หน้า: 1 ... 7 8 [9]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: [--!~มาเล่นเกม กับ ดานี่~!--]*เกมต่อกระทู้ navy22*  (อ่าน 13759 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Mr.Redrose19
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #120 เมื่อ: 05 กันยายน 2008, 07:37:35 pm »

คำตอบที่ถูกคือ  D A N I ดานี่

ผู้ที่ได้ชื่อว่าราชาไข่มุกของโลกคือ ใคร
บันทึกการเข้า
แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14053


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #121 เมื่อ: 05 กันยายน 2008, 10:46:02 pm »

ผู้ที่ได้ชื่อว่าราชาไข่มุกของโลกคือ ใคร

ผู้ที่ได้ชื่อว่าราชาไข่มุกของโลกคือ (มิกิโตโกะ ชาวญี่ปุ่น).

คำถามต่อไป

 ยอดเขา ที่สูงที่สุดในโลก คือ ยอดเขาชื่อว่า ? ( อ) ? อยู่ระหว่างประเทศ อะไร  กับประเทศอะไร ??(  น+ ธ)

                               
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05 กันยายน 2008, 10:51:14 pm โดย d@eng » บันทึกการเข้า

จันทร์เจ้าขา
Auther
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +14/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 807


jatikanont@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #122 เมื่อ: 23 กันยายน 2008, 07:14:34 am »

ยอดเขา ที่สูงที่สุดในโลก คือ ยอดเขาชื่อว่า ? ( อ) ? อยู่ระหว่างประเทศ อะไร  กับประเทศอะไร ??(  น+ ธ)

ตอบ ยอดเขาเอเวอเรสต์ (Mount Everest) อยู่ระหว่างประเทศเนปาล และ ประเทศธิเบต

 ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ

คำถามต่อไป

ใครเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์ (ด)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23 กันยายน 2008, 07:16:30 am โดย จันทร์เจ้าขา » บันทึกการเข้า

[D][A][N][I]
Full Member
***

คะแนนจิตพิสัย +4/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 206


With all my love !

Aqua__man@hotmail.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #123 เมื่อ: 04 ตุลาคม 2008, 10:09:19 pm »

ยอดเขา ที่สูงที่สุดในโลก คือ ยอดเขาชื่อว่า ? ( อ) ? อยู่ระหว่างประเทศ อะไร  กับประเทศอะไร ??(  น+ ธ)

ตอบ ยอดเขาเอเวอเรสต์ (Mount Everest) อยู่ระหว่างประเทศเนปาล และ ประเทศธิเบต

 ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ

คำถามต่อไป

ใครเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์ (ด)
         

พระบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้า ดิลกนพรัฐ   กรมหมื่นสรรควิไสยนรบดี ประสูติ ณ วันเสาร์ เดือน 6 ขึ้น 9 ค่ำ ปีวอก ตรงกับวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2427 ได้เสด็จไปทรงศึกษาในประเทศอังกฤษและเยอรมัน เปนดอกเตอร์วิทสตาตส์ วิสเซนชัพท์ ในมหาวิทยาลัยทุบบิงเงน ในรัชกาลที่ 5 เปนอำมาตย์เอก เจ้ากรมพลัมภังกระทรางมหาดไทย ถึงรัชกาลที่ 6 ทรงสถาปนาเปนกรมหมื่นสรรควิไสยนรบดี เมื่อปีชวด พ.ศ. 2455 และเลื่อนเปนมหาอำมาตย์ตรี คงตำแหน่งในกระทรวงมหาดไทย สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 12 มกราคม ปีชวด พ.ศ. 2455 พระชันษา 29 ปี เจ้าจอมมารดาเจ้าทิพเกสร ชาวเชียงใหม่

ซึ่งที่โดดเด่นนั้น พระองค์เจ้าดิลกดิลกนพรัฐ  ทรงเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์ และเป็นคนไทยคนแรกที่ศึกษาวิจัย สภานภาพและปัญหาเศรษฐกิจแห่งประเทศไทย ซึ่งนักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจทุกชาติที่สนใจประเทศไทย ต้องนำพระวิทยานิพนธ์ของ ?ปรินซดิลก ฟอน สิอาม? มาศึกษา

และเป็นคนไทยคนที่สองที่ได้รับปริญญาในระดับดุษฎีบัณฑิต ส่วนคนที่ได้มาก่อนนั้นเป็นสามัญชน ชื่อ ดร.ชู

ในวิชา ?เศรษฐศาสตร์? นี้ มีพระเจ้าลูกเธอ 2 พระองค์ที่ทรงศึกษาด้านนี้ หนึ่งก็คือ พระองค์เจ้าเจ้าดิลกนพรัฐ ส่วนอีกพระองค์หนึ่งก็คือ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ ซึ่งทรงศึกษาในประเทศอังกฤษ โดยจะทรงศึกษาในช่วงทศวรรษสุดท้ายของคริสต์ศตวรรษที่ 19 ส่วนพระองค์เจ้าดิลกฯ นั้นได้ทรงศึกษาในช่วงทศวรรษแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 20

ในปี พ.ศ. 2450 นั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จประพาสยุโรป ครั้งที่ 2 และเมื่อเสด็จกลับ พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ  ได้ตามเสด็จกลับสยามด้วย

หลังจากที่กลับถึงกรุงเทพฯ ในปลายปี 2450 ก็ได้เข้ารับราชการในกระทรวงมหาดไทยในตำแหน่ง ?ปลัดกรมพิเศษ? แผนกอัยการต่างประเทศ แล้วย้ายไปเป็น ?ปลัดสำรวจ? กรมมหาดไทยฝ่ายเหนือ และต่อมาก็ดำรงตำแหน่ง ?เจ้ากรมเลขาณุการ? ปฏิบัติงานขึ้นตรงต่อเสนาบดี
การกลับมาของพระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ หลังจากไปศึกษาเล่าเรียนยังต่างประเทศ แล้วกลับมารับราชการสนองพระเดชพระคุณ นำมาซึงความปลาบปลื้มยินแด่แก่พระมารดาเป็นที่ยิ่ง แต่เสียดายที่พระมารดาได้มีโอกาสเห็นความสำเร็จของลูกรักได้เพียงปีเดียวเท่านั้น ก็ประชวร และสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2450 ขณะมีพระชนมายุเพียง 38 พรรษา

เจ้าจอมมารดาเจ้าทิพเกสรเป็นเจ้าหญิงจากเชียงใหม่ ฉะนั้นพระญาติและผู้ที่คุ้นเคยจึงมีน้อย ก็จะมีเพียงแต่ บุตร...ดร.ดิลกฯ และ พระราชชายาเจ้าดารารัศมี เท่านั้น ที่เป็นเรี่ยวแรงในการจัดพระศพในครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็เล็งเห็นเหตุนี้ด้วย จึงมีพระบัญชาไปยังอธิบดีหญิงกรมหลวงพิทยรัตน์กิริฎกุลินี เนื่องจากเกรงว่าจะมีเจ้าจอมหม่อมห้ามมาร่วมงานน้อย ในวันนั้นว่า

นภาพร

งานศพนางทิพนี้ไม่มีญาติพี่น้อง จะมีก็นางดาราไปแกร่วอยู่คนเดียว ฉันเห็นว่าเงียบนัก ขอให้เจ้านายลูกเธอและเจ้าจอมมารดา เจ้าจอมอยู่งานชั้นพวกสูงที่ชอบพอกันไปช่วยบ้าง ตามแต่ใจที่เขาจะไป จะเป็นการช่วยองค์ดิลก แต่เจ้านายพี่นางน้องนางไว้แต่วันเผา เพราะถ้ามากนักจะขนลำบาก

สยามมินทร์

งานพระศพของเจ้าจอมมารดาเจ้าทิพเกสรนี้ได้รับพระกรุณาจากพระสวามีและบรรดาเจ้าจอมต่าง ๆ ที่มาช่วยงาน จึงผ่านไปด้วยดี

พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ ได้เสกสมรสกับเจ้าศิริบังอร ณ เชียงใหม่ ซึ่งเป็นธิดาของเจ้าธรรมวงษา (เจ้าธรรมวงษาเป็นบุตรชายของเจ้าอุบลวรรณา พระเจ้าน้าหญิงองค์เดียวของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี) ทั้งสองไม่มีโอรสหรือธิดาสืบสกุล

ต่อมาในปี 2453 พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ ก็ได้รับพระราชทานยศเป็น ?อำมาตย์เอก? (เทียบยศทหารพลตรี) และดำรงตำแหน่ง ?เจ้ากรมพลำภัง?

และในปีเดียวกันนี้เอง พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ ก็ทรงสูญเสียพระราชบิดาในวันที่ 23 ตุลาคม 2453 ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้า ที่ทรงสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักทั้งสองพระองค์ในเวลาห่างกันไม่กี่ปี ?แต่ความโศกาดูรไม่ได้หมดลงเพียงแค่นั้นไม่ ในปีถัดมาหลังจากพี่พระราชบิดาสวรรคต เจ้าหญิงศิริบังอร พระชายา ได้สิ้นพระชนม์ด้วยอุบัติเหตุตกน้ำในสระในพระตำหนัก? แม้ว่าจะทรงประสบแต่เรื่องที่เศร้าโศกเสียใจเพียงใด ก็มิทรงที่จะท้อถอย ย่นย่อแต่ประการใด พระองค์ทรงวิริยะอุตสาหะตั้งใจปฏิบัติราชการอย่างเต็มพระสติกำลัง

หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ได้ทรงลาเพื่อจะกลับไปพำนักอยู่ที่ภูมิลำเนายังดินแดนล้านนา และในครั้งนี้ พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ ได้ทรงตามเสด็จมาเยือนเชียงใหม่ อันเป็นมาตุภูมิของพระมารดาเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย

ต่อมาในเดือน พฤศจิกายน 2455 ในสมัยรัชกาลที่ 6 ก็โปรดเกล้าฯ สถาปนาพระเจ้าน้องยาเธอพระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ ขึ้นเป็นพระองค์เจ้าต่างกรม ดังมีข้อความในประกาศว่า

?จึงมีพระบรมราชโองการ ดำรัสสั่งให้สถาปนาพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ ขึ้นเป็นพระองค์เจ้าต่างกรม มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสรรควิสัยนรบดี อัชนาม ทรงศักดินา 15000 ตามพระราชกำหนดอย่างพระองค์เจ้าต่างกรมในพระบรมมหาราชวัง จงทรงเจริญพระชนมายุ พรรณ สุข พล ปฏิภาณ คุณสารสมบัติ สรรพสิริสวัสดิพิพัฒนมงคล วิบุลยศุภผลมโหฬารทุกประการ

ให้ทรงตั้งเจ้ากรม เป็น หมื่นสรรควิสัยนรบดี ถือศักดินา 600
ให้ตั้งปลัดกรม เป็น หมื่น อุไทยธานีนรสมาคม ถือศักดินา 500
ให้ทรงตั้งสมุห์ยัญชี เป็น หมื่นมโนรมนรานุรักษ์ ถือศักดินา 300?

หลังจาก ?ทรงกรม? เพียงสองเดือนถัดมา พระเจ้าน้องยาเธอฯ กรมหมื่นสรรควิสัยนรบดี ก็ทรงปลงพระชนม์พระองค์เองด้วยพระแสงปืน ด้วยพระชันษาเพียง 28

หลังจากที่สิ้นพระชนม์แล้ว พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรอานันทมหิดล ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระนามเป็น ?พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ   เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2478
**********************************************************

My quesion is :
Who is mr.world 2007 ?? ( J )
>>>>Mr. World 2007 ประกวดชายงาม <<<

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04 ตุลาคม 2008, 10:15:45 pm โดย [D][A][N][I] » บันทึกการเข้า

This life is a sea ... And we are all sailors ! ... I love Navy22
จันทร์เจ้าขา
Auther
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +14/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 807


jatikanont@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #124 เมื่อ: 10 ตุลาคม 2008, 08:47:49 am »

My quesion is :
Who is mr.world 2007 ?? ( J )>>>>Mr. World 2007 ประกวดชายงาม <<<

คำตอบจ้า

ก่อนตอบ ขอบอกว่า หล่อมากๆๆๆๆๆ  ยิงฟันยิ้ม เขาคนนั้นคือ Juan Garcia Postigo




คำถามต่อไป คือ

หม่อมห้ามที่ สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์
กรมพระยาภาณุพันธุ์วงศ์วรเดช ทรงสนิทเสน่หามาก ชื่ออะไร (ม)

 ยิงฟันยิ้ม

บันทึกการเข้า

แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14053


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #125 เมื่อ: 31 ตุลาคม 2008, 08:17:07 am »

คำถาม

หม่อมห้ามที่ สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์
กรมพระยาภาณุพันธุ์วงศ์วรเดช ทรงสนิทเสน่หามาก ชื่ออะไร (ม)


ตอบ..

หม่อมแม้น


หม่อม แม้น ธิดาใน เจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) กับท่านผู้หญิงเอม เกิดมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ.2409 ต่อมา ได้เสกสมรส
กับสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษี พระราชโอรส ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

    คุณแม้น เกิดเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ.2409 ท่านเป็นธิดาคนเล็ก ในเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) สมุหพระกลาโหม
ในสมัยรัชกาลที่ 5 กับท่านผู้หญิงอิ่ม โดยคุณแม้น มีพี่น้องร่วมบิดามารดา 9 คน

    ต่อ มาในปี พ.ศ.2422 ขณะที่คุณแม้นอายุ 13 ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ขอคุณแม้น เพื่อให้เสกสมรส
กับสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภาณุรังษี (พระราชโอรสองค์ที่ 55 ในพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4
กับสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ซึ่งต่อมา ทรงได้รับการสถาปนาเป็น สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์
กรมพระยาภาณุพันธุ์วงศ์วรเดช)


    หม่อม แม้นมีโอรสและธิดา กับสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภาณุรังษี 3 องค์ คือ พระเจ้าวรวงศ์ พระองค์เจ้านิพันธ์ภาณุพงศ์ กรมหมื่นภาณุพงศ์พิริยเดช ,
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศิริวงศ์วัฒนเดช และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมเขตร์มงคล

    ขณะ ที่พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์ เจ้าเฉลิมเขตร์มงคล ทรงมีพระชันษาเพียง 2 พรรษา หม่อมแม้นก็ถึงอนิจกรรม ด้วยวัยเพียง 30 ปี โดยได้รับ
พระราชทานเพลิงศพในปี พ.ศ.2451 พร้อมกับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศิริวงศ์วัฒนเดช (พระโอรส ซึ่งสิ้นพระชนม์ ระหว่างการศึกษาวิชาทหาร ที่เยอรมัน)
ณ เมรุหลวงวัดเทพศิรินทราวาส โดยต่อมา ได้บรรจุอัฐิไว้ที่อนุสาวรีย์ในตึกแม้นนฤมิตร

    เนื่องจากสมเด็จ พระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภาณุรังษี ทรงสนิทเสน่หาหม่อมแม้นมาก จึงมิได้ทรงมีหม่อมห้าม จนเมื่อหม่อมแม้นถึงอนิจกรรม หลายปีต่อมา
จึงทรงมีหม่อมอีก และด้วยความเศร้าพระทัย จึงทรงพระราชทานทุนทรัพย์ ก่อสร้างตึกแม้นนฤมิตร เพื่ออุทิศเป็นพระราชกุศลแก่พระชายา โดยได้รับพระราชทานนาม
จากพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อให้เป็นอาคารเรียน แก่โรงเรียนเทพศิรินทร์

ตึกแม้นนฤมิตร เป็นอาคารเรียนหลังแรก ของโรงเรียนเทพศิรินทร์ ซึ่งได้รับการออกแบบ ให้เป็นศิลปะแบบโกธิก โดยสมเด็จพระเจ้าวรวงศ์เธอ เจ้าฟ้านริศรานุวัติวงศ์
เป็นผู้ออกแบบ แต่ในช่วงสงคราม ตึกแห่งนี้ถูกระเบิด ทำให้ไม่สามารถใช้ ทำการเรียนการสอนได้ และอาคารได้รับความเสียหายมาก จึงมีการสร้างอาคารหลังใหม่แทน
แต่ยังคงศิลปะโกธิกเช่นเดิม ซึ่งอาคารหลังใหม่นี้ ได้รับการขนานนามว่า "ตึกแม้นศึกษาสถาน"



คำถาม..

พระธิดา ใน สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา  คือ .ท่านผู้หญิง..?? (ท)

บันทึกการเข้า

จันทร์เจ้าขา
Auther
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +14/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 807


jatikanont@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #126 เมื่อ: 05 พฤศจิกายน 2008, 09:05:03 am »



คำถาม..

พระธิดา ใน สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา  คือ .ท่านผู้หญิง..?? (ท)




คำตอบ คือ


ท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม (11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2488 ? ) พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และพันเอกอร่าม รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2488 ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่ออายุ 6 ขวบ ได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์เดินทางกลับประเทศไทยโดยทางเรือ จากนั้นได้ศึกษาต่อที่โรงเรียนมาแตร์เดอี โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คุณทัศนาวลัย รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ เดินทางไปศึกษาต่อที่สวิตเซอร์แลนด์ และได้พบกับนายสินธู ศรสงคราม ซึ่งรับราชการอยู่ที่สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเบิร์น ได้รับพระราชทานสมรสกับนายสินธู ศรสงคราม เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2516 มีบุตรชาย 1 คน คือ ร้อยเอกจิทัศ ศรสงคราม

ท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม เคยเป็นอาจารย์สอนหนังสืออยู่ที่ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ เป็นท่านผู้หญิง เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2529

ท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม เป็นพระราชนัดดาที่ใกล้ชิดกับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มากที่สุด เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2538 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชกระแสรับสั่ง ถึงวันที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สวรรคต ความตอนหนึ่งว่า

    .........เมื่อสวรรคตก็ดีใจอยู่อย่างที่ลูกของท่านทั้งสองคนอยู่ด้วย กัน จับพระหัตถ์อยู่ และหลานที่ท่านรักที่สุดเพราะท่านเลี้ยงมาก็จับพระหัตถ์ทั้งสามคน......




คำถาม..

ราชินีแห่งอียิปต์โบราณที่เป็นผู้ปกครองอียิปต์ที่มีเชื้อสายกรีกคนสุดท้าย คือ .....?? (ค)

[/quote]
บันทึกการเข้า

vinitaya
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1278


อีเมล์
« ตอบ #127 เมื่อ: 18 ธันวาคม 2008, 04:52:34 pm »

คลีโอพัตรากัลยางามเลอโฉม
ผู้น้อมโน้มใจชายให้ใหลหลง
ทุกแว่นแคว้นแดนดินสิ้นดำรง
สยบลงเพราะความงามตามเล่าลือ


ประวัติ

คลีโอพัตราที่ 7 เป็นชาวกรีกที่กำเนิดในดินแดนอเล็กซานเดรีย ประเทศอียิปต์ ได้ขึ้นครองราชย์หลังจากที่ ปโตเลมีที่ 12 แห่งอียิปต์ ขณะนั้นพระนางเบเนไซน์และแม่ทัพอาร์เชลล์ได้ร่วมกันก่อการกบฏขึ้น ทำให้ฟาโรห์ปโตเลมีที่ 12 ออเลติส ต้องไปขอกำลังเสริมจากสภาซีเนตแห่งกรุงโรม ออกัส กาบิเนียส จึงได้ให้องค์ฟาโรห์จ่ายเงินเป็นจำนวน 10,000 เทลแลนด์ แต่องค์ฟาโรห์มีเงินไม่พอ จึงได้ไปขอยืมเงินจากคหบดีผู้ร่ำรวยนาม ราบีเรียส โพลตูมัส เมื่อได้กำลังเสริมแล้วก็กลับไปอียิปต์เพื่อจัดการกับผู้ก่อการกบฏ และได้สั่งประหารพระนางเบเนไซน์และแม่ทัพอาร์เชลล์ ทำให้ราบีเรียสได้เข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายพระคลังของอียิปต์

ราบีเรียสได้รีดไถชาวอียิปต์อย่างหนัก ทำให้ชาวอียิปต์ไม่พอใจลุกฮือกันต่อต้านราบีเรียส ทำให้ราบีเรียสต้องรีบหนีกลับไปยังกรุงโรม เมื่อพระบิดาของพระนางสวรรคตในช่วงฤดูใบไม้ผลิของปีที่ 51 ก่อนคริสตกาล พระนางเป็นพระราชธิดาองค์โตของออเลติส เมื่อพระเชษฐภคินีอีกสองพระองค์สิ้นพระชนม์ลง พระนางยังมีพระขนิษฐาอีกองค์ที่มีชื่อว่าอาร์สิโนเอ ในช่วงแรกของการขึ้นครองราชย์ พระนางได้ครองราชย์ร่วมกับพระบิดาเป็นระยะเวลาสั้นๆ ต่อมาก็ได้ครองราชย์ร่วมกับพระอนุชาอีกสองพระองค์ ได้แก่ ปโตเลมีที่ 13 ผู้ซึ่งต่อต้านการปกครองของพวกโรมัน และปโตเลมีที่ 14 แต่เนื่องด้วยการสืบราชบัลลังก์ของราชวงศ์ปโตเลมีนั้นนิยมการสืบเชื้อสายทางมารดา พระอนุชาทั้งสองพระองค์จึงต้องเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับพระเชษฐภคินี คือคลีโอพัตรา เพื่อจะสามารถขึ้นครองราชย์ได้อย่างถูกต้องตามกฎมนเทียรบาล ภายหลังจากที่กษัตริย์ผู้เป็นพระอนุชา - สวามีของพระนางสวรรคตลงทั้งสองพระองค์ คลีโอพัตราได้แต่งตั้งให้โอรสของพระนางเป็นกษัตริย์องค์ต่อไป มีพระนามว่าปโตเลมีที่ 15 ซีซาเรียน โดยการครองบัลลังก์ร่วมกัน ระหว่างปีที่ 44 - 30 ก่อนคริสตกาล

ในปีที่48 ก่อนคริสตกาล คณะที่ปรึกษาของปโตเลมีที่ 13 นำโดยขันทีโปธินุส ได้ยึดอำนาจของคลีโอพัตราและบังคับให้พระนางหนีไปจากอียิปต์ โดยมีอาร์สิโนเอ พระขนิษฐาของพระนางติดตามไปด้วย ต่อมาในปีเดียวกันนี้ อำนาจของปโตเลมีที่ 13ได้ถูกริดรอนเมื่อนำตัวเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับโรม เมื่อนายพลปอมเปอุส มักนุส (ผู้ซึ่งแต่งงานกับลูกสาวของจูเลียส ซีซาร์ โดยที่นางได้เสียชีวิตขณะคลอดบุตรชาย) ที่กำลังหลบหนีจูเลียส ซีซาร์ ได้มาหาที่หลบซ่อนในเมืองอเล็กซานเดรีย ก็ถูกปโตเลมีที่ 13ปลิดชีพ เพื่อสร้างความดีความชอบแก่ตนให้ซีซาร์ได้เห็น จูเลียส ซีซาร์รู้สึกขยะแขยงกับแผนการอันโสมมดังกล่าว จึงได้ยกทัพบุกเข้ายึดเมืองหลวงของอียิปต์ และตั้งตนเป็นผู้ตัดสินคดีชิงบัลลังก์ระหว่างปโตเลมีที่ 13และคลีโอพัตรา หลังจากการสู้รบช่วงสั้นๆ ปโตเลมีที่ 13ก็ถูกสังหาร และ จูเลียส ซีซาร์ได้คืนบัลลังก์ให้แก่คลีโอพัตรา โดยมีปโตเลมีที่ 14เป็นผู้ครองบัลลังก์ร่วม

จูเลียส ซีซาร์ได้พำนักในอียิปต์ตลอดช่วงฤดูหนาว ระหว่างปีที่48 ก่อนคริสตกาล - 47 ก่อนคริสตกาล และคลีโอพัตราได้สร้างความได้เปรียบทางการเมืองให้แก่ตนด้วยการเป็นคนรักของซีซาร์ ทำให้อียิปต์ยังคงเป็นความเป็นเอกราชไว้ได้ แต่ยังคงมีกองกำลังทหารโรมันสามกองประจำการอยู่ ความสัมพันธ์ระหว่างคลีโอพัตรากับซีซาร์ในช่วงฤดูหนาวได้ทำให้นางตั้งครรภ์และให้กำเนิดพระโอรสชื่อปโตเลมี ซีซาร์ (หรือมีชื่อเล่นว่าซีซาเรียน ซึ่งแปลว่าซีซาร์น้อย) อย่างไรก็ดี จูเลียส ซีซาร์ปฏิเสธการให้ซีซาเรียนเป็นผู้สืบทอดของตน และได้แต่งตั้งให้หลานชายชื่อ ออกุสตุส ซีซาร์ อ็อกตาเวียน เป็นผู้สืบทอดอำนาจแทน

คลีโอพัตรากับซีซาเรียนได้ไปเยือนกรุงโรมในระหว่างปีที่ 46 ก่อนคริสตกาล และ 44 ก่อนคริสตกาล และอยู่ในเหตุการณ์ขณะที่ซีซาร์ถูกลอบสังหาร ก่อนเดินทางกลับถึงอียิปต์เพียงเล็กน้อย ปโตเลมีที่ 14ก็สวรรคตอย่างลึกลับ คลีโอพัตราจึงได้แต่งตั้งให้ซีซาเรียนเป็นผู้ครองบัลลังก์ร่วมกับพระนาง มีการสันนิษฐานว่านางได้ลอบวางยาพิษปโตเลมีที่ 14 ผู้เป็นอนุชาของตนเอง

ในปีที่42 ก่อนคริสตกาล มาร์ค แอนโทนี หนึ่งในคณะผู้สำเร็จราชการชุดที่สองของโรม ผู้ซึ่งปกครองกรุงโรมในช่วงที่เกิดสูญญากาศทางอำนาจ หลังการถึงแก่อสัญกรรมของซีซาร์ ได้ขอให้คลีโอพัตราเดินทางมาพบเขาที่เมืองทาร์ซุส ในแคว้นซิลิเซีย เพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับความจงรักภักดีของพระนางต่ออาณาจักรโรมัน เมื่อคลีโอพัตราเดินทางมาถึง เสน่ห์ของพระนางทำให้มาร์ค แอนโทนีเลือกที่จะใช้เวลาช่วงฤดูหนาวระหว่างปีที่42 ก่อนคริสตกาล - ปีที่41 ก่อนคริสตกาล กับพระนางในอเล็กซานเดรีย ในช่วงฤดูหนาวนั้น พระนางได้ทรงพระครรภ์เป็นโอรส - ธิดาฝาแฝด ผู้มีพระนามว่าอเล็กซานเดอร์ เฮลิออส และ คลีโอพัตรา เซเลเน

สี่ปีต่อมา ในปีที่ 37 ก่อนคริสตกาล มาร์ค แอนโทนี ได้เดินทางเยือนอเล็กซานเดรียอีกครั้ง ระหว่างทางไปออกรบกับจักรวรรดิพาร์เธีย เขาได้สานสัมพันธ์กับคลีโอพัตรา และถือเอาอเล็กซานเดรียเป็นบ้านนับแต่นั้นเป็นต้นมา มาร์ค แอนโทนีอาจจะเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับคลีโอพัตราตามประเพณีอียิปต์ (ตามที่กล่าวไว้ในจดหมายของสุเอโตนิอุส) แต่อย่างไรก็ดี เขาได้แต่งงานแล้วกับอ็อกตาเวีย น้องสาวของเพื่อนชื่ออ็อกตาเวียน หนึ่งในคณะผู้สำเร็จราชการชุดที่สองของโรม เขามีบุตรกับคลีโอพัตราอีกหนึ่งคน ชื่อว่าปโตเลมี ฟิลาเดลฟุส ในพิธีมอบดินแดนอเล็กซานเดรียเป็นของขวัญชิ้นใหญ่แก่คลีโอพัตราและโอรสธิดา ช่วงปลายปีที่ 34 ก่อนคริสตกาล หลังจากที่มาร์ค แอนโทนีได้มีชัยเหนืออาร์เมเนีย คลีโอพัตรากับซีซาเรียนได้ปกครองอียิปต์กับไซปรัสร่วมกัน อเล็กซานเดอร์ เฮลิออส ได้เป็นกษัตริย์ปกครองอาร์เมเนีย เมเดีย และ พาร์เธีย คลีโอพัตรา เซเรเน ได้เป็นราชินีปกครองซีเรไนกา และ ลิเบีย ส่วนปโตเลมี ฟิลาเดลฟุสได้เป็นกษัตริย์ปกครองโฟนิเซีย ซีเรีย และ ซิลิเซีย นอกจากนี้แล้วคลีโอพัตรายังดำรงตำแหน่งราชินีแห่งราชาทั้งปวงอีกด้วย

มีเหตุการณ์อันโด่งดังเกี่ยวกับคลีโอพัตราหลายเหตุการณ์ แต่เรื่องที่เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายที่สุดและไม่อาจตรวจสอบได้ว่าจริงหรือไม่ ได้แก่เหตุการณ์เกี่ยวกับพระกระยาหารค่ำของพระนางกับมาร์ค แอนโทนีมื้อหนึ่งที่มีราคาแพงลิบ พระนางได้หยอกเย้ากับมาร์ค แอนโทนีด้วยการพนันกันว่า เขาเชื่อหรือไม่ว่าพระนางจะสามารถใช้เงินสิบล้านเซสเตอร์ซีอุสกับพระกระยาหารมื้อเดียวได้ ซึ่งเขาก็รับพนัน ในคืนต่อมา พระนางได้เสิร์ฟพระกระยาหารค่ำธรรมดาไม่ได้หรูหราอะไร ทำให้พระนางถูกมาร์ค แอนโทนีล้อ แต่พระนางก็ได้รับสั่งให้เสิร์ฟพระกระยาหารสำรับต่อมา ซึ่งมีเพียงน้ำส้มสายชูอย่างแรงหนึ่งถ้วย จากนั้นพระนางก็ถอดต่างหูไข่มุกอันประมาณค่ามิได้ของพระนางออก หย่อนลงไปในน้ำส้มสายชู ปล่อยให้ไข่มุกละลาย แล้วดื่มส่วนผสมนั้น

พฤติกรรมของมาร์ค แอนโทนี นับว่ากระด้างกระเดื่องมากในสายตาของพวกโรมัน อ็อกตาเวียนจึงได้โน้มน้าวให้วุฒิสภาเปิดสงครามกับอียิปต์ ในปีที่ 31 ก่อนคริสตกาล กองกำลังของมาร์ค แอนโทนีได้เผชิญหน้ากับทหารโรมันด้วยทัพเรือนอกชายฝั่งแอคติอุม คลีโอพัตราได้ร่วมออกรบโดยมีทัพเรือของพระนางเอง แต่พระนางก็ได้เห็นกองเรือของมาร์ค แอนโทนี ที่มีเรือขนาดเล็กและขาดแคลนยุทโธปกรณ์ต้องพ่ายแพ้กับกองเรือโรมันที่มีเรือขนาดใหญ่กว่า พระนางต้องหลบหนีและมาร์ค แอนโทนีได้เลิกรบและหนีตามพระนางไป

 
อัตวินิบาตกรรมของคลีโอพัตรา โดย เรจินัลด์ อาร์เธอร์หลังจากการรบที่อ่าวแอคติอุม อ็อกตาเวียนก็ได้ยกพลขึ้นบกบุกอียิปต์ ในขณะที่ทัพของอ็อกตาเวียนเกือบจะถึงอเล็กซานเดรีย กองกำลังทหารของมาร์ค แอนโทนีก็หนีทัพไปร่วมกับกองกำลังของอ็อกตาเวียน คลีโอพัตรากับมาร์ค แอนโทนีตัดสินใจปลิดชีพตนเองด้วยกันทั้งคู่ โดยที่คลีโอพัตราได้ใช้งูพิษปลิดชีพพระองค์เองเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ในปีที่ 30 ก่อนคริสตกาล ซีซาเรียน โอรสของพระนางที่เกิดกับจูเลียส ซีซาร์ก็ถูกอ็อกตาเวียนปลงพระชนม์ โอรสธิดาอีกสามพระองค์ที่เกิดกับมาร์ค แอนโทนีได้รับการไว้ชีวิตและนำกลับไปยังกรุงโรมโดยอ็อกตาเวีย อดีตภรรยาของมาร์ค แอนโทนี

มักกล่าวกันว่าคลีโอพัตราได้ใช้ แอสพฺ (งูพิษชนิดหนึ่ง) ปลิดชีพพระองค์เอง "asp" เป็นศัพท์เทคนิค หมายถึงงูพิษหลากหลายประเภทในอาฟริกาและยุโรป แต่ในที่นี้ หมายถึงงูเห่าอียิปต์ ซึ่งใช้ในการประหารนักโทษในบางครั้ง ยังมีเรื่องเล่าว่าคลีโอพัตราได้ทดสอบวิธีการฆ่าตัวตายต่างๆนานากับข้าราชบริพารหลายคน ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกวิธีการที่พระนางเห็นว่ามีประสิทธิภาพที่สุด

ด้วยที่เป็นชนเชื้อสายกรีก - มาเซโดเนีย ทั้งในด้านภาษาและวัฒนธรรม คลีโอพัตรามีชื่อเสียงในแง่ที่ว่า ตลอดระยะเวลากว่า 300 ปีที่ราชวงศ์ปโตเลมีปกครองอียิปต์นั้น พระนางเป็นสมาชิกคนแรกของปโตเลมีในที่เรียนรู้ภาษาอียิปต์ได้แตกฉาน และ ยังเรียนรู้ภาษาอื่นๆถึง 14 ภาษา ได้แตกฉาน


[แก้] ข้อถกเถียงเกี่ยวกับชาติพันธุ์ของคลีโอพัตรา
ยังเป็นข้อถกเถียงระหว่างนักไอยคุปต์ศาสตร์ กับนักประวัติศาสตร์ที่นิยมแอฟริกา ว่าแท้จริงแล้วคลีโอพัตรานั้นมีเชื้อสายใดกันแน่ นักไอยคุปต์ศาสตร์บอกว่าคลีโอพัตรานั้นสืบเชื้อสายจากราชวงศ์ปโตเลมีของกรีก โดยมีบรรพบุรุษเป็นหนึ่งในนายพลของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช และยังกล่าวว่าผังตระกูลของราชวงศ์ปโตเลมีนั้นระบุไว้ว่า มีการสมรสข้ามเผ่าพันธุ์อยู่มาก มีการระบุว่าคลีโอพัตราเป็นราชนิกูลพระองค์แรกที่เรียนภาษาอียิปต์ และบอกว่าพระนางมีผิวขาว รูปปั้นโบราณรวมทั้งรูปบนเหรียญตรายังชี้ไปว่าพระนางมีเชื้อสายคอเคเชียน อย่างไรก็ดี นักประวัติศาสตร์สายนิยมแอฟริกาได้อ้างว่าดินแดนไอยคุปต์นั้นได้ถูกปกครองโดยอารยธรรมของชาวชนผิวดำ และชาวอียิปต์โบราณส่วนใหญ่เป็นชนผิวดำ และถึงแม้ว่ากลุ่มนักประวัติศาสตร์ที่นิยมแอฟริกาจะยอมรับว่าราชวงศ์ปโตเลมีนั้นเป็นชนผิวขาว แต่ก็เชื่อว่าจะราชวงศ์กับชาวอียิปต์น่าจะมีการสมสู่กัน และในเมื่อไม่มีใครทราบว่ามารดาของคลีโอพัตราเป็นใคร (ไม่ได้ถูกระบไวุ้ในผังตระกูลของราชวงศ์ปโตเลมี) ทำให้หลายคนเชื่อว่านางน่าจะเป็นพระสนมผิวดำคนหนึ่ง

นักไอยคุปต์ศาสตร์อ้างว่า การกล่าวว่าคลีโอพัตราเป็นชนผิวดำนั้น เป็นแนวคิดแต่งเติมของนักโบราณคดีที่นิยมแอฟริกา โดยมีวัตถุประสงค์จะสร้างความภาคภูมิใจให้กับเยาวชนเชื้อสายแอฟริกัน ส่วนนักโบราณคดีที่นิยมแอฟริกาอ้างว่า ความเชื่อว่าคลีโอพัตราเป็นชนผิวขาวนั้น เป็นเพียงอีกหนึ่งตัวอย่างของการที่ชนผิวขาวขโมยวัฒนธรรมของชนผิวดำ





ขอถามต่อตัว ม.อะไรสาวๆชอบใช้เป็นเครื่องประดับ

บันทึกการเข้า
nukoy99
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +12/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2122


scrolly_99@hotmail.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #128 เมื่อ: 18 ธันวาคม 2008, 08:10:29 pm »

ขอถามต่อตัว ม.อะไรสาวๆชอบใช้เป็นเครื่องประดับ

ขอตอบว่า ม = มุก




ไข่มุก เป็นอัญมณี มีสีขาว เงินยวง ชมพูและสีทอง โดยนำมาจากสัตว์จำพวกหอย ไข่มุกสามารถนำมาทำเป็นเครื่องประดับ ซึ่งปัจจุบันนี้ได้มีการออกแบบ ดีไซต์สีสัน ไปหลากหลาย ตามแฟชั่นมากขึ้น  หรือนำมาบดในการใช้เป็นเครื่องสำอาง

ความเชื่อของไข่มุก เป็นอัญมณีแห่งสายน้ำ เสริมสง่าราศีให้กับเพศหญิงก่อให้เกิดความนุ่มนวล อ่อนหวาน แก้ปัญหาทางด้านอารมณ์

ในปัจจุบันนี้ ประเทศจีน ถือได้ว่าเป็นประเทศที่ติดอันดับต้นๆ ของการส่งไข่มุกออกสู่ตลาดโลก ไข่มุกที่คุณภาพดีนั้น ควรมีอายุการเลี้ยงอยู่ที่ 8 เดือน ถึง 2 ปี ยิ่งเลี้ยงไว้ได้นาน ความสวยงามแวววาวยิ่งมีมากขึ้น แต่ส่วนมากที่พบในตลาดไข่มุกนั้น จะมีอายุการเลี้ยงอยู่ที่ 2-5 ปี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมด้วย เช่น มลภาวะทางน้ำ อุณหภูมิ และความอุดมสมบูรณ์ของทะเล

คำถาม "ร" อะไรที่เป็นชื่อดอกสัญลักษณ์ประจำประเทศไทย

บันทึกการเข้า

ค่าของคนอยู่ที่ผลงาน...แต่ผลงานที่ได้ก็ไม่ได้วัดค่าของคนได้เสมอไป..
sweet heart
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #129 เมื่อ: 27 มีนาคม 2009, 03:36:41 am »

คำถาม "ร" อะไรที่เป็นชื่อดอกสัญลักษณ์ประจำประเทศไทย

คำตอบ.....รอ....ให้มีคนมาขอ ค่ะ : )

อ่ะ ม่ายช่ายค่ะ...ราชพฤกษ์ .....สิคะ



คำถาม : เพลงสัญลักษณ์ของกองทัพเรือไทย (ด)
























บันทึกการเข้า
admin
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +30/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3573


oknakrub@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #130 เมื่อ: 27 มีนาคม 2009, 04:36:08 pm »

เพลงดอกประดู่ครับผม

ดอกประดู่     
เนื้อร้อง / ทำนอง
พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

* หะเบสสมอพลัน ออกสันดอนไป ลัดไปเกาะสีชัง จนกระทั่งกระโจมไฟ 
เที่ยวหาข้าศึก มิได้นึกจะกลับมาใน ถึงตายตายไป ตายให้แก่ชาติของเรา 
พวกเราดูรู้ เจ็บแล้วต้องจำ ลับดาบไว้พลาง ช้างบนยอดกาฟฟ์จะนำ 
สยามเป็นชาติของเรา ธงทุกเสาชักขึ้นทุกลำ ถึงเรือจะจมในน้ำ ธงไม่ต่ำลงมา 
 
* เกิดมาเป็นไทย ใจร่วมกันแหละดี รักเหมือนพี่เหมือนน้อง ช่วยกันป้องปฐพี 
สยามเป็นชาติของเรา อย่าให้เขามาย่ำมายี ถึงตายตายดี ตายในหน้าที่ของเรา 
พวกเราทุกลำ จำเช่นดอกประดู่ วันไหนวันดี บานคลี่พร้อมอยู่ 
วันไหนร่วงโรย ดอกโปรยตกพรู ทหารเรือเราจงดู ตายเป็นหมู่เพื่อชาติไทย

จะหานกในประเทศไทย จะเจอนกอะไรก่อนครับ ( ก )
บันทึกการเข้า

หน้า: 1 ... 7 8 [9]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: