หน้า: 1 [2] 3 4 ... 21   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ภาษาเหนือวันละคำ  (อ่าน 57444 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
nukoy99
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +12/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2122


scrolly_99@hotmail.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #15 เมื่อ: 27 พฤษภาคม 2008, 08:31:30 pm »

เอาน่าพี่วีระ ทำกลัวไปได้ ซ้อม ๆๆ ไว้เดี๋ยวอีกหน่อยก็โดนเรียกว่า ป้ออุ๊ย เองหละ 55
บันทึกการเข้า

ค่าของคนอยู่ที่ผลงาน...แต่ผลงานที่ได้ก็ไม่ได้วัดค่าของคนได้เสมอไป..
nukoy99
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +12/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2122


scrolly_99@hotmail.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #16 เมื่อ: 29 พฤษภาคม 2008, 08:00:28 pm »

ผักหละ

ผักหละ  อ่านว่า ผัก - หละ   หมายถึง  ชะอม   



ชื่อ "ชะอม"
วงศ์ "LEGUMINOSAE"
ชื่อวิทยาศาสตร์ "AcaciaPennata(L.)Willd.Subsp.
InsuavisNielsen"
ชื่อพื้นเมือง "ผักหละ(เหนือ),ฝ่าเซ้งดู่,พูซูเด๊าะ
(กระเหรี่ยง,แม่ฮ่องสอน)โพซุยโดะ(กระเหรี่ยง,
กำแพงเพชร),อม(ใต้),ผ้กขา(อุดรธานี,อีสาน),
ผักหล๊ะ(ไทยยอง)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ชะอมเป็นไม้พุ่มขนาดย่อมแต่เคยมีพบชะอมในป่าลักษณะเป็นต้นไม้ใหญ่วัดเส้นรอบวงของลำต้นได้1.2เมตร
ไม้ชะอมที่ปลูกตามบ้านจะพบในลักษณะไม้พุ่มและเจ้าของมักตัแต่งกิ่งเพื่อให้ออกยอดไม่สู่เกินไปจะได้เก็บยอด
ได้สะดวกตามลำต้นและกิ่งก้านมีหนามแหลมใบเป็นใบประกอบขนาดเล็กมีก้านใบแยกเป็นใบอยู่2 ทางลักษณะ
คล้ายใบกระถินหรือใบส้มป่อยใบอ่อนมีกลิ่นฉุนคล้ายกลิ่นลูกสะตอใบเรียงแบบสลับใบย่อยออกตรงข้ามกัน
ไบย่อรูปรีมีประมาณ13-28คู่ขอบใบเรียบปลายใบแหลมดอกออกที่ซอกใบสีขาวหรือขาวนวลดอกขนาด
เล็กและเห็นชัดเฉพาะเกสรตัวผู้ที่เป็นฝอยๆ

ประโยชน์ทางยา
รากของชะอมสรรพคุณแก้ท้องเฟ้อขับลมในลำไส้แก้อาการปวดเสียวในท้องได้ดี

ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่เป็นผัก/ฤดูกาล"ยอดอ่อนใบอ่อน"เป็นไม้ที่ออกยอดทั้งปีแต่จะออกมากในฤดูฝนชาวเหนือนิยมรับ
ประทานยอดชะอมหน้าแล้งเพราะผักชะอมหน้าฝนจะมีรสเปรี้ยวกลิ่นฉุนบ้างครั้งทำให้ปวดท้อง
การปรุงอาหารชะอมเป็นผักที่รับประทานได้ในทุกภาคของเมืองไทยวิธีการปรุงเป็นอาหารคือรบประทาน
เป็นผักจิ้มโดยการลวกหรือนึ่งให้สุกหรือใช้ยอดอ่อนใบอ่อนเด็ดเป็นชิ้นสั้นๆแล้วชุบกับไข่ทอดรับประทาน
ร่วมกับน้ำพริกกะปิชาวเหนือรับประทานร่วมกันส้มตำมะม่วงตำส้มโอนอกจากนี้ชาวเหนือและชาวอีสาน
ยังนิยมนำไปปรุงเป็นแกงเชนชาวอีสานมักนำไปแกงรวมกับปลาไก่เนื้อกบเขียดต้มเป็นอ่อมหรือแกงแกง
ลาวและแกงแคของชาวเหนือเป็นต้น

รสและประโยชน์ต่อสุขภาพ
ยอดชะอมใบอ่อนมีรสจืดกลิ่นฉุน(กลิ่นหอมสุขุม)ช่วยลดความร้อนของร่างกายยอดชะอม100กรัมให้พลัง
งานกับสุขภาพ57กิโลแคลอรี่ประกอบด้วยเส้นใย5.7กรัมแคลแซียม58มิลลิกรัมฟอสฟอรัส80มิลลิกรัม
เหล็ก4.1มิลลิกรัมวิตามินเอ10066IUวิตามินบีหนึ่ง0.05มิลลิกรัมวิตามินบีสอง0.25มิลลิกรัมในอาซิน
1.5มิลลิกรัมวิตามินซี58มิลลิกรัม



การปลูก
ต้นชะอมเป็นไม้ยืนต้น  และเป็นไม้พื้นเมืองของไทยที่คนไทยนิยมปลูกชะอมเป็นรั้วบ้าน  ซึ่งสามารถเด็ดยอดไปบริโภคเป็นผักได้ทุก ๆ  3 วัน  ต้นชะอมหากถูกเด็ดยอดจะแตกกิ่งข้าง  ต้นหนาแน่น  ชะอมมีหนามตามกิ่งจึงใช้เป็นรั้วบ้านได้ดี

 

ลักษณะโดยทั่วไป

                ต้นชะอมเป็นไม้ยืนต้น  ตระกูลถั่วที่มีอายุยืนนาน  กิ่งอ่อน  ยอดอ่อน  ใบอ่อน  มีกลิ่นหอมฉุนและมีวิตามินเอสูงถึง  32,000  อินเตอร์เนชันแนลยูนิต  ซึ่งสูงกว่าหัวแครอทที่ฝรั่งเชื่อว่ามีวิตามินสูงที่สุด  ในบรรดาผักทั้งหลายอีกด้วย  ยอดชะอมจัดเป็นอาหารประเภทผักที่มีคุณค่าอาหารสูงยิ่งทั้งวิตามินเอ  โปรตีน  และเยื่อใยที่ร่างกายต้องการ

 

พันธุ์ชะอม

                ชะอมมีอยู่  2  พันธุ์ด้วยกันคือ

                1.  ชะอมพันธุ์เบา   ลำต้นจะมีขนาดเล็ก  ใบเล็ก  และยอดขนาดเล็ก

                2.  ชะอมพันธุ์หนัก  ลำต้นมีขนาดใหญ่  ใบใหญ่  ยอดมีขนาดใหญ่  แต่ชาวสวนนิยมปลูกชะอมพันธุ์หนักกันมากกว่าเพราะสามารถเก็บยอดได้ตลอดทั้งปี

                การขยายพันธุ์ชะอมมีอยู่  2  วิธี  คือ

                1.  การใช้กิ่งตอนหรือกิ่งปักชำ

                2.  การใช้เมล็ด

                เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมขยายพันธุ์โดยการใช้กิ่งปักชำเพราะสะดวก  และรวดเร็วกว่าใช้เมล็ด  การเลือกกิ่งพันธุ์ชะอมที่จะนำมาขยายพันธุ์นั้นจะต้องเป็นกิ่งที่ไม่แก่หรืออ่อนจนเกินไป  ควรตัดกิ่งพันธุ์ให้มีความยาวประมาณ  1  คืบ  หรือประมาณ  20  เซนติเมตร  และควรให้มีตาติดประมาณ  3-4  ตา   หลังจากที่เลือกกิ่งพันธุ์ได้แล้วก็นำไปปักชำลงในถุงดินที่มีส่วนผสมของขี้เถ้าแกลบ  และปุ๋ยคอก  อัตราส่วนอาจจะใช้  3:3:1   หรือตามความเหมาะสม  หลังจากนั้นก็รดน้ำให้ชุ่มประมาณ  50-60  วัน  ชะอมก็จะแตกรากออกมา  หรือถ้าเราไม่ใช้ปักชำลงในถุง  เราอาจจะปักชำลงในแปลงเพาะก่อนได้  โดยการเตรียมดินที่ดีมีส่วนผสมของขี้เถ้าแกลบ  แล้วนำกิ่งพันธุ์มาปักให้ทั่วแปลงเพาะ  รดน้ำให้ชุ่มประมาณ  10-15  วัน  จะแตกช่อก่อน  และประมาณ  50  วัน  ก็จะแตกราก  ต่อจากนั้นก็ทำการถอนมาใส่ถุงที่ผสมดินไว้เรียบร้อยแล้ว  เลี้ยงต่อไว้อีกประมาณ  60  วัน   เพื่อให้ระบบรากแข็งแรงสมบูรณ์  ต่อจากนั้นก็สามารถไปปลูกได้

การเตรียมดิน

                ทำการยกร่องเหมือนกับแปลงผักทั่ว ๆ ไป  แต่ไม่ต้องยกร่องให้สูงมากนักและไม่ต้องย่อยดินให้ละเอียดเหมือนกับปลูกผัก  การเตรียมดินปลูกชะอมก็เหมือนกับการเตรียมดินปลูกมันสำปะหลัง  ควรให้แปลงมีความกว้างประมาณ  1-1.50  เมตร  และระหว่างแปลงจำเป็นต้องมีร่องขังน้ำไว้ด้วย

 

วิธีการปลูกชะอม

                การปลูกชะอมเป็นวิธีที่ง่ายมาก  ปลูกวิธีเดียวกับการปลูกมันสำปะหลัง  คือ  ขุดหลุมตรงกลางแปลงให้เป็นแถวระยะระหว่างแถวและระหว่างต้นประมาณ  1 x 1  เมตร  แต่ละหลุมลึกประมาณ  10  เซนติเมตร  การที่ปลูกตรงกลางแปลงก็เพราะว่าชะอมเป็นไม้พุ่มที่แตกกิ่งก้านสาขารอบต้น  เมื่อเจริญเติบโตขึ้น  ทรงพุ่มก็จะเต็มแปลงพอดี  เมื่อเตรียมหลุมเรียบร้อยแล้วนำกิ่งชะอมปักชำลงในหลุม  ตามแนวนอนขนานไปทางเดียวกัน  หลุมหนึ่งอาจจะใช้กิ่งพันธุ์ประมาณ  5  กิ่ง  ซึ่งกำลังเหมาะเพราะถ้ามากกว่านั้นจะทำให้ทรงพุ่มแน่นทึบเกินไป หลังจากปักชำแล้ว  ใช้ทางมะพร้าวมาทำร่มบังแดดให้

 

การปฏิบัติดูแลรักษาชะอม

                ชะอมเป็นพืชที่ทนนานต่อดินฟ้าอากาศพอสมควร  ในระยะแรกที่เริ่มปลูกนั้น  ควรให้น้ำวันละ  1  ครั้งก็เพียงพอแล้วหรือจะรดน้ำในเวลาเช้าเย็นก็ได้  การกำจัดวัชพืชควรกระทำปีละ         2  ครั้ง  กลบโคนด้วยหญ้าและใบไม้  สำหรับการให้ปุ๋ยนั้นในระยะแรกที่ปลูกไม่จำเป็นต้องให้ปุ๋ยเลย  จะให้ปุ๋ยก็ต่อเมื่อเริ่มเก็บยอดชะอมแล้ว  ปุ๋ยที่ให้คือ  ปุ๋ยคอก  ละปุ๋ยวิทยาศาสตร์ที่มีธาตุตัวต้นสูง  คือ  ธาตุไนโตรเจน  ซึ่งเป็นธาตุที่บำรุงใบหรือจะใช้ปุ๋ยสูตร  15-15-15  หรือ  16-16-16  ก็ได้  เป็นปุ๋ยสูตรครอบจักรวาลที่มีอาหารของพืชครบถ้วน  คือธาตุไนโตรเจน  ช่วยบำรุงใบ  ธาตุฟอสฟอรัส  ช่วยบำรุงรากและผล  และธาตุโปแตสเซียมเป็นธาตุที่บำรุงรสชาติ  ชาวสวนชะอมจะนำปุ๋ยคอก   และปุ๋ยวิทยาศาสตร์มาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วโรยรอบโคนต้น   หลังจากนั้นก็รดน้ำตามลงไปเพื่อให้ปุ๋ยละลาย  การที่ต้องการใช้ปุ๋ยคอกผสมกับปุ๋ยวิทยาศาสตร์ก็เพราะว่า  ปุ๋ยคอกจะไปช่วยส่งเสริมให้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์  ซึ่งให้ประโยชน์แก่พืชอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  แต่ถ้าให้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ล้วน ๆ เพียงอย่างเดียว  ให้แค่  1  ช้อนแกงก็เพียงพอแล้ว  การให้ปุ๋ยนิยมให้ในระยะที่ชะอมจะโทรม  เพราะจะช่วยเร่งให้ชะอมแตกยอดได้รวดเร็วขึ้น

 

โรคและแมลงศัตรูของชะอม

                แมลงศัตรูที่ร้อยแรงของชะอมมีน้อยมาก  แมลงศัตรูเท่าที่ทำความเสียหายให้กับชาวสวนชะอมในปัจจุบัน  ได้แก่  หนอนกัดกินยอดชะอม  เพราะชะอมเป็นพืชที่ตัดยอดขาย  วิธีป้องกันกำจัด  คือ  ฉีดพ่นสารเคมีฆ่าแมลงทุก  ๆ  8  วันต่อ  1  ครั้ง  สารเคมีที่ใช้ได้แก่  คาบาริล  และสารโปรไธโอฟอส  สำหรับโรคของชะอมยังไม่ปรากฏว่ามีโรคร้ายแรงอะไร  ส่วนเหตุร้ายแรงที่ทำให้ชะอมตาย  คือ  น้ำท่วม

 

การตัดแต่งกิ่งชะอม

                ชะอมเป็นไม้ที่มีทรงพุ่มหนาแน่นเราจำเป็นต้องมีการตัดแต่งกิ่งบ้างเพราะถ้าไม่ตัดแต่งกิ่งเลยจะทำให้ชะอมมีทรงพุ่มแน่นทึบ  และจะไม่ค่อยแตกยอดการตัดแต่งกิ่งชะอมจึงมีความสำคัญ  นอกจากจะลดปัญหาการแน่นทึบของทรงพุ่มแล้วยังเป็นการลดที่อยู่อาศัยของโรคและแมลงอีกด้วย  และที่สำคัญคือจะทำให้ชะอมมีการแตกยอดอ่อนมากขึ้น

 

การเก็บเกี่ยว

                ชะอมเป็นพืชที่ให้ผลเร็วนับแต่เริ่มปลูกจนตัดยอดขายได้กินเวลาเพียง  3-4  เดือนเท่านั้น  วิธีตัดยอดขายจะต้องเหลือเอาใบรองยอดไว้จะช่วยให้ชะอมแตกยอดใหม่อีก  การเก็บชะอมเก็บได้ทุก  4  วัน  เมื่อเก็บแล้วนำมากำเป็นแพ  ๆ  ละ  14  ยอด  แล้วใช้ใบมะพร้าว  ตัดกลัดเป็นแพ  ๆ  ชะอม  25   แพ  จะถูกมัดรวมเป็นมัด ๆ  ขายราคามัดละ  15-35  บาท  แล้วแต่ฤดูกาล

 

การปลูกชะอมแซมพืชอื่นเพื่อเสริมรายได้

                การทำให้ชะอมมียอดในหน้าแล้งนั้นเริ่มแรกเราต้องทำการปลูกชะอมตอนต้นฤดูฝน  ก็เริ่มขุดหลุมลึกประมาณ  1  หน้าจอบ  หรือประมาณ  30  เซนติเมตร  กว้างประมาณ  25  เซนติเมตร  แต่ละหลุมห่างกัน  30  เซนติเมตร  ต่อจากนั้นใช้ขุยมะพร้าว  และปุ๋ยคอกอย่างละ  1  กำมือ  คลุกกับดินในหลุม  จากนั้นจึงเลือกกิ่งชะอม  การเลือกกิ่งควรเลือกกิ่งที่ไม่อ่อนหรือแก่จนเกินไป  ตัดกิ่งเฉียงเป็นปากฉลาม  ให้กิ่งมีความยาวประมาณ  20  เซนติเมตร  หรือมีส่วนของตาที่จะทำให้เกิดยอดประมาณ  3-4  ตา

                เมื่อเราเตรียมหลุมและกิ่งพันธุ์ที่เตรียมไว้แล้ว  ก็รดน้ำลงในหลุม  นำกิ่งพันธุ์ที่เราเตรียมไว้แล้วมาจุ่มลงในฮอร์โมนเร่งราก  โดยการใช้เซราดิกซ์  เบอร์  2  จากนั้นจึงนำมาปักในหลุมปักเฉียง  45  องศา  ปักลึกประมาณ  5  ซม.  หรือ  1  ตา  หลุมละ  3-4  กิ่ง  ปักในลักษณะที่เป็นวงกลม  เมื่อปักชำเสร็จแล้วก็ใช้วัสดุคลุมจะเป็นใบมะพร้าวหรือใบกล้วยก็ได้  คลุมไว้จนกว่ากิ่งพันธุ์จะแตกยอด    ในช่วงนี้ถ้ามีฝนตกก็ไม่ต้องรดน้ำ  แต่ถ้าฝนทิ้งช่วงควรรดน้ำ  เช้า  เย็น  หลังปักชำไปแล้ว  7-10  วัน  ชะอมจะเริ่มแตกใบอ่อน  เมื่อชะอมมีอายุได้  1  เดือน  ก็ใส่ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต  ในอัตรา  10  ช้อนแกงต่อหลุม  ใส่โดยการพรวนดินรอบ ๆ  หลุมใส่ปุ๋ยแล้วก็พรวนดินกลบ  และรดน้ำตามใส่ปุ๋ยชนิดนี้เดือนละครั้ง  เพื่อให้กิ่งของชะอมยาว  ถ้ามีใบมากก็ให้ตัดออกบ้าง  ชะอมที่เราจะบังคับให้ออกยอดในฤดูแล้งนั้นต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า  1  ปี   เพื่อที่ชะอมจะได้มีความทนต่อสภาพแวดล้อม  เมื่อเราได้ชะอมที่จะใช้บังคับให้ออกยอดตามที่ต้องการแล้ว  ก็บังคับได้เลยคือจะเริ่มทำในช่วงเดือนกุมภาพันธ์  และเดือนเมษายน  ก่อนกระทำต้องกำจัดวัชพืชรอบ ๆ  โคนชะอมให้หมดก่อนแล้วจึงใช้มีดคม ๆ  ตัดชะอมให้มีใบเหลือน้อยและกิ่งเสมอกัน  จากนั้นใช้หญ้าแห้ง  หรือฟางแห้งวางให้ห่างจากโตนต้นชะอมประมาณ  15  ซม.  แล้วจึงใช้หญ้าสดหรือฟางที่มีความชื้นวางทับอีกครั้งหนึ่งแล้วจุดๆ  พยายามให้มีควันและความร้อนแต่อย่างให้มีเปลวไฟมากนัก  หลังจากไฟดับแล้วทิ้งไว้ประมาณ  2  วัน  พอสังเกตเห็นว่าใบชะอมเหลืองและทิ้งใบบ้างแล้ว  ก็ให้น้ำชะอมโดยรดที่โคนต้นให้ชุ่ม  และใช้เครื่องพ่นสารเคมี  พ่นน้ำเปล่าตามบริเวณกิ่งและยอดด้วย  รดน้ำวันละครั้งเช้าหรือเย็นก็ได้  ประมาณ  3  วัน  ชะอมจะเริ่มแตกตายอด  ช่วงนี้ควรให้อาหารเสริมบ้าง  คือ  ใช้ยูเรีย  2  ช้อนแกงต่อน้ำหนึ่งปี๊บ  ฉีดพ่นเพื่อให้ยอดชะอมยาวและสวย  เห็นว่ายอดชะอมพร้อมที่จะตัดจำหน่ายได้เราก็ตัดไปจำหน่ายได้เลย  ชะอมสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายอย่าง  เช่น  ใช้รับประทานเป็นผักสดจิ้มน้ำพริก  ใช้ชุบไข่ทอด  แกงแค  เป็นต้น

 

การตลาดของชะอม

                ตลาดของชะอมที่วางขายตามตลาดใหญ่ ๆ  และตลาดเล็กในกรุงเทพ ส่วนมากมาจากจังหวัดนครปฐม  เพราะแหล่งปลูกชะอมแหล่งใหญ่อยู่ที่ตำบลวังตะคู  ตำบลบ้านนาสร้าง  อ. เมือง  จังหวัดนครปฐม  และจังหวัดอื่น ๆ  ที่ใกล้เคียง  บางสวนก็จะมีพ่อค้ามารับซื้อถึงบ้าน  แล้วนำไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง  หรือบางสวนก็นำไปส่งให้กับขาประจำที่ตลาด  แล้วเขาก็จะส่งต่อเข้ากรุงเทพฯ  อีกทอดหนึ่ง  หรือก็ชาวสวนเก็บแล้วนำไปขายแถวตามตลาดท้องถิ่นนั้น ๆ


เมนู  ชะอมผัดกุ้ง

ส่วนผสม
ยอดชะอมรูดเอาแต่ยอด 100 กรัม
กุ้งสด 200 กรัม
กระเทียม 5 กลีบ
พริกขี้หนูสวน 10 เม็ด
น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
เต้าเจี้ยว 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันพืชสำหรับผัด 

วิธีทำ
1. กุ้งสดแกะเปลือกผ่าหลังเอาเส้นดำออก ล้างให้สะอาด
2. ทุบพริกขี้หนูและกระเทียมพอแหลก
3. นำไปผัดกับน้ำมันพอร้อน ใส่กุ้งผัดไฟแรง พอกุ้งสุก ปรุงรสด้วยน้ำมันหอย น้ำตาลทราย เต้าเจี้ยว
4. ใส่ชะมลงผัดเร็วๆพอสุก ตักขึ้นใส่จานเสิร์ฟพร้อมข้าวสวย


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30 พฤษภาคม 2008, 08:27:10 pm โดย nukoy99 » บันทึกการเข้า

ค่าของคนอยู่ที่ผลงาน...แต่ผลงานที่ได้ก็ไม่ได้วัดค่าของคนได้เสมอไป..
nukoy99
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +12/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2122


scrolly_99@hotmail.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #17 เมื่อ: 30 พฤษภาคม 2008, 08:37:47 pm »

ฮะ
ฮะ  อ่านว่า ฮะ  หมายถึง  ปลาร้า (ไม่ใช่สัตว์เลี้ยงของพี่เวปนะ อิอิ)



ปลาร้า หรือ ปลาแดก ในภาษาอีสาน เป็นอาหารท้องถิ่นภาคอีสาน ของไทย และ ลาว รวมถึง บางส่วนของเวียดนาม โดยมักทำจากปลาน้ำจืดขนาดเล็ก เช่น ปลาสร้อยขาว ปลากระดี่มาหมักกับรำข้าวและเกลือ แล้วบรรจุใส่ไห โดยทั่วไปจะหมักไว้ 7-8 เดือน และนำมารับประทานได้ หรือ นำไปปรุงอาหารอย่างอื่น เช่น ส้มตำ เป็นต้น โดยส้มตำที่ใส่ปลาร้านั้นจะเรียกว่า ส้มตำลาว หรือ ส้มตำปลาร้า โดยในบางที่มีค่านิยมว่า หมักให้เกิดหนอนจะยิ่งเพิ่มรสชาติยิ่งขึ้น

ส่วนประกอบของปลาร้าซึ่งมีวิธีการทำที่แตกต่างกันเป็น 3 สูตร คือ
 

- สูตรที่หนึ่ง = ปลา + เกลือ + รำ
 

- สูตรที่สอง = ปลา + เกลือ + ข้าวคั่ว
 

- สูตรที่สาม = ปลา + เกลือ + ข้าวคั่ว + รำ
 

การผลิตปลาร้าแบบดั้งเดิมตามตำรับชาวอีสาน คือ ปลาร้าข้าวคั่วและปลาร้ารำ

- ปลาร้าข้าวคั่ว ได้จากปลาหมักเกลือที่ใส่ข้าวคั่ว ผลิตภัณฑ์ที่ได้จะมีลักษณะแฉะ เนื้ออ่อนนุ่ม สีเหลืองเข้มและมีกลิ่นหอม ปลาสดที่นิยมใช้ทำปลาร้าประเภทนี้คือ ปลากระดี่ ปลาสลิด ปลาหมอเทศ ปลาดุก โดยใช้ปลาขนาดกลางและขนาดใหญ่
 

- ปลาร้ารำ ได้จากปลาหมักเกลือใส่รำหรือรำผสมข้าวคั่ว มีลักษณะเป็นสีคล้ำ ปลายังมีลักษณะเป็นตัว เนื้อไม่นิ่มมาก มีกลื่นรุนแรงกว่าปลาร้าข้าวคั่ว ปลาที่ใช้ทำส่วนมากเป็นปลาขนาดเล็ก เช่น ปลาสร้อย ปลาซิว ปลากระดี่ ปลาร้าส่วนใหญ่ที่ชาวอีสานบริโภคเป็นปลาร้ารำ

3 ขั้นตอนของวิธีการทำปลาร้า
 
ขั้นที่หนึ่ง ล้างปลาให้สะอาด ถ้าเป็นปลาที่มีเกล็ดขนาดใหญ่ต้องขอดเกล็ดก่อน หากมีขนาดเล็กอย่างปลาซิวก้ไม่ต้อง ปลาที่นำมาทำปลาร้ามีทั้งปลาหนัง (ปลาที่ไม่มีเกล้ด) และปลาที่มีเกล้ด ได้แก่ ปลาช่อน ปลาดุก ปลาขาวนา ปลาขาวสูตร ปลาขาวมล ปลาซิว ปลากระดี่ ปลาหมอ ปลาก่า ปลาตอง กุ้งและปูเล็กๆ ปลาที่นำมาทำปลาร้าต้องแยกขนาดปลาเล็ก ปลาใหญ่ ไม่ทำปะปนกัน ดังคำโบราณกล่าวว่า
 

ขั้นที่สอง เอาไส้และขี้ปลาออกจากตัวปลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งปลาขนาดใหญ่ ถ้าขนาดเล็กต้องใช้เวลามากจึงไม่นิยมเอาออก ล้างปลาให้สะอาดใส่ตะแกรงผึ่งให้สะเด็ดน้ำ แล้วใส่เกลือ ข้าวคั่ว หรือรำให้ได้สัดส่วน 6 : 2 : 1 คือ ปลาหกถ้วยใส่เกลือสองถ้วย ใส่รำหรือข้าวคั่วหนึ่งถ้วย (ถ้วยตราไก่) แล้วนวดคลุกเคล้าให้เข้ากัน ให้เกลือดูดซึมเข้าในเนื้อปลา (บางแห่งจะใส่รำและข้าวคั่วในภายหลัง) ถ้าหากปลาและเกลือผสมกันได้สัดส่วนตัวปลาจะแข็งและไม่เละ ถ้าตัวปลาเหลวไม่แข็งพอควรโรยเกลือลงคลุกอีก
 

ขั้นที่สาม เมื่อเสร็จสิ้นกรรมวิธีการนวดปลาแล้ว จะนำลงบรรจุในภาชนะเช่น ไหหรือตุ่มที่ล้างสะอาดและแห้งแล้ว ให้ต่ำกว่าระดับขอบปากไหเล็กน้อย ปิดปากไหด้วยผ้าหรือพลาสติก ถ้าเป็นไหซองชาวบ้านนิยมใช้ผ้าห่อขี้เถ้าให้เป็นก้อนโตกว่าปากไหแล้วนำมาปิดทับ เพื่อป้องกันแมลงวันมาไข่ หมักทิ้งไว้จนมีน้ำเกลือไหลท่วมปลาในไห และตัวปลาออกเป็นสีแดงกว่าเดิม แสดงว่าเป็นปลาร้าแล้ว เวลาที่ใช้หมักอาจแตกต่างกันไปตามขนาดของตัวปลา แต่อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 5-8 สัปดาห์ หรือนานที่สุดอาจถึงหนึ่งปี ปลาร้าที่หมักหกเดือนไปแล้วถือว่าปลอดภัยไม่มีพยาธิ

เคล็ดลับ การเก็บไหปลาร้าต้องเก็บในสถานที่อากาศถ่ายเทได้ดี แสงแดดส่องไม่ถึง ไหที่บรรจุปลาร้าต้องเป็นภาชนะทึบแสง หากปลาร้าถูกแสงแดดและอากาศจะทำให้ปลาร้ามีสีคล้ำ หากเก็บในที่เย็นเกินไปจะทำให้กลิ่นไม่หอม


 

คุณภาพของปลาร้า สิ่งที่บ่งชี้คุณภาพของปลาร้า คือ คุณค่าด้านสารอาหาร รส กลิ่น สี นักโภชนาการยอมรับกันว่าเมื่อเปรียบเทียบปลาร้ากับอาหารหมักดองประเภทอื่น เช่น ปลาจ่อม ปลาส้มฟัก กะปิ ปลาร้าให้คุณค่าด้านสารอาหารค่อนข้างสูง คือ ให้โปรตีน ไขมัน เกลือแร่ โดยเฉพาะปลาร้าที่ทำมาจากปลาช่อน

จากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่า ปลาร้า เป็นอาหารของวัฒนธรรมอีสานมานานกว่า 4,000 ปีแล้ว โดยพบวัสดุที่คล้ายกับไหหมักปลาร้า

ปัจจุบัน การทำปลาร้าได้พัฒนาขึ้นไปสู่ระดับสากลมากขึ้น มีปลาร้าพาสเจอร์ไรซ์ เพื่อฆ่าเชื้อโรคก่อนด้วย หรือ ปลาร้าอนามัย แต่ส่วนใหญ่ ปลาร้าก็ยังนิยมทำแบบเดิม โดยตักขายเป็นน้ำหนักตามตลาดสดต่าง ๆ

"ปลาร้าไทยคือภูมิปัญญาโลก"



ปลาร้าเป็นผลิตภัณฑ์หมักดองพื้นบ้านที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง นอกจากนี้ยังมีการส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา และ แถบยุโรป ที่มีประชาชนในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปอาศัยอยู่

ปลาร้าที่ผลิตกันในปัจจุบันจะผลิตทั้งปลาน้ำจืด เช่น ปลากระดี่ ปลาสร้อย ปลาช่อน ปลานิล ปลาตะเพียน ปลาดุก และปลาแขยง ส่วนปลาทะเล ได้แก่ ปลาจวด ปลาปากคม และปลาเป็ดรวมชนิด ซึ่งการผลิตจะมีระดับตั้งแต่ครัวเรือน จนกระทั่งถึงอุตสาหกรรมโดยปริมาณการผลิตจะต่างกัน ถ้าเป็นการผลิตในครัวเรือนจะมีการผลิต 30-12,000 กิโลกรัม/เดือน ถ้าเป็นโรงงานใหญ่ จะมีการผลิต 24,000-30,000 กิโลกรัม/เดือน (ข้อมูลจากการสำรวจ)

การผลิตปลาร้ามีขั้นตอนการผลิตใกล้เคียงในแต่ละพื้นที่ แต่จะแตกต่างกันเฉพาะชนิดของปลาอัตราส่วนปลาต่อเกลือ ระยะเวลาการหมักปลากับเกลือก่อนนำมาผสมข้าวคั่ว และ รำ ทั้งนี้ความแตกต่างกันนั้นจะรวมไปถึงอัตราส่วนของรำ และข้าวคั่วที่ใช้สำหรับวิธีทำโดยนำปลามาหมักกับเกลือ จัดใส่ภาชนะปากแคบทิ้งไว้ในระยะเวลาตั้งแต่ 1-3 เดือน จากนั้นนำมาผสมรำหรือข้าวคั่วหรือนำปลามาหมักเกลือและข้าวคั่วหรือรำตั้งแต่ต้น แล้วหมักต่ออีก 3 เดือน ถึง 1 ปี จากนั้นนำออกจำหน่าย ซึ่งรูปแบบของการจำหน่ายในลักษณะนี้ทำให้ตลาดไม่กว้างขวางนัก เนื่องจากผู้บริโภคบางกลุ่มยังไม่เคยชินกับกลิ่นและยังขาดสุขลักษณะที่ดี นอกจากนี้ยังยุ่งยาก เมื่อนำไปประกอบอาหาร ดังนั้น จึงได้มีการพัฒนาผลิตปลาร้าสำเร็จรูปขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์

1. เพื่อความสะดวกในการปรุงอาหารและพกพา

2. เพื่อเพิ่มมูลค่าของปลาร้าในรูปแบบต่าง ๆ

3. เพื่อให้ได้ปลาร้าที่สะอาดและถูกสุขลักษณะ

คุณลักษณะทั่วไปของปลาร้า

ปลาร้าที่ดีต้องมีกลิ่นหอม เนื้อปลาสะอาด มีสีอมชมพู ไม่มีสิ่งปลอมปน เช่น
ปีก ขาแมลงวัน และอื่น ๆ
สีของรำ/ข้าวคั่ว ไม่ดำคล้ำ
เนื้อปลาไม่แข็งกระด้าง หรือยุ่ยเละ
มีกลิ่นหอมเฉพาะ ไม่มีกลิ่นคาว กลิ่นแอมโมเนีย กลิ่นสาบ หรือกลิ่นหืน
รสชาติดี ไม่เค็มเกินไป ควรมีความเค็ม (NaCl) ประมาณ 11-16%
ความเป็นกรด-ด่าง 4-6 ส่วนปลาร้าที่มีคุณภาพไม่ดีจะมีกลิ่นเปรียง กลิ่นเหม็นสาบ อับ กลิ่นหืน เนื้อปลาจะมีดำคล้ำ เนื้อปลาจะแข็งกระด้าง หรือเละมาก ไม่มีรสชาติของปลาร้า เค็มมาก รสเปรี้ยวหรือขม
องค์ประกอบทางฟิสิกส์ เคมี และจุลชีววิทยา ของปลาร้า

องค์ประกอบ ปริมาณ

โปรตีน 7-21%

ไขมัน 2-7%

เกลือ 11-16%

แคลเซียม 1,500-2,500 มก./100กรัม

ฟอสฟอรัส 600-1,000 มก./100 กรัม

PH 4.5-6

การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าจากปลาร้า

สินค้ารูปแบบต่าง ๆ ของปลาร้าที่ส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศ จะเป็นปลาร้าดิบผสมข้าวคั่วหรือรำปลาร้าบดเป็นครีม และน้ำปลาร้า บรรจุขวดแก้ว ซึ่ง ตลาดที่ส่งออกไปมีทั้งสหรัฐอเมริกา และยุโรป และในปี 2541 ได้มีผลิตภัณฑ์ปลาร้าส่งออกไปขายยังยุโรป และผ่านการตรวจรับรองจากกรมประมง ปริมาณ 86 ตัน ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 292,050 Us (FOB) นอกจากนี้ปลาร้าได้ส่งออกไปยังประเทศไต้หวันมาก ประมาณปีละ 800-900 ตัน (ข้อมูลจากผู้ส่งออก) สำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากปลาร้าในรูปผงและก้อน ได้ผลิตใน 3 ลักษณะ คือ 1. ปลาร้าล้วน ๆ 2. ปลาร้าผสมเครื่องปรุง 3. ปลาร้าผสมข้าวคั่ว

การผลิตปลาร้าก้อนและผง

กระบวนการผลิตไม่ยุ่งยากซับซ้อนโดยนำปลาร้าที่หมักได้ที่ ฝ่านกระบวนการให้ความร้อนสูง เพื่อให้ก้างปลานิ่ม จากนั้นนำไปอบแห้งทำเป็นผง บรรจุขวดแก้ว หรือ ถุงพลาสติก สำหรับชนิดก้อนนำไปห่อด้วยพลาสติก และอะลูมินั่มฟอยด์ระหว่างการเก็บรักษา ซึ่งขั้นตอนการผลิตได้แสดงดังไดอาแกรมที่ 1

ปลาร้าก้อนและผงนี้สามารถนำไปทำอาหารได้หลายชนิด เช่น ปลาร้าทรงเครื่อง น้ำพริกปลาร้า แจ่วปลาร้า ขนมจีน-แกงป่า แกงวุ้นเส้น ไก่ ปลา แกงเปรอะผสมไก่ หรือปลา

ปลาร้าก้อน 1 ก้อน (30 กรัม) หรือปลาร้างผง 20 กรัมนำไปประกอบอาหารได้ 1 ถ้วย ( 3 คนรับประทาน) การนำไปใช้เพียงแต่ละลายปลาร้าผงหรือก้อนลงในอาหารเท่านั้น

ปลาร้าผง ก้อน ผสมเครื่องปรุง

เครื่องปรุงที่ใช้ได้แก่ กระชาย ตะไคร้ และข่า โดยนำเครื่องปรุงมาหั่นละเอียด จากนั้นนำไปผ่านความร้อนสูง พร้อมกับปลาร้าดิบทั้งตัว จากนั้นนำไป ทำเป็นก้อนหรือป่นต่อไป ปลาร้าผสมเครื่องปรุงนี้ เหมาะสำหรับนำไปทำปลาร้าหลนเพียงแต่นำไปละลายในกะทิเท่านั้น หรือนำไปใส่น้ำยาหรือแจ่ว หรือนำไปประกอบอาหารที่ไม่ต้องการกลืนรุนแรงมาก

ปลาร้าผง ก้อน ผสมข้าวคั่ว

นำปลาร้าที่ผ่านความร้อนที่ทำให้ก้างนิ่มแล้วนำไปผสมข้าวคั่วแล้วจึงนำไปอบแล้วนำไปป่นเป็นผง

สำหรับปลาร้าก้อนนำส่วนผสมทั้งหมดไปอบ จึงนำไปขึ้นรูปเป็นก้อน ปลาร้า สำเร็จรูปผสมข้าวคั่วนี้ เหมาะสำหรับนำไปทำอาหาร ประเภท แกงลาว แกงเปรอะ หรือหมกหน่อไม้ โดยนำไปใช้ได้ทันที

ปลาร้าบอง อาหารยอดนิยมชาวอิสาน
โคราช... "ถิ่นปลาร้าบอง"
เมื่อเดินทางไปภาคอิสาณ สิ่งแรกที่คนทั่วไป นึกถึงก็คือ ส้มตำ และมีสิ่งที่พูดกัน แบบติดปาก นั่นก็คือ "ปลาร้า" ซึ่งปัจจุบัน ปลาร้า ได้มีการพัฒนา จนกระทั่ง สามารถเป็นผลิตภัณฑ์ ที่บรรจุกระป๋อง และสามารถส่งออกไปจำหน่าย ยังต่างประเทศ ส่วนในตัวเมืองโคราช หากจะถามหา ปลาร้าที่ขึ้นชื่อ สักยี่ห้อ เพื่อซื้อ ไว้บริโภค หรือ ใช้เป็นของฝากแล้ว "ปลาร้าบอง" ของกลุ่มแม่บ้าน "บ้านหนองกระทุ่ม" ต.หนองจะบก อ.เมือง จ.นครราชสีมา หรือที่ชาวบ้าน และผู้บริโภคเรียกสั้นๆ ว่า "ปลาร้าบองหนองจะบก" เพราะเป็นปลาร้า ที่เข้าโครงการ หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ ในตำบลหนองจะบก ก็มีหลายผลิตภัณฑ์ ทั้งการเพาะเลี้ยงปลาดุก ปลูกผักปลอดสารพิษ หรือคุกกี้สมุนไพร แต่ที่ทางตำบล เลือกปลาร้าบอง มาเป็น ผลิตภัณฑ์ ประจำตำบลนั้น ก็เพราะคุณภาพ และชื่อเสียง ที่มี มาก่อนแล้ว นั่นเอง

เผยเคล็ดลับ...สูตรเด็ด
สำหรับสูตร วิธีการทำปลาร้าบอง หนองจะบก ที่ทางคุณจีราวรรณ เผยสูตร และวิธีการทำ หากหมู่บ้านใด สนใจต้องการเชิญ ให้เป็นวิทยากร ไม่ว่าจะเป็น ผลิตภัณฑ์ที่ทำอยู่ หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำใหม่ ให้กับทางหมู่บ้าน ยินดีให้ความรู้ และความร่วมมือ โดยติดต่อใด้ที่ 01-946-9472 หรือที่ทำการ 044-357-936 ส่วนเครื่องปรุง มีดังต่อไปนี้

1. ปลาร้า 5 กิโลกรัม
2. ข่า 1 กิโลกรัม
3. ตะไคร้ 1 กิโลกรัม
4. กระเทียม 0.5 กิโลกรัม
5. หอมแดง 1 กิโลกรัม
6. พริกแห้ง (ใช้พริกที่ป่นแล้ว) 1.5 กิโลกรัม
7. มะขามเปียก 0.5 กิโลกรัม
8. ใบมะกรูด 

เปิดครัว เตรียมลงมือ
สำหรับขั้นตอนการทำ มีดังต่อไปนี้

1. นำปลาร้ามาสับให้ละเอียด ต้องใช้ปลาร้าอย่างดี เป็นพิเศษ
2. นำหอมแดง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด มาทำความสะอาด แล้วหั่น เป็นชิ้นเล็กๆ
3. นำพริกแห้งไปคั่ว แล้วป่นให้ละเอียด
4. มะขามเปียก แช่น้ำสุก อุ่นทิ้งไว้
5. เจียวกระเทียมให้เหลือง หอม ข่า ตะไคร้ นำไปคั่วจนสุก แล้วนำเข้า เครื่องบดละเอียด ผสมกับหอมแดง และกระเทียมเจียว ใช้หม้อ หรือกระทะ ตั้งไฟ นำปลาร้า และส่วนผสมที่บดแล้วมาคั่ว จนปลาร้าสุก นำมะขามเปียก มาผสม คลุกเคล้าให้เข้ากัน โดยออกรสเปรี้ยว-เผ็ดนำ (หรือตามชอบ)




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 มิถุนายน 2008, 06:19:31 pm โดย nukoy99 » บันทึกการเข้า

ค่าของคนอยู่ที่ผลงาน...แต่ผลงานที่ได้ก็ไม่ได้วัดค่าของคนได้เสมอไป..
admin
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +31/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3661


oknakrub@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #18 เมื่อ: 02 มิถุนายน 2008, 05:19:33 pm »

 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

nukoy99
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +12/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2122


scrolly_99@hotmail.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #19 เมื่อ: 02 มิถุนายน 2008, 06:18:45 pm »

บ่นอยข้อง

บ่นอยข้อง  อ่าน  บ่อ - นอย - ข้อง  หมายถึง บวบ



ชื่อท้องถิ่น  
บวบหอม บวบกลม

ชื่อวิทยาศาสตร์ 
Luffa cylindrica 

วงศ์  
CUCURBITACEAE

ชื่อสามัญ 
Smooth loofah

ลักษณะ
เป็นเถาเลื้อย เถาแข็งและเหนียว คล้ายกับถั่วพู แต่มีอายุเพียงปีเดียวหรือฤดูเดียว เถาสีเขียวอ่อน ลำต้นม้วนพันสิ่งยึดเกาะได้ดี มีมือเกาะ ใบเดี่ยวรูปกลมขนาด 10-20 เซนติเมตร ตามเถาและใบจะมีขนอ่อนขึ้นปกคลุม ดอกเดี่ยวออกตามซอกใบ กลีบดอกสีเหลือง มีผลกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 5-10 เซนติเมตร ยาว 10-80 เซนติเมตร มีหลายเมล็ด เมื่อแก่ภายในผลจะกลวงและเหลืออยู่แต่เส้นใย  แยกลักษณะได้ดังนี้

1. บวบเหลี่ยม (Luffa acutangular Roxb.) ชื่อสามัญ Angled loofah เป็นไม้เถาอายุปีเดียว เถามีความยาว 6-8 เมตร ผลของบวบขนาดแตกต่างกันตามชนิด รูปทรงกระบอกมีเหลี่ยมตามความยาวผล เมล็ดมีลักษณะเป็นวงรี สีดำ ผิวขรุขระ ไม่มีปีกที่เมล็ด เก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็ว นิยมปลูกโดยการหยอดเมล็ดในแปลงปลูก แปลงปลูกควรมีขนาดกว้างเพื่อให้เถาเลื้อยได้สะดวก ทำค้างเป็นรูปสามเหลี่ยมหรือสี่เหลี่ยม ผูกยึดให้แข็งแรง บวบเหลี่ยมเริ่มเก็บเกี่ยวได้ที่อายุ 45-50 วันหลังหยอดเมล็ด และสามารถเก็บผลผลิตได้เป็นเดือน ถ้ามีการดูแลรักษาที่ดี


การใช้ประโยชน์  ผลอ่อนสามารถนำมาแกงเลียง แกงส้ม แกงกับปลาแห้ง ผัดกับไข่ หรือนำมาต้มจิ้มน้ำพริก

คุณค่าทางอาหารและสรรพคุณทางยา
     คุณค่าอาหารในส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัมประกอบด้วย พลังงาน 18 กิโลแคลอรี น้ำ 95.4 กรัม โปรตีน 0.7 กรัม ไขมัน 0.2 กรัม คาร์โบไฮเดรต 3.3 กรัม แคลเซียม 5 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 24 มิลลิกรัม เหล็ก 0.7 มิลลิกรัม วิตามินเอ 5 ไมโครกรัม และวิตามินซี 15 มิลลิกรัม ใบบวบเหลี่ยมใช้ต้มดื่ม ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะเป็นเลือด ขับเสมหะ ถอนพิษไข้ แก้ริดสีดวงทวาร ถอนพิษแมลงกัดต่อย แก้คัน ผลบวบบำรุงร่างกาย ลดไข้ แก้ร้อนใน ระบายท้อง ขับเสมหะทำให้ชุ่มคอ รากใช้ต้มดื่มแก้อาการบวมน้ำ ระบายท้อง

2. บวบงู (Trichosanthes anguina (Linn.)) ชื่อสามัญคือ Snake gourd ผลลักษณะกลมยาวปลายผลแหลม ผิวเรียบ มีแถบสีขาวสลับเขียวทั้งผล เมื่อสุกมีส้มแดง เมล็ดบวบงูมีขนาดใหญ่การปลูกจึงหยอดเมล็ดลงในแปลงปลูกโดยตรงหรือเพาะกล้าก็ได้ อายุกล้าประมาณ 15-20 วัน ขนาดแปลงปลูก 1.6 x 6 เมตร ระยะปลูก 80 x 50 ซม. บวบงูจะเลื้อยทอดยอดที่อายุ 30 วันหลังหยอดเมล็ด ทำค้างเป็นรูปสามเหลี่ยมหรือสี่เหลี่ยมก็ได้ ใช้ตาข่ายขึงเพื่อให้เถายึดเกาะ จะเริ่มออกดอกที่อายุ 45-50 วันหลังหยอดเมล็ดและเริ่มเก็บเกี่ยวผลอ่อนที่อายุ 50-60 วันหลังหยอดเมล็ด



การใช้ประโยชน์
      ผลอ่อนสามารถนำมารับประทานสด หรืออาจลวกจิ้มน้ำพริกอ่อง น้ำพริก แดง น้ำพริกปลาร้า นำมาแกงผัก รวม หรือ นำมาผัดกับหมู

คุณค่าทางอาหารและสรรพคุณทางยา
      คุณค่าทางอาหารในส่วนที่รับประทานได้ของบวบงู 100 กรัม ประกอบด้วย พลังงาน 16 กิโลแคลอรี น้ำ 96 กรัม โปรตีน 0.9 กรัม ไขมัน 0.1 กรัม คาร์โบไฮเดรต 2.8 กรัม แคลเซียม 4 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 2 มิลลิกรัม เหล็ก 0.7 มิลลิกรัม และวิตามินซี 24 มิลลิกรัม ผลบวบงูใช้บำรุงร่างกาย แก้กระหายน้ำ ขับพยาธิ แก้อาการท่อน้ำดีอุดตัน

3. บวบหอม ( Luffa cylindrica (L) M.Roem.) ชื่อสามัญคือ Smooth loofah ผลอ่อนสีเขียวมีลายเขียวเข้ม ผลแก่สีเขียวออกเหลืองจนถึงสีน้ำตาล มีเส้นใยเหนียว ลักษณะเป็นร่างแห การปลูกบวบหอมสามารถหยอดเมล็ดลงในแปลงปลูกโดยตรง เมื่อต้นกล้ามีอายุประมาณ 10-14 วัน ถอนแยกให้เหลือต้นที่สมบูรณ์ ระยะปลูก 40-90 x 60-90 ซม. ใช้ปุ๋ยคอกที่ย่อยสลายแล้วใส่ก้นหลุมก่อนปลูก บวบหอมจะเลื้อยทอดยอดที่อายุ 15-20 วันหลังหยอดเมล็ด ทำค้างเป็นรูปสามเหลี่ยมหรือสี่เหลี่ยมก็ได้เพื่อให้เถายึดเกาะ บวบหอมจะเริ่มออกดอกที่อายุ 42-70 วันหลังหยอดเมล็ดและเริ่มเก็บเกี่ยวผลอ่อนที่อายุ 63-91 วันหลังหยอดเมล็ด



การใช้ประโยชน์
      ผลอ่อนใช้รับประทานสด สามารถนำมา ทำแกงเลียง ผัดกับไข่ หรืออาจลวกจิ้มกับ น้ำพริกต่างๆ เส้นใยจากผลแก่สามารถนำมาทำเส้นใยสำหรับขัดตัวหรือล้างภาชนะ การถูตัวด้วยเส้นใยธรรมชาติจะช่วยให้ การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น และกระตุ้นผิวหนังให้สดชื่นเพราะเชลล์ผิวหนังที่ ตายแล้วได้ถูกกำจัดออกไป

คุณค่าทางอาหารและสรรพคุณทางยา
      คุณค่าทางอาหารในส่วนที่รับประทานได้ของบวบหอม 100 กรัม ประกอบด้วย พลังงาน 85 กิโลแคลอรี น้ำ 93 กรัม โปรตีน 0.6-1.2 กรัม ไขมัน 0.21 กรัม คาร์โบไฮเดรต 4-4.9 กรัม แคลเซียม 16-20 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 24-32 มิลลิกรัม เหล็ก 0.4-0.6 มิลลิกรัม และวิตามินซี 7-12 มิลลิกรัม ผลอ่อนมีสรรพคุณแก้ร้อนใน ลดไข้ ขับน้ำนม ขับปัสสาวะ แก้เลือดออกตามทางเดินอาหาร แก้ทางเดินปัสสาวะอักเสบ

การปลูกบวบเหลี่ยม

 
       บวบเหลี่ยมเป็นพืชผักที่อยู่ในตระกูล Cucurbitaceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Luffa acutangula เป็นผักที่ใช้บริโภคส่วนของผล สามารถนำมาประกอบเป็นอาหารได้หลายชนิด เช่น ต้ม แกง ผัด หรือจิ้มน้ำพริก มีรสหวาน นอกจานี้บวบยังเป็นพืชที่มีลักษณะพิเศษคือ ทนแล้ง ทนฝน โรคและแมลงไม่รบกวน
        บวบเหลี่ยมเป็นพืชเถาเลื้อย อายุสั้น มีมือจับเกาะช่วยพยุงลำต้นบวบเหลี่ยมต่างจากบวบชนิดอื่นตรงที่ผลมีลักษณะเป็นเหลี่ยมหลายเหลี่ยม ดอกตัวผู้และดอกตัวเมียแยกกันอยู่ในต้นเดียวกันเช่นเดียวกับบวบหอม แต่มีลักษณะแตกต่างกันที่ใบเลี้ยงของต้นกล้า บวบเหลี่ยมมีสีเขียว ใบแก่มีสีเขียวอ่อนกว่าใบใหญ่กว่าเล็กน้อย ลอนบนใบตื้นกว่า ดอกจะบานในเวลาเย็น โดยบานตั้งแต่เวลา 17.30 น.เป็นต้นไป มีเหลี่ยมตามความยาวของผลตั้งแต่ขั้วจรดปลายผล ผิวผลค่อนข้างขรุขระ สีเขียวแก่
        สำหรับพันธุ์ของบวบเหลี่ยมที่ปลูกในบ้านเรา ยังไม่มีการจำแนกรายละเอียดออกเป็นพันธุ์ต่างๆ ส่วนใหญ่ถือเป็นพันธุ์พื้นเมือง เพราะปลูกกันมานาน และมักเก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์เองต่อๆ กันไป
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
        บวบเหลี่ยมสามารถปลูกได้ในดินแทบทุกชนิด และดินค่อนข้างเป็นกรดเล็กน้อย ในดินมีความชื้นสูงพอเหมาะสม่ำเสมอ ควรได้รับแสงแดดเต็มที่ในระหว่างการปลูก อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 20-30 องศาเซลเซียส สามารถปลูกได้ทุกฤดูกาล

การเตรียมดิน
        บวบเหลี่ยมเป็นผักที่มีระบบรากลึกปานกลาง ควรขุดไถดินลึกประมาณ 20-25 เซนติเมตร ตากดินไว้ประมาณ 5-7 วัน ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดี แล้วคลุกเคล้าลงไปในดิน โดยเฉพาะดินทรายและดินเหนียวต้องใส่ให้มาก เพื่อปรับสภาพของดินให้ดีขึ้นและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ถ้าดินเป็นกรดควรใส่ปูนขาว ปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ย่อยดินและพรวนดินให้ละเอียดร่วนโปร่งพร้อมที่จะปลูกได้

การปลูก
        ระยะปลูกที่เหมาะสมคือ ระยะระหว่างต้น 75 เซนติเมตร ระยะระหว่างแถว 100 เซนติเมตร การปลูกให้หยอดเมล็ดพันธุ์โดยตรงลงในแปลงหลุมละ 4-5 เมล็ด ฝังให้ลึกลงไปในดินประมาณ 2-4 เซนติเมตร จากนั้นกลบเมล็ดด้วยดินร่วนหรือปุ๋ยคอกหนาประมาณ 1 เซนติเมตร รดน้ำให้ชุ่มอย่างสม่ำเสมอทุกวัน เมื่อต้นกล้างอกอายุได้ประมาณ 10-15 วันหรือมีใบจริง 2-4 ใบ ให้ถอนแยกต้นที่อ่อนแอหรือต้นที่ไม่สมบูรณ์ทิ้ง ให้เหลือไว้หลุมละ 3 ต้น

การทำค้าง
        เมื่อบวบเหลี่ยมเริ่มเลื้อยหรือเมื่ออายุประมาณ 15-20 วัน ควรทำค้างหรือร้านเพื่อให้บวบเลื้อยเกาะขึ้นไป การปลูกแบบปล่อยให้ต้นเลื้อยไปตามพื้นดินโดยไม่ทำค้างหรือร้าน จะทำให้ผลบวบมีรูปร่างงอโค้งไม่สวย ไม่เป็นที่นิยมของผู้ซื้อ การทำค้างให้บวบเหลี่ยมสามารถทำได้ 2 แบบ คือ
        1. ปักไม้ค้างยาว 2 - 2 1/2 เมตรทุกหลุม แล้วเอนปลายเข้าหากัน มัดไว้ด้วยกัน แล้วใช้ไม้ค้างพาดขวางประมาณ 2-3 ช่วง ทุกๆ ระยะ 40-50 เซนติเมตร
        2. ทำเป็นร้านโดยใช้ไม้ค้างผูกเป็นร้านสูงประมาณ 1 1/2 - 2 เมตร หรือระยะสูงพอเหมาะที่สะดวกต่อการทำงาน
        นอกจากนี้อาจใช้ค้างธรรมชาติที่มีอยู่แล้ว เช่น ไม้พุ่มเล็กๆ รั้วบ้าน ฯลฯ ซึ่งเหมาะสำหรับการปลูกแบบสวนครัว

การปฏิบัติดูแลรักษา
        การให้น้ำ ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอและเพียงพอ ไม่ควรให้บวบเหลี่ยมขาดน้ำในระยะออกดอกและติดผล เพราะทำให้ดอกร่วงและไม่ติดผลระบบการให้น้ำแบบปล่อยตามร่องจะให้ผลดี และหลีกเลี่ยงการให้น้ำแบบพ่นฝอยเพราะจะทำให้เกิดปัญหาโรคทางใบได้
        การใส่ปุ๋ย บวบเหลี่ยมเป็นผักกินผล ควรให้ปุ๋ยที่มีสัดส่วนของธาตุไนโตรเจน 1 ส่วน ฟอสฟอรัส 1 ส่วน และโปแตสเซียม 1 1/2 - 2 ส่วน เช่น ปุ๋ยสูตร 13-13-21 หรือสูตรอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกัน ในอัตรา 30-50 กิโลกรัมต่อไร่ และควรให้ปุ๋ยไนโตรเจน เช่น ยูเรียหรือแอมโมเนียมไนเตรทประมาณ 3-5 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อช่วยเร่งการเจริญเติบโตในช่วงแรก แต่ต้องระมัดระวังไม่ควรให้ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไป เพราะจะทำให้เกิดอาการเฝือใบ
        การใส่ควรแบ่งใส่ 2 ครั้ง คือ ใส่ครั้งแรกในตอนปลูกแบบรองพื้นแล้วพรวนดินกลบ และใส่ครั้งที่สองเมื่อบวบอายุประมาณ 20-30 วัน โดยใส่แบบโรยข้างแล้วพรวนดินกลบ การใส่ปุ๋ยไนโตรเจนควรใส่เพียงครั้งเดียวแบบโรยข้าง เมื่อบวบอายุประมาณ 7-10 วัน

การเก็บเกี่ยว
        อายุการเก็บเกี่ยวของบวบเหลี่ยมประมาณ 45-60 วันหลังจากหยอดเมล็ด ควรเลือกเก็บเกี่ยวผลขณะที่ยังอ่อนอยู่ เนื้อผลอ่อนนุ่มได้ขนาดพอเหมาะ ซึ่งผลจะมีขนาดยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร ควรเก็บเกี่ยวก่อนที่ผลเริ่มแข็งและพองออก ไม่ควรทิ้งให้ผลแก่คาติดต้น เพราจะทำให้ผลผลิตลดลง

โรคและแมลง
        โรคราน้ำค้างของบวบเหลี่ยม สาเหตุเกิดจากเชื้อรา Pseudoperonospora cubensis อาการเริ่มแรกจะพบเป็นจุดสีเหลืองซีดขนาดเล็กทางด้านหน้าใบ จุดดังกล่าวจะขยายออกเป็นรูปเหลี่ยมตามลักษณะของเส้นใบ เมื่อพลิกดูใต้ใบในเวลาเช้าจะพบเขม่าสีเทาดำตรงบริเวณแผลนั้น ซึ่งเป็นส่วนของเชื้อและเนื้อเยื่อบริเวณที่เป็นแผลมีลักษณะแห้งยุบตัวลง เมื่อแผลรวมกันมากๆ จะทำให้เกิดอาการใบไหม้
 

นำมาเป็นผลิตภัณฑ์
เช่นสบูใยบวบ หรือใยบวบเพื่อไว้ขัดผิว


ส่วนที่นำมาเป็นยา
ผลอ่อน 

สารเคมีและสารอาหารสำคัญ
มีฟอสฟอรัส

สรรพคุณทางยาและวิธีใช้
 ขับเสมหะ ขับปัสสาวะ : ใช้ใบสดต้มน้ำดื่ม
 แก้พิษแมลงกัดต่อย : ใช้สดมาตำพอกบริเวณที่เป็น
 ยาระบาย : นำรากมาต้มเอาแต่น้ำดื่ม
 บำรุงร่างกาย แก้ร้อนใน ขับปัสสาวะ และขับเสมหะ : ใช้ผลสดมาประกอบอาหารรับประทาน
 ยาขับพยาธิตัวกลม : ใช้เนื้อในเมล็ด

เมนูบวบยัดไส้กุ้งนึ่งมาแล้วจ้า



ส่วนผสม
บวบ 2 ลูก (ถ้าลูกยาวๆเท่าแขนคนซื้อใช้ 1 ลูกพอสำหรับสูตรนี้ อันนี้ป้าแดงว่าเองจ้า)
กุ้งชีแฮ้ 300 กรัม
แป้งมันสัมปะหลัง 2 ช้อนโต๊ะ
ไข่ขาว 1/2 ฟอง
ซีอิ้วขาว 1 ช้อนชา
เกลือ น้ำตาล พริกไทย น้ำมันงา อย่างละเล็กน้อย
แป้งข้าวโพดหรือแป้งมันสัมปะหลังผสมน้ำเล็กน้อย

วิธีทำ
1 ปอกเปลือกบวมแล้วหั่นเป็นชิ้นยาวประมาณ 3 นิ้ว คว้านไส้ออกเบาๆเตรียมไว้

2. ปอกเปลือกกุ้ง ล้างให้สะอาด สับหยาบ ใส่แป้งมันสัมปะหลัง ไข่ขาว ซีอิ้ว เกลือ น้ำตาล พริกไทย น้ำมันงา อย่างละเล็กน้อย แล้วนวดให้เข้ากัน พักไว้สักครู่

3. ค่อยๆยัดไส้กุ้งที่สับไว้ลงในบวบ ใส่จาน แล้วนำไปนึ่งประมาณ 10-20 นาที จนสุก (ไม่ต้องใส่น้ำ เพราะน้ำจากบวบจะออกเวลานึ่ง)

4. เทน้ำที่ได้จากการนึ่งบวบใส่กะทะ ปรุงด้วยเกลือหรือซีอิ้วเล็กน้อย ใส่แป้งข้าวโพดหรือป้งมันสัมปะหลังที่ผสมน้ำไว้ให้พอเหนียว แล้วราดบวบนึ่ง รับประทานร้อนๆ



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03 มิถุนายน 2008, 08:11:58 pm โดย nukoy99 » บันทึกการเข้า

ค่าของคนอยู่ที่ผลงาน...แต่ผลงานที่ได้ก็ไม่ได้วัดค่าของคนได้เสมอไป..
nukoy99
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +12/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2122


scrolly_99@hotmail.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #20 เมื่อ: 03 มิถุนายน 2008, 08:03:38 pm »

หอมป้อมเป้อ

หอมป้อมเป้อ  หมายถึง  ผักชีฝรั่ง



ชื่ออื่นๆ : ผักชีดอย,หอมป้อมกุลา(ภาคเหนือ), ผักชีไทย,ผักชีใบเลื่อย(ขอนแก่น,พิจิตร), ผักหอมเทศ,ผักหอมเป(ขอนแก่น,เลย), หอมน้อยฮ้อ(อุตรดิตถ์), หอมป้อม,หอมเป(ชัยภูมิ), หอมป้อมเปอะ(กำแพงเพชร)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Eryngium foetidum Linn.

วงศ์ : UMBELLIFERAE


ลักษณะ   

     เป็นไม้ล้มลุกสูง  6 - 35 เซนติเมตร ลำต้นสั้นอยู่ระดับดินและชูใบขึ้นมา ใบยาวรูปไข่ขอบขนาน ริบใบหยักคล้ายฟันเลื่อย ใบสีเขียวเข้มและแข็งกระด้าง ใบออกเป็นออกเป็นกระจุก ออกดอกเป็นช่อ  มีก้านสีเขียว ช่อดอกจะขึ้นตรงกลางกอ แต่ละดอกออกมีกลีบ 5 - 7 กลีบ ออกปลายกิ่ง ดอกย่อยเรียงตัวอัดแน่นเป็นรูปกระบอก หรือรูปไข่สีเขียวเข้ม ผลขนาดเล็กสีน้ำตาล

การขยายพันธุ์  :    การเพาะเมล็ด

การปลูก        :    ปลูกได้ 2 วิธี คือ

     1. การหว่านเมล็ด กำจัดวัชพืชแล้วไถพรวนดิน 2 ครั้ง เสร็จแล้วย่อยดินและปรับพื้นที่ให้เสมอ ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ประมาณ 1,000 กิโลกรัม/ไร่ นำเมล็ดผักชีฝรั่งมาพรมน้ำแล้วหว่านให้ทั่วแปลง ควรให้น้ำ 3 - 5 วัน/ครั้ง ระวังอย่าให้มีน้ำขังหรือท่วม เมื่อผักชีฝรั่งอายุได้ 2 เดือนครึ่งเริ่มใส่ปุ๋ย 20 - 20 - 0 ผสมกับปุ๋ยสูตร 46 - 0 - 0 อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่ เมื่อเริ่มมีช่อดอกให้เด็ดช่อดอกออกเพื่อให้ต้นเจริญเติบโตได้ดี

      2. การแยกกอ ไถพรวนดินแล้วยกแปลงปลูกกว้าง ประมาณ 1 เมตร ยาวประมาณ 20 เมตร ขุดหลุมโดยใช้ระยะปลูก 20 X 20 เซนติเมตร นำต้นพันธุ์ที่เตรียมไว้มาปลูกลงในหลุมแล้วรดน้ำให้ชุ่ม เมื่อต้นตั้งตัวได้จึงใส่ปุ๋ยคอกและทำการพรวนดินกำจัดวัชพืช การปลูกผักชีฝรั่ง ทั้ง 2 วิธี จะต้องมีการพรางแสง โดยใช้ตาข่ายพรางแสง 60 - 80 % หรือใช้ทางมะพร้าว แต่ตาข่ายพรางแสงจะมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า

การเก็บเกี่ยว     :  ผักชีฝรั่งเริ่มเก็บเกี่ยวเมื่อายุประมาณ 120 วัน หลังเมล็ดงอก หรือ 30 วันนับจากย้ายลงปลูก  การเก็บจะถอนทั้งต้นมีรากติด หรือตัดทีละต้น 

ส่วนที่ใช้บริโภค  :  ใบ       

ประโยชน์ทางยา : กลิ่นหอม รสมันอมขมเล็กน้อย ใบบัวบกสรรพคุณแก้อ่อนเพลีย เมื่อยล้า บำรุงธาตุ บำรุงหัวใจ ขับปัสสาวะ รักษาแผลให้หายได้ เป็นพืชสมุนไพรที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นยาแผนปัจจุบันเพื่อใช้ในการรักษาแผลสดหรือแผลหลังผ่าตัด
ประโยชน์ทางอาหาร ส่วนที่เป็นผัก/ฤดูกาล ใบอ่อนและใบที่เจริญเต็มที่ใช้เป็นผักและเครื่องปรุง ผักชีฝรั่งจะเจริญงอกงาม ดีในฤดูฝน

 การปรุงอาหาร : ใบอ่อนและใบของผักชีฝรั่งรับประทานเป็นผักสด โดยเป็นผักแกล้มกับน้ำพริก ลาบ ยำ ก้อย ได้ หรือซอยใส่ยำหมู ยำไก่ หรือยำผัก ใบผักชีอ่อนยังรับประทานโดยนำไปใส่ต้มยำเนื้อ ต้มยำเครื่องในวัว เพื่อปรุงรสและดับกลิ่นคาวได้

บันทึกการเข้า

ค่าของคนอยู่ที่ผลงาน...แต่ผลงานที่ได้ก็ไม่ได้วัดค่าของคนได้เสมอไป..
nukoy99
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +12/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2122


scrolly_99@hotmail.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #21 เมื่อ: 04 มิถุนายน 2008, 08:11:28 pm »

จ้อง

จ้อง  (ไม่ได้แปลว่ามองนะ  ยิงฟันยิ้ม) หมายถึง ร่ม



ซึ่งมีหลากหลายชนิด ราคาก็แตกต่างกันออกไปตามวัสดุที่นำมาทำร่ม และขนาดของร่ม

ที่มีชื่อเสียงของไทยเรามานาน และจนปัจจุบันของชาวเหนือก็คือ ร่มบ่อสร้าง



หมู่บ้านทำร่มบ่อสร้าง สินค้าพื้นเมืองที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ในหมู่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศอย่างหนึ่ง คือ ร่มหมู่บ้าน ที่มีชื่อเสียงในการทำร่ม ของจังหวัดเชียงใหม่ คือ หมู่บ้านบ่อสร้างหมู่บ้านทำร่มบ่อสร้าง อยู่ในเขตอำเภอสันกำแพงห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ตาม ถนนสายเชียงใหม่-สันกำแพง 9 กม.มีทางแยก ซ้ายมือเข้าไปอีกประมา 500 เมตร นักท่องเที่ยวสามารถเดิน ชมการทำร่ม ซึ่งส่วนมากจะทำกันใต้ถุนบ้าน แล้วนำออกมาวางเรียงรายเต็มกลางลานบ้าน เพื่อผึ่งแดดให้ แห้ง ทำให้แลดูสวยงามอย่างยิ่งด้วยสีสัน และลวดลายบน ร่มนั้นสะดุดตาผู้พบเห็น ร่มที่ผลิตในหมู่บ้านบ่อสร้างนี้มี 3 ชนิด ด้วยกันคือ ร่มที่ทำด้วย ผ้าแพร ผ้าฝ้ายและกระดาษสา ซึ่งแต่ละชนิดมีวิธี ทำอย่างเดียวกัน ถ้าหากนักท่องเที่ยวประสงค์จะชมขั้น ตอนการผลิต เจ้าของบ้านก็จะทำการอธิบายตั้งแต่การทำกระดาษสาไปจนถึงวาด ลวดลายบนร่มให้ชม ทั้งนี้เพราะการทำกระดาษสายังใช้กรรมวิธีเก่าแก่ที่น่าสนใจมาก โดย ใช้วิธีง่าย ๆ และส่วนใหญ่ทำด้วยมือด้วย



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04 มิถุนายน 2008, 11:26:33 pm โดย nukoy99 » บันทึกการเข้า

ค่าของคนอยู่ที่ผลงาน...แต่ผลงานที่ได้ก็ไม่ได้วัดค่าของคนได้เสมอไป..
admin
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +31/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3661


oknakrub@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #22 เมื่อ: 04 มิถุนายน 2008, 11:05:22 pm »

เยี่ยม ๆ ขอบคุณที่มาสอนภาษาเหนือให้นะจ๊ะ ...... ชอบมัก ๆ  ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

nanae
Jr. Member
**

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 69


อีเมล์
« ตอบ #23 เมื่อ: 05 มิถุนายน 2008, 01:52:17 am »

จะอี้จะอั้น..มีแหมปะเล้อปะเต๋อ...แม่นก่อสาวก้อย...ภาษาเหนือวันนี้เสนอคำว่า....ตากหงาย  คืออาการที่หงายหลังโดยไม่ได้ตั้งตัวส่วนมากเกิดจากแรงปะทะซึ่งเกิดจากแรงถีบ5555
บันทึกการเข้า
nukoy99
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +12/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2122


scrolly_99@hotmail.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #24 เมื่อ: 05 มิถุนายน 2008, 09:11:11 pm »

ผักแคบ ไม่เกี่ยวอะไรกับแคบหรือกว้างนะ  ยิงฟันยิ้ม


ผักแคบ หมายถึง ผักตำลึง เจ้าค่ะ



ชื่อวิทยาศาสตร์ : Coccinia grandis (L.) Voigt

ชื่อวงศ์ : Cucurbitaceae

ชื่อสามัญ : Ivy Gourd

ชื่ออื่นๆ : ตำลึง (กลาง, นครราขสีมา), ผักแคบ (เหนือ), ผักตำนิน (อีสาน)

ลักษณะพฤกษศาสตร์ : ตำลึงละตำลึงเป็นผักพื้นบ้านหากินได้ทุกหัวระแหง ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นตำลึงขึ้นพันไม้อื่นหรือไม่ก็ขึ้นตามริมรั้วจะเรียกผักริมรั้วก็คงไม่ผิด ปกติบ้านใครมีที่มีทางก็แทบไม่ต้องซื้อหาให้เปลือง แต่ถ้าอยู่ในเมืองลองไปเมียงๆมองๆแถวตลาดสดหรือตลาดติดแอร์ดูเถอะ รับรองไม่ผิดหวัง ตำลึงมีคุณค่าทางอาหารสูงมาก และที่เห็นจะถูกใจคนรักสุขภาพแน่ ๆ ก็คือ ตำลึงมีเบต้าแคโรทีน ที่ช่วยลดอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งและโรคหัวใจขาดเลือด นอกจากนี้ยังให้แคลเซียมอีกด้วย ส่วนใครที่มีปัญหาขับถ่าย น่าลองมารับประทานดู เพราะตำลึงมีกากใยที่ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี

ตำลึง เป็นไม้เถาเลื้อยที่มีมือจับ เพื่อเกาะยึดหลักหรือต้นไม้อื่นๆ ลำเถาสีเขียว

ใบ เป็นใบเดี่ยวสลับกันไปตามเถา ฐานใบรูปหัวใจ ปลายใบแหลม ขอบใบหยักแบบฟันเลื้อยตื้นๆ หยักเว้า 5 แฉก เส้นใบแยกจากโคนใบที่จุดเดียวกัน 5-7 เส้น ใบกว้าง 3-4 เซนติเมตร ก้านใบยาว 3-5 เซนติเมตร

ดอก เป็นดอกเดี่ยวออกที่ซอกใบ ออกเดี่ยวๆหรือออกเป็นกลุ่ม 2-3 ดอก เป็นไม้ที่ไม่สมบูรณ์เพศ คือ เพศผู้และเพศเมียจะอยู่คนละต้นกัน ซึ่งสังเกตได้จากใบ ถ้าใบหยักมากเป็นเพศผู้ แต่ดอกจะสีขาวทรงกระบอก หัวแฉกเหมือนกัน

ผล มีรูปร่างคล้ายแตงกวา แต่มีขนาดเล็กกว่า ผลที่อ่อนมีสีเขียว และมีลายขาว พอสุกจะกลายเป็นสีแดงสด เนื้อลักษณะสีแดง สามารถรับประทานได้

การขยายพันธุ์ : เมล็ด ใช้เมล็ดจากผลแก่ หยอดลงในหลุม เมื่อต้นกล้างอก หาไม้ปักเป็นหลัก เพื่อให้ตำลึงเลื่อย ปลูกได้ดีในดินร่วนซุย นอกจากนั้นสามารถนำเถาแก่ปักชำ โดยตัดเถาแก่ขนาด 5-6 นิ้ว ปักในถุงเพาะชำ เมื่อรากและยอดงอก ก็ย้ายไปปลูกในหลุม

การปลูก : พรวนดินให้ร่วนซุยผสมกับปุ๋ยคอก ขุดหลุมและหยอดเมล็ดในหลุม เมื่อต้นกล้าเริ่มงอกหาไม้มาทำเป็นหลักให้ลำต้นเลื้อยพันบนหลัก ไม้ที่ทำเป็นหลักอาจจะปักพิงกับรั้วทะแยงทำมุม 45 - 60 องศา ในระยะแรกพยายามจัดให้ต้นพันไปที่หลักอย่าให้เลื้อยไปตามผิวดิน หมั่นรดน้ำเช้า - เย็น และให้ปุ๋ยยูเรีย 2 - 3 สัปดาห์ต่อหนึ่งครั้ง เมื่อตำลึงทอดยอดยาว หมั่นเด็ดยอดมารับประทาน จะทำให้เกิดยอดใหม่ขึ้นมาแทน

สรรพคุณทางยาและวิธีใช้

รักษาโรคเบาหวาน : ใช้เถาแก่ๆ ประมาณ 1 กำมือ ต้มกับน้ำ หรือน้ำคั้นจากผลดิบ ดื่มวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น จะสามารถช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้

ลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ : ควรรับประทานสด ๆ เพราะเอนไซม์ในตำลึงจะย่อยสลายง่ายเมื่อโดนความร้อน

ลดอาการคัน อาการอักเสบเนื่องจากแมลงกัดต่อยและพืชมีพิษ : นำใบตำลึงสด 2-20 ใบ ตำให้ละเอียดผสมกับน้ำ คั้นเอาน้ำ ทาบริเวณที่เป็นจนกว่าจะหาย (ใช้ได้ดี สำหรับหมดคันไฟ หรือใบตำแย)

แผลอักเสบ : ใช้ใบหรือรากสด ตำพอกบริเวณที่เป็น

แก้งูสวัด, เริม : ใช้ใบสด 2 กำมือ ล้างให้สะอาด ผสมพิมเสนหรือดินสอพอง 1 ใน 4 ส่วน พอกหรือทาบริเวณที่เกิดอาการ

แก้ตาช้ำตาแดง : ตัดเถาเป็นท่อนยาวประมาณ 2 นิ้วนำมาคลึงพอช้ำ แล้วเป่า จะเกิดฟองใช้หยอดตา

ทำให้ใบหน้าเต่งตึง : นำยอดตำลึง 1/2 ถ้วย น้ำผึ้งแท้ 1/2 ถ้วย นำมาผสม ปั่นให้ละเอียด พอกหน้า ทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออก ทำทุกวันได้จะดีมาก

การปรุงอาหาร
ยอดอ่อนและใบอ่อนของตำลึงนำไปลวกและนึ่งเป็นผักจิ้มกับน้ำพริกและนำไปปรุงอาหารเป็นแกงเลียง แกงจืด ผัก บางท้องถิ่นชาวบ้านนำผลอ่อนของตำลึงไปดองและนำไปรับประทานกับน้ำพริกหรือปรุงเป็นแกงได้ ยอดอ่อนของตำลึงเป็นผักที่คนไทยนิยมรับประทาน มีจำหน่ายในตลาดสดทุกภาคของเมืองไทย

ตำลึงยังมีประโยชน์ดังนี้ คือ ใบ ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้ตัวร้อน ดับพิษฝี แก้ปวดแสบปวดร้อน แก้คัน ดอก แก้คัน เมล็ด ตำผสมน้ำมันมะพร้าวทาแก้หิด เถา ใช้น้ำจากเถาหยดตา แก้ตาฟาง ตาแดง ตาช้ำ ตาแฉะ พิษอักเสบในตา ดับพิษ แก้อักเสบ ชงกับน้ำดื่มแก้วิงเวียนศีรษะ ราก ดับพิษทั้งปวง แก้ตาฝ้า ลดไข้ แก้อาเจียน น้ำยาง,ต้น,ใบ,ราก แก้โรคเบาหวาน หัว ดับพิษทั้งปวง


เมนูตำลึง

ผัดตำลึงน้ำมันหอยใส่แฮม



ปกติโปรแกรมจะทาน ข้าวต้มเต้าหู้ไข่ใส่ตำลึงกะหมูสับ
วันนี้เมนูใหม่เลย จะอร่อยไหมน้า

สูตรกะ ๆ ตวง ๆ เอาตามชอบหนะ  ยิงฟันยิ้ม

ตำลึง
กระเทียม
น้ำมันพืชนิดหน่อยพอ
แฮม หรือหมู หรือไรก็ได้ที่ชอบ
น้ำมันหอย
แม็กกี้
น้ำตาลนิดๆ
ชมรสปรุงเพิ่มตามชอบ อิอิ~~~

วิธีทำ

1. ตั้งกะทะ ผัดกระเทียมกับน้ำมันพืชนิดหน่อย พอหอมแล้วใส่หมู แฮม หรืออะไรที่อยากใส่ผัดให้พอสุก
2. ใส่น้ำมันหอย ใส่ผักตำลึง ใส่แม็กกี้ แล้วปรุงรส จบยกกินได้เลยไม่ต้องตั้งนานเดี๋ยวตำลึงเสียคุณค่าหมดค้า

ในที่สุดก็ออกมาแบบนี้น่าทานเหมือนกัน ขอตัวไปทานก่อนนะ
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05 มิถุนายน 2008, 09:13:56 pm โดย nukoy99 » บันทึกการเข้า

ค่าของคนอยู่ที่ผลงาน...แต่ผลงานที่ได้ก็ไม่ได้วัดค่าของคนได้เสมอไป..
แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14177


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #25 เมื่อ: 06 มิถุนายน 2008, 03:13:27 am »

ยิงฟันยิ้ม  ค่ะจะเอาไปทาน แก้โรคเบาหวานในหัวใจอิอิ

บันทึกการเข้า

nukoy99
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +12/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2122


scrolly_99@hotmail.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #26 เมื่อ: 06 มิถุนายน 2008, 07:28:00 pm »

บ่น่อแน่



บ่น่อแน่ หมายถึง น้อยหน่า เจ้าค่ะ


ชื่อวิทยาศาสตร์ Anone squamosa Linn. 

วงศ์
 Anonaceae
 
ชื่อพื้นเมือง
 เหนือ น่อแน่ มะแน่, ตะวันออกเฉียงเหนือ หมักเขียบ. ปัตตานี ลาหนัง, เขมร เตียบ 

ไม้ผลสกุลน้อยหน่า

     ซึ่งต้นไม้ในวงศ์นี้มีจำนวนมากกว่า 50 ชนิด แต่มีเพียง 5 ชนิดที่มีผลรับประทานได้และบางชนิดก็มีความสำคัญ ซึ่งอาจใช้ผสมพันธุ์หรืออาจใช้เป็นต้นตอสำหรับขยายพันธุ์ก็ได้ ทั้ง 5 ชนิดนี้ได้แก่

1. ชิริมัวยา (Cherimoya ; Annona cherimoya Milb)
2. ทุเรียนเทศหรือทุเรียนน้ำ (Sour Sop ; Annona muricate Linn.)
3. น้อยโหน่ง (Custard Apple ; Bullock?s heart ; Annona reticulala Linn.)
4. อิลามา (Annona diversifolia Safford)
5. น้อยหน่า (Sweet Sop ; Annona squamosa Linn.) (ไพโรจน์, 2544)

ลักษณะทางพฤษศาสตร์

      ลำต้น น้อยหน่าเป็นไม้ยืนต้น มีลักษณะเป็นพุ่มหรือเป็นต้นเตี้ยๆ สูงประมาณ 2-8 เมตร จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ซึ่งลำต้นจริงของน้อยหน่าสูงประมาณ 30 เซนติเมตร แล้วค่อยๆ แตกกิ่งก้านสาขาออกเป็นกิ่งหลัก กิ่งรอง กิ่งแขนง และกิ่งย่อยๆ ซึ่งการแตกกิ่งก้านของน้อยหน่านี้จะอยู่ในระดับต่ำ กิ่งก้านของน้อยหน่าเปราะและหักง่าย เปลือกลำต้นค่อนข้างเรียบสีน้ำตาลมีร่องตามความยาวของเปลือก

       ใบ เป็นใบเดี่ยวและเรียงสลับกัน ลักษณะของใบจะบางยาวเรียวคล้ายรูปหอก ปลายใบแหลมหรือเป็นรูปลิ่มที่โคนของใบจะมีขุยปกคลุมอยู่ทั่ว ใบอ่อนมีสีเขียวอ่อนและมีขุยมาก เมื่อเริ่มแก่ก็จะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นเขียวเข้มปนน้ำตาล

        ดอก ออกเป็นกลุ่มตามข้อ ส่วนใหญ่ดอกช่อหนึ่งจะมีดอกสีน้ำตาลอ่อนดอกสมบูรณ์เพศมีกลีบดอก 3 กลีบอยู่ติดกัน กลีบดอก 3 กลีบแยกกันสีเหลือง เกสรตัวผู้มีประมาณ 182-185 อัน เกสรตัวเมียมีรังไข่ตั้งแต่ 80-119 อัน ตั้งแต่เริ่มออกดอกจนถึงดอกบานใช้เวลา 50-55 วัน

        ผล เป็นผลกลุ่ม รังไข่แต่ละอันเจริญเป็นผลย่อยอยู่บนฐานรองอันเดียวกัน ผลกลมรี ขั้วบุ๋มเล็กน้อยเรียวลงมาเหมือนรูปหัวใจ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 7-10 เซนติเมตร ผิวเป็นตานูนสีเขียวแกมเหลือง เนื้อนุ่ม ชุ่มน้ำ รสหวานหอมชวนรับประทาน

       เมล็ด มีสีน้ำตาล ดำ กลม ยาวเรียว ข้างหนึ่งกลมมน เมล็ดมีเปลือกหุ้มที่แข็งแรง ภายในเมล็ดมีอาหารสะสมอยู่จำนวนมากและถุงน้ำมันอยู่ภายใน ทนทานแข็งแรง สามารถเก็บไว้ได้หลายปี

พันธุ์ที่นิยมปลูกในประเทศไทย

1. น้อยหน่าพื้นเมืองหรือน้อยหน่าฝ้าย เป็นน้อยหน่าที่ปลูกกันมานานแล้ว มีแหล่งกำเนิดจากลพบุรี ถ้าแบ่งตามลักษณะผลแล้วจะแบ่งย่อยออกได้ 2 ชนิดคือ
     1.1 พันธุ์พื้นเมืองสีเขียวหรือน้อยหน่าฝ้ายเขียว ลำต้นกลม เปลือกสีน้ำตาล ทรงพุ่มต้นกว้างมากกว่าความสูง ใบลักษณะรูปไข่สีเขียวเข้ม ผลสีเขียวอ่อนหรือขาวนวล ร่องตาตื้น เนื้อหยาบสีขาว หอมหวานรสจัด
     1.2 พันธุ์พื้นเมืองชนิดผิวสีม่วงหรือน้อยหน่าฝ้ายครั่ง ลำต้นกลม เปลือกสีน้ำตาล ใบสีเขียวคล้ำ ผลรูปหัวใจ ขนาดเล็ก สีม่วงเข้ม ตาร่องนูนสีชมพู เนื้อสีขาวอมชมพูและยุ่ย หอมหวาน
2. น้อยหน่าพันธุ์หนังหรือน้อยหน่าญวน เป็นน้อยหน่าที่นำเข้ามาจากเวียดนาม โดยนำเข้ามาปลูกที่อารามแม่พระอุบลราชธานี พันธุ์ที่นำเข้ามาเป็นน้อยหน่าพันธุ์หนังเขียวแล้วจึงกลายพันธุ์ออกมาเป็นพันธุ์หนังทอง
      2.1. น้อยหน่าพันธุ์หนังเขียว ลำต้นกลม เปลือกสีน้ำตาล ทรงพุ่มรูปโดม ใบรูปไข่ สีเขียวเข้ม ผลสีเขียวนวล ตากว้างไม่นูน ร่องตาตื้น เนื้อเหนียว กลิ่นหอมหวาน เมล็ดสีดำมัน
      2.2. น้อยหน่าพันธุ์หนังทอง ลำต้นกลม เปลือกสีน้ำตาล ใบรูปไข่แต่ปลายใบแหลมกว่าพันธุ์หนังเขียว สีเหลืองอมเขียว ผลขนาดเล็ก สีเหลืองทอง ร่องตาตื้น เนื้อละเอียด กลิ่นหอมหวาน
      2.3. น้อยหน่าพันธุ์หนังสีครั่ง กลายพันธุ์มาจากพันธุ์หนังสีเขียว ลำต้นคล้ายน้อยหน่า พันธุ์พื้นเมืองสีครั่ง ผลรูปหัวใจ สีม่วงเข้ม ตานูน ร่องสีชมพู เนื้อสีขาวอมชมพู ไม่เละ รสหวาน

3. พันธุ์อติมัวย่า เป็นลูกผสมระหว่างน้อยหน่าหนังและชิริมัวย่า เป็นพ่อแม่พันธุ์ ผลมีลักษณะคล้ายชิรัวย่า แต่ทนต่อความแห้งแล้งดีกว่าชิริมัวย่า สามารถปลูกได้ดีในบริเวณที่ปลูกน้อยหน่าทั่วไป แต่บางพันธุ์ต้องปลูกในบริเวณที่มีอากาศหนาวเย็นและสูงจากระดับน้ำทะเลมากๆ จึงจะออกดอกติดผลในประเทศไทยนำเข้ามาปลูกที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เรียกกันติดปากว่า น้อยหน้าออสเตรเลีย ขนาดผล 250-400 กรัม/ผล เนื้อในมากเมล็ดน้อยผลไม่แตก ความหวานมากกว่า 15 บริกซ์ อายุการเก็บเกี่ยวยาวนาน รสชาติหวานอมเปรี้ยว แต่บางพันธุ์ก็มีรสหวาน
4. พันธุ์เพชรปากช่อง เป็นลูกผสมระหว่าง (ชิริมัวย่า x หนังครั่ง) x หนังเขียว เป็นพันธุ์ที่มีลักษณะใบขนาดกลางรูปหอก สีเขียวเข้ม เส้นใบเห็นชัด ใบใหญ่กว่าน้อยหน่าพันธุ์พื้นเมืองมาก ทรงพุ่มโปร่งปานกลาง ดอกใหญ่สั้น ผลใหญ่รูปหัวใจ น้ำหนักเฉลี่ย 373.9 กรัม/ผล ผิวผลเรียบมีร่อง ตาตื้นคล้ายน้อยหน่าหนัง ผลเมื่อแก่จัดสีเขียวอ่อนขาวนวล เปลือกบางลอกเปลือกได้ ผลไม่แตก เนื้อเหนียวคล้ายน้อยหน่าหนัง เมล็ดสีน้ำตาลอ่อน รสชาติหวานหอมความหวาน 20 บริกซ์ ต้นอายุ 2 ปี สามารถให้ผลได้ (ปฐมฤกษ์, 2545)
5. พันธุ์เนื้อทอง เป็นลูกผสมระหว่าง (ชิริมัวย่า x หนังเขียว) x หนังเขียว เป็นพันธุ์ที่มีลักษณะใบขนาดใหญ่รูปหอก สีเขียวออกเหลืองเส้นใบเด่นเห็นชัดทรงพุ่มโปร่ง ดอกใหญ่สั้น ผลใหญ่รูปหัวใจ น้ำหนักผลเฉลี่ย 489 กรัม/ผล ผิวผลเรียบไม่มีร่องตา ตาผล สีเขียวอ่อน เมื่อแก่จัดสีขาวนวลถึงเหลืองอ่อน เปลือกหนามีส่วนของเม็ดทรายอยู่ระหว่างเปลือกด้านในติดกับเนื้อ เนื้อสามารถแยกออกเป็นพูได้ไม่ติดกันคล้ายน้อยหน่าฝ้าย ผลไม่แตก รสหอมหวาน ความหวาน 20 บริกซ์ (อรวรรณ, 2545)

ส่วนที่ใช้
 ใบสด เนื้อในสีขาวของเมล็ดแก่
 
สารที่สำคัญ
 มีอัลคาลอยด์ anonaine, 1-benzyl-isoquinoline, bisbenzl-isoquinoline 

บำบัดอาการ
แก้เหา  
ขนาดและวิธีการใช้
 ใช้ใบ 10 - 12 ใบ หรือเมล็ด 10 - 12 เมล็ด ที่กระเทาะเอาแต่เนื้อ ตำให้ละเอียด เติมน้ำมันพืช ใช้อัตราส่วน 1/2 ทาชะโลมบนเส้นผม ทิ้งไว้ 1/2 - 1 ชม. ขณะทายาให้ผ้าโพกกนน้ำยาไหลเข้าตา จากนั้นสระออกให้สะอาด ทำติดต่อกัน 2 - 3 วัน วันละหลาย ๆ ครั้ง ตัวจะตาย ไข่จะฝ่อ

ข้อควรระวัง
การใช้สมุนไพรอย่าใช้มาก โดยเฉพาะเมล็ดจะมีฤทธ์แรงกว่าใบ
สมุนไพรใช้มากน้อยกว่ากำหนดได้เล็กน้อย ถ้าผมยาวหรือสั้น
อย่าให้น้ำยาเข้าตา ตาจะอักเสบ
อย่าชะโลมยาไว้เกิน 1 ชม.
ต้องสระออกให้หมด


 

บันทึกการเข้า

ค่าของคนอยู่ที่ผลงาน...แต่ผลงานที่ได้ก็ไม่ได้วัดค่าของคนได้เสมอไป..
แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14177


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #27 เมื่อ: 06 มิถุนายน 2008, 08:34:48 pm »

 โกรธ โกรธ โกรธ

นี่นี่..งอนแล้ว เขาโป้งตัวเองแล้วล่ะ ..โป้งๆๆ

ก้อยแกล้งแงๆๆๆๆ

.แง พี่เวปปปปปปปป แดงจาทานน้อยหน่าของโปรด แง ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ไม่รู้ล่ะ ใครบอกให้พี่เป็รนเว๊บมาสเตอร์ใจดี....ส่งมาให้ด้วยค่ะอิอิ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

เจี๊ยบจ๋า..........แดงโดนแกล้งช่วยแดงด้วยเพื่อนจ๋า แง ๆๆ

                       



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06 มิถุนายน 2008, 09:07:10 pm โดย d@eng » บันทึกการเข้า

nukoy99
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +12/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2122


scrolly_99@hotmail.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #28 เมื่อ: 06 มิถุนายน 2008, 08:41:11 pm »

งง มะเข้าใจ แกล้งอาไรหว่า เกิดไรขึ้นเนี่ยะ นี่เราเป็นใครเนี่ยะ งง  ฮืม ฮืม แอ่นด์  ฮืม
บันทึกการเข้า

ค่าของคนอยู่ที่ผลงาน...แต่ผลงานที่ได้ก็ไม่ได้วัดค่าของคนได้เสมอไป..
sonya
Sr. Member
****

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 370



« ตอบ #29 เมื่อ: 06 มิถุนายน 2008, 08:49:57 pm »

นี่นี่..งอนแล้ว เขาโป้งตัวเองแล้วล่ะ ..โป้งๆๆ

ก้อยแล้งแงๆๆๆๆ

.แง พี่เวปปปปปปปป แดงจาทานน้องหน่าของโปรด แง ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ไม่รู้ล่ะ ใครบอกให้พี่เป็รนเว๊บมาสเตอร์ใจดี....ส่งมาให้ด้วยค่ะอิอิ   

เจี๊ยบจ๋า..........แดงโดนแกล้วช่วยแดงด้วยเพื่อนจ๋า แง ๆๆ 



อ้าว อะไรกันนี่

ทำกับข้าวกันอยู่ดีๆ

ใครแกล้งใครกันละนี่

โห ...แค่จะกินน้อยหน่า

เด๋ว พี่เวป ส่งไปให้

น้อยหน่า ที่เขาชอบไป เก็บกู้แถวชายแดน ใช่ป่าว

 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 21   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: