หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พระปางแปลกตา  (อ่าน 786 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14177


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« เมื่อ: 11 พฤษภาคม 2008, 08:05:48 am »

                         

                              ปางสนเข็ม   
    พระพุทธรูปปางสนเข็ม วัดพระปฐมเจดีย์ ราชวรมหาวิหาร จังหวัดนครปฐม พระพุทธรุปอยู่ในพระอิริยาบทประทับ ( นั่ง ) ขัดสมาธิ พระหัตถ์ทั้งสองข้างยกขึ้นเสมอพระอุระ ( อก ) พระหัตถ์ซ้ายอยู่ในพระอิริยาบถจับเข็ม พระหัตถ์ขวาจับเส้นด้าย เป็นกิริยาสนเข็ม
ความเป็นมาของปางสนเข็ม
    ครั้งหนึ่งพระจีวรของพระอนุรุทธเถระเก่ามาก ท่านจึงแสวงหาผ้าบังสุกุลเพื่อมาทำจีวร พระเถระพบผ้า ๓ ผืนที่กองหยากเยื่อจึงเก็บมา ในสมัยโบราณการทำจีวรต้องตัดเย็บและย้อมเอง พระสงฆ์ทั้งหลายจึงมาช่วยกันอย่างพร้อมเพรียงแบ่งหน้าที่กันทำตามความเหมาะสม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงช่วยร้อยด้ายเข้าในบ่วงเข็ม ( สนเข็ม ) เมื่อพระรูปใดด้ายหมดก็ส่งเข็มถวาย พระพุทธองค์ก็ทรงสนเข็มประทาน จนการเย็บจีวรสำเร็จเรียบร้อยด้วยดี

                                                      ปางพระเกศธาตุ
พระพุทธรูปปางพระเกศธาตุ วัดพระปฐมเจดีย์ ราชวรมหาวิหาร จังหวัดนครปฐม พระพุทธรูปอยู่ในอิริยาบถประทับ (นั่ง) ขัดสมาธิ พระหัตถ์ซ้ายวางหงายบนพระเพลา (ตัก) พระหัตถ์ขวายกขึ้นแนบพระเศียร เป็นกิริยาเสยพระเกศา
ความเป็นมาของปางพระเกศธาตุ
   หลัง จากที่ตปุสสะและภัทลิกะได้ขอถึงพระพุทธและพระธรรมว่าเป็นที่พึ่งสูงสุดใน ชีวิต ถือเป็นปฐมอุบาสกในพระพุทธศาสนาแล้ว ได้ทูลขอสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ควรค่าแก่การอภิวาทต่างองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไว้บูชา พระพุทธองค์ทรงลูบพระเศียรเกล้าด้วยพระหัตถ์ขวา มีพระเกศา ๘ เส้น อยู่บนฝ่าพระหัตถ์ จึงโปรดประทานพระเกศาทั้ง ๘ เส้นนั้นแก่พ่อค้าทั้งสอง เมื่อกราบบังคมลาไปสู่บ้านเมืองของตนแล้ว พ่อค้าทั้งสองได้สร้างพระสถูปบรรจุพระเกศาไว้เป็นที่สักการะบูชาแก่มหาชน ทั่วไป


                    ปางทรงพระสุบิน
พระพุทธรูปปางนี้ อยู่ในพระอิริยาบถนอนตะแคงข้างขวา
(สำเร็จสีหไสยา)พระหัตถ์ซ้ายทอดทาบไปตามพระกาย
พระหัตถ์ขวายกขึ้นประคองพระเศียร หลับพระเนตร
เป็นกิริยาบรรทมหลับ ฯ
เมื่อทรงเลิกจากการบำเพ็ญทุกกรกิริยา และหันมาบำเพ็ญทางจิต
คืนหนึ่งในขณะบรรทมหลับ ทรงพระสุบินเป็นบุพพนิมิตร
5 ประการ คือ:-
1. ทรงบรรทมหงายเหนือพื้นปฐพี พระเศียรหนุนภูเขาหิมพานต์
พระหัตถ์ซ้ายหยั่งลงในมหาสมุทรในทิศตะวันออก พระหัตถ์ขวา
และพระบาททั้งคู่หยั่งลงในมหาสมุทรทิศใต้
(พระมหาบุรษจะได้ตรัสรู้เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เลิศในโลก)
2. หญ้าแพรกเส้นหนึ่งออกจากพระนาภี สูงขึ้นไปจนถึงท้องฟ้า
(จะได้ประกาศสัจจธรรม แก่มวลเทวดาและมนุษย์)
3. หมู่หนอนทั้งหลาย ไต่ขึ้นมาแต่พื้นพระบาททั้งคู่ จนถึงพระชานุ
(คฤหัสถ์ และพราหมณ์ทั้งหลาย จะเข้ามาสู่สำนักของพระองค์)
4. ฝูงนก 4 จำพวก  สีเหลือง เขียว แดง และดำ บินมาแต่ทิศทั้ง 4
ลงมาจับแทบพระบาทแล้วก็กลายเป็นสีขาว  (กษัตริย์ พราหมณ์
แพศย์ และศูทย์ เมื่อเข้าสู่สำนัก ก็จะเข้าถึงธรรมอันบริสุทธิ์)
5.  เสด็จไปเดินจงกรม บนยอดเขาอันเต็มไปด้วยอาจม
แต่อาจมนั้นมิได้เปรอะเปื้อนพระบาทแต่อย่างใด (ถึงแม้พระองค์
จะสมบูรณ์ด้วยสักการะอามิสที่ชาวโลกน้อมถวายด้วยศรัทธา
ก็มิได้มีพระทัยข้องอยู่ให้เป็นมลทินแม้แต่น้อย) ฯ

                         

                     ปางรับผลมะม่วง
พระพุทธรูปปางนี้ อยู่ในพระอิริยาบถนั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์ซ้ายวาง
บนพระเพลา พระหัตถ์ขวาทรงถือผลมะม่วง และวางหลังพระหัตถ์
ไว้บนพระเพลา หงายพระหัตถ์ให้เห็นผลมะม่วงที่ทรงถืออยู่ ฯ
เมื่อพระพุทธเจ้ารับคำว่าจะทำปาฏิหาริย์กับพวกเดียรถีย์ ที่ร่มไม้มะม่วง
พวกเดียรถีย์จึงจ้างให้คนทำลายต้นมะม่วงในสาธารณะทั้งในเมืองและ
นอกเมืองให้หมด เพื่อมิให้โอกาสแก่พระศาสดา  ครั้นถึงวันขึ้น 15 ค่ำ
กลางเดือน 8 พระองค์พร้อมด้วยพระสาวกก็เสด็จไปเข้าไปในพระนคร
สาวัตถี เพื่อบิณฑบาต  ก็ได้พบกับบุรุษผู้รักษาสวนหลวงชื่อ คัณฑะ ได้
น้อมผลมะม่วงถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้า   ครั้นพระองค์ทรงรับแล้ว
ก็ประทับ ณ ที่อันสมควร และทรงหยิบผลมะม่วงส่งให้พระอานนท์
คั้นน้ำมะม่วงถวาย  เมื่อทรงเสวยเสร็จก็ส่งเมล็ดมะม่วงให้นายคัณฑะ
คุ้ยดินปลูกตรงนั้น แล้วก็ทรงล้างพระหัตถ์บนหลุมที่ปลูกมะม่วง ใน
ทันใดนั้นก็เกิดความอัศจรรย์ เมล็ดมะม่วงก็เกิดงอกออกต้นขึ้นทันที
มีกิ่งใหญ่ 5 กิ่ง แต่ละกิ่งยาวถึง 50 ศอก ล้วนตกดอกออกผล มีทั้งผลดิบ
และสุก  ดกเต็มต้น ล่วงหล่นเกลื่อนพื้นพสุธา


                                               ปางชี้อัครสาวก
พระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถประทับ ( นั่ง ) ขัดสมาธิ พระหัตถ์ซ้ายวางหงายบนพระเพลา ( ตัก ) พระหัตถ์ขวาชี้ไปข้างหน้า เป็นกิริยาทรงประกาศอัครสาวกให้ปรากฏในที่ประชุมสงฆ์
ความเป็นมาของปางชี้อัครสาวก
   อุปติสสะและโกลิตะเป็นสหายรักกัน วันหนึ่งอุปติสสะ ได้ฟังธรรมจากพระอัสสชิ และได้ดวงตาเห็นธรรม เป็นพระโสดาบัน จึงไปแสดงธรรมแก่โกลิตะจนได้ดวงตาเห็นธรรมเช่นกัน ทั้งสองจึงพาบริวารไปยังพระเวฬุวันมหาวิหาร เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นอุปติสสะและโกลิตะนำบริวารเดินมา พระพุทธองค์ได้ตรัสแก่เหล่าภิกษุทั้งหลายว่า ทั้งสองคือคู่แห่งอัครสาวกผู้เป็นธรรมเสนาบดี พระพุทธองค์ประทานอุปสมบทให้ทั้งสองด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา เมื่ออุปสมบทแล้วนิยมเรียกพระอุปติสสะว่า "พระสารีบุตร" พระโกลิตะว่า "พระโมคคัลลานะ" ตามชื่อมารดาของท่าน ต่อมาพระสารีบุตรได้เป็นพระอัครสาวกเบื้องขวา พระโมคคัลลานะเป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้าย


                                                 ปางฉันสมอ
พระพุทธรูปปางฉันสมอ ทำเป็นพระนั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์ซ้ายหงายวางบนพระเพลา
ทรงถือผลสมอไว้ในพระหัตถ์ขวา
หลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จจากร่มไม้จิกซึ่งบังเกิดฝนตกใหญ่ และที่พญามุจลินทนาคราชแผ่พังพาน
ปกป้องแล้วนั้น พระองค์เสด็จมาประทับเสวยวิมุตติสุข อยู่ใต้ร่มไม้เกต(ราชายตนะพฤกษ์) อันอยู่ใน
ทิศทักษิณ แห่งพระมหาโพธิ์เป็นเวลาอีก ๗ วัน นับเวลาตั้งแต่วันตรัสรู้จนถึงกาลนี้รวมได้ ๔๙ วัน
ในเวลาเช้าแห่งวาระนั้น ท้าวสักกะ (พระอินทร์) ได้ถวายไม้สีพระทนต์และผลสมอ เมื่อวันขึ้น ๖ ค่ำ เดือนอาสาฬหะ พระพุทธองค์ได้ทรงใช้ไม้สีพระทนต์ และทรงเสวยผลสมอ แล้วประทับอยู่ใต้ร่มไม้เกต
แห่งนั้น

                           
                                                    ปางชี้มาร   
   พระพุทธรูปปางชี้มาร วัดพระปฐมเจดีย์ ราชวรมหาวิหาร จังหวัดนครปฐม พระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถยืน พระหัตถ์ซ้ายห้อยลงข้างพระวรกาย พระหัตถ์ขวายกขึ้นเสมอพระพักตร์ ชี้นิ้วไปข้างหน้า
ความเป็นมาของปางชี้มาร
   พระโคถิกเถระ ปฏิบัติธรรมจนสำเร็จอรหันต์ผล เป็นพระอรหันต์ มารคิดว่าวิญญาณของท่านเพิ่งออกจากร่าง จึงแฝงกายเข้าไปในก้อนเมฆ เที่ยวตามหาวิญญาณของท่าน แต่ไม่พบ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยกพระหัตถ์ชี้มารให้ภิกษุทั้งหลายดูและตรัสบอกภิกษุว่า "มารผู้มีใจบาปกำลังแสวงหาวิญญาณพระโคธิกะอยู่ แต่ไม่มีวิญญาณของพระเถระในที่นั้น ด้วยเธอได้นิพพานไปแล้ว" เมื่อมารค้นหาวิญญาณของพระโคธิกเถระไม่พบ จึงแปลงเพศเป็นมาณพน้อยเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ มารทูลถามว่า พระโคธิกะอยู่ที่ใด เมื่อพระพุทธองค์ตรัสตอบว่า พระโคธิกะนิพพานแล้ว มารตกตะลึงด้วยคาดไม่ถึง อันตรธานหายวับไปทันที พระพุทธองค์ตรัสว่า "ผู้มีศีลบริสุทธิ์ อยู่ด้วยความไม่ประมาทย่อมถึงวิมุตติ เพราะฌานหยั่งรู้ชอบแล้ว มารจะไม่ประสบพบทางชองท่านได้เลย"


                                                     ปางทรงพยากรณ์
   พระพุทธรูปปางทรงพยากรณ์ วัดพระปฐมเจดีย์ ราชวรมหาวิหาร จังหวัดนครปฐม พระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถบรรทมตะแคงขวา ลืมพระเนตร พระเศียรหนุนพระเขนย(หมอน) พระหัตถ์ซ้ายทอดทาบไปตามพระวรกาย พระหัตถ์ขวายกขึ้นวางที่พระอุทร(ท้อง)
ความเป็นมาของปางทรงพยากรณ์
   เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพานนั้น พระอานนท์เศร้าโศกเสียใจมาก จึงแอบไปยืนร้องไห้อยู่เพียงลำพัง พระพุทธองค์ได้ตรัสปลอบว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง จะหาความเที่ยงแท้จากสังขารได้แต่ที่ไหน ทุกสิ่งที่มีเกิดในเบื้องต้น ต้องแปรปรวนในท่ามกลาง และดับสลายลงในที่สุด ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พอใจนั้นเป็นของธรรมดา ให้ละความเศร้าโศรก และตั้งใจปฏิบัติธรรม จากนั้นทรงสรรเสริญความดีของพระอานนท์ และทรงตรัสพยากรณ์ว่า พระอานนท์จักบรรลุธรรมเป็นอรหันต์ ก่อนที่คณะสงฆ์จะทำปฐมสังคายนา

                                                   ปางทรงรับอุทกัง   
   พระพุทธรูปปางทรงรับอุทกัง วัดพระปฐมเจดีย์ ราชวรมหาวิหาร จังหวัดนครปฐม พระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถประทับ (นั่ง) ขัดสมาธิ พระหัตถ์ซ้ายวางหงายบนพระเพลา(ตัก) พระหัตถ์ขวาทรงบาตรวางบนพระชานุ(เข่า) เป็นกิริยายื่นบาตรออกรับอุทกัง คือ รับน้ำ
ความเป็นมาของปางทรงรับอุทกัง
  เมื่อครั้งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับที่สวนมะม่วงของนายจุนทะ นายจุนทะได้จัดภัตราหารอันประณีตไว้ถวายพร้อมสุกรมัททวะ หลังจากที่เสวยภัตตาหารของนายจุนทะแล้ว พระพุทธองค์ก็ทรงพระประชวรโรคโลหิตปักขัณทิกาพาธ แต่ก็เสด็จไปยังเมืองกุสินารา ระหว่างทางทรงกระหายน้ำเป็นกำลัง จึงรับสั่งให้พระอานนท์นำน้ำมาถวาย พระอานนท์กราบทูลว่า มีเกวียน ๕๐๐ เล่มเพิ่มข้ามแม่น้ำไป ทำให้น้ำขุ่นไม่ควรเสวย และเชิญเสด็จไปยังแม่น้ำอีกสายที่อยู่ใกล้ๆ แต่ทรงรับสั่งให้พระอานนท์ไปนน้ำมา พระอานนท์ทูลทัดทานถึง ๒ ครั้ง ครั้งที่ ๓ จึงทำตามพระบัญชา เมื่อพระอานนท์นำบาตรไปตักน้ำมาถวาย น้ำกลับใสสะอาดไม่ขุ่นมัวเป็นอัศจรรย์ พระพุทธองค์จึงเสวยน้ำนั้น


                                                      ปางนาคาวโลก   
    พระพุทธรูปปางนาคาวโลก วัดพระศรีมหาธาตุ วรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร พระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถยืน พระหัตถ์ขวาห้อยเยื้องมาข้างหน้าวางไว้ที่พระเพลา(ตัก)ด้านซ้าย พระหัตถ์ซ้ายห้อยลงข้างพระองค์ตามปกติ บางแบบพระหัตถ์ซ้ายห้อยมาข้างหน้า พระหัตถ์ขวาห้อยลงตามปกติ เอี้ยวพระวรกายผินพระพักตร์เหลียวไปข้างหลัง บางแบบพระหัตถ์ขวายกขึ้นเสมอพระอุระ(อก)
ความเป็นมาของปางนาคาวโลก
    วันหนึ่งเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีพระชนมายุ ๘๐ พรรษาแล้ว ทรงนำเหล่าภิกษุสงฆ์เสด็จออกจากรุงเวสาลี พร้อมรับสั่งว่า การเห็นกรุงเวสาลีครั้งนี้เป็นปัจฉิมทัศนา คือ เป็นการเห็นครั้งสุดท้าย การตรัสเช่นนี้ถือเป็นมรณญาณ เป็นลสงบอกให้ทราบว่าพระพุทธองค์ใกล้ปรินิพพานแล้ว และทรงทราบด้วยพระญาณว่า แม้มหาชนทั่วไปก็ไม่อาจเห็นเมืองเวสาลีอีก เพราะหลังพระพุทธองค์ปรินิพพาน กองทัพของพระเจ้าอชาตศัตรูจะเข้ายึดเมืองเวสาลีเพราะกษัตริย์ลิจฉวีไม่ได้ตั้งมั่นในอาปริหานิยธรรมที่พระพุทธองค์ประทานสำหรับใช้ปกครองร่วมกัน ซึ่งเคยต้านทัพของพระเจ้าอชาตศัตรูไว้ได้ถึง ๒ ครั้ง การทอดพระเนตรครั้งนี้ เรียกว่า "นาคาวโลก" คือการเหลียวมองอย่างพญาช้าง สถานที่นี้มีผู้สร้างเจดีย์เอาไว้เรียกว่า "นาคาวโลกเจดีย์"

                                          ปางปฐมบัญญัติ
 พระพุทธรูปปางปฐมบัญญัติ วัดพระปฐมเจดีย์ ราชวรมหาวิหาร จังหวัดนครปฐม พระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถประทับ (นั่ง) ขัดสมาธิ ยกฝ่าพระหัตถ์ทั้งสองข้างตะแคงยื่นออกไปข้างหน้า
ความเป็นมาของปางปฐมบัญญัติ
   ใน สมัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ที่นครเวสาลี สุทินกลันทบุตร ได้ฟังพระธรรมเทศนา บังเกิดความเลื่อมใสทูลขอบรรพชาอุปสมบท แต่บิดามารดาอยากให้สึกมาดูแลสมบัติของตระกูล พระสุทินยังยินดีในพรหมจรรย์ บิดาจึงขอทายาทเพราะหากไม่มีผู้สืบสกุล ทรัพย์สินจะถูกยึดตามธรรมเนียม พระสุทินจึงได้ร่วมประเวณีกับภรรยาเก่าตามคำขอร้องและได้บุตรชายคนหนึ่ง ต่อมาท่านรู้สึกไม่สบายใจจึงเล่าให้ภิกษุทั้งหลายทราบ ความทราบถึงพระพุทธองค์ ทรงติเตียนพระสุทิน ที่ทำกรรมที่ไม่สมควรอย่างยิ่งแก่สมณะ จึงบัญญัติสิกขาบทว่า "ภิกษุเสพเมถุนต้องขาดจากความเป็นภิกษุทันที" นับเป็นปฐมบัญญัติ คือ ข้อแรกในพระวินัยของพระภิกษุ การประพฤติของพระสุทินสมัยนั้นถือว่ายังไม่ขาดจากความเป็นภิกษุ พระพุทธองค์ไม่ทรงเอาผิด เพราะยังมิได้มีสิกขาบทห้ามไว้ แต่ถ้าภิกษุใดทำเช่นนี้อีก ถือว่าปาราชิก ขาดจากความเป็นภิกษุทันที


                                             ปางประสานบาตร
พระพุทธรูปปางประสานบาตร วัดปฐมเจดีย์ ราชวรมหาวิหาร จังหวัดนครปฐม พระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถประทับ ( นั่ง ) ขัดสมาธิ มีบาตรวางอยู่บนพระเพลา ( ตัก ) พระหัตถ์ซ้ายประคองบาตร คว่ำพระหัตถ์ขวายกขึ้นปิดปากบาตร
ความเป็นมาของปางประสานบาตร
   หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสรู้แล้ว ๔๙ วัน พ่อค้าสองพี่น้องชื่อ ตปุสสะและภัลลิกะ ได้รับคำแนะนำจากเทวดาซึ่งเคยเป็นญาติกับพ่อค้าทั้งสองในอดีตชาติ ให้นำภัตตาหารน้อมถวายแด่พระพุทธองค์ เพื่อประโยชน์สุขแก่ทั้งสองสิ้นกาลนาน เมื่อตปุสสะและภัลลิกะเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ร่มไม้เกด ต่างมีจิตเลื่อมใสศรัทธา จึงเข้าไปทำการอภิวาทและถวายข้าวสัตตุก้อนสัตตุผง พระพุทธองค์มีพระประสงค์จะรับ แต่บาตรที่ฆฏิการพรหมถวายในวันเสด็จออกบรรพชาได้อันตรธานไป ท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔ จึงได้เหาะนำบาตรศิลามาถวายองค์ละใบ พระองค์จึงทรงประสานบาตรทั้ง ๔ ใบนั้นเป็นใบเดียวกัน แล้วใช้รับข้าวสัตตุก้อนสัตตุผง


                                       ปางประทานพร ( นั่ง )   
   พระพุทธรูปปางประทานพร ( นั่ง ) วัดพระปฐมเจดีย์ ราชวรมหาวิหาร จังหวัดนครปฐม พระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถประทับ ( นั่ง ) ขัดสมาธิ พระหัตถ์ซ้ายวางหงายบนพระเพลา ( ตัก ) แบฝ่าพระหัตถ์ขวายื่นออกไปวางที่พระชานุ ( เข่า )
ความเป็นมาของปางประทานพร ( นั่ง )
   เมื่อครั้งพระอานนท์ถูกสงฆ์เลือกให้ทำหน้าที่เป็นพระอุปัฏฐาก ท่านได้ขอพร ๘ ประการ จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร ๔ ข้อแรก ได้แก่ ไม่ประทานจีวรอันประณีตแก่ท่าน ไม่ประทานบิณฑบาตอันประณีตที่พระองค์ได้มาแก่ท่าน ไม่ประทานให้ท่านอยู่คันธกุฏิเดียวกับพระพุทธองค์ และไม่ทรงพาท่านไปในที่นิมนต์ ส่วน ๔ ข้อหลังได้แก่ ขอให้พระพุทธองค์ไปในที่นิมนต์ที่ท่านรับไว้ ถ้าท่านนำพุทธบริษัทมาจากแดนไกลขอให้ได้เข้าเฝ้าทันที ถ้าท่านมีความสงสัยขอให้ถามท่านได้ทันที และข้อสุดท้ายคือ ถ้าพระพุทธองค์ทรงไปแสดงพระธรรมที่ไหน ถ้าท่านไม่ได้ฟัง ขอให้แสดงแก่ท่านอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อป้องกันคำครหาว่าท่านอุปัฏฐากแล้วไม่ได้รับความเอื้อเฟื้อจากพระพุทธองค์เลยพระพุทธองค์ได้ประทานพรทั้ง ๘ ประการ แก่พระอานนท์


ปางปลงกรรมฐาน
ครั้งหนึ่ง พระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน กรุงสาวัตถี นางปุณณทาสี ถึงแก่กรรม เขาห่อศพด้วยผ้าขาวผืนใหญ่ ทิ้งไว้ ณ ป่าช้าผีดิบ พระพุทธองค์จึงทรงเสด็จไปนำผ้าขาวห่อศพนั้นมา แต่ทรงพระดำริจะชักผ้าบังสุกุลในที่ใด ท้าวสหัสสนัยน์ทราบในพระพุทธปริวิตก จึงลงมาขุดสระโบกขรณีด้วยพระหัตถ์ในพื้นที่เป็นศิลาและบันดาลให้มีน้ำใสสะอาดด้วยเทวฤทธิ์ แล้วพระพุทธองค์ชักผ้าบังสุกุลบนแผ่นศิลาที่ท้าวโกสีย์นำมาถวายด้วยพระหัตถ์ของ พระองค์เอง จนหายกลิ่นอสุภ  พระพุทธรูปปางปลงกรรมฐาน ทำเป็นพระพุทธรูปประทับยืน พระหัตถ์ซ้ายถือธารพระกร (ไม้สำหรับค้ำศพ) พระหัตถ์ขวายื่นออกไป เป็นกิริยาจับ


                                                        ปางปลงอายุสังขาร   
    พระพุทธรูปปางปลงอายุสังขาร วัดพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม พระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถประทับ (นั่ง) ขัดสมาธิ พระหัตถ์ซ้ายวางบนพระชานุ(เข่า) บางแบบวางหงายบนพระเพลา(ตัก) พระหัตถ์ขวายกขึ้นทาบที่พระอุระ(อก) เป็นอาการลูบพระวรกาย
ความเป็นมาของปางปลงอายุสังขาร
    เมื่อครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับ ณ ปาวาลเจดีย์ มารมาทูลอาราธนาให้ปรินิพพาน เมื่อพระพุทธองค์ทรงปลงอายุสังขาร ก็เกิดอัศจรรย์แผ่นดินไหว กลองทิพย์ก็บันลือลั่นในอากาศ พระอานนท์บังเกิดความพิศวงในบุพพนิมิตจึงทูลถามถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดอัศจรรย์นี้ พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ได้ปลงอายุสังขารแล้ว ต่อแต่นี้ไปอีก ๓ เดือน จะปรินิพพาน พระอานนท์จึงทูลอาราธนาให้ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ตลอดกัปหนึ่งเพื่ออนุเคราะห์เกื้อกูลแก่สัตว์โลก พระพุทธองค์ตรัสว่าได้ทรงแสดงโอฬาริกนิมิตถึง ๑๖ ครั้ง แต่พระอานนท์มิได้ทูลอาราธนาให้ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ต่อ และบัดนี้พญามารได้ทูลอาราธนาให้พระพุทธองค์ดับขันธปรินิพพานแล้ว พระพุทธองค์ได้สละแล้ว จะนำสิ่งนั้นกลับมาอีกด้วยเหตุใด


                                                     .ปางโปรดพกาพรหม์   
   พระพุทธรูปปางโปรดพกาพรหม วัดพระปฐมเจดีย์ ราชวรมหาวิหาร จังหวัดนครปฐม พระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถยืนบนเศียรพกาพรหมซึ่งประทับบนหลังโคอุสุภราช พระหัตถ์ทั้งสองวางทาบบนพระเพลา ( ตัก ) บางแบบพระหัตถ์ประสานกันอยู่ระหว่างพระเพลา พระหัตถ์ขวาทับพระหัตถ์ซ้าย ทอดพระเนตรลงเบื้องต่ำ
ความเป็นมาของปางโปรดพกาพรหม
   ท้าวพกาพรหมมีความเห็นว่าสิ่งทั้งหลายเป็นของเที่ยงแท้ไม่แปรผัน ซึ่งขัดต่อคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ว่าสรรพสิ่งย่อมไม่เที่ยง เป็นไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พระพุทธองค์โปรดให้ท้าวพกาพรหมแสดงฤทธิ์โดยให้ไปซ่อนตัว แต่ไปซ่อนที่ใด พระพุทธองค์ก็ทรงทราบ ต่อมาพระพุทธองค์ทรงทำปาฏิหาริย์อันตรธารหายไป และทรงแสดงพระธรรมเทศนาให้ได้ยินแต่พระสุรเสียง และทรงตรัสว่ากำลังเดินจงกรมอยู่บนเศียรของท้าพกาพรหม ท้าวพกาพรหมหมดทิฐิมานะ จึงตั้งใจฟังธรรมเทศนาจนได้บรรลุโสดาปัตติผลเป็นพระโสดาบัน


                                               ปางภัตตกิจ
สมัยนั้นมีกุลบุตรผู้หนึ่งชื่อยศ เป็นบุตรเศรษฐีในเมืองพาราณสี กับนางสุชาดา เป็นที่รักใคร่ของพ่อแม่
และทะนุถนอมอย่างแก้วตา มีความเป็นอยู่อย่างสุขสบายที่สุด มีปราสาท ๓ หลัง เป็นที่อยู่ใน ๓ ฤดู
ได้รับการบำเรอด้วยดนตรีที่ประโคมด้วยสตรีล้วน ไม่มีบุรุษเจือปน คืนวันหนึ่งเวลากลางดึก ยศกุลบุตร
ตื่นก่อนนางบำเรอ ได้เห็ฯคนเหล่านั้นนอนระเกะระกะ อยู่ในลักษณะที่น่าขยะแขยง ดุจซากศพที่ทิ้งอยู่
ในป่าช้า เกิดความสลดใจคิดเบื่อหน่าย พลางลงจากเรือนเดินเข้าไปในลักษณะคนใจลอย ตรงไปทางที่
จะไปป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ได้พบกับพระพุทธองค์ซึ่งกำลังเสด็จเดินจงกรมอยู่ เข้าไปสนทนาด้วย
จนได้บวชและเป็นพระอรหันต์ เวลาเช้าวันนั้นได้เสด็จไปยังบ้านของท่านเศรษฐีบิดาของพระยศ
เสวยภัตตาหารที่นั่น
พระพุทธรูปปางภัตตกิจ ทำเป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์ซ้ายประคองบาตร
พระหัตถ์ขวาจุ่มลงไปในบาตร เป็นกิริยาทรงเสวย
                                                   

                                             ปางเสวยมธุปายาส
พระพุทธรูปปางเสวยมธุปายาส วัดปฐมเจดีย์ ราชวรมหาวิหาร จังหวัดนครปฐม พระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถประทับ ( นั่ง ) ขัดสมาธิ ประคองถาดมธุปายาส
ความเป็นมาของปางเสวยมธุปายาส
   เมื่อนางสุชาดาทูลลากลับไปแล้ว พระบรมโพธิสัตว์เสด็จออกจากร่มไทร ทรงถือถาดข้ามธุปายาส เสด็จไปยังริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา สรงพระวรกาย ( อาบน้ำ ) แล้วประทับริมฝั่งแม่น้ำ หันพระพักตร์สู่ทิศตะวันออก ทรงแบ่งข้าวมธุปายาส ออกเป็น ๔๙ ส่วน แล้วปั้นเป็นก้อน ๔๙ ก้อน แล้วเสวยจนหมด ถือเป็นอาหารทิพย์ที่จะคุ้มได้ถึง ๔๙ วัน ในการเสวยวิมุตติสุขภายหลังการตรัสรู้


                                                          ปางรับหญ้าคา
พระพุทธรูปปางรับหญ้าคา วัดพระปฐมเจดีย์ ราชวรมหาวิหาร จังหวัดนครปฐม พระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถยืน พระหัตถ์ซ้ายห้อยลงข้างพระวรกาย พระหัตถ์ขวายื่นออกมาข้างหน้า เป็นกิริยาทรงรับหญ้าคา บางแบบทำเป็นพระอิริยาบถทรงถือหญ้าคาก็มี บางแบบมีรูปพราหมณ์กำลังยื่นหญ้าคาถวายด้วย
ความเป็นมาของปางรับหญ้าคา
   พระบรมโพธิสัตว์ทอดพระเนตรเห็นถาดทองลอยทวนกระแสน้ำดังอธิษฐานจึงทรงโสมนัส ( ดีใจ ) เสด็จสู่ร่มสาละ ครั้นถึงเวลาบ่ายได้เสด็จกลับไปยังอัสสัตถโพธิพฤกษ์มณฑล ( ร่มโพธิ์ ) ระหว่างทางได้พบกับโสตถิยพราหมณ์ ถือหญ้ากุสะ ( หญ้าคา ) ๘ กำ เดินสวนทางมา โสตถิยพราหมณ์เลื่อมใสในพระสิริที่งามสง่าของพระบรมโพธิสัตว์ จึงน้อมถวายหญ้ากุสะทั้ง ๘ กำ


                                ปางลอยถาด
หลังจากพระโพธิสัตว์เสวยข้าวมธุปายาสของนางสุชาดาถวายในวัญเพ็ญเดือน
วิสาขะ ณ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราแล้ว พระองค์ก็ทรงลอยถาดทองคำ
ที่ใส่ข้าวมธุปายาสนั้นทวนกระแสน้ำเนรัญชรา ทรงพักกลางวันในป่าสาละริมฝั่งน้ำนั้น
พระพุทธรูปปางลอยถาดทำเป็นรูปพระนั่งคุกพระชานุ (เข่า) พระหัตถ์ซ้ายวางบน
พระเพลา พระหัตถ์ขวาทรงวางถาดลงในน้ำ


                                                  .ปางลีลา   
    พระพุทธรูปปางลีลา วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร พระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถยืน ยกส้นพระบาทขวาสูงขึ้นจากพื้น ปลายพระบาทยังจรดอยู่กับพื้น ( อยู่ในพระอิริยาบถเสด็จพุทธดำเนิน ) พระหัตถ์ขวาห้อยอยู่ในท่าไกว พระหัตถ์ซ้าย ( บางตำนานว่าพระหัตถ์ขวา ) ยกเสมอพระอุระ ( อก ) ตั้งฝ่าพระหัตถ์ป้องไปเบื้องหน้า บางแบบจีบนิ้วพระหัตถ์
ความเป็นมาของปางลีลา
    เมื่อครั้งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พร้อมด้วยเหล่าเทวดาและพรหมที่ตามมาส่งเสด็จนั้น ขบวนตามเสด็จมาหยุด ณ ประตูสังกัสสนคร เมืองที่พระสารีบุตรจำพรรษาอยู่ พระพุทธองค์ทรงมีพุทธลีลาและพระสิริงดงามยิ่ง ครอบงำรัศมีของเหล่าเทวดาและพรหมทั้งหลาย เป็นภาพที่งดงามเหนือคำบรรยาย เป็นที่ชื่นชมโสมนัสแก่พุทธบริษัทที่เฝ้ารับเสด็จ

ป.ล...ไปอ่านเจอมา....เข้าไป ดูรูปได้ค่ะ ลงไม่ไหว ไฟล์ ใหญ่ไปค่ะ

http://images.google.com/imgres?imgurl=http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/121/121/images/02/2.jpg&imgrefurl=http://www.oknation.net/blog/sertphoto/2007/04/26/entry-2&h=600&w=400&sz=62&hl=en&start=6&um=1&tbnid=0zV6TzlLsMIh8M:&tbnh=135&tbnw=90&prev=/images%3Fq%3D%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259E%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD%2B%2527%2527%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B5%2527%2527%2B%26um%3D1%26hl%3Den%26sa%3DN
บันทึกการเข้า

rung_9fon
Newbie
*

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 10


อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: 14 กันยายน 2008, 04:02:53 pm »

ขอภาพด้วยกีดีนะคะ  จะได้เป็นวิทยทานทางการศึกษาอะคะ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: