมป์ยูโร ในปี 1972
แชมป์โลก ในปี 1974

ความสำเร็จส่วนตัว
ดาวซัลโวของบุนเดสลีกา 7 สมัย ในปี 1967, 1969, 1970, 1972, 1973, 1974 และ 1978
ดาวซัลโวของยูโรป ปี 1970 และ 1972
ดาวซัลโลของบอลโลก ปี 1970
ดาวซัลโวบอลยูโร ปี 1972 ที่เยอรมันนีเป็นแชมป์
ดาวซัลโวถ้วยสโมสรยุโรป ปี 1973 ,1974 ,1975 และ 1977
นักฟุตบอลแห่งปีของเยอรมันนี ปี 1967 และ 1969
ได้รับการโวตเป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมในรอบ 40 ปีของบุนเดสลีกา 1963-2003
นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของยุโรป ปี 1970
นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของโลกตลอดกาล ปี 2000

ระหว่างที่เขาเล่นให้กับบาเยิร์น มิวนิค ลงสนามไปทั้งหมด 453 นัด ยิงไปได้ทั้ง 398 ประตู โดยเป็นประตูที่ทีมอยู่ในบุนเดสลีกา จำนวน 365 ประตู จาก 427 นัด
เล่นให้กับทีมชาติ ระหว่างปี 1962 - 1974 ทั้งหมด 62 นัด ยิงไปทั้งหมด 68 ประตู
บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14177


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 02 มิถุนายน 2008, 03:26:52 am »

ยูโร 1976

ยูโร 1976 เป็นปีที่ ทีมชาติเยอรมันนี ไม่มี เกิร์ด มุลเลอร์แล้ว แต่นักเตะอย่าง เบคเค่นบาวเออร์ ยังคงนำทัพอยู่ ร่วมกับ แบร์ตี้ โฟกส์ และ อูลี่ เฮอร์เนส ส่วนทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ที่มีจอมทัพอย่าง โยฮัน ครัฟฟ์ ก็หมายตาว่า จะใช้โอกาสนี้ในการล้างแค้น จากนัดที่พ่ายแพ้เยอรมันนีไปในฟุตบอลโลก 1974

แปดทีม ที่เข้าสู่รอบ ควอเตอร์ไฟน่อล ได้แก่ เชคโกสโลวาเกีย, สหภาพโซเวียต, เยอรมันนี, สเปน, ยูโกสลาเวีย, เนเธอร์แลนด์, เวลส์ และ เบลเยี่ยม

เชค เอาชนะ โซเวียตได้ที่ บาติสลาว่า 2 - 0 ก่อนจะไปยันเสมอที่เคียฟ 2 - 2 เข้ารอบไปได้
เยอรมัน ออกไปเสมอกับสเปนที่ มาดริดได้ 1 - 1 ก่อนจะกลับมาเอาชนะได้ที่มิวนิค 2 - 0
ยูโกสลาเวีย เอาชนะเวลส์ได้ในบ้านตัวเองที่ซาเกรบ 2 - 0 ก่อนจะไปเสมอเวลส์ที่คาร์ดิฟฟ์ 1 - 1
เนเธอแลนด์ ยำใหญ่ เบลเยี่ยม ในบ้านตัวเองที่ร็อตเตอร์ดัม 5 - 0 ก่อนจะไปเอาชนะที่บรัสเซลอีกครั้ง 2 - 1

ในรอบเซมิไฟน่อล เตะกันที่บ้านเจ้าภาพยูโกสลาเวีย
เชคโกสโลวาเกีย เอาชนะเนเธอร์แลนด์ไปได้ 3 - 1 หลังจากเสมอกันในเวลา 1 - 1
ส่วน เจ้าภาพ ยูโกสโลวาเกียเตะกับเยอรมันนีที่ เบลเกรด แพ้ไป 2 - 4 หลังจากเสมอกันในเวลา 2 - 2

นัดชิงที่สาม เนเธอร์แลนด์หักหน้าเจ้าภาพ ด้วยการเอาชนะไป 3 - 2 หลังจากเสมอในเวลา 2 - 2
นัดชิงชนะเลิศ เชคโกสโลวาเกีย เอาชนะเยอรมันไปด้วยการเตะจุดโทษ 7 - 5 หลังจากเสมอในเวลา 120 นาที 2 - 2
--------------------------------------------------------------------------------------------------------

ยูโร 1980

มีการเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันใหม่ ด้วยการ แบ่งกลุ่มเป็นกลุ่ม A และ B หลังจากที่ได้ 8 ทีม จากรอบคัดเลือก โดยทีม ที่เป็นที่หนึ่งของแต่ละกลุ่ม ไปเตะชิงชนะเลิศ และ ทีมที่เป็นที่สองของกลุ่ม จะไปชิงที่สามกัน โดยปีนี้มีอิตาลีเป็นเจ้าภาพ

ทีมในกลุ่ม A ได้แก่ เยอรมัน, เชคโกสโลวาเกีย, เนเธอร์แลนด์ และ กรีซ

ทีมในกลุ่ม B ได้แก่ อิตาลี, เบลเยี่ยม, อังกฤษ และ สเปน

เยอรมันทำสถิติไม่แพ้ใครในกลุ่ม เข้าไปชิงชนะเลิศ โดยมีเชคโกสโลวาเกียมาเป็นอันดับที่สอง
ในขณะที่ กลุ่ม B ทีมที่มีคะแนนนำ มีสองทีม คือ เบลเยี่ยมและอิตาลี อีกทั้ง ยังมีผลต่างประตูได้เสียเท่ากันคือ +1 ประตู แต่เบลเยี่ยมได้เข้าไปชิงด้วยการที่ยิงประตูได้ 3 เสีย 2 ส่วน อิตาลียิง 1 และไม่เสียประตู

เชคฯ อาศัยความแม่นจุดโทษเอาชนะอิตาลีไปได้ประตูรวม 10 - 9 โดยที่เสมอในเวลา 1 - 1 ทั้งสองทีมยิงจุดโทษเข้า 8 คนก่อนที่อิตาลีจะมาเสียในลูกสุดท้าย

ส่วนนัดชิงชนะเลิศ เป็นการกลับมาอีกครั้งของเยอรมัน โดยมี คาร์ล ไฮนซ์ รุมมินิเก้ เป็นศูนย์หน้า เอาชนะ เบลเยี่ยมไปได้ 2 - 1 คว้าแชมป์ยูโร 1980 ไปครอง
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
โยฮัน ครัฟฟ์ เป็นตำนานนักเตะของเนเธอร์แลนด์ ในยุค 70s - 80s และพร้อมกับการกำเนิดของ Total Football




ครัฟฟ์ ในชุดทีมชาติ

ครัฟฟ์ เกิดเมื่อ 25 เมษายน 1947 ที่อัมสเตอร์ดัม
ลีลาการหลอกล่อคู่ต่อสู้ของครัฟฟ์


เสื้อในตำนาน

เริ่มต้นอาชีพฟุตบอลด้วยการเป็นนักเตะเยาวชนของ ไอแอกซ์ อัมสเตอร์ดัม ก่อนที่จะขึ้นมาเป็นผู้เล่นในทีมชุดใหญ่ เมื่อปี 1964 และ เล่นในทีมจนถึง 1973 จำนวน 229 นัด ทำประตูไปได้ 190 ประตู ก่อนจะย้ายไปเล่นให้กับ บาร์เซโลน่า จนถึงปี 1978 อีก 143 นัด ทำประตูไปได้ 48 ประตู ก่อนจะหันไปเล่นให้กับทีมในสหรัฐอเมริกา ก่อนจะกลับมาเล่นให้ ไอแอกซ์ อีกครั้ง เป็นระยะเวลาสั้นๆ ก่อนจะปิดฉากผู้เล่นลงที่ทีม เฟเยนูร์ด ในปี 1984

ในนามทีมชาติ ครัฟฟ์เล่นให้กับทีม ทั้งหมด 48 นัด ยิงประตูไปได้ 33 ประตู

ครัฟฟ์ไม่ได้เล่นฟุตบอลในลักษณะเป็นตัวถล่มประตูเหมือน เกิร์ด มุลเลอร์ ถ้าจะว่ากันตามจริงแล้ว ครัฟฟ์เล่นเป็นกองหน้าตัวกลาง แต่มักจะะสลับออกไปเล่นทางซ้ายหรือขวา ซึ่งไม่มีศูนย์หน้าคนไหนในยุคนั้น การเล่นแบบนี้ อาจจะเป็นเหตุผลว่า ครัฟฟ์ ไม่ได้ทำประตูได้มากเหมือนกับ เกิร์ด มุลเลอร์ ที่อยู่ในยุคเดียวกัน แต่ก็สามารถคว้าความสำเร็จมาประดับเกียรติยศตัวเองได้มากมาย

ขณะที่เล่นให้กับ ไอแอกซ์ อัมสเตอร์ดัม

แชมป์ลีกดัทช์ 8 ครั้ง ในปี 1966, 1967, 1968, 1970. 1972, 1973, 1982 และ 1983
แชมป์ดัทช์คัพ 5 ครั้ง ในปี 1967, 1970, 1971, 1972 และ 1983
แชมป์ด้วยยูโรเปี้ยนคัพ 3 ครั้ง ในปี 1971, 1972 และ 1973

ขณะที่เล่นให้บาร์เซโลน่า
แชมป์ลีกสแปนิช ปี 1974
แชมป์บอลถ้วยสแปนีชคัพ ในปี 1978

ขณะที่เล่นให้กับ เฟเยนูร์ด
แชมป์ลีกดัทช์ ในปี 1984
แชมป์ดัทช์คัพ ในปี 1984

ครัฟฟ์ เป็นผู้เล่นคนสำคัญที่สามารถพาทีมเนเธอร์แลนด์เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกในปี 1974
ด้วยระบบการเล่นแบบ Total Football และการนำทีมของครัฟฟ์ ครัฟฟ์ ที่พาตัวเองเข้าไปในกรอบเขตโทษ ก่อนจะถูก อูลี่ เฮอร์เนส ทำฟาวล์ และจากจุดโทษนี้ ทำให้เนเธอร์แลนด์ขึ้นนำเยอรมันได้ก่อนในครึ่งแรก โดยที่เกมส์ตกเป็นของเนเธอร์แลนด์ตลอดครึ่งแรก แต่ด้วยเพราะการประสานงานในแดนกลางของ แบร์ตี้ โฟกส์, อูลี่ เฮอร์เนส, ฟรานซ์ เบคเค่นบาวเออร์ ที่สามารถกลับมาตัดเกมส์ของเนเธอร์แลนด์ และ กลับมาครองเกมส์ได้ในครึ่งหลัง ทำให้เนเธอร์แลนด์ต้องแพ้ไป 1 - 2 และ ทำให้ครัฟฟ์พลาดโอกาสที่จะประสบความสำเร็จด้วยการเป็นแชมป์โลก และทำได้เพียง เป็นรองแชมป์ ตลอดการเล่นฟุตบอลของเขา

-------------------------------------------------------------------------------------------------------
ในช่วงทศวรรษ 1960-1970 ถ้าจะไม่พูดถึง ฟรานซ์ เบคเค่นบาวเออร์ ก็ดูจะไม่เหมาะสม

ฟรานซ์ เบคเค่นบาวเออร์ เกิดเมื่อวันที่ 11 กันยายน 1945 ที่เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมัน
นัดที่ชนะอังกฤษ 3-2 ในฟุตบอลโลกปี 1970 ที่เม็กซิโก


สองกัปตัน สองตำนาน ฟรานซ์ เบคเค่นบาวเออร์ และ โยฮัน ครัฟฟ์



ฟรานซ์ เบคเค่นบาวเออร์ ในวัยเด็ก มักจะเล่นฟุตบอลในตำแหน่งกองหน้า โดยมีฮีโร่ในดวงใจคือ ฟริทซ์ วอลเตอร์ รวมถึงเป็นแฟนของทีม 1860 มิวนิค แต่ฟรานว์เริ่มต้นชีวิตลูกหนังด้วยการเป็นนักเตะในทีมเยาวชนของ บาเยิร์น มิวนิค ตั้งแต่อายุ 19 ปี ก่อนจะขึ้นมาเล่นทีมชุดใหญ่ในปี 1964 และลงสนามในตำแหน่งปีกซ้ายในนัดแรกของทีมชุดใหญ่

ฟรานซ์ เบคเค่นบาวเออร์ มีส่วนร่วมในความสำเร็จของสโมสรด้วยการเป็นแชมป์ เยอรมันคัพในปี 1966 ก่อนจะช่วยให้ทีมคว้าแชมป์คัพวินเนอร์สคัพในปี 1967 และกลายมาเป็นกัปตันทีม บาเยิร์นมิวนิค ในปี 1968 ช่วงนี้ ฟรานซ์ เบคเค่นบาวเออร์ เริ่มเปลี่ยนตัวเองมาเล่นในตำแหน่ง ลิเบอโร่ ซึ่งถือเป็นสิ่งใหม่ของวงการฟุตบอล ฟรานซ์ มีส่วนสำคัญที่ทำให้สโมสรคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยนคัพ สามปี ติดต่อกัน ตั้งแต่ 1972 - 1974 ทำให้สโมสรได้สิทธิในการครอบครองถ้วยใบนี้อย่างถาวร

ฟรานซ์ เล่นให้กับบาเยิร์นมิวนิคจนถึงปี 1977 ก่อนที่จะไปหาความแปลกใหม่ด้วยการเล่นให้กับสโมสร นิวยอร์ค คอสมอส 4 ปี  และมีส่วนที่ทำให้ทีมได้แชมป์ 3 ครั้งในปี 1977, 1978 และ 1980 ฟรานซ์ กลับมายังบ้านเกิดอีกครั้ง ด้วยการเล่นให้กับทีม แฮมเบอร์เกอร์ เอส วี อีกสองปี และคว้าแชมป์บุนเดสลีกากับทีมนี้ 1 ครั้ง ก่อนจะกลับไปเล่นให้ นิวยอร์ค คอสมอสอีกหนึ่งฤดูกาล ก่อนที่จะแขวนสตั๊ด

ฟรานซ์ เบคเค่นบาวเออร์ ลงเล่นให้กับทีมชาติในปี 1965 และเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่ได้อันดับสองของแชมป์โลกในปี 1966 ที่อังกฤษ, อันดับสามในปี 1970 และ แชมป์โลกในปี 1974

ในฟุตบอลโลกปี 1966 ที่อังกฤษ ฟรานซ์ เบคเค่นบาวเออร์ ลงเล่นให้กับทีมทุกนัด และมีส่วนสำคัญในการทำประตู จนพาทีมเข้าไปยังนัดชิงชนะเลิศได้ ซึ่งในฟุตบอลโลก 1966 นี้ ฟรานซ์ยังสามารถทำประตูได้มากเป็นอันดับ 3 โดยที่ไม่ใช่ผู้เล่นในตำแหน่งกองหน้า

ในปี 1974 ที่เยอรมันเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก ฟรานซ์ เบคเค่นบาวเออร์ พาทีมเป็นแชมป์ได้ในบ้านตัวเองอย่างยิ่งใหญ่ และเป็นทีมแรกที่ได้ครองถ้วยแชมป์ใบใหม่ หลังจากที่ บราซิลคว้าแชมป์ ครั้งที่สาม และ ได้สิทธิในการครองถ้วย จูลส์ริเมต์ อย่างถาวรไปเมื่อปี 1970

ในส่วนของฟุตบอลยูโร 1972 ฟรานซ์ เบคเค่นบาวเออร์ ก็เป็นส่วนสำคัญในการพาทีมคว้าแชมป์ไปครองได้

ความสำเร็จระดับสโมสร

กับทีม บาเยิร์น มิวนิค
แชมป์บุนเดสลีกา 4 ครั้ง ในปี 1969, 1972, 1973 และ 1974
แชมป์บอลถ้วยเยอรมัน (เดเอฟเบ) 4 ครั้ง ในปี 1966, 1967, 1969 และ 1971
แชมป์ยูโรเปี้ยนคัพ 3 ครั้ง ในปี 1974, 1975 และ 1976
แชมป์คัพวินเนอร์สคัพ ในปี 1967
แชมป์ Intercontinental Cup ในปี 1976

แชมป์บุนเดสลีกา ในปี 1982

แชมป์ NASL 3 ครั้ง ในปี  1977, 1978 และ 1980

ความสำเร็จระดับชาติ
แชมป์ยูโร 1972
แชมป์โลก 1974
รองแชมป์โลก 1966

ในระดับผู้จัดการทีม ฟรานซ์ เบคเค่นบาวเออร์ ก็ประสบความสำเร็จได้อย่างมาก
ด้วยการรับตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติเยอรมัน ตั้งแต่ปี 1984 และพาทีมชาติเยอรมันไปสู่นัดชิงชนะเลิศ กับอาร์เจนติน่าที่มี ดีเอโก้ มาราโดน่า ในปี 1986 และต้องพ่ายแพ้ให้กับ อาร์เจนติน่าไปในปีนี้ อีก 4 ปีต่อมา ในปี 1990 ฟุตบอลโลกที่อิตาลีเป็นเจ้าภาพ นัดชิงชนะเลิศเป็นการพบกันอีกครั้งระหว่าง อาร์เจนติน่า กับ เยอรมัน ซึ่งในครั้งนี้ เยอรมันเอาชนะไปได้ รวมถึงเป็นการสร้างตำนานให้กับตัว ฟรานซ์ เบคเค่นบาวเออร์ เอง ด้วยการเป็นบุคคลที่สองของโลกที่สามารถคว้าแชมป์โลกได้ทั้งในฐานะผู้เล่นและผู้จัดการทีม และเป็นคนแรกในโลกในที่เป็นกัปตันทีมและผู้จัดการที่คว้าแชมป์โลกได้
บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14177


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 02 มิถุนายน 2008, 03:32:58 am »

ยูโร 1984

ทีมที่ผ่านรอบคัดเลือก มาสู่ การแข่งขันที่ฝรั่งเศส แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ A และ B โดยที่กลุ่ม A ประกอบด้วย ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม ยูโกสลาเวีย และ เดนมาร์ก กลุ่ม B ประกอบด้วย เยอรมัน สเปน โปรตุเกส และ โรมาเนีย

การแข่งขันในกลุ่ม A ฝรั่งเศสอาศัยความได้เปรียบในฐานะเจ้าภาพ สามารถเข้าสู่รอบถัดไปด้วยการชนะรวด ยิงได้ 9 ประตูและเสียเพียง 2 ประตู ส่วนเดนมาร์ก เข้ารอบถัดไป ด้วยเป็นทีมอันดับสองของกลุ่ม ด้วยผลงานชนะ 2 และแพ้ 1 ซึ่งการแพ้ของเดนมาร์ก 1 นัด เป็นผลงานการยิงประตูของ นโปเลียนลูกหนัง มิเชล พลาตินี่ นัดที่สองของฝรั่งเศส มิเชล พลาตินี่ ทำแฮตทริก ช่วยให้ ฝรั่งเศสเอาชนะเบลเยี่ยมไปได้ 5-0 มิเชล พลาตินี่ ทำแฮตทริกอีกครั้ง กับนัดสุดท้ายในการแข่งขันในกลุ่มกับ ยูโกสลาเวีย และชนะไปด้วย ประตู 3-2

เดนมาร์ก หลังจากที่แพ้ให้เจ้าภาพไป 0-1 ในนัดแรก ก็กลับมายิงถล่มทลาย เอาชนะยูโกสลาเวียไปได้ 5-0 และ ปิดท้ายด้วยการชนะเบลเยี่ยมไปได้ 3-2 โดยที่มีกองหน้าดาวรุ่งอย่าง ไมเคิล เลาด์รูป ซึ่งมีอายุเพียง 19 ปี ในตอนนั้น อยู่ในทีมด้วย เดนมาร์กถือว่าเป็นทีมเซอร์ไพรส์ สำหรับผลงานที่ทำได้อย่างยอดเยี่ยมสำหรับทีมระดับ 2 ของยุโรป

กลุ่ม B เยอรมันแชมป์ครั้งที่แล้ว มีการถ่ายเลือดนักเตะ โดยนักเตะในชุดที่คว้าแชมป์ครั้งก่อน ได้เลิกเล่นให้ทีมชาติไปหลายคน พร้อมๆ กับ การเข้ามาของนักเตะหน้าใหม่ อย่าง กีโด้ บุควัลด์ อันเดรียส เบรห์เม่ และ รูดี้ โฟลเลอร์ ทำให้ไม่สามารถทำผลงานได้ดีนัก นัดแรกของกลุ่ม เยอรมันเสมอกับโปรตุเกสไป 0-0 กลับมาเอาชนะโรมาเนียได้ 2-0 ด้วยการยิงของรุดี้ โฟลเลอร์ คนเดียว 2 ประตู แต่กลับไปแพ้ให้กับสเปนในนัดสุดท้ายของกลุ่ม 0-1 ทำให้ทีมทำผลงานได้เพียงอันดับสามของกลุ่ม ในขณะที่ โปรตุเกส หลังจากเสมอกับเยอรมันในนัดแรก ก็มาเสมอกับสเปนอีกในนัดที่สอง แต่ไปเอาชนะ โรมาเนียได้ในนัดสุดท้าย 1-0 ส่วนสเปนที่เสมอสองนัด กับโปรตุเกสและโรมาเนีย แต่เอาชนะเยอรมันได้ ทำให้มีคะแนนเท่ากับประตุเกส และ มีจำนวนผลต่างประตูเท่ากับโปรตุเกส แต่เนื่องจาก โปรตุเกส ยิงได้ 2 เสีย 1 ในขณะที่สเปน ยิงได้ 3 เสีย 2 ทำให้เข้ารอบเป็นอันดับสอง

ในรอบเซมิไฟน่อล ที่หนึ่งของกลุ่มจะไปเตะกับที่หนึ่งของอีกกลุ่ม โดยฝรั่งเศสพบกับโปรตุเกส ส่วนเดนมาร์ก พบกับสเปน
การแข่งขันในรอบนี้ ทั้งสองคู่ต้องเตะกันจนถึง 120 นาที โดยที่ ฝรั่งเศสเสมอกับโปรตุเกสในเวลา 90 นาที 1-1  และมายิงได้อีกทีมละประตู ก่อนหมดเวลา 120 นาทีเพียงนาทีเดียว มิเชล พลาตินี่ ก็ยิงประตูสำคัญ ทำให้ฝรั่งเศสเอาชนะโปรตุเกสไปได้ 3-2 เข้าไปรอชิงชนะเลิศ ส่วนเดนมาร์กกับสเปนเสมอกันในเวลา 120 นาที 1-1 โดยที่ทั้งสองประตูเกิดขึ้นในช่วง 90 นาทีแรก จนต้องมาตัดสินกันด้วยจุดโทษ สเปนอาศัยความนิ่ง ยิงลูกโทษเข้าไป 5 ประตู ในขณะที่เดนมาร์ก ทำได้เพียง 4 ประตู

รอบชิงชนะเลิศ มิเชล พลาตินี่ จุดประกายความหวังขึ้น ด้วยการยิงประตูแรกให้ฝรั่งเศสในนาทีที่ 57 ก่อนที่ทีมจะชนะไป 2-0 เมื่อหมดเวลาการแข่งขัน พาฝรั่งเศสเป็นเจ้ายุโรปอย่างสมศักดิ์ศรีในบ้านตัวเอง
----------------------------------------------------------------------------------------------------------

ยูโร 1988

เยอรมันที่ผิดหวังกับผลงานในยูโร 1984 ที่ฝรั่งเศส กลับมาหมายมั่นปั้นมืออีกครั้งใน ยูโร1988 ที่จัดขึ้นในบ้านตัวเอง

ฟรานซ์ เบคเค่นบาวเออร์ ที่รับหน้าที่เป็นผู้จัดการทีมชาติเยอรมัน สร้างทีมขึ้นมาใหม่ ด้วยผู้เล่นอย่าง โลธ่าร์ มัทเธอุส, เจอร์เก้น คลิ้นส์มัน, รูดี้ โฟลเลอร์, อันเดรียส เบรห์เม่ โดยยังมี โอลาฟ โธน กีโด้ บุควัลด์ และ ปิแอร์ ลิทบาสกี้ อยู่ในทีมด้วย

ในขณะที่เนเธอร์แลนด์ กลับมาสู่การแข่งขันระดับชาติ ด้วย สามทหารเสืออย่าง เพชรฆาตพรายกระซิบ มาร์โก แวน บาสเท่น, รุด กุลลิท และ แฟรงค์ ไรจ์กาด และพี่น้อง เออร์วิน-โรนัลด์ คูมัน โดยมีนายพล ไรนุส มิเชลส์ เป็นโค้ชใหญ่

สี่ทีมที่เข้าสู่รอบแรกในกลุ่ม A ได้แก่ เยอรมันเจ้าภาพ, อิตาลี, สเปน และเดนมาร์ก  ส่วนกลุ่ม B ประกอบไปด้วย เนเธอร์แลนด์, อังกฤษ, สาธารณรัฐไอร์แลนด์ และสหภาพโซเวียต

ในกลุ่ม A เยอรมันและอิตาลีทำผลงานได้ดีใกล้เคียงกัน คือ เสมอกันเอง 1-1 และ ชนะอีก 2 นัดที่เหลือ โดยที่เยอรมันชนะเดนมาร์ก2-0 ด้วยการยิงของ คลิ้นส์มัน และโอลาฟ โธน ก่อนจะปิดท้ายด้วยการชนะ สเปน 2-0 ด้วยการยิงของรูดี โฟลเลอร์ ทั้ง 2 ประตู ส่วน อิตาลี หลังจากเสมอกับเยอรมัน ก็ไปเอาชนะ สเปน 1-0 ด้วยการยิงของ จิอันลูก้า วิอัลลี่ และปิดท้ายด้วยการชนะเดนมาร์ก 2-0 เข้ารอบเป็นอันดับสองของกลุ่ม ด้วยจำนวนผลต่างประตูที่น้อยกว่า เยอรมัน 1 ลูก

ในกลุ่ม B อังกฤษลงเล่นเป็นนัดแรกของกลุ่ม ด้วยการแข่งขันยักษ์เขียวไอร์แลนด์ ก่อนที่ลูกทีมของเซอร์บ๊อบบี้ ร็อบสันไม่สามารถเอาชนะได้ ต้องเป็นฝ่ายแพ้ไป 0-1 นัดที่สองของกลุ่ม เนเธอร์แลนด์แพ้ให้กับสหภาพโซเวียตไป 0-1 อังกฤษยังคงทำผลงานได้ไม่ดี ด้วยการแพ้เนเธอร์แลนด์อย่างหมดรูป 1-3 โดยไบรอัน ร็อบสันยิงให้อังกฤษ ส่วน มาร์โก แวน บาสเท่น ทำแฮตทริกให้กับตัวเอง อังกฤษปิดท้ายยูโร 1988 ของตัวเอง ด้วยการแพ้ให้กับสหภาพโซเวียตไปอีก 1-3 ก่อนหน้าที่สหภาพโซเวียตกจะแข่งกับอังกฤษ ก็เอาชนะ ไอร์แลนด์มาได้ 1-0 ทำผลงานชนะ 2 เสมอ 1 เป็นอันดับหนึ่งของกลุ่ม ส่วนเนเธอร์แลนด์ปิดท้ายเอาชนะ ไอร์แลนด์ไป 1-0 ทำให้เข้าป้ายเป็นอันดับสองของกลุ่ม

ในรอบเซมิ ไฟน่อล คู่แรกเป็นการพบกันระหว่าง เยอรมันเจ้าภาพและเนเธอร์แลนด์ อีกคู่เป็นการพบกับระหว่างสหภาพโซเวียตและอิตาลี

เยอรมันเจ้าภาพ โดยโลธาร์ มัทเธอุส ยิงให้เจ้าภาพขึ้นนำไปก่อนตั้งแต่นาทีที่ 55 ก่อนที่ คูมัน จะมาตีเสมอให้เนเธอร์แลนด์ในนาทีที่ 74 และ มาร์โก แวน บาสเท่น จะมายิงในนาทีที่ 88 ทำให้เนเธอร์แลนด์หักหน้าเจ้าภาพ เข้าไปรอชิงชนะเลิศ

ลิตตอฟเชงโก้ ยิงให้สหภาพโซเวียต ขึ้นนำอิตาลีไปก่อน ในนาทีที่ 58 ก่อนที่โอเล็ก โปรตาซอฟ จะมาปิดท้ายอีกลูกในนาทีที่ 62 ทำให้สหภาพโซเวียตเข้าไปชิงชนะเลิศกับเนเธอร์แลนด์

นัดชิงชนะเลิศ รุด กุลลิท ยิงให้เนเธอร์แลนด์ขึ้นนำไปก่อนตั้งแต่นาทีที่ 32 ก่อนที่ มาร์โก แวน บาสเท่นจะยิงปิดท้ายอีกลูกในนาทีที่ 54 คว้าแชมป์ไปครอง
---------------------------------------------------------------------------------------------------------

ยูโร 1992

ฟุตบอลยูโร 1992 จัดขึ้นที่ประเทศสวีเดน โดยในรอบคัดเลือก มีทีมชาติจาก 32 ประเทศ โดยทีมที่เป็นที่จับตามองคือ ฝรั่งเศส ที่มี มิเชล พลาตินี่ นโปเลียนลูกหนังเป็นผู้จัดการทีม หลังจากที่ผ่านรอบคัดเลือกด้วยผลงาน ชนะรวดทั้ง 8 นัด และประตูได้รวมมากถึง 20 ประตู ซึ่งประตูส่วนใหญ่ได้จากสองกองหน้า ฌอง ปิแอร์ ปาแปง และ เอริค คันโตน่า ที่อยู่ในรายชื่อผู้ทำประตูแทบจะทุกแมตช์ที่ลงเล่น

นอกจาก ฝรั่งเศสแล้ว อีกทีมที่ถือว่าเป็นเซอร์ไพรส์คือ เดนมาร์ก ที่ได้สิทธิ์มาเล่นแทนยูโกสลาเวียที่มีปัญหาภายในประเทศ ใครๆ ก็มองว่าเดนมาร์กเป็นม้านอกสายตา

ในขณะที่ทีมที่คนไทยเชียร์กันเยอะอย่างอังกฤษ ถึงแม้จะผ่านเข้ารอบได้ แต่ก็ด้วยผลงานที่ไม่ได้โดดเด่น ทำประตูในรอบคัดเลือกได้เพียง 7 ประตู ชนะ 3 และ เสมอ 3 เฉือนไอร์แลนด์ไปเพียงคะแนนเดียว

ในกลุ่ม 1 ประกอบไปด้วย สวีเดน เจ้าภาพ, ฝรั่งเศส, อังกฤษ และ เดนมาร์ก ส่วนกลุ่ม 2 ประกอบไปด้วย เยอรมัน, โซเวียต, สก็อตแลนด์ และ เนเธอแลนด์ คู่ปรับของเยอรมันในนัดชิงครั้งที่แล้ว

สวีเดนในฐานะเจ้าภาพ ทำผลงานได้ดี สามารถทำคะแนนได้เป็นอันดับหนึ่งของกลุ่ม ด้วยการไม่แพ้ใครเลย ชนะ 2 เสมอ 1 ส่วนทีมที่ทำผลงานได้ดีอย่าง ฝรั่งเศส กลับทำผลงานได้แย่ที่สุดของกลุ่ม ด้วยการ เสมอ 2 และ แพ้ 1 ยิงได้ 2 ประตู เสีย 3 ประตู ส่วนอังกฤษแม้จะเสมอ 2 และแพ้ 1 แต่ยิงได้ 1 ประตู และเสีย 2 ประตู ทำให้รั้งรองบ๊วยของกลุ่ม ทำให้ม้านอกสายตาอย่างเดนมาร์ก เข้ารอบต่อไปพร้อมกับสวีเดน ด้วยการชนะ 1 เสมอ 1 และ แพ้ 1

ในกลุ่ม 2 เนเธอร์แลนด์ ที่มี ท่านนายพล ไรนุส มิเชลล์ เป็นผู้จัดการทีม ย้ำแค้นเยอรมันอีกครั้ง ด้วยการชนะไป 3-1 ด้วยการยิงของ แฟรงค์ ไรจ์การ์ด, ร็อบ วิทช์เก้ และ เดนนิส เบิร์กแคมป์ ส่วนประตูเดียวของเยอรมัน ได้มาจาก เจอร์เก้น คลินส์มันน์ เยอรมันเข้ารอบด้วยการเป็นอันดับสองของกลุ่ม จากการที่ทั้งสองทีมเข้ารอบเซมิไฟน่อล ทำให้หลายคนหวังว่า จะได้เห็นการรีเทิร์นนัดชิงระหว่างเนเธอร์แลนด์และเยอรมันอีกครั้ง ส่วนสก็อตแลนด์ที่ชนะเพียงครั้งเดียว และแพ้สองครั้ง จบผลงานยูโร 1992 ไว้ที่อันดับสามของกลุ่ม ส่วนโซเวียตรั้งบ๊วยด้วยการไม่ชนะใครเลย และยิงประตูได้เพียงประตูเดียว

ในรอบเซมิไฟน่อล สวีเดนเจ้าภาพ ต้องมาเจอกับเยอรมัน ที่เป็นฝ่ายทำประตูไปก่อนตั้งแต่นาทีที่ 11 จากโธมัส เฮสเลอร์ ก่อนที่ คาร์ล ไฮนซ์ รีดเล่ จะมายิงประตูที่สองในนาทีที่ 59 โอกาสเข้าชิงสดใสแล้วสำหรับเยอรมัน แต่ในนาทีที่ 64 เยอรมันต้องมาเสียจุดโทษ โธมัส โบรลิน ยิงตีตื้นมาเป็น 1-2 คาร์ล ไฮนซ์ รีดเล่ มายิงประตูที่ 3 ให้เยอรมันในนาทีที่ 88 ก่อนที่เค็นเน็ธ แอนเดอร์สัน มายิงให้สวีเดนในนาทีที่ 89 แต่ก็ไม่ทันแล้ว ทำให้เยอรมันเข้าไปรอชิง ระหว่าง เนเธอร์แลนด์และเดนมาร์ก ความฝันที่จะได้เห็นการรีเทิร์นแมตช์ระหว่างเนเธอร์แลนด์และเยอรมันเริ่มเป็นจริง

เฮนริค ลาร์เซ่น ยิงประตูให้เดนมาร์กขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 5 เดนนิส เบิร์กแคมป์มายิงตีเสมอให้เป็น 1-1 ในนาทีที่ 23 ก่อนที่ เฮนริค ลาร์เซ่นคนเดิมจะยิงหนีไปเป็น 2-1 ในนาทีที่ 33 เกมส์ทำท่าจะจบลงด้วยสกอร์นี้ แต่แฟรงค์ ไรจ์การ์ด ก็มาตีเสมอให้เยอรมันในนาทีที่ 86 จนต้องมาตัดสินกันด้วยการยิงจุดโทษ เดนมาร์กอาศัยความแม่น และไร้ความกดดันยิงเข้าทุกคน ทำให้เดนมาร์กชนะเนเธอร์แลนด์ด้วยการยิงจุดโทษ ม้านอกสายตาได้เข้าชิงกับเยอรมัน

เดนมาร์ก ที่มีสตาร์อย่าง ปีเตอร์ ชไมเคิล, ไบรอัน เลาดรู๊ป และ เฮนริค ลาร์เซ่น ลงเล่นนัดชิงอย่างไร้ความกดดัน ด้วยการเตรียมทีมเพียงแค่เดือนเดียว กับ เยอรมัน ที่มีผู้เล่นระดับโลกอยู่ในทีมไม่ว่าจะเป็น เจอร์เก้น คลินส์มันน์, คาร์ล ไฮนซ์ รีดเล่, อันเดรียส เบรเหม่, มัทธีอัส ซามเมอร์, สเตฟาน แอฟเฟนแบร์ก โดยมี แบร์ตี้ โฟกส์เป็นผู้จัดการทีม

ผลกลับออกมาพลิกความคาดหมาย เมื่อ จอห์น เจนเซ่น ยิงให้เดนมาร์กขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 18 ก่อนที่ คิม วิลฟอร์ทจะมายิงเพิ่มให้อีกลูกในนาทีที่ 78 ทำให้เดนมาร์กกลายเป็นแชมป์ยูโร 1992 ไปอย่างไม่มีใครคาดคิด
บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14177


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: 02 มิถุนายน 2008, 03:42:09 am »

ยูโร 1996

เมื่อฟุึตบอลยูโรเดินทางมาจัดที่ประเทศอังกฤษในปี 1996 ก็เหมือนกับการได้เดินทางกลับสู่บ้านที่รอนแรมไปเสียนาน ในฐานะเจ้าภาพ อังกฤษหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถคว้าแชมป์ยุโรปได้ในบ้าน เหมือนที่เคยคว้าแชมป์โลกได้ในบ้านตัวเองเมื่อปี 1966

ในฟุตบอลยูโรครั้งนี้ ทางยูฟ่าได้มีการปรับกฎเกณฑ์ในการแข่งขันเสียใหม่เพื่อรองรับชาติสมาชิกทีมีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยทีมที่ผ่านรอบคัดเลือกจะเพิ่มเป็นเท่าตัวจาก 8 ทีมเป็น 16 ทีม แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ทีมแชมป์และรองแชมป์จะได้ผ่านเข้าสู่รอบถัดไป นอกจากนี้ ทีมที่ได้คะแนนเท่ากัน จากที่เคยวัดกันด้วยผลต่างประตูได้เสีย ก็เปลี่ยนมาเป็นผลงานระหว่างสองทีมที่มีคะแนนเท่ากัน รวมถึงการนำเอา Golden goal เข้ามาใช้ในระดับชาติเป็นครั้งแรก

16 ทีม ที่ผ่านรอบคัดเลือก มีดังนี้

กลุ่ม A มีทีมชาติ อังกฤษ, สก็อตแลนด์, เนเธอร์แลนด์ และ สวิสเซอร์แลนด์
กลุ่ม B มีทีมชาติ บัลแกเรีย, ฝรั่งเศส, โรมาเนีย และ สเปน
กลุ่ม C มีทีมชาติ สาธารณรัฐเช็ค, เยอรมัน, อิตาลี และ รัสเซีย
กลุ่ม D มีทีมชาติ โครเอเชีย, เดนมาร์ก, โปรตุเกส และ ตุรกี

ในกลุ่ม A อังกฤษเจ้าภาพ เริ่มเกมส์แรกกับสวิตเซอร์แลนด์ด้วยผลงานเสมอกันไป 1-1 ก่อนที่จะเอาชนะสก็อตแลนด์ไป 2-0 และ ชนะเนเธอร์แลนด์ส่งท้าย 4-1 จบผลงานด้วยแชมป์กลุ่ม ส่วนเนเธอร์แลนด์ตามเข้ารอบถัดไปด้วยผลงาน เสมอ สก็อตแลนด์ 0-0, ชนะสวิตเซอร์แลนด์ 2-0 และแพ้ให้อังกฤษ อันดับสามของกลุ่มตกเป็นของสก็อตแลนด์ด้วยผลงานชนะ เสมอ และแพ้ อย่างละ 1 เหมือนเนเธอร์แลนด์ ผลต่างประตูได้เสีย -1 ลูกเหมือนกันแต่ยิงประตูได้น้อยกว่า

ในกลุ่ม B ฝรั่งเศส ทีมที่ผิดหวังจากยูโร 1992 อย่างไม่น่าเชื่อ กลับมาทำผลงานได้ดีด้วยนักเตะสายเลือดใหม่อย่าง ยูริ จอร์เกฟฟ์ และ ซีเนอดีน ซีดาน จบด้วยการเป็นแชมป์ของกลุ่ม ชนะโรมาเนีย เสมอสเปน และ ปิดท้ายด้วยการชนะบัลแกเรีย สเปนตามเข้ารอบด้วยการเป็นรองแชมป์กลุ่ม ชนะโรมาเนีย และเสมอกับบัลแกเรียและฝรั่งเศส โรมาเนียรั้งท้ายกลุ่มด้วยการไม่ชนะใครเลย

กลุ่ม C เยอรมันแสดงศักยภาพการเป็นแชมป์ ด้วยการไม่เสียประตูเลยในการแข่งขันทั้งสามนัด ชนะเช็คด้วยสกอร์ 2-0 ชนะรัสเซียด้วยสกอร์ 3-0 ก่อนจะไปเสมอกับอิตาลี 0-0 ในนัดสุดท้ายของกลุ่ม สาธารณรัฐเช็ค กับ อิตาลี ทำผลงานดีใกล้เคียงกัน คือ ชนะ เสมอ และ แพ้อย่างละหนึ่งนัด แต่ในนัดที่เช็คแข่งกับอิตาลี เช็คเป็นฝ่ายชนะ ทำให้เข้ารอบตามกฎใหม่ของยูฟ่า

กลู่ม D เดนมาร์ก แชมป์ยูโรครั้งที่แล้ว ไม่สามารถสร้างปาฏิหาริย์ได้อีก จบยูโร 1996 ของตัวเองไว้ที่อันดับสามของกลุ่ม ด้วยการเสมอโปรตุเกส 1-1 ชนะตุรกี 3-0 และแพ้โครเอเชีย 0-3 ส่วนตุรกีก็กลับบ้านด้วยผลงานแพ้รวดทั้งสามนัด โดยยิงประตูใครไม่ได้เลย โปรตุเกสทำผลได้ดีด้วยการชนะตุรกี 3-0 ชนะโครเอเชีย 3-0 และเสมอกับเดนมาร์ก 1-1 ส่วนโครเอเชียเข้ารอบถัดไปด้วยการเป็นรองแชมป์ ชนะตุรกี 1-0 และชนะเดนมาร์ก

ในรอบควอเตอร์ไฟน่อล อังกฤษพบกับสเปน ด้วยการเล่นในระบบ 4-4-2 ต่างจากแมทช์ก่อนหน้านี้ทีเ่ล่นด้วย 5-3-2 ทั้งสองทีมไม่สามารถทำอะไรกันได้ในเวลาปกติและช่วงต่อเวลาพิเศษ จนต้องมาตัดสินกันด้วยการยิงจุดโทษ ซึ่งอังกฤษอาศัยความนิ่งชนะไปได้ 4-2
ในคู่ของฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ ก็เช่นเดียวกัน ไม่สามารถทำอะไรกันได้ จนต้องมาตัดสินกันด้วยการยิงจุดโทษ และเป็นฝรั่งเศสที่แม่นกว่า ชนะไป 5-4 ในขณะที่เยอรมันที่มี เจอร์เก้น คลินสมันน์เป็นกัปตันทีม ก็เอาชนะไปด้วยประตู 2-1 ในเวลาปกติ ส่วนคู่สุดท้ายในรอบนี้ สาธารณรัฐเช็คเอาชนะโปรตุเกสที่มีทั้ง เจา ปินโต, รุย คอสต้า, เปาโล ซูซ่า และ หลุยส์ ฟิโก้ ไปได้ 1-0

สังเกตได้ว่า ฟุตบอลยูโรครั้งนี้ มีการเสมอในเวลาและเวลาพิเศษ จนต้องตัดสินกันด้วยการยิงจุดโทษหลายนัดมาก โดยในรอบเซมิไฟน่อลนี้ก็เช่นกัน ฝรั่งเศสเสมอกับสาธารณรัฐเช็ค 0-0 และเป็นสาธารณรัฐเช็คที่ชนะไป 6-5 ส่วนอีกคู่หนึ่ง เยอรมันเสมอกับอังกฤษในเวลา 1-1 ก่อนที่เยอรมันจะเอาชนะจุดโทษไปได้ 6-5 ทำให้นัดชิงตกเป็นของ สาธารณรัฐเช็ค และ เยอรมัน

ในนัดชิง โอลิเวอร์ เบียร์โฮฟ กลายเป็นซูเปอร์ซัพ ที่ถูกเปลี่ยนตัวลงมา หลังจากตามหลังอยู่ 0-1 แล้วเบียร์โฮฟก็เหมาคนเดียวทั้งสองลูกในเวลาปกติ 1 ลูก และช่วงต่อเวลา อีก 1 ลูก เป็นโกลเด้น โกล์ ทำให้เยอรมันคว้าแชมป์ยูโร 1996 ไปได้
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------
                                     

อย่าลืมค่ะ  เริ่มตั้งแต่วันที่ 7-29 มิถุนายน 2551 
 
 
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: