หน้า: 1 [2] 3   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องราวใกล้ตัวคุณที่ควรระวัง *จากคนไกล มอบให้คุณ  (อ่าน 4770 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
สาวอิเล็กทรอนิกส์
Sr. Member
****

คะแนนจิตพิสัย +50/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 307


try.to.dream@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #15 เมื่อ: 23 พฤษภาคม 2008, 09:16:45 am »

1. พันธุกรรม      ความสูงของพ่อแม่ เป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่เป็นตัวกำหนดความสูงของเด็ก     

2. ฮอร์โมน   ต้องปกติ  หรือ ไม่มีโรคภัย ที่จะมีผลกระทบ ต่อการเจริญเติบโต
 
3. การออกกำลังกาย  การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงและพัฒนาการ การเจริญเติบโตได้เต็มที่

4. โภชนาการ   ต้องได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่ครบถ้วน และเหมาะสมต่อควาต้องการของร่างกาย  ซึ่งจะช่วยส่งเสริมกระบวนการของร่างกายให้พัฒนาการเจริญเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5. การนอน  ควรนอนหลับให้เพียงพอในช่วงกลางคืน เพราะ Growth Hormone จะหลั่งออกมามากขณะนอนหลับ และเริ่มหลั่งตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ  จึงไม่ควรนอนดึก

 
โดยทั่วๆไปการประเมินส่วนสูงของเด็กตามพันธุกรรมว่าควรจะสูงได้เท่าไร  คำนวณได้คร่าวๆจากความสูงของพ่อและแม่ โดยคิดดังนี้

 * เด็กชาย=( ความสูงของพ่อ +ความสูงของแม่+13) หาร 2  โดยความสูงที่ควรจะเป็นมีค่า บวกหรือลบ8ซม.

 * เด็กหญิง =( ความสูงของพ่อ +ความสูงของแม่ - 13) หาร 2  โดยความสูงที่ควรจะเป็นมีค่า บวกหรือลบ6 ซม.


 
บันทึกการเข้า
nukoy99
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +12/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2122


scrolly_99@hotmail.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #16 เมื่อ: 23 พฤษภาคม 2008, 07:32:33 pm »

อะแต่ทำไมหลานเรามันเตี้ยเจงเนี่ยะ สงสัยจะพันธุ์เดียวกะน้ามาน 555 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

ค่าของคนอยู่ที่ผลงาน...แต่ผลงานที่ได้ก็ไม่ได้วัดค่าของคนได้เสมอไป..
สาวอิเล็กทรอนิกส์
Sr. Member
****

คะแนนจิตพิสัย +50/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 307


try.to.dream@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #17 เมื่อ: 19 มิถุนายน 2008, 11:34:59 pm »

แพทย์เตือนหนุ่ม-สาวออฟฟิศ ระวังโรคกรดไหลย้อน โรคยอดฮิตของหนุ่มสาววัยทำงาน ดารานักแสดง โดย เฉพาะสาวออฟฟิศ ที่ชอบกินจุบกินจิบ กินอาหารไม่เป็นเวลาและเร่งรีบ รวมถึงผู้ชอบอาหารรสจัด ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ มีโอกาสเสี่ยงสูง หากมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอเปรี้ยว ปวดแสบร้อนบริเวณหน้าอกและลิ้นปี่แล้วลามขึ้นมาที่หน้าอกหรือคอ ควรปรึกษาแพทย์

รศ. พ.ญ.วโรชา มหาชัย หัวหน้าหน่วยทางเดินอาหาร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เปิดเผยว่า โรคกรดไหลย้อนถึงแม้ว่าจะไม่ใช่โรคร้ายแรงถึงชีวิตเหมือนโรคมะเร็งหรือโรค หัวใจ แต่เป็นโรคที่สร้างความทุกข์ทรมานให้กับผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพการทำงานลดลง
โดยจะมี อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอเปรี้ยว ปวดแสบร้อนบริเวณหน้าอกและลิ้นปี่แล้วลามขึ้นมาที่หน้าอกหรือคอ และในบางรายอาจมีอาการแสดงออกนอกหลอดอาหารได้ เช่น อาการทางปอด หรืออาการทางคอและกล่องเสียง เสียงแหบเรื้อรัง มีไอเรื้อรัง มีกลิ่นปาก หรือในบางรายอาจมีอาการทางระบบหายใจ เช่น หอบหืด หรืออาการเจ็บหน้าอกได้

ดัง นั้นหากมีอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลังถูก "โรคกรดไหลย้อน" คุกคาม ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและทำการรักษาต่อไป เพราะหากละเลยไม่ยอมรักษานานๆ ไปอาจทำให้เรื้อรังกลายเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้เช่นกัน

"เนื่องจาก โรคกรดไหลย้อนจะมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อร่วมด้วย คล้ายๆ กับอาการของโรคกระเพาะอาหาร จึงทำให้คนส่วนใหญ่มักจะเหมารวมว่าตนเองอาจจะเป็นโรคกระเพาะอาหาร และไปซื้อยาเคลือบแผลในกระเพาะอาหารมารับประทานเอง ทำให้การรักษาไม่ตรงจุด โดยเฉพาะคนไทยเรามักจะชอบซื้อยามารับประทานเองและคิดว่าการไปพบแพทย์เป็น เรื่องใหญ่ ระยะหลังมานี้จึงพบโรคกรดไหลย้อนเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ" รศ.พ.ญ.วโรชากล่าว

ผู้ เชี่ยวชาญกล่าวต่อว่า โรคกรดไหลย้อนไม่ได้เป็นโรคแปลกใหม่สำหรับคนไทย เป็นโรคที่พบในผู้ป่วยคนไทยมานานแล้ว สาเหตุของโรคเกิดจากการไหลย้อนกลับของกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารขึ้นไป ในหลอดอาหารส่วนบนอย่างผิดปกติ ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ อาทิ หลอดอาหารส่วนปลายมีการคลายตัวอย่างผิดปกติ หรือความดันของหูรูดของหลอดอาหารส่วนปลายลดลงต่ำกว่าในคนปกติ หรือเกิดจากความผิดปกติของการบีบตัวของกระเพาะอาหารหรือหลอดอาหาร เป็นต้น

"โรค กรดไหลย้อนนี้มักเกิดขึ้นกับหนุ่มสาววัยทำงานที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบ สูง รวมถึงดารานักแสดงและผู้ที่อยู่ในวงการบันเทิง ที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความรีบเร่งตลอดเวลา จนทำให้เวลาที่มีอยู่แม้กระทั่งการรับประทานอาหารก็พลอยรีบเร่งไปด้วย มิหนำซ้ำยังมีความเคร่งเครียดอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะผู้ที่ชอบกินจุบกินจิบ รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา รวมถึงผู้ที่ชอบทานอาหารรสจัด ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ก็เสี่ยงต่อโรคกรดไหลย้อนได้เช่นกัน"

สำหรับ การรักษาโรคกรดไหลย้อน รักษาให้หายได้โดยการรับประทานยากลุ่มยาลดกรด แต่ถ้าเป็นมากและเรื้อรังควรได้รับการตรวจรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ ทางเพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้องและรับยาที่ตรงกับโรค

ดังนั้น หากมีอาการดังกล่าวที่กล่าวมาควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอาการ ขณะเดียวกันการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต โดยการรับประทานอาหารให้อิ่มพอดี และอย่ารับประทานอาหารใกล้เวลานอนเพราะจะทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้ง่าย และควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลดน้ำหนักตัว อย่าใส่เสื้อผ้าคับเกินไป เนื่องจากจะเพิ่มความดันในช่องท้องให้มากขึ้น เลิกสูบบุหรี่ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็จะช่วยป้องกันการเกิดโรคกรดไหลย้อนได้

สำหรับผู้ที่ต้องการข้อมูลเกี่ยวกับโรคกรดไหลย้อนเพิ่มเติม ค้นหาข้อมูลได้ที่ www.gerdthai.com

ข้อมูลเพิ่มเติม

โรคกรดไหลย้อน คือ ภาวะที่น้ำกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาในหลอดอาหาร  และในบางรายอาจไหลย้อนขึ้นมาถึงคอ และกล่องเสียงได้

ปัจจุบันพบว่า ผู้ป่วยโรคนี้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  ซึ่งอาจเป็นเพราะลักษณะรูปแบบการดำรงชีวิตของคนในสังคมเปลี่ยนไป เกิดความเครียด มีความเร่งรีบในการทำงานทำให้ผู้คนนิยมรับประทานอาหารจานด่วนที่อุดมไปด้วย ไขมัน คาร์โบไฮเดรต และแคลอรี่สูง รวมทั้งการแพทย์ที่ก้าวหน้า และเครื่องมือที่ทันสมัยทำให้สามารถตรวจ และวินิจฉัยโรคนี้ได้มากยิ่งขึ้นด้วย

ภาวะนี้เกิดเนื่องจากพยาธิสภาพของกล้ามเนื้อหูรูดระหว่างหลอดอาหาร และกระเพาะอาหารทำงานไม่ปกติ อาการสามารถเกิดได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ในระยะเริ่มต้นอาจไม่รู้สึกว่ามีความผิดปกติหรือมี อาการแต่อย่างไร และผู้ป่วยบางรายอาจไม่เคยมีอาการของโรคกระเพาะหรือรักษาโรคกระเพาะมาก่อน เลยก็ได้

น้ำกรดจะระคายเคืองหลอดอาหารทำให้เยื่อ บุอาหารเกิดการอักเสบ ผู้ป่วยจะเจ็บในอก รู้สึกแสบร้อนในอกได้โดยเฉพาะเวลาเรอ นอกจากนั้นกรดยังสามารถระคายเคืองกล่องเสียงและคอหอยได้ด้วย ซึ่งอาการที่บริเวณคอหอยและกล่องเสียง คือ

? เสียงแหบเป็นๆหายๆ เรื้อรัง โดยเฉพาะเสียงแหบในเวลาเช้า
? รู้สึกขมในปากและคอหลังจากตื่นนอนใหม่ๆ
? คอและกล่องเสียงอักเสบบ่อยๆ รักษาหายได้ไม่นานก็กลับมาเป็นใหม่อีก
? ระคายคอ และกระแอมบ่อยๆ รู้สึกว่าคอไม่โล่ง
? ไอเรื้อรัง แต่พบว่าปอดปกติดี
? กลืนอาหารลำบาก กลืนติดๆ กลืนไม่ลง กลืนแล้วเจ็บในคอ
? ผู้ป่วยอาจรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรจุกๆในคอ ลมหายใจมีกลิ่น มีกลิ่นปาก
? มีเสมหะในคอจำนวนมาก
? รู้สึกว่าเหมือนมีเสมหะไหลลงคออยู่เรื่อยๆ


ผู้ป่วยบางท่านอาจมีแค่อาการใดอาการหนึ่ง ในขณะที่บางท่านอาจมีหลายๆอาการร่วมกันได้ อาการต่างๆเหล่านี้อาจทำให้ผู้ป่วยเข้าใจผิดคิดว่ามีเนื้องอก หรือก้อนมะเร็งในคอ ทั้งนี้เมื่อทำการตรวจวินิจฉัยแล้วแพทย์ไม่พบก้อนเนื้อเหล่านั้นเลย กรณีนี้ทำให้ผู้ป่วยไม่สบายใจ วิตกกังวลและยิ่งเกิดความเครียดมากขึ้น


บันทึกการเข้า
สาวอิเล็กทรอนิกส์
Sr. Member
****

คะแนนจิตพิสัย +50/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 307


try.to.dream@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #18 เมื่อ: 19 มิถุนายน 2008, 11:39:20 pm »

Vitamin C กับมลพิษในร่างกาย

วิตามินซีขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มอัศวินที่ทำหน้าที่เป็นแอนตี้ออกซิแดนท์ให้กับร่างกายของเราปลอดภัยจากอนุมูลอิสระ โดยสภาพแวดล้อมและอาหารการกินที่เผชิญอยู่ทุกวันนี้ เราก็ได้รับมลพิษมากมายพออยู่แล้ว แต่ด้วยพฤติกรรมที่เพิ่มขึ้นของบางคน เช่น สูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์ ยิ่งทำให้ปริมาณวิตามินซีในร่างกายนั้นลดต่ำลงกว่าปกติ จนอาจทำให้อวัยวะและระบบการทำงานต่างๆ ในร่างกายอ่อนแอลง เปิดโอกาสให้โรคต่างๆ รุมกันเข้าหาก็เป็นได้

จะว่าไปแล้วมนุษย์เป็นสัตว์ที่มีความเหนือกว่าสัตว์อื่นใดทั้งปวง แต่ยังกลับมีความน่าแปลกอยู่อย่างหนึ่ง เห็นจะเป็นความที่ไม่สามารถสร้างวิตามินซีขึ้นใช้เองได้ในร่างกาย ทั้งที่เป็นสารอาหารจำเป็นที่ร่างกายต้องการ ในขณะที่สัตว์ส่วนใหญ่ในโลกนี้สามารถสร้างวิตามินซีขึ้นได้ด้วยตัวมันเองทั้งนั้น นอกจากมนุษย์แล้วก็ยังมีสัตว์อีกบางชนิดที่ต้องอาศัยวิตามินจากอาหาร เช่น ลิง และหนูตะเภา เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเขตร้อนที่อุดมไปด้วยพืช ผัก ผลไม้ คนเราจะได้วิตามินซีเข้าไปใช้ในร่างกายอย่างพอเพียงต้องได้จากการกินอาหาร จำพวกผักสด ผลไม้ต่างๆ ให้มากพอและสม่ำเสมอ

วิตามินซีกับมลพิษในร่างกาย

วิตามินซีมีความสำคัญต่อร่างกายคนเราหลายอย่าง เช่น ช่วยสร้างและเสริมคอลลาเจน หรือเนื้อเยื่อเซลล์นับล้านๆ ตัวทั่วร่างกาย ดังนั้นถ้าขาดวิตามินซีก็จะทำให้คอลลาเจนไม่สมบูรณ์แข็งแรง กระดูก เอ็น และผนังหลอดเลือดก็จะอ่อนแอลงด้วย มีผลให้แบคทีเรียและไวรัสแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย เกิดการอักเสบติดเชื้อตามมา ซึ่งตราบใดที่เนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายแข็งแรง ก็จะเป็นปราการหรือด่านชั้นดีที่คอยสกัดกั้นและต่อต้านสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ที่เข้ามาในร่างกาย

มีรายงานวิจัยทางการแพทย์ในสหรัฐอเมริกาพบว่าการได้รับวิตามินซีปริมาณสูง นอกจากจะช่วยบำรุงเนื้อเยื่อเส้นเลือดแดงให้แข็งแรงแล้ว ยังมีส่วนในการลดระดับโคเลสเตอรอลในเส้นเลือดด้วย โดยช่วยเปลี่ยนโคเลสเตอรอลให้เป็นกรดน้ำดีที่ตับแล้วกำจัดทิ้งไป โดยเพิ่มระดับสารไลโปโปรตีนชนิด High Density Lipoprotein (HDL) ในเลือด ทำให้ไขมัน Low Density Lipoprotein (LDL) ที่สะสมตามเส้นเลือดถูกกำจัดมากขึ้น อันเป็นต้นเหตุทำให้เส้นเลือดอุดตัน จึงช่วยลดความเสี่ยงของเส้นเลือดหัวใจตีบได้

วิตามินซีจะถูกใช้ไปในหลายๆ ระบบการทำงานของร่างกาย ซึ่งบางครั้งอาจมีปัจจัยแปรที่ทำให้วิตามินซีถูกดึงออกมาใช้มากผิดปกติจนเหลือปริมาณต่ำได้ โดยเฉพาะในคนที่สูบบุหรี่เป็นประจำ เพราะวิตามินซีทำหน้าที่เป็นแอนตี้ออกซิแดนท์ จะถูกดึงมาใช้ต่อต้านอนุมูลอิสระที่มากับควันบุหรี่จำนวนมากจนเหลือปริมาณวิตามินซีต่ำผิดปกติ อาจทำให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะขาดวิตามินซีได้ อะเซ็ตตอลดีไฮด์ เป็นสารพิษที่ก่อตัวขึ้นในร่างกายจากควันบุหรี่และแอลกอฮอล์ มีฤทธิ์ทำลายวิตามินในร่างกาย คุณลองคิดดูสิว่าบุหรี่ 1 มวนสามารถทำลายวิตามินซีถึง 25 มิลลิกรัมเลยทีเดียว

สารพิษจากบุหรี่ไม่ว่าจะเป็นนิโคติน คาร์บอนมอน็อกไซด์ ทาร์ ไซยาไนต์ ฯลฯ ล้วนเป็นสาเหตุก่อโรคต่างๆ เช่น โรคปอด โรคมะเร็ง ระบบสมองเสื่อมถอย สมรรถภาพทางเพศเสื่อมถอย ผิวพรรณแห้งเ**่ยวย่นก่อนวัย ความดันโลหิตสูง โรคกระเพาะ และโรคหัวใจ บุหรี่นอกจากจะเป็นปัจจัยทำให้สารแอนตี้ออกซิแดนท์ในร่างกายไม่ว่าจะเป็นวิตามินซี วิตามินเอ วิตามินอี หรือเซลิเนียม ถูกดึงมาใช้มากจนลดจำนวนลงแล้ว ควันบุหรี่ยังเพิ่มระดับพลาสมาในเลือดให้สูงขึ้น และยังทำให้การออกซิเดชั่นโคเลสเตอรอลไม่ดีพอ กระทบต่อหลอดเลือดแดงทำให้แข็งตัว ดังนั้นร่างกายของคนสูบบุหรี่เป็นประจำส่วนใหญ่จึงต้องการวิตามินซีมากกว่าปกติ

วิตามินซียังมีประสิทธิภาพเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และทำลายเชื้อไวรัสชนิดต่างๆ เช่น เริม ไวรัสตับอักเสบ โปลิโอ หัด วัณโรค และทำหน้าที่กระตุ้นการผลิตสารอินเตอร์เฟียรอน ในการผลิตเม็ดเลือดขาวที่มีหน้าที่โจมตีเชื้อโรคที่หลุดเข้ามาในร่างกายด้วย บางครั้งที่คุณเป็นไข้สูง อาจจะเพราะเป็นไข้หวัด หลังจากเจาะเลือดแล้วพบว่าเม็ดเลือดขาวมากกว่าปกติ คุณหมออาจจะไม่ได้สั่งยาใดๆ ให้คุณเลยก็ได้ เพียงแต่บอกให้คุณทานผัก ผลไม้ ที่มีวิตามินสูงมากเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ พักผ่อนและดื่มน้ำมากๆ ความไม่สบายนั้นก็จะหายไปได้เอง
แม้ว่าวิตามินซีจะเปี่ยมไปด้วยสรรพคุณเพียงไหน แต่ถ้าหากรักตัว กลัวโรคภัยแล้วล่ะก็ ต้องเลือกที่จะละ และเลิก สูบ หรือเสพย์ มลพิษต่างๆ เข้าสู่ร่างกายเสียที แต่ถ้ากลัวเหงาปากล่ะก็ลองเลือกผลไม้สดๆ มาเคี้ยวแทน หรือดื่มน้ำผักผลไม้ก็น่าจะดีกว่าเป็นไหนๆ

ถ้าขาดวิตามินซี คุณอาจจะมีอาการ?อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หงุดหงิดง่าย เลือดออกตามไรฟัน ภูมิคุ้มกันต่ำ และถ้าขาดเป็นเวลานานๆ จะทำให้เกิดความปวดเมื่อยตัว เจ็บกล้ามเนื้อ ผิวแห้ง แผลหายช้า เส้นเลือดเปราะ ปวดข้อต่างๆ เป็นต้น



แหล่งวิตามินซีผัก ผลไม้ที่มีปริมาณวิตามินซีสูงอันดับต้นๆ ได้แก่ มะกอกไทย มะขามป้อม มะปราง ฝรั่งกลมสาลี่ มะละกอสุก พริกชี้ฟ้าเขียว บร็อคโคลี คะน้า ฯลฯ


 
บันทึกการเข้า
สาวอิเล็กทรอนิกส์
Sr. Member
****

คะแนนจิตพิสัย +50/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 307


try.to.dream@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #19 เมื่อ: 20 มิถุนายน 2008, 09:10:49 am »

กินยากับน้ำผลไม้ อันตรายกว่าที่คิด
ตามปกติเวลาที่เราไม่สบายส่วนใหญ่ก็ต้องรับประทานยา เพื่อจะได้หายไวๆ แต่จนแล้วจนรอด ดันเผลอดื่มน้ำผลไม้เข้าไปอีก นั่นอาจเป็นการก่อให้เกิดอันตรายอย่างคาดไม่ถึงทีเดียว

                                                               ทางคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ซานฟรานซิสโก ได้เปิดเผยผลการวิจัยซึ่งบ่งว่า น้ำผลไม้ส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานของร่างกาย ที่จะทำให้ประสิทธิภาพในการรักษาของยาหมดไป เพราะก่อนที่ยานั้นจะซึมเข้าสู่กระแสเลือด น้ำผลไม้จะต่อต้านการดูดซึมของยาที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง ความดันโลหิตสูง หัวใจล้มเหลว และโรคภูมิแพ้ต่างๆ รวมไปถึงยาที่ใช้กับผู้ป่วยที่ปลูกถ่ายอวัยวะใหม่

       ผลการวิจัยที่ได้รับการเปิดเผยก่อนหน้านี้ บ่งบอกถึงอันตรายของน้ำผลไม้ในแง่ที่ส่งผลต่อการรับประทานยาเช่นกัน เพราะฤทธิ์ในการทำลายเอนไซม์ในร่างกาย ที่ทำหน้าที่สกัดกั้นไม่ให้ยาเข้าสู่กระแสเลือดมากเกินไป เมื่อเอนไซม์ชนิดนี้ลดลง ทำให้ตัวยาบางชนิดรวมถึงยาที่ใช้ในการรักษา โรคความดันโลหิตและแอนติฮิสตามีน (Antihistamines) มีฤทธิ์ในการรักษารุนแรงขึ้น เพราะในบางกรณีที่ร่างกายได้รับตัวยามากเกินขนาด จะเป็นการก่อให้เกิดผลเสียต่อการรักษาและร่างกายผู้ป่วยได้
บันทึกการเข้า
สาวอิเล็กทรอนิกส์
Sr. Member
****

คะแนนจิตพิสัย +50/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 307


try.to.dream@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #20 เมื่อ: 20 มิถุนายน 2008, 09:13:07 am »


  ชี้ปวดหัว-คลื่นไส้บ่อย ระวังเนื้องอกสมองเล่นงาน

แพทย์แนะคนที่มีอาการปวดหัวบ่อย โดยไม่ทราบสาเหตุ รักษาไม่หายด้วยยา และมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วม ให้รีบพบแพทย์เพื่อตรวจโรคเนื้องอกในสมอง ซึ่งพบคนไทยป่วยเรื่อยๆ แต่ยังไม่มีสาเหตุแน่ชัด แต่คนที่เคยได้รับการฉายรังสีบริเวณสมอง มีความเสี่ยงสูง 1 ต่อ 1,000 ส่วนความเสี่ยงรอง คือ คนที่ใช้โทรศัพท์มือถือ และทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเลียม รวมทั้งเกษตรกรที่ได้รับยาฆ่าแมลง

น.พ.อัตถพร บุญเกิด ประสาทศัลยแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีผู้ป่วยโรคเนื้องอกในสมอง เฉลี่ย 20 คนต่อแสนประชากร สำหรับคนไทยพบเรื่อยๆ แต่ยังไม่มีตัวเลขแน่นอน ส่วนสาเหตุของโรคปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัด แต่พบว่าคนที่เคยได้รับการฉายรังสี ร่างกายมีภูมิต้านทานบกพร่อง เช่น ติดเชื้อเอชไอวี หรือได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะเป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องแน่นอน ส่วนปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องทางอ้อมแต่ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์เพียงพอ ได้แก่ การได้รับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่น การใช้โทรศัพท์มือถือ การได้รับสารเคมีบางชนิด และอาชีพที่เสี่ยงสูง ได้แก่ โรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเลียม และเกษตรกรที่ได้รับยาฆ่าแมลง ส่วนกรรมพันธุ์ เป็นปัจจัยส่วนหนึ่ง แต่ส่วนน้อยที่มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้

"ส่วนใหญ่ยังไม่ทราบสาเหตุ แต่ปัจจัยเสี่ยงที่ทราบแน่ๆ คือ คนที่เคยได้รับการฉายแสงบริเวณศีรษะมาก่อน ในอนาคต คือ โอกาส 1 ใน 1,000 ทำให้เกิดเนื้องอกในสมองได้ และพวกที่มีการติดเชื้อเอชไอวี การรักษาหลักๆ ยังเป็นการผ่าตัด เอาผลชิ้นเนื้อมาตรวจว่าเป็นเนื้อดีหรือเนื้อร้าย กรณีเป็นเนื้อดี การผ่าตัดถ้าผ่าได้ปลอดภัยเอาออกได้หมดก็ทำให้ไม่ต้องไปฉายแสง หรือให้เคมีบำบัดต่อ แต่ถ้าเป็นเนื้อร้ายเอาออกได้มาก ก็สามารถลดปริมาณการฉายแสงลง หรือลดปริมาณการให้ยาเคมีบำบัดลง" น.พ.อัตถพร กล่าว

น.พ.อัตถพร กล่าวต่อว่า สำหรับอาการของโรคเนื้องอกในสมอง อาจจะมีตั้งแต่ไม่มีอาการอะไรเลย เพราะอยู่ในจุดที่ไม่สำคัญของสมอง แต่ความจริงสมองทุกส่วนสำคัญหมด แต่เนื้องอกก้อนเล็กๆ อาจจะไม่มีอาการเลย หรือแค่ปวดศีรษะธรรมดาหรือมึนๆ หัว แต่ถ้าอยู่ในจุดสำคัญ เช่น จุดที่เกี่ยวกับการควบคุมแขนขา ก็อาจจะมีอาการแขนขาอ่อนแรง ชักกระตุกเกร็ง และถ้าเป็นมากอาจจะปวดศีรษะ ซึมลง สับสน หมดสติ หรือมีอันตรายถึงชีวิตได้

อย่างไรก็ตาม หากพบว่ามีอาการปวดศีรษะไม่หาย รักษาไม่หายด้วยยา หรือมีอาการชักกระตุก มีอาการอ่อนแรง ไม่ว่าจะเป็นพักๆ หรือรู้สึกว่าการทำงานของร่างกายผิดปกติไป ประสาทตา ตามัว เห็นภาพซ้อน มีคลื่นไส้อาเจียน อาการปวดศีรษะ เนื้องอกในสมองมักจะปวดตอนกลางคืน และมีคลื่นไส้อาเจียนรวมด้วย ก็ให้มาพบแพทย์




บันทึกการเข้า
สาวอิเล็กทรอนิกส์
Sr. Member
****

คะแนนจิตพิสัย +50/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 307


try.to.dream@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #21 เมื่อ: 23 มิถุนายน 2008, 02:13:51 am »

ร้อนๆๆ อากาศอย่างนี้ใครต่อใครคงอยากจะชำระร่างกายให้คลายร้อนด้วยการใช้การอาบน้ำชะโลมร่างกาย
แต่บ้างครั้งการชำระล้างร่างกายของคนเรานั้นถ้ามากเกินไปก็มีผลต่อสุขภาพผิวได้เช่นกัน อย่างการอาบน้ำล้างหน้าบ่อย
                                                                                               

            ที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนังบอกว่ากลับทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับผิวหนังง่ายขึ้น เนื่องจากผิวหนังคนเราก็มีภูมิต้านทานตามธรรมชาติเป็นเสมือนยาฆ่าเชื้ออยู่แล้วเพื่อช่วยป้องกันการอักเสบหรืออาการพุพองต่าง ๆ หรือเกิดอาการแสบคัน จะเห็นได้จากเมื่อเกิดแผลขึ้นและแผลเป็นหนอง แสดงว่าเป็นปฏิกิริยาของร่างกายที่กำลังต่อสู้กับเชื้อโรคอยู่ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยทูบิงเคมในเยอรมัน พบว่า เหงื่อของเรามีสาร "เดอร์ เมดิซีน"

โดยมีสรรพคุณช่วยปกป้องผิวหนังจากการอักเสบ ที่ทำให้ผิวหนังเป็นผื่นคัน สารตัวนี้ผลิตได้จากต่อมเหงื่อทั่วร่างกาย มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียก่อนที่แบคทีเรียจะทำอันตรายกับผิว สิ่งที่จะทำให้ยาฆ่าเชื้อบนผิวหนังเราถูกกำจัดไปอีกอย่างหนึ่งก็คือ สารระคายเคืองต่อผิวหนังจากผงซักฟอก สบู่ น้ำยาล้างจาน ฯลฯ การเลือกซื้อน้ำยาต่าง ๆ นี้ก็ควรเลือกชนิดที่ไม่ทำความระคายเคืองให้กับผิวหนัง

ดังนั้น...สังเกตได้หลังจากการใช้จะทำให้ผิวแห้งผาก เกิดอาการคัน บ้านเมืองของชาวตะวันตกมีอากาศหนาวเย็นจึงไม่อาจอาบน้ำได้บ่อยเท่าเมืองเราที่เป็นเมืองร้อน เพราะผิวจะแห้งจากการถูกทำลายน้ำมันธรรมชาติ สำหรับบ้านเราแถบทางเหนือคงจะคล้ายกัน แต่ในภาคอื่นหรือในกรุงเทพฯที่ผู้คนต้องเบียดเสียดขึ้นรถเมล์ หากไม่อาบน้ำบ่อยคงส่งกลิ่นให้เพื่อนร่วมทางต้องสลบกันไปบ้างแหละ


บันทึกการเข้า
สาวอิเล็กทรอนิกส์
Sr. Member
****

คะแนนจิตพิสัย +50/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 307


try.to.dream@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #22 เมื่อ: 24 มิถุนายน 2008, 08:21:39 am »

รอบรู้เรื่องไต
เรื่องของโรคไตที่ไม่ควรประมาทแม้วัยยังน้อยๆ การตรวจสุขภาพไตบ้างเป็นครั้งคราว จำเป็นเพื่อควบคุมการติดเชื้อในไตที่หมายถึงความปลอดภัยในชีวิตคุณด้วย ปัจจุบันนี้มีผู้ป่วยด้วยโรคไตเพิ่มขึ้นทุกๆปี และเป็นโรคที่ส่งสัญญาณอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน ที่น่ากลัวคือ ผู้ป่วยโดยมากมักเสียชีวิตใน 3 เดือน หลังการตรวจพบว่าเป็นโรคนี้จากแพทย์

ทำไมต้องตรวจปัสสาวะเพื่อหาโรคไต
     เพื่อตรวจหาโปรตีนในปัสสาวะซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ขณะนี้ไตกำลังเสียหายหรือถูกทำลายจากโรคอื่นๆหรือไม่ หรืออาจมีการชำรุดฉีกขาดเกิดขึ้น แพทย์แนะนำให้ตรวจปัสสาวะปีละครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสียง เช่น มีวัยเกิน 50 ปีขึ้นไป ผู้สูบบุหรี่ทุกวัย ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคไต และผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวาน

จะวินิจฉัยได้อย่างไร
     แพทย์จะพบสัญญาณอันตรายดังกล่าว เช่น หากมีเลือดในปัสสาวะหรือมีโปรตีนในระดับสูง เราก็จะถูกส่งไปพบแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านไต โดยเฉพาะซึ่งอาจต้องตรวจรายละเอียดไปอีก เช่น เอกซเรย์ อัลตร้าซาวด์ ตรวจเลือด หรือการตัดชิ้นเนื้อของไตไปตรวจสอบ

สาเหตุธรรมดาๆของการเกิดโรคไตคืออะไร
     พื้นฐานที่สุดคือโรคจากกลุ่มเส้นโลหิตที่ไตอักเสบ ทำให้ผอมแห้ง น้ำหนักลดลง เป็นการติดเชื้อของไต ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งก็คือการเป็นโรคเบาหวาน

ทำอย่างไรไม่ให้โรคนี้ลุกลามหนักขึ้น
     ถ้าพบแต่แรกๆก็อาจคุมไม่ให้การแพร่เชื้อก้าวหน้าไปถึงอาการไตวายได้กว่าครึ่ง เช่นการคุมโดยใช้ยาควบคุมความดันเลือดหรือ ACE (Angiotensin Converting Enzyme) เป็นตัวยับยั้ง

จริงไหมที่ว่า คนสูงอายุจะเสี่ยงกว่าเด็กๆ
     ไม่เสอมไป แม้โรคนี้จะเกิดกับผู้ที่วัยเกิน 50 ปีส่วนมาก แต่เด็กๆก็อาจเป็นโรคไตได้เช่นกัน

สัญญาณเตือนล่วงหน้าว่าจะเป็นโรคไต
     โชคร้ายที่โรคนี้ได้สมญาว่าเป็น "โรคหลบๆซ่อนๆ" จึงไม่มีสัญญาณเตือนปรากฎชัดเจน แต่ที่พบบ่อยๆก็ได้แก่ ข้อบวม ปัสาวะเป็นฟองหรือสีขุ่นหรือมีสีเข้มเหมือนน้ำโคล่า เหนื่อยง่าย ร่างกายอ่อนแอ อาเจียน คลื่นไส้ หากมีอาการทั้งหมดนี้ ควรรีบไปพบแพทย์ไม่ว่าจะอยู่ในวัยใด

อะไรทำให้เกิด อาการไตวายและจะรักษาอย่างไร
     โรคนี้เกิดจากกรรมพันธ์ประมาณ 10% จากเหตุของไตวาย เกิดจาการมีซีสต์นับร้อยๆถุงที่ขยายจำนวนและเพิ่มความกดดันต่อเนื้อเยื่อที่มีสุขภาพดี ทำให้เกิดกระบวนการเสื่อมถอยของไตในการทำงาน เด็กที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นโรคนี้มีโอกาสถึง 50%ที่จะเกิดโรคไตขึ้นชีวิต แต่การตรวจหาซีสต์ในไตนี้จะยังไม่สามารถพบได้หากมีวัยไม่ถึง 20 ปี

จะป้องกันการเกิดนิ่วในไตได้อย่างไร
     วิธีที่ดีที่สุดก็คือ ควรดื่มน้ำให้มากขึ้น ระวังอย่าให้ร่างกายกระหายน้ำ เพราะหินปูนในไตนั้นมักเกิดในช่วงระหว่างการขับถ่ายปัสสาวะเพราะเป็นวิธีทางธรรมชาติของร่างกาย ในปัสสาวะมีสารละลาย แคลเซียมและกรดยูริกปนอยู่ ในช่วงการขับถ่าย อาจมีการตกตะกอนสะสมเป็นหินปูนในไตได้หากเราดื่มน้ำน้อยเกินไปทำให้ร่างกายขจัดออกมาไม่หมด ดังนั้น จึงควรดื่มน้ำมากๆโดยเฉพาะในฤดูร้อนและผู้ที่อยู่ในเขตร้อนเพื่อให้ตกตะกอนในเหงื่อและปัสสาวะถูกระบายออกมาให้หมด

วิถีชีวิตแบบไหนที่ช่วยสุขภาพไตของเราได้
     มีการวิจัยพบว่าบุหรี่มีผลกับการเกิดโรคไต ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในไตมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้มีน้ำหนักเกินและเป็นโรคเบาหวานก็เสี่ยงสูงเช่นกัน สิ่งที่คนหนุ่มสาวควรระวังก็คือพยายามดื่มน้ำทั้งก่อนและหลังในระหว่างช่วงที่ออกกำลังกาย

มีโรคอะไรที่อาจก่อให้เกิดโรคไตได้บ้าง
     โรคเบาหวานจะนำไปสู่โรคไต คนไข้เบาหวานถึง 1 ใน 3 ที่พัฒนาสู่การเป็นโรคนี้ โรคความดันโลหิตสูงก็เป็นอีกโรคหนึ่งของสาเหตุโรคไตได้ โดยเฉพาะหากเป็นในคนอายุน้อยๆ 95% ของคนหนุ่มสาววัยต่ำกว่า 30 ปีที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงจะเป็นโรคไตประกอบด้วย

การปลูกถ่ายอวัยวะของไต
     เร็วๆนี้ในต่างประเทศมีการผ่าตัดที่เรียกว่า Laparoscopic Surgery เป็นการผ่าตัดเปลี่ยนไตให้ผู้ป่วยโดยที่ผู้บริจาคยังมีชีวิตอยู่ การผ่าตัดนี้ใช้เวลาสั้นๆที่โรงพยาบาลประมาณ 2 -3 วัน และการพักฟื้นที่บ้านอีกประมาณ 3 สัปดาห์ก็จะไปทำงานได้ตามปกติ ทำให้ผู้บริจาคตระหนักว่า เป็นไปได้ที่จะมีชีวิตอยู่ตามปกติแม้จะมีไตข้างเดียวก็ตาม ทั้งนี้วิธีนี้ผู้บริจาคยังสามารถช่วยญาติหรือคนที่รักให้มีชีวิตยืนยาวต่อไปได้ด้วยความช่วยเหลือจากตนอีกด้วย


-------------------------------------------------------------------------------------------------
จัดระบบสมดุลสุขภาพให้ตัวเอง
เรื่องของโภชนาการ


1. นึกถึงการบริโภคอาหารที่ "ถูกหลักโภชนาการ" ให้มากที่สุด
อย่าไปเชื่อว่ามีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดๆ ที่จะช่วยให้คุณแข็งแรงได้โดยยังทำตัวเองอดมื้อกินมื้อเพื่ออุทิศตนเป็นคนบ้างาน การวิจัยพบว่า การบริโภคอาหารที่ถูกต้องจะช่วยป้องกันโรคภัยได้ดีที่สุด และนึกถึงสมดุลของอาหารให้มากๆเวลาจะหยิบอะไรใส่ปาก

2. เริ่มวันใหม่ด้วย "ชา" ทุกเช้า
ชาและน้ำมะนาวอุ่นจัดๆ จะช่วยกระตุ้นระบบการย่อยของคุณให้ตื่นตัวและทำงานได้ดี และเมื่อระบบดังกล่าวมีประสิทธิภาพดี คุณก็จะได้รับคุณค่าทางโภชนาการจากอาหารที่บริโภคเข้าไปอย่างเต็มที่ ชาที่แนะนำให้บริโภคตอนเช้าๆได้แก่ ชาสมุนไพร เช่น ชาเปปเปอร์มินต์ ยี่หร่าและขิง ถ้าหากคุณมีปัญหาเรื่องระบบย่อยหรือมีแก๊สมากเกินไปในกระเพาะอาหาร

3. กินให้น้อยลง
พฤติกรรมการบริโภคอาหารมากเกินความต้องการของร่างกายจะไปกดดันระบบการย่อยมากกว่าจะมีผลดี พยายามรักษาทางสายกลางเข้าไว้

สุขภาพอารมณ์
การหายใจลึกๆยาวๆเป็นการหายใจที่ถูกต้องและช่วยให้จิตใจสงบผ่อนคลายได้มากขึ้น เช่นเดียวกับการมีเซ็กซ์เป็นครั้งคราวประมาณสัปดาห์ละ 1 ถึง 2 ครั้ง จะช่วยเพิ่มภูมิต้านทานร่างกาย แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีการวิจัยพบว่า หากมีเซ็กซ์เกิน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ กลับจะทำให้ร่างกายทรุดโทรมลงมากกว่า ดังนั้นจะทำอะไรให้เป็นกลางเข้าไว้ดีที่สุด

บริโภคเพื่อสุขภาพ
สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่นักโภชนาการแนะนำให้บริโภคอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสมดุลที่ดีของสุขภาพร่างกาย

 วิตามิน
สิ่งจำเป็นที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิต้านทานร่างกาย ที่แนะนำคือ วิตามินเอ ช่วยป้องกันผมร่วงและรักษาแผลบาดเจ็บ วิตามินซี มีคุณสมบัติช่วยป้องกันมะเร็งและต้านอนุมูลอิสระ และวิตามินอีช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูจากอาการเหนื่อยล้า

 แร่ธาตุต่างๆ
ธาตุสังกะสี ช่วยต้านเชื้อโรค เซเลเนียม ช่วยป้องกันมะเร็ง และแคลเซียมช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกระดูก

 กระเทียม
มีคุณสมบัติในการรักษาโรคตามธรรมชาติ ป้องกันมะเร็งในอวัยวะช่องท้องและโรคหลอดเลือดหัวใจ

 โยเกิร์ต
เป็นอาหารที่ช่วยขับไล่การผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนส่วนเกินของร่างกาย ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้หากร่างกายผลิตมาเป็นปริมาณมากเกินไปอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งได้สูง

 มะเขือเทศ
อุดมด้วยสารไลโคพีน ช่วยป้องกันมะเร็งในต่อมลูกหมาก และสารนี้จะมีมากขึ้นในมะเขือเทศที่ผ่านการปรุงสุกแล้ว

 น้ำมันมะกอก
ที่มีผลดีต่อไต หัวใจ ความดันโลหิต และเป็นอาหารที่ช่วยในการล้างพิษของร่างกายได้ดีด้วย

 ชาเขียว
มีสารต้านอนุมูลอิสระและฟลาโวนอยด์ การวิจัยพบว่า การบริโภคชาเขียววันละ 3 - 4 แก้ว เป็นประจำจะช่วยให้ร่างกายต้านทานเชื้อแบคทีเรียได้ดีและมีผลต่อความเสี่ยงการเป็นมะเร็งที่ลดลงด้วย

เรื่องของการออกกำลังกาย
ถึงจะมีใครพยายามบอกว่าการออกกำลังเป็นเรื่องดี แต่ที่เราควรรู้คือ หากออกกำลังมากเกินขีดความสามารถของร่างกายกลับจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพมากกว่า การออกกำลังที่ถูกต้องควรทำให้เมื่อออกกำลังแล้วเรารู้สึกกระฉับกระเฉงขึ้นไม่ใช่อ่อนแรงหรือเหนื่อยจนทำอะไรไม่ไหว นอกจากนี้ หากวันใดที่เหนื่อยกับงานประจำเกินกว่าจะลุกขึ้นออกกำลังตามกิจวัตร ก็ควรนอนพักอยู่บ้านมากกว่าจะออกไปหักโหม

บันทึกการเข้า
สาวอิเล็กทรอนิกส์
Sr. Member
****

คะแนนจิตพิสัย +50/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 307


try.to.dream@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #23 เมื่อ: 24 มิถุนายน 2008, 10:02:34 pm »

วิธีป้องกันปวดไมเกรนในหน้าร้อน
ไมเกรน เป็นอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง มักปวดบริเวณขมับข้างใดข้างหนึ่ง

คนที่เป็นไมเกรนมักมีอาการเตือนล่วงหน้า เช่น เหนื่อย อ่อนเพลีย หาวบ่อย ตาพร่ามัว แสบตา เห็นภาพซ้อนหรือเห็นแสงจ้าเป็นจุด หรือเส้นซิกแซกในตา ซึ่งกระบวนการทั้งหมดอาจเป็นอยู่ประมาณ 10-30 นาที ก่อนจะปวดศีรษะหรือมีอาการวิงเวียน คลื่นไส้และอาเจียนตามมา ไมเกรนมักเป็นๆ หายๆ ผู้หญิงเป็นมากกว่าผู้ชายถึง 3 เท่า สาเหตุของการเกิดมายเกรนยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่สังเกตได้ว่าสามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ และเกิดจากระบบการทำงานของหลอดเลือดในสมองผิดปกติ

ปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นอาการไมเกรนให้กำเริบหรือเป็นถี่ขึ้นคือ ความเครียด สภาวะฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลง

เช่น ช่วงมีประจำเดือน การรับประทานยาคุมกำเนิด การรับประทานอาหาร เช่น ช็อกโกแลต ซึ่งมีสารประกอบทางไนโตรเจน ที่มีผลต่อการขยายตัวของหลอดเลือด ทำให้อาการปวดหัวทวีความรุนแรง หรือแม้แต่อาหารที่มีผงชูรส ไส้กรอก ของดองและการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย เช่น สถานที่ที่เสียงดัง มีแสงสะท้อนจ้า และสุดท้ายการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและสภาพอากาศ อย่างเช่นหน้าร้อนเดือนเมษายนบ้านเรา ซึ่งมีแนวโน้มว่าปีนี้จะร้อนมาก ผู้ที่เป็นไมเกรนเป็นประจำอาจหลีกเลี่ยงสภาวะกระตุ้นการกำเริบของโรค หรือป้องกันตนเองจากไมเกรนด้วยวิธีดังนี้

 หลีกเลี่ยงสถานที่ที่ร้อนและแออัด โดยเฉพาะงานนิทรรศการต่างๆ ที่ผู้คนหนาแน่น อากาศหายใจไม่เพียงพอ ทำให้วิงเวียนศีรษะได้ง่าย หรือหลังจากการเผชิญกับอากาศร้อนภายนอก และเดินเข้าภายในอาคารที่อากาศเย็นทันที อาจทำให้เกิดอาการปวดหัวแปลบขึ้นมา ในกรณีที่ต้องขับรถในช่วงแดดส่องจัด ควรสวมแว่นตากันแดด ป้องกันแสงสะท้อนเข้าตา และหากรู้สึกว่าไมเกรนกำลังคุกคาม รีบหาที่นั่งพักหลับตาสักครู่ ใช้ผ้าเย็นประคบหน้าผากหรือต้นคอ จะบรรเทาอาการได้

 รับประทานอาหารครบทุกมื้อ โดยเฉพาะอาหารมื้อเช้าซึ่งร่างกายต้องการมากที่สุด หลังจากท้องว่างเป็นระยะเวลากว่า 7-8 ชั่วโมง หากปล่อยให้ท้องว่าง น้ำตาลในเลือดจะลดต่ำลง อาจทำให้อาการไมเกรนกำเริบได้

  นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ใช้เวลาหยุดสุดสัปดาห์ในการพักผ่อนอย่างเต็มที่ หรือประยุกต์ท่าโยคะที่เรียกว่า ท่าศพ เพื่อการผ่อนคลายกล้ามเนื้ออย่างเต็มที่ เริ่มจากการปิดไฟในห้องให้มืดและเงียบสนิท นอนหงายบนฟูกหรือพื้นราบ หงายมือวางข้างลำตัว หายใจเข้าและออกลึกๆ อย่างสม่ำเสมอ หากทำได้ 10 นาที ร่างกายจะรู้สึกปลอดโปร่งมากขึ้น

 ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมเป็นประจำ ช่วยให้อาการปวดไมเกรนดีขึ้น เพราะร่างกายจะหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน ช่วยบรรเทาความเครียดและปรับอารมณ์ให้เป็นปกติ ทั้งนี้หากมีอาการไมเกรนอยู่ก่อนก็ไม่ควรออกกำลังกาย เพราะจะยิ่งทำให้อาการรุนแรงมากขึ้น

-------------------------------------------------------------------------------------------


โรคซึมเศร้า


"เอ" หญิงไทยวัย 40 ปี เจ้าของธุรกิจส่วนตัว มาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลด้วยอาการปวดศีรษะและนอนไม่หลับ หลังจากแพทย์ได้ตรวจร่างกายอย่างละเอียดไม่พบความผิดปกติใด ๆ และกำลังจะสั่งยา เอก็เริ่มร้องไห้และเล่าว่าเธอกำลังมีปัญหาครอบครัว แพทย์จึงได้แนะนำให้เธอมาพบจิตแพทย์

หลังจากเอได้คุยกับจิตแพทย์นานประมาณครึ่งชั่วโมง ทำให้เข้าใจว่าอะไรที่เป็นสาเหตุทำให้เธอนอนไม่หลับและมีอาการปวดศีรษะ นอกจากอาการดังกล่าวแล้วยังพบว่าเอมีอาการอื่นๆ มากกว่านั้น เช่น อารมณ์เศร้า ร้องไห้คนเดียวเกือบทุกคืนมากว่า 2 สัปดาห์ เอเหนื่อยไม่อยากทำอะไร เบื่ออาหารจนน้ำหนักลด 3-4 กิโลกรัม ใน2-3 เดือนที่ผ่านมา ท้อแท้ จนบางครั้งคิดไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป เธอรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า เพราะสามีที่แต่งงานกับเธอมากว่า 10 ปี จนมีลูกด้วยกัน 2 คน กำลังนอกใจเธอ กลับบ้านดึก ไม่สนใจเธอกับลูกเหมือนก่อน

เอได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคซึมเศร้า และได้รับการรักษาด้วยยาต้านซึมเศร้าและการทำจิตบำบัดแบบประคับประคอง สัปดาห์ละ 1 ครั้ง 3 สัปดาห์ผ่านไปเธอเริ่มดีขึ้น นอนหลับได้ รับประทานอาหารได้ อารมณ์แจ่มใสขึ้น มีสมาธิสามารถทำงานได้เหมือนก่อน และรู้สึกว่าตนเองยังมีคุณค่า โดยเฉพาะกับลูกที่น่ารักทั้ง 2 คนของเธอ

หลังจากนั้น สามีเธอมาพบจิตแพทย์ด้วยได้พูดคุยยอมรับในความผิดพลาด และรับปากจะเลิกกับผู้หญิงอีกคนให้เด็ดขาด โดยบอกว่าช่วงหนึ่งเวลาที่ทั้งคู่มีให้กันเริ่มน้อยลง จากที่ทั้งคู่ต้องทำงานและดูแลลูก จนลืมดูแลตัวเองและคนรักไป

สถานการณ์ในครอบครัวเริ่มดีขึ้น จนกลับมามีความสุขเหมือนเดิม เอรับประทานยาตามที่จิตแพทย์สั่งจนครบ 6 เดือน ระหว่างรักษาเธอเปลี่ยนความคิดและ พฤติกรรมหลายอย่าง รวมทั้งมีการควบคุมอารมณ์ ที่ดีขึ้น
..........

นี่คือตัวอย่างผู้ป่วยโรคซึมเศร้าคนหนึ่ง หลายคนอ่านคงสงสัยว่าทำไมหมอถึงเอาเรื่องของตนเองมาเขียนไม่ต่องตกใจครับนี่เป็นเรื่องปกติที่หมอ พบคนไข้ลักษณะนี้แทบทุกวันในการทำงาน และกรณีก็คล้ายๆกันแบบนี้ อาจแตกต่างที่รายละเอียดปลีกย่อยไปบ้าง

เมื่อเป็นเรื่องที่พบบ่อยเช่นนี้ จะทำอย่างไรดี จึงจะป้องกันไม่ให้ตัวเองเป็นโรคซึมเศร้า หรือไม่เป็นซ้ำในรายที่เคยเป็นและหายแล้ว การรู้จักโรคซึมเศร้าและรู้จักวิธีป้องกันตัวที่ดีน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ป่วยนะครับ

โรคซึมเศร้า คืออะไร
โรคซึมเศร้า เป็นโรคทางจิตเวชชนิดหนึ่ง ที่มีอาการเด่นในด้านอารมณ์ เช่น อารมณ์เศร้า และความเหนื่อยหน่าย ไม่มีความสุข ร่วมกับอาการอื่น ๆ ตามเกณฑ์วินิจฉับยของสมาคมจิตแพทย์อเมริกาดังต่อไปนี้
เกณฑ์การวินิจฉัยโรคซึมเศร้า มีอาการดังต่อไปนี้ 5 อาการหรือมากกว่า ได้แก่
1. มีอารมณ์ซึมเศร้า (ในเด็กและวัยรุ่นอาจเป็นอารมณ์หงุดหงิดก็ได้)
2. ความสนใจหรือความเพลินใจในกิจกรรมต่างๆ แทบทั้งหมดลดลงอย่างมาก
3. น้ำหนักลดลงหรือเพิ่มขึ้นมาก (น้ำหนักเปลี่ยนแปลงมากกว่าร้อยละ 5 ต่อเดือน) หรือมีการเบื่ออาหารหรือเจริญอาหารมาก
4. นอนไม่หลับ หรือหลับมากไป
5. กระวนกระวาย อยู่ไม่สุข หรือเชื่องช้าลง
6. อ่อนเพลีย ไร้เรี่ยวแรง
7. รู้สึกตนเองไร้ค่า หรือรู้สึกผิดอย่างไม่เหมาะสมหรือมากเกินควร
8. สมาธิลดลง ใจลอย หรือลังเลใจไปหมด
9. คิดเรื่องการตาย คิดอยากตาย
* ต้องมีอาการในข้อ 1 หรือ 2 อย่างน้อย 1 ข้อ
* ต้องมีอาการเป็นอยู่นาน 2 สัปดาห์ขึ้นไป และต้องมีอาการเหล่านี้อยู่เกือบตลอดเวลา แทบทุกวัน ไม่ใช่เป็นๆ หายๆ เป็นเพียงแค่วันสองวันหายไปแล้วกลับมาเป็นใหม่

โรคซึมเศร้า แตกต่างจากภาวะซึมเศร้าอย่างไร
คำว่า "โรค"บ่งว่าเป็นความผิดปกติทางการแพทย์ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาเพื่อให้อาการทุเลาต่างจากภาวะอารมณ์เศร้าตามปกติธรรมดาที่ถ้าเหตุการณ์ต่างๆ รอบตัวคลี่คลายลงหรือมีคนเข้าใจเห็นใจ อารมณ์เศร้านี้ก็อาจหายได้ ถ้าเกิดการสูญเสีย ย่อมต้องมีภาวะซึมเศร้าเป็นธรรมดา ถ้าใครสูญเสียคนที่เป็นที่รัก เช่น คุณพ่อ คุณแม่ แล้วไม่เศร้าคงไม่ใช่คนปกติธรรมดาทั่วไป ผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้านอกจากมีอารมณ์ซึมเศร้าร่วมกับอาการต่างๆ แล้วการทำงานหรือการประกอบกิจวัตรประจำวันก็แย่ลงด้วยคนที่เป็นแม่บ้านก็ทำงานบ้านน้อยลงหรือมีงานบ้านคั่งค้างคนที่ทำงานนอกบ้านก็อาจขาดงานบ่อยๆ จนถูกเพ่งเล็งเรียกว่าตัวโรคทำให้การประกอบกิจวัตรประจำวันต่างๆ บกพร่องลง

คนที่เป็นโรคซึมเศร้า ไม่ได้หมายความว่าคนนั้นเป็นคนอ่อนแอ แกล้งเป็นเพื่อขอความเห็นใจ แต่เขาเป็นจริงๆ ทำให้ไม่มีแรง ไม่มีกำลังที่จะแก้ไขปัญหาได้ คนที่ไม่เป็นโรคอาจจะไม่เข้าใจผู้ป่วย หรืออาจเข้าใจในทางที่ผิดว่าทำไมแกล้งทำ เรื่องแค่นี้ไม่เห็นยากเลยที่จะแก้ปัญหา แต่ถ้าผู้ป่วยได้รับการรักษา ได้รับความเข้าใจจากคนรอบข้างก็จะมีอาการดีขึ้น และหายจากโรคได้

โรคซึมเศร้า พบได้มากน้อยแค่ไหน
จากการสำรวจที่ประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า โอกาสที่จะพบคนที่เป็นโรคซึมเศร้ามีถึงร้อยละ 10-25 ในผู้หญิง และร้อยละ 5-12 ในผู้ชาย และในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าทั้งหมด สองในสามเคยพยายามทำร้ายร่างกายตัวเองมาก่อน และร้อยละ 10-15 ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเสียชีวิตเพราะทำร้ายตัวเองสำเร็จ จากตัวเลขดังกล่าว จะเห็นว่า โรคซึมเศร้า ไม่ใช่เรื่องเล็ก เรีองไกลตัวอีกแล้วนะครับ

โรคซึมเศร้า มีสาเหตุมาจากอะไร
สาเหตุภาวะซึมเศร้าเกิดจากหลายสาเหตุแต่ละสาเหตุจะมีผลกระทบซึ่งกันและกันสาเหตุของภาวะซึมเศร้าที่ได้มีการศึกษาค้นพบประกอบด้วย

1. สาเหตุทางพันธุกรรม พบว่ากรรมพันธุ์มีส่วนเกี่ยวข้องสูงในโรคซึมเศร้าโดยเฉพาะในกรณีของผู้ที่มีอาการเป็นซ้ำหลายๆครั้ง และภาวะซึมเศร้าที่เกิดขึ้นครั้งแรกในวัยเด็กหรือวัยรุ่นการศึกษาเด็กที่พ่อแม่มีภาวะซึมเศร้าพบว่ามีอัตราการเกิดภาวะซึมเศร้าสูงกว่าเด็กทั่วไปในทำนองเดียวกันการศึกษาญาติของเด็กที่ป่วยด้วยโรคซึมเศร้าพบว่ามีอัตราการป่วยด้วยโรคซึมเศร้าสูงกว่าญาติของเด็กทั่วไป

2. สาเหตุทางสังคม   ปัจจัยเสี่ยงทางจิตสังคมหลายอย่างเป็นสาเหตุให้เด็กเกิดโรคซึมเศร้า โดยเฉพาะการเลี้ยงดูในวัยเด็ก การที่เด็กมีแม่ที่มีปัญหาทุกข์ใจเลี้ยงดูลูกได้ไม่ดีหรือมีครอบครัวที่มีปัญหาทะเลาะเบาะแว้ง ปัญหาเศรษฐกิจและที่อยู่อาศัยทำให้เด็กมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคซึมเศร้า ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆได้แก่เหตุการณ์ในชีวิตที่เกิดขึ้นกะทันหัน เช่น การเสียชีวิตหรือการหย่าร้างของพ่อแม่และเหตุการณ์เลวร้ายในชีวิตที่เรื้อรัง เช่น การถูกกระทำทารุณทางร่างกายและทางเพศการถูกทอดทิ้ง

3. กลไกทางจิตใจ มีทฤษฏีหลายทฤษฏีที่พยายามอธิบายสาเหตุของภาวะซึมเศร้า เช่น ทฤษฎี learned helplessness ซึ่งอธิบายว่าการที่เราพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งรอบตัวที่ไม่ดีหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จอาจทำให้ขาดแรงจูงใจ เฉยชา และซึมเศร้าได้ อีกทฤษฎีได้แก่ ทฤษฎีทางความคิดที่เป็นสาเหตุของภาวะซึมเศร้าวคนที่มีความคิดในทางลบเกี่ยวกับตัวเอง โลก และอนาคตมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะซึมเศร้ากลไกทางจิตใจอื่นที่มีการศึกษาพบว่าเกี่ยวข้องกับการเกิดภาวะซึมเศร้าในเด็ก ได้แก่ความรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า ไร้ความสามารถ และไม่เป็นที่ยอมรับของเพื่อน
4. กลไกทางชีววิทยาการสังเกตยาที่ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าและการค้นพบยาที่รักษาโรคซึมเศร้านำไปสู่สมมติฐานของสารสื่อประสาทในสมอง ที่ว่าภาวะซึมเศร้าเกิดจากสารดังกล่าวลดลงเป็นที่มาของคำว่าสารเคมีในสมองไม่สมดุล การรับประทานยาต้านซึมเศร้า ก็เพื่อไปปรับสารเคมีดังกล่าวให้กลับสู่ภาวะสมดุลได้อย่างรวดเร็วซึ่งสัมพันธ์กับกับอาการต่างๆที่ดีขึ้น เช่น อารมณ์ ความอยากอาหาร การนอนฯลฯ

โรคซึมเศร้า เป็นแล้วหายขาดได้หรือไม่ ปัจจุบันเชื่อว่าโรคซึมเศร้า เป็นโรคที่มีลักษณะเรื้อรังนั่นคือ หลังจากหายแล้วมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีก โดยมีการคาดการณ์จากองค์การอนามัยโลกว่า ในปี ค.ศ. 2020 โรคซึมเศร้า จะทำให้เกิดภาระต่อผู้ที่เจ็บป่วยและญาติ เช่น ต้องสูญเสียรายได้เนื่องจากไม่สามารถทำงานได้ การต้องได้รับการดูแลจากคนใกล้ชิด ก็ถือเป็นภาระของผู้ดูแล โดยเป็นโรคที่เป็นภาระรุนแรงเป็นอันดับ 2 รองจากโรคหัวใจ จึงมีการพยายามรณรงค์ป้องกัน เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยกลับเป็นซ้ำโดยการรับประทานยาตามกำหนดระยะเวลาที่แพทย์สั่งจะช่วยป้องกันการกลับเป็นซ้ำได้ดีกว่าผู้ป่วยที่หยุดการรักษาเมื่อยังไม่ครบระยะเวลาในการรักษา

โรคซึมเศร้า รักษาอย่างไร
2 วิธีสำคัญ ได้แก่การรักษาด้วยยา และการทำจิตบำบัด โดยการรักษาที่ถูกต้องจะนำไปสู่การป้องกันการกลับเป็นซ้ำได้ดีกว่า
1. การรักษาด้วยยา   จากการค้นพบว่าในกลุ่มผู้ป่วยโรคซึมเศร้า มีสารเคมีในสมองที่มีความผิดปกติไป และหลังจากได้รับการรักษาด้วยยาแล้วเมื่อสารเคมีกลับเข้าสู่ภาวะปกติ นำไปสู่อาการที่ดีขึ้น การรักษาด้วยยาจึงเป็นวิธีหลักที่ช่วยให้ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ทุเลาจากอาการได้อย่างรวดเร็ว กว่าผู้ที่ไม่ได้รับการรักษาด้วยยา

ในอดีต ยาที่ใช้ในการรักษามีผลข้างเคียงมาก ทำให้การรักษาไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าที่ควร แต่ปัจจุบัน มียาที่ผลิตออกมาใหม่ที่มีผลข้างเคียงน้อยมาก ทำให้ผู้ป่วยสามารถรับประทานยาได้อย่างต่อเนื่อง นำไปสู่ผลการรักษาที่ดีกว่าสมัยก่อนมาก

การรักษาด้วยการช็อกไฟฟ้า ก็เป็นอีกวิธีการรักษาที่ปลอดภัย และได้ผลดีในรายที่มีอาการรุนแรง มีความคิดอยากทำร้ายตัวเองรุนแรง แต่ไม่เป็นที่นิยม ด้วยทัศนคติ ความกลัวว่าเป็นวิธีการที่อันตราย ซึ่งความจริงไม่เป็นเช่นนั้น

2. การรักษาด้วยจิตบำบัด  นอกเหนือจากการักษาด้วยยาแล้วการได้พูดคุยกับจิตแพทย์ก็ถือเป็นการรักษาอีกทางที่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้น การทำจิตบำบัดมีหลายแบบ อาจเป็นแค่การทำจิตบำบัดแบบประคับประคองอาการ หรือถึงขั้นการทำจิตบำบัดเพื่อเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนพฤติกรรม นำไปสู่ทักษะการแก้ปัญหาที่ดี การมองโลกในแง่บวกและป้องกันการกลับเป็นซ้ำได้

ดูแลจิตใจอย่างไรให้ห่างไกลจากโรคซึมเศร้า หลังจากเรารู้จักโรคซึมเศร้ามากพอควรแล้ว หมอขอแนะนำ
9 วิธีดูแลจิตใจเพื่อให้ตัวเองห่างไกลจากการเป็นโรคซึมเศร้าให้มากที่สุด

1. รู้จักตัวเอง การรู้จักตัวเอง พูดง่ายแต่ทำยาก ต้องค้นให้เจอจริงๆ ว่าเราเป็นคนอย่างไร มีจุดอ่อน จุดแข็งในตัวเองอย่างไร มีความภาคภูมิใจอะไรบ้างในตัวเอง การที่เรายิ่งรู้จักตัวเองดีเท่าไร ก็จะทำให้เราหลีกเลี่ยงการเผชิญในสถานการณ์ที่จะทำให้เราผิดหวังเสียใจได้ หรือเตรียมรับมือกับมันได้
2. ศาสนา เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจที่ดีทุกศาสนาล้วนสอนให้เราเป็นคนดี และสอนให้เรามีความสุข การมีศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจย่อมเป็นเครื่องป้องกันชิ้นดีที่จะทำให้เราปราศจากความทุกข์ได้
3. ครอบครัว คือ สิ่งที่รักเรามากที่สุด ไม่มีใครจะรักเราเท่ากับครอบครัวของเราอีกแล้ว โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ของเรา เวลาผิดหวังเสียใจ หลายๆคนทิ้งเราไป แต่ครอบครัวจะไม่มีทางทิ้งเราเสมอ เมื่อเรามีความสุข ก็อย่าลืมนึกถึง แบ่งปันความสุขให้ครอบครัวบ้าง
4. เพื่อน  คำว่าเพื่อน ฟังแล้วอบอุ่นเสมอ คือคนที่เข้าใจเรา เป็นที่ปรับทุกข์ให้เราได้อีกทางนอกจากครอบครัว เมื่อเรามีความสุขดี แบ่งปันความสุขให้เพื่อนบ้าง อย่าเก็บไว้คนเดียว คบเพื่อนให้มากๆ อย่าแยกตัวอยู่คนเดียว
5. งานอดิเรก เป็นสิ่งจำเป็นทีเดียว หางานอดิเรกที่ตัวเองชอบ ทำแล้วมีความสุข หาเตรียมไว้ก่อน เวลาซึมเศร้า จะได้หยิบออกมาใช้ได้เลย ไม่ต้องไปหาอีก เช่น ดูหนัง ฟังเพลง เล่นคอมพิวเตอร์ Internet เล่นดนตรี ร้องเพลง เต้นรำ อ่านหนังสือ ฯลฯ เชื่อว่าต้องมีสักอย่างที่เราชอบบ้าง ลองหาดูครับ
6. ท่องเที่ยว พยายามรักษาสมดุลให้ตัวเอง หาเวลาไปท่องเที่ยวให้สม่ำเสมอ แล้วแต่ความพร้อม เช่น อย่างน้อยเดือนละครั้ง เข้าหาธรรมชาติ ทะเล น้ำตก ภูเขา ฯลฯ
7. กีฬา กีฬา คือยาวิเศษเป็นคำพูดที่ดีมากๆ ลองหาสักอย่าง ที่ตนเองชอบ นอกจากสุขภาพแข็งแรงแล้ว ยังอาจได้เพื่อนเพิ่มขึ้นมาอีก เล่นไม่ได้ ได้ดูได้ติดตามก็ยังดี เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล ปิงปอง แบดมินตัน เทนนิส กอล์ฟ ดำน้ำ ว่ายน้ำ ขึ่ม้า ยิงปืน ฯลฯ
8. อาหาร รับประทานที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่เป็นประโยชน์แล้วยังเป็นโทษ เช่น แอลกฮอล์การได้รับประทานอาหารดีดี อาหารที่ชอบ ทำให้เกิดความสุขได้เช่นกัน
9. การนอน คือ การพักผ่อนที่ดีที่สุด หากมีปัญหา ไม่รู้จะแก้อย่างไร ก็นอนไปก่อน จะหลับหรือไม่หลับก็ช่างมัน พักสมองเตรียมตัวไว้ให้พร้อม วันพรุ่งนี้ สถานการณ์เปลี่ยนไป อะไรอะไรอาจดีขึ้นแล้วก็ได้ ใครจะไปรู้

สุดท้าย ถ้าเรารู้ทันและรู้วิธีป้องกันโรคซึมเศร้าแล้ว หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านให้นำไปใช้ไม่มากก็น้อยต่อไปครับ

นพ.วิทยา วันเพ็ญ
จิตแพทย์ โรงพยาบาลพระรามเก้า


บันทึกการเข้า
สาวอิเล็กทรอนิกส์
Sr. Member
****

คะแนนจิตพิสัย +50/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 307


try.to.dream@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #24 เมื่อ: 02 กรกฎาคม 2008, 01:21:39 am »

                                 




ป้องกันกระดูกพรุนด้วยผักตระกูลคะน้า

แคลเซียมมีอยู่ในอาหารหลายชนิด ที่ขึ้นชื่อคือนม แต่ถ้าจะดื่มนมก็ควรเลือกที่มีไขมันต่ำประเภทนมพร่องมันเนย ซึ่งก็มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ไม่ถูกกับนม ผศ.วงสวาท โกศัลวัฒน์ นักวิจัยจากสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ทำการวิจัยโครงการพัฒนาตำรับอาหารไทยที่มีแคลเซียมสูง ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.)และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)  กำลังทำการศึกษาอาหารพื้นบ้านไทยสี่ภาค เพื่อสนับสนุนการกินอาหารแบบไทยๆ ก็สามารถได้แคลเซียมในปริมาณเพียงพอ เพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุน

จากเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องพบว่าพืชในตระกูลคะน้า (Brassica) เช่น บรอคโคลี่ คะน้า ผักกวางตุ้ง กระหล่ำปลี และผักกาดเขียว มีแคลเซียมสูง ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ง่ายพอๆ กับนม เพราะมีปริมาณออกซาเลทอยู่น้อยเมื่อเทียบกับพืชตระกูลอื่น มีการศึกษาพบว่าพืชบางชนิดมีแคลเซียมสูงแต่ก็มีสารไฟเตท(Phytate) และออกซาเลท (Oxalate) รวมอยู่ด้วยในปริมาณสูง ซึ่งจะมีผลต่อความสามารถของร่างกายในการดูดซึมแคลเซียมไปใช้ โดยสารเหล่านี้จะจับตัวกับแคลเซียม และขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมในอาหาร

สารไฟเตทจะมีอยู่มากในส่วนเปลือกด้านนอกของพืชเมล็ด และพืชตระกูลถั่วต่างๆ ส่วนออกซาเลทจะอยู่ในพืชผักใบเขียวเข้ม เช่นผักโขมฝรั่ง ผักปวยเล้ง และปริมาณปานกลางในมันเทศ ถั่วเมล็ดแห้ง และในถั่วเหลือง  ผศ.วงสวาท แนะนำว่าการปรุงอาหารด้วยวิธีทอด คั่ว จะช่วยลดสารไฟเตท และออกซาเลทในอาหารเหล่านี้ลงได้มากที่สุด  ส่วนการต้มกับนึ่งช่วยลดลงได้บ้าง  ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมจากอาหารเหล่านี้ไปใช้ได้ดีขึ้น

นอกจากนี้น้ำต้มกระดูกไม่ว่าจะเป็นกระดูกหมูหรือกระดูกไ ก่ ถ้าต้มรวมกับผักนานกว่า 12 ชั่วโมง หรือข้ามวันจะยิ่งทำให้มีปริมาณแคลเซียมเพิ่มขึ้น...เหล่านี้ เป็นเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ของภูมิปัญญานักวิจัยไทยมาแนะนำให้เราท่านได้ทำอาหารไทยรับประทานอย่างถูกหลักคงคุณค่าโภชนาการ


กินเค็ม?อร่อยปากลำบากกาย


คุณเคยนึกย้อนไหมว่าวันหนึ่งๆ อาหารที่รับประทานมีเกลือเป็นส่วนผสมอยู่มากน้อยเพียงใด  อาหารไทยมากมายที่มีส่วนผสมของเกลือปริมาณสูง โดยเฉพาะอาหารแห้ง หรือหมักดอง กะปิ น้ำปลา บางคนขาดพริกน้ำปลา เหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง  เช่นเดียวกับซิอิ้ว และของเค็มหลากชนิดในอาหารจีน เกลือที่โรยลงบนข้าวโพดคั่ว หรือมันฝรั่งทอด ไส้กรอก แฮม ในอาหารจานด่วนแบบตะวันตก  หรืออาหารยอดฮิตของชาวฟิลิปปินส์ที่เรียก bagoong (บากุง) เป็นปลาแอนโชวี่หรือกุ้งที่หมักเค็ม คล้ายกะปิของไทย เห็นไหมว่าไม่ว่าชาติไหนๆ ก็นิยมอาหารที่มีเกลือผสมในปริมาณค่อนข้างสูง ก็เพราะเกลือเป็นหัวใจสำคัญในการถนอมอาหารให้เก็บไว้กินได้นานๆ  และเป็น ?ราชาแห่งเครื่องปรุงรส?  1 ใน 5 รสชาติที่ลิ้นคุ้นเคยเสียด้วย

อันที่จริงร่างกายของเราต้องการเกลือเพียงเล็กน้อยในแต่ละวัน นักโภชนาการกล่าวว่าใน 1 วัน คนเราต้องการเกลือเพียง 220 มิลลิกรัม ( หรือ 1/10 ของ 1 ช้อนชา) เพราะถ้าร่างกายขาดเกลือก็จะมีอาการอ่อนเพลีย มีอาการคลื่นเ**ยน วิงเวียนถึงหมดสติได้ แต่ดูเหมือนว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นกับวัฒนธรรมการกินแบบเราๆ  ?ตรงกันข้าม เพราะเรากินเกลือเกินความจำเป็นถึงประมาณ 6 -10 เท่า จากปริมาณที่ร่างกายต้องการเสียด้วยซ้ำ ซึ่งหากปริมาณเกลือในร่างกายมากเกินความต้องการก็จะนำพาโรคต่างๆ มาให้มากมายทั้งโรคไต โรคความดันโลหิตสูง อัมพฤกษ์ โรคหัวใจ และอาการผื่นแดงคันตามร่างกายที่บางครั้งเกิดขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ

เกลือ คืออะไร?

ความหมายของคำว่า ?เกลือ? สำหรับนักเคมี หมายถึง ส่วนผสมทางเคมีที่เกิดจากโซเดียม และคลอไรด์(NaCI) ส่วน ?เกลือ? สำหรับคนทั่วๆ ไป หมายถึง เกล็ดผลึกสีขาวใช้สำหรับปรุงแต่งรสชาติอาหาร หรือใช้ในการถนอมอาหาร

มนุษย์รู้จักนำเกลือมาใช้ตั้งแต่สมัยโบราณในบางพื้นที่ที่เกลือหายาก จะมีราคาแพงมาก อันที่จริง คำว่า ?salary? หรือเงินเดือน มีรากศัพท์มาจากภาษาละตินที่ว่า ? salarium? แปลว่าเงินที่จ่ายให้ทหารสำหรับใช้ซื้อเกลือ

ปัจจุบันนี้เกลือเป็นสินค้าแปรรูปที่มีกระบวนการผลิตที่ทันสมัย เป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญ เกลือที่ถูกนำมาบรรจุเพื่อจำหน่ายส่วนใหญ่จะผสมแมกนีเซียมไบคาร์บอเนต และซิลิเกต ตามสัดส่วน เพื่อป้องกันไม่ให้เกลือจับตัวเป็นก้อนเมื่อโดนความชื้น

เกลือ?ส่วนผสมในอาหารส่วนใหญ่
อาหารสำเร็จรูปที่คุ้นเคยตามซุปเปอร์มาเก็ตนานาชนิดมีเกลือเป็นส่วนผสม เช่น อาหารกระป๋อง, บะหมี่สำเร็จรูป, ผักดอง, ซอสปรุงรส, เครื่องแกงสำเร็จรูป, เนยแข็ง, ซีเรียล, ขนมปัง, ขนมเค้ก, ซุปสำเร็จรูป, ไส้กรอก, ลูกชิ้น กระทั่ง น้ำมะเขือเทศ หรือไอศครีม ฯลฯ  นอกจากนี้ยังมีสารปรุงแต่งในตระกูลเดียวกับเกลือเจือปนอีกหลายชนิด เช่น โซเดียมไนเตรท, โซเดียมฟอสเฟต, โซเดียมแอสคอเบท, ผงชูรส หรือแม้แต่โซเดียมซัคคาริน หรือโซเดียมตัวอื่นๆ เช่น ผงฟู ดังนั้นพิจารณากันให้มากหน่อย หรือคอยระวังการปรุงรสชาติเค็มไว้บ้างเพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพ

แม้แต่ในอาหารบางอย่างที่ไม่มีรสเค็มก็ยังมีโซเดียมจำนวนไม่น้อยผสมอยู่ เช่น นม, มายองเนส ที่ใช้ทำสลัดหรือแซนวิช แม้กระทั่งในนมผงสำเร็จรูปของเด็กทารก Dr.Jean Mayer จาก TUFTS UNIVERSITY ชี้ให้เห็นว่าทารกที่ดื่มนมขวดที่ชงจากนมผงสำเร็จรูปจะได้รับเกลือจำนวนมาก ในน้ำนมมารดาปริมาณ 1 ลิตรจะมีเกลือประมาณ 7 มิลลิกรัม ส่วนในนมผงสำเร็จรูปมีเกลือมากกว่า 25 มิลลิกรัม

ทำไมต้องกังวลว่าจะกินเกลือมากเกินไป ?
มีงานวิจัยทางการแพทย์พบว่า สารโซเดียม หรือ ?เกลือ? เป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง มีผลร้ายแรงอย่างต่อเนื่องกับโรคหัวใจ และอัมพฤกษ์ โดย Jaen Brody นักเขียนและโภชนากร เขียนถึงเกลือไว้ในหนังสือ Nutrition Book หนังสือขายดีติดอันดับของเธอว่า ?ในเลือดมีปริมาณโซเดียมอยู่ถึง 40 % โซเดียมเป็นส่วนประกอบสำคัญในร่างกายมนุษย์ผสมอยู่ในของเหลวในร่างกาย หากร่างกายมีปริมาณโซเดียมสูงเหมือนน้ำทะเลที่เค็มจัด ร่างกายจำเป็นต้องการน้ำมาก เพื่อทำให้ความเค็มอยู่ในระดับที่สมดุล และโซเดียมคลอไรด์ เป็นตัวบังคับสำคัญที่จะกำหนดความสมดุลของน้ำที่ทำละลายสสารต่างๆ นอกเซลล์ นอกเหนือจากนั้นยังทำหน้าที่ควบคุมการเต้นของหัวใจ และชีพจรด้วย เมื่อระบบการดูดซึมผิดปกติ อาจทำให้ระบบการทำงานดังกล่าวผิดปกติ และเกิดอาการร้ายแรงต่อสภาพร่างกายได้?

คุณอาจคาดไม่ถึงว่าเกลือในปริมาณที่มากเกินความต้องการจะมีผลร้ายแรงต่อร่างกายขนาดไหน และส่งผลไปถึงโรคความดันโลหิตสูงได้อย่างไร  Dr.Marlelo Agama  นักฟิสิกซ์ชาวฟิลิปปินส์ กล่าวว่า ?ไตเป็นอวัยวะที่ช่วยในการปรับระดับโซเดียมในร่างกายคนเรา เมื่อปริมาณโซเดียมสูงเกินไป ไตจะขับถ่ายออกมา ในทางกลับกันถ้าร่างกายต้องการโซเดียม ไตจะทำงานโดยดูดสสารนั้นกลับสู่เลือด แต่เมื่อใดที่ไตทำงานผิดปกติไม่สามารถขับโซเดียมได้ในปริมาณที่เหมาะสม จนร่างกายมีปริมาณโซเดียมสะสมสูง น้ำในร่างกายก็จะเพิ่มปริมาณมากขึ้น นั่นหมายถึงว่าระดับเลือดก็จะสูงขึ้นด้วย เมื่อปริมาณเลือดสูงขึ้น เลือดต้องวิ่งผ่านไปยังเส้นเลือดมากขึ้น  เป็นผลให้เกิดความดันโลหิตสูงขึ้น ซึ่งหัวใจก็ต้องสูบฉีดหนักขึ้น เพราะปริมาณเลือดที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้หัวใจต้องเต้นเร็วขึ้น

 นอกจากผลต่อความดันโลหิตแล้ว ปริมาณโซเดียมที่มากเกินความต้องการของร่างกายจะทำให้ปริมาณน้ำของเนื้อเยื่อภายในและภายนอกเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดอาการบวม หรือปริมาณของเหลวในร่างกายที่มากเกินไปทำให้เกิดอาการเส้นเลือดคั่ง และหัวใจวายได้ ?

การค้นพบที่น่าสนใจยิ่ง
มีการสำรวจพบว่า แทบจะไม่มีผู้ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงในบริเวณที่ไม่นิยมใช้เกลือในการปรุงอาหาร  นักวิจัยชาวอเมริกันแห่งมหาวิทยาลัย Harvard ศึกษาประชากรที่อาศัยอยู่ในเกาะ Solomon แถบหมู่เกาะทะเลใต้ ประชากรที่อาศัยอยู่บริเวณภูเขา ไม่นิยมปรุงอาหารด้วยเกลือ  ไม่พบผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ผลสำรวจแบบเดียวกันที่แคว้น Akita ทางเหนือของประเทศญี่ปุ่น ประชากรในบริเวณนั้นนิยมใช้เกลือในการถนอมอาหาร ในแต่ละวันพวกเขารับประทานเกลือปริมาณ 3 ? - 6 ช้อนชา เหตุนี้เองทำให้พบว่าประชากรส่วนใหญ่เสียชีวิตด้วยโรคอัมพฤกษ์ ที่แย่ไปกว่านั้น จากการวิจัยที่โรงพยาบาลเซนต์โทมัสในลอนดอน พบว่าเกลือมีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต ในกรณีของผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืด


นอกจากนี้ยังพบว่า เกลือมีผลทำให้โรคริดสีดวงกำเริบ จากข้อคิดเห็นของ Dr.Lohn Lawder จาก Torrance California ได้กล่าวว่า ระดับเกลือที่เกินความต้องการทำให้ร่างกายขับของเหลวเพื่อเจือจาง ของเหลวในร่างกายที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น จะวิ่งผ่านระบบไหลเวียนของร่างกาย ไปยังเส้นเลือดต่างๆ ทั้งนี้มีผลทำให้เส้นเลือดดำโป่งพองได้ในบริเวณทวารหนัก และบริเวณอื่นๆ  เช่นเดียวกันกับผลร้ายที่เกิดจากเกลือที่เขียนไว้ในหนังสือ The Doctor?s Book of Home Remedies ว่าการรับประทานเกลือมากเกินไปทำให้เป็นสาเหตุให้เกิดอาการปวดศีรษะ(ไมเกรน)

Dr.Norman Schulman สูตินรีแพทย์จาก Cedars-Sinai Medical Center ใน LA แนะนำว่าควรลดการรับประทานเกลือ(เค็ม) ประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนมีประจำเดือน เพื่อลดอาการเจ็บคัดหน้าอกก่อนมีประจำ แนวคิดนี้ได้รับการสนับสนุนโดย Dr.Penny Wise Budoff จาก  New York ที่แนะนำว่าให้ลดการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูงประมาณ 7 ?10 วัน ก่อนมีประจำเดือนเพื่อลดอาการบวมน้ำขณะมีประจำเดือน

เคล็ดลับการลดปริมาณการรับประทานเกลือ(เค็ม)
เริ่มจากเก็บกระปุกเกลือที่เคยอยู่ประจำโต๊ะไปไว้ที่อื่น (เลิกเหยาะเกลือลงในอาหารต่างๆ เช่น ไข่ลวก หรือมันฝรั่งทอด)

ปรุงอาหารโดยลดการเติมเกลือ น้ำปลา หรือซอสปรุงรสที่ให้รสเค็มเหลือเพียงครึ่งเดียวจากส่วนผสมเดิมที่เคยชิน เมื่อคุ้นเคยกับรสชาติแล้ว ก็เริ่มลดความเค็มลงอีกเรื่อยๆ จนกระทั่งใช้ให้น้อยที่สุด

ลดอาหารสำเร็จรูป โดยเฉพาะซุปกระป๋อง อาหารหมักดอง ของเค็มทั้งหลาย

เลิกนิสัยทานจุกจิกระหว่างวัน โดยเฉพาะขนมอบกรอบทั้งหลายที่ส่วนใหญ่มีส่วนผสมของเกลือ หรือนิสัยแทะบ๊วยเพราะกลัวปากว่าง นอกจากจะลดเกลือได้แล้ว อาจจะเป็นอีกทางที่ช่วยลดน้ำหนักด้วย

เวลาสั่งอาหารนอกบ้าน ให้ย้ำเสมอจนเป็นนิสัยว่า ?ไม่เค็ม?
โดยทั่วไปแล้ว ควรหลีกเลี่ยงร้านอาหารประเภทจานด่วน เพราะอาหารเกือบทุกอย่างมีปริมาณโซเดียมสูง

ถ้าคุณมีโรคความดันโลหิตสูง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานยาแก้ท้องเฟ้อ ยาแก้ไอ ยาระบาย และวิตามินซี ที่มีส่วนประกอบของโซเดียมแอสคอเบท เพราะตัวยาเหล่านี้มีส่วนผสมของโซเดียมสูง

เห็นไหมว่าผลร้ายมากมายจากเกลือที่เกินความต้องการของร่างกายรอคุณอยู่ไม่ไกล หากว่าคุณยังเป็นผู้ที่นิยมความเค็ม จากนี้ไปคุณคงอยากจะลดปริมาณน้ำปลาในอาหารจานโปรดของคุณลงบ้างแล้วล่ะสิ
บันทึกการเข้า
สาวอิเล็กทรอนิกส์
Sr. Member
****

คะแนนจิตพิสัย +50/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 307


try.to.dream@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #25 เมื่อ: 02 กรกฎาคม 2008, 02:33:51 am »



อย่าละเลยกับถุงพลาสติกและกล่องโฟมใส่อาหาร!!

ยุคใหม่ ค่ำลงทีไรคงได้เห็นใครต่อใครเดินถืออาหารใส่ถุง หรือบรรจุกล่องโฟมกลับไปรับประทานที่บ้านจนชินตา ทั้งๆ ที่รู้ว่าภาชนะเหล่านั้นมีสารพิษที่พร้อมจะ ปนเปื้อนกับอาหารที่เรารับประทานเข้าไป
        กว่าจะย่อยสลายได้ต้องใช้เวลานานหลายร้อยปีเลยทีเดียว ทำให้โลกเรายิ่งแย่ลงนะครับ และที่สำคัญ ยิ่งเป็นอันตรายต่อร่างกายเราอย่างยิ่ง นั่นก็คือ

     - สารพิษที่ว่าไล่ตั้งแต่ สาร "สไตรีน มอนอเมอร์" (Styrene Monomer) พบได้ในโฟมทุกประเภท และพลาสติกบางชนิด มีผลต่อร่างกายคือ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมและต่อมลูกหมาก ทำให้ระบบฮอร์โมนผิดปกติ มีปัญหาต่อต่อมไทรอยด์ และประจำเดือนในเพศหญิง ในหญิงตั้งครรภ์จะมีผลต่อโครโมโซมของเด็ก ทำให้เกล็ดเลือดต่ำ ต่อมน้ำเหลืองผิดปกติ อีกทั้งยังมีผลต่อระบบประสาท ทำให้อ่อนเพลีย หงุดหงิดง่าย และนอนหลับได้ยาก

     - นอกจากนี้ยังมีสาร "ไดออกซิน" (Dioxin) พบในพลาสติกบางประเภท มีผลต่อร่างกายเป็นสารก่อมะเร็งในปอด กระเพาะอาหารตับ ต่อมน้ำเหลือง และผิวหนัง มีผลต่อระบบการสืบพันธุ์ ในเพศชายทำให้มีตัวอสุจิน้อยลง ส่วนเพศหญิงรังไข่และมดลูกจะผิดปกติ ซึ่งทารกที่เกิดจากหญิงที่ได้รับสารชนิดนี้ปริมาณมากยังมีความเสี่ยงต่อความผิดปกติแรกเกิดด้วย

     - ขณะที่สาร "ไวนิล คลอไรด์ มอนอเมอร์" (Vinyl Chloride Monomer) ซึ่งพบในพลาสติกบางชนิดโดยเฉพาะพลาสติกพีวีซี (PVC) ยังมีผลต่อร่างกายอีกเช่น เป็นสารก่อมะเร็งตับ และจะปนเปื้อนกับอาหารมากขึ้นเมื่อนำไปบรรจุอาหารแช่แข็งหรือเย็นจัด เมื่อสัมผัสกับความร้อน เมื่อนำไปเข้าเตาไมโครเวฟ ตลอดจนใช้กับอาหารจำพวกไขมัน

     นางอุมา บริบูรณ์ นักวิทยาศาสตร์กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภค กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า สารดังกล่าวจะละลายได้ดีในอาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันและแอลกอฮอล์ เมื่อรับประทานเข้าสู่ร่างกายจะไปสะสมในสมองและใยประสาท โดยปริมาณที่ปนเปื้อนจะขึ้นอยู่กับชนิดของอาหาร ระยะเวลาสัมผัสกับอาหาร และอุณหภูมิของอาหาร

    ขณะเดียวกันบรรจุภัณฑ์ โฟมชานอ้อย ยังได้รับการรับรองจากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) แล้วตั้งแต่ ต.ค.2549 ปัจจุบันมีวางขายในห้างเทสโก้ โลตัส สาขาประเทศอังกฤษและสาขาในประเทศไทย

    สำหรับบรรจุภัณฑ์ดังกล่าวจะย่อยสลายด้วยการฝังกลบจนไม่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่าใน 45 วัน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม บรรจุอาหารร้อน เย็น และน้ำได้ ไม่ต้องใช้เยื่อไม้จากต้นไม้เพื่อผลิต ปลอดภัยจากสารปนเปื้อน ไม่มีสารคลอรีนตกค้าง ใช้กับเตาอบและไมโครเวฟได้



----------------------------------------------------------------------------------------------------------
เอ่ยถึง ?โยเกิร์ต? ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากนมชนิดหนึ่ง

คงเป็นที่คุ้นเคยกันดีสำหรับคนยุคนี้ที่ได้ยินได้ฟังโฆษณาโหมกระหน่ำถึง คุณประโยชน์ของอาหารจากผลิตภัณฑ์นมชนิดนี้ว่ามันดีต่อสุขภาพจริงๆนะ โดยเฉพาะสาวๆ ที่ไม่อยากอ้วน

ควรตระหนักว่าโยเกิร์ตที่มีจำหน่ายกันอยู่มากมายในท้องตลาดนั้น เป็นแค่ทางเลือกในการบริโภค ไม่ใช่อาหารหลัก และถ้าจะให้ดีต้องรู้จักวิธีเลือกซื้อด้วย นิตยสาร ?ฉลาดซื้อ? เดือนมีนาคม 2551 ของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค แนะนำเคล็ดลับเลือกซื้อโยเกิร์ตให้ได้คุณค่า ไว้ว่า

- ควรเลือกซื้อโยเกิร์ตที่มีวันผลิตใกล้เคียงกับวันที่ซื้อมากที่สุด หรือให้วันหมดอายุเหลือเวลานานหลายวัน

- เลือกซื้อรสธรรมชาติดีกว่าชนิดที่มีการปรุงแต่ง จะได้รับคุณค่าทางโภชนาการมากกว่า

- ถ้าอยากได้คุณค่าโปรตีนหรือแคลเซียม ควรเลือกดื่มนมสด (รสจืด) ดีกว่า เพราะราคาถูกและคุณค่าทางโภชนาการดีกว่า

- แม้จะเป็นโยเกิร์ตรสธรรมชาติ แต่ทุกยี่ห้อมีน้ำตาล การอ้างว่าไขมันต่ำหรือไม่มีไขมันไม่ได้หมายความว่าจะไม่ให้พลังงานแก่ร่างกาย โยเกิร์ต 1 ถ้วยที่นำมาทดสอบให้พลังงานระหว่าง 80-150 กิโลแคลอรี ถ้าอยากลดน้ำหนัก ให้กินอาหารหลักในปริมาณพอดีและงดโยเกิร์ตจะดีกว่า

- คนที่สุขภาพแข็งแรง และกินอาหารที่ดีมีประโยชน์อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องกินโยเกิร์ตก็ได้

ข้อสุดท้าย นมเปรี้ยวชนิดพร้อมดื่ม (UHT) ได้รับความนิยมมากที่สุดเพราะรสชาติอร่อย แต่ไม่แนะนำให้ซื้อ โดยเฉพาะกับเด็กวัยเติบโต

เพราะนำนมพร่องมันเนยหรือหางน้ำนมมาหมักด้วยจุลินทรีย์แล้วแต่งด้วยสี กลิ่น หรือน้ำผลไม้ เพื่อปรุงแต่งรสชาติ ปริมาณโปรตีนจะลดลงเพราะถูกเจือจางด้วยน้ำ และได้รับน้ำตาลทรายเพิ่มขึ้น เพื่อให้รสหวานถูกลิ้นคนไทย

บันทึกการเข้า
ฉัตร
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +17/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 786


Love love

CDK_2006@hotmail.com
อีเมล์
« ตอบ #26 เมื่อ: 02 กรกฎาคม 2008, 08:35:45 am »

 ตกใจมะบอกมะรู้เลย

อันตรายสุดๆๆ

แล้วมีอะไรที่สังเกได้บ้างว่าเป็นบ่อเกิดของเรื่องต่างๆอะ

พี่สาวสกนคร
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 กรกฎาคม 2008, 09:01:40 am โดย ฉัตร » บันทึกการเข้า
สาวอิเล็กทรอนิกส์
Sr. Member
****

คะแนนจิตพิสัย +50/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 307


try.to.dream@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #27 เมื่อ: 04 กรกฎาคม 2008, 08:01:27 am »

เปลี่ยนวิธีการรอาบน้ำเพื่อลดความปวดเมื่อย
การอาบน้ำเพื่อให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลายสำหรับเพื่อนๆที่ต้องนั่ง(หน้าคอม)เป็นเวลานานทุกๆ วันเป็นประจำคะ
วิธีการก็คือ .....อาบน้ำตอนเช้าจากที่เคยอาบน้ำอุ่นก็เปลี่ยนเป็นน้ำอุณหภูมิปกติถ้าเย็นได้ก็จะดีเพราะว่า
การอาบน้ำเย็นในตอนเช้าจะทำให้เรารู้สึกกระปี้กระเปร่าขี้น สำหรับตอนค่ำหรือก่อนนอนเราก็อาบน้ำด้วยน้ำอุ่นหรือถ้ามีอ่างก็แช่อ่างด้วยน้ำค่อนข้างร้อนนิดนึง
ก็จะดีมากๆเพราะน้ำอุ่นจะทำให้กล้ามเนื้อเราคลายตัวทำให้กล้ามเนื้อที่เกร็งมาทั้งวันผ่อนคลายคะสำหรับคนที่จะ
แช่น้ำในอ่างตอนแรกอาจจะรู้สึกร้อนนิดหน่อยแต่พอเรากลั้นใจลงไปแช่แล้วจะรู้สึกได้ว่าร่างกายเราเริ่มปลับเข้า
กับอุณหภูมิของน้ำแล้วจะไม่อยากให้น้ำมันเย็นเลยหละคะลองทำดูนะคะเพื่อนๆเราทำทุกวันคะรู้สึกว่าไม่ค่อยทรมานเหมือนเมื่อก่อนดีขึ้นเยอะเลย


ยิ้มกว้างๆแต่..ไม่ใช่ไปลงอ่างแบบคุณผุ้ชายชอบทำกันนะ ...ได้อาบแน่ แต่เป็นอาบเลือดเวลากลับบ้านมา 555

ผิวสวยด้วยน้ำแบบง่ายๆๆ

ดื่มน้ำเฉพาะตอนที่คอแห้ง เพื่อดับกระหาย หรือดื่มระหว่างทานอาหารเท่านั้น คงยังไม่เพียงพอ!! ถ้าอยากผิวสวยและสุขภาพดี แบบไม่ต้องลงทุนซื้อครีมบำรุงกระปุกละเป็นหมื่น ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดื่มน้ำกันใหม่ ด้วย 7 เทคนิคการดื่มน้ำสไตล์เอเวียงจากฝรั่งเศส

เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการดื่มน้ำ
ลองดื่มน้ำแร่ธรรมชาติให้ได้วันละ 2 ลิตร ติดต่อกันเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำบริสุทธิ์ในปริมาณที่ต้องการ และคุณจะสังเกตเห็นความแตกต่าง น้ำไม่เพียงจะช่วยให้ผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่ง แต่ยังควบคุมอุณหภูมิในร่างกายให้เหมาะสม, ช่วยย่อยและดูดซึมอาหาร รวมทั้งขับของเสียไปตามกระแสเลือด


วางน้ำดื่มไว้ข้างเตียงก่อนเข้านอน
ถ้าตื่นขึ้นมากลางดึก จะได้เทน้ำดื่มสักแก้ว เพื่อเพิ่มความสดชื่นให้ร่างกาย และช่วยให้สามารถนอนหลับต่อได้อย่างง่ายดาย

พกพาน้ำดื่มติดตัวไปทุกที่
ทั้งในรถ, ระหว่างการเดินทาง, เวลานั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ หรือตอนดู ทีวี การดื่มน้ำให้ติดเป็นนิสัยจะทำให้สุขภาพดี

ดื่มน้ำจากขวดให้ได้บ่อยที่สุด
เป็นวิธีที่ดีในการเพิ่มปริมาณการดื่มน้ำของคุณ เพราะทำให้ดื่มง่ายและสะดวกต่อการพกพา

ดื่มน้ำให้สม่ำเสมอเมื่อเล่นกีฬา
โดยดื่มน้ำก่อนและระหว่างการออกกำลังกาย นอกจากนี้ ยังควรดื่มน้ำหลังจากเล่นกีฬาในปริมาณที่มากพอ เพื่อชดเชยการเสียเหงื่อของร่างกาย

ไดเอตด้วยน้ำ ดื่มน้ำ 1 แก้ว
ก่อนรับประทานอาหารกลางวัน จะช่วยลดอาการหิว และควบคุมปริมาณการทานอาหาร

ดื่มน้ำหลังอาหารกลางวัน
ช่วยให้สามารถหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแคลอรีสูงประเภทอื่นๆได้.

ปฎิบัติง่ายๆ ทำด้วยตนเอง ไม่ต้องพึ่งพาเครื่องมือหรืออาหารเสริมแพงๆเลยน้ะค่ะ....
บันทึกการเข้า
สาวอิเล็กทรอนิกส์
Sr. Member
****

คะแนนจิตพิสัย +50/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 307


try.to.dream@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #28 เมื่อ: 10 กรกฎาคม 2008, 07:22:05 am »

สภาวิจัยแห่งชาติสหรัฐอเมริกาได้ให้คำแนะนำในการกิน เพื่อป้องกันการเป็นมะเร็งไว้ 6 ข้อสั้น ๆ คือ

>1.งด เครื่องดื่มมึนเมา

>ให้เลิกดื่มเหล้า เบียร์ รวมทั้งไวน์ เพราะผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มพวกนี้จัด
>มักเป็นมะเร็งลำไส้ และมะเร็งตับควบคู่ไปด้วย และถ้าหากสูบบุหรี่อีกด้วย พิษบุหรี่และพิษเหล้าจะเสริมให้เกิดสารพัดมะเร็งได้เร็วขึ้น !

>2.ลด ไขมัน

>สภาวิจัยฯแนะนำว่าพลังจากจากไขมันต้องไม่เกินร้อยละ 30
>ของพลังงานที่ได้รับจากอาหารต่อวัน ผู้ที่บริโภคไขมันสูง
>จะมีโอกาสเป็นมะเร็งสูงขึ้น หากไม่ทราบว่าจะต้องคำนวณอย่างไรก็ขอให้ลดไขมันทุกชนิด
>ไม่ว่าจะเป็นไขมัน! หรือน้ำมันพืช
>ไขมันจาก!ยิ่งถือว่าเป็นตัวร้าย ส่วนน้ำมันพืช รับประทานมากไปก็ไม่ดี
>หากยังชอบรับประทานน้ำมันพืช
>ควรเลือกที่มีวิตามินอีสูงเพราะลดมะเร็งได้
>
>3.เพิ่มผักและผลไม้

>พืชผักมีวิตามินซี วิตามินอี เบตาแคโรทีน ซึ่งเป็นสารต้านออกซิเดชัน
>ป้องกันการเกิดมะเร็ง

>4.เลี่ยง อาหารหมักดองปิ้งย่าง

>กระบวนการหมัก ดอง ปิ้ง ย่าง จะเร่งให้เกิดสารก่อมะเร็ง อีกประการคือการหมัก ดอง
>มักจะมีการเติมสารที่อาจก่อมะเร็งได้

>5.เลี่ยงสารปนเปื้อน

>หากรู้ว่าอาหารชนิดไหนที่เติมสารกันบูด ปนเปื้อนยาฆ่าแมลง สีผสมอาหารที่ไม่ถูกต้อง
>และสารพิษปนเปื้อนมาจากเชื้อราหรือแบคทีเรีย ขอให้เลี่ยงไว้ให้ไกล
>
>6.เลี่ยงสารก่อกลายพันธุ์

>สารเคมีบางชนิดในอาหารที่เป็นสารก่อกลายพันธุ์อาจเปลี่ยนเป็นสารก่อมะเร็งขึ้นได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง
>สารก่อกลายพันธุ์ตัวหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์รู้จักดีคือ เกอร์เซทิน
บันทึกการเข้า
แดงคนดี
Living In Lebanon
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนจิตพิสัย +106/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14177


~สาวสกลนคร~

daeng.navy22@hotmail.com
เว็บไซต์
« ตอบ #29 เมื่อ: 24 ตุลาคม 2008, 06:57:52 am »


"ถนอมสายตาด้วยวิธีธรรมชาติ"
เมื่อพูดถึงการดูแลผิว ไม่ว่าผิวส่วนไหน ก็แน่นอนอยู่แล้วค่ะว่าจะต้องเกี่ยวพันกับสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้แต่ผิวรอบดวงตา ที่เมื่อใดที่เราเริ่มมีปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะเมื่อร่างกายเกิดอาการ ธาตุไฟไม่สมดุล ผิวบริเวณนี้จะได้รับผลกระทบก่อนใครเพื่อนเลยทีเดียว

อาการธาตุไฟไม่สมดุลนี้ สามารถเกิดขึ้นได้ง่าย โดยสิ่งกระตุ้นจากอากาศและสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่รายล้อมอยู่รอบตัวเรา รวมไปทั้งปัจจัยความเครียด และความเหนื่อยล้าจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ เป็นสาเหตุสำคัญที่จะทำให้บริเวณรอบๆดวงตาเป็นรอยหมองคล้ำและบวมแดง เห็นได้ชัดกว่าผิวบริเวณอื่น

เพราะผิวส่วนนี้มีความละเอียดอ่อนและบอบบางมากกว่าผิวบริเวณอื่นๆ และยังเป็นบริเวณที่มีเส้นประสาทและเซลล์ต่างๆอยู่เป็นจำนวนมาก จึงถูกทำร้ายได้ง่าย ซ้ำร้ายยังไวต่อการร่วงโรยเป็นพิเศษซะอีกด้วย และบางที การที่คุณทำความสะอาดผิวหรือเมคอัพรอบดวงตาอย่างไม่ระวัดระวังหรือหนักมือเกินไป ก็เป็นการทำร้ายผิวได้พอๆกันค่ะ

ปัจจุบันนี้ แม้ว่าจะมีผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลรอบดวงตาโดยเฉพาะ แต่ถึงอย่างไร เราก็ยังต้องพึ่งการดูแลด้วยธรรมชาติควบคู่ไปพร้อมๆกัน ซึ่งในเรื่องนี้ นายแพทย์แอนดรูว์ ไวล์ จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด

ได้ร่วมกับผลิตภัณฑ์ออริจินส์ มาให้คำแนะนำถึงในการดูแลสุขภาพผิวรอบดวงตา โดยเน้นเรื่องการดูแลสุขภาพโดยผสมผสานเอาวิธีธรรมชาติเข้าไปด้วย ผมคิดว่า แนวความคิดในเรื่องการดูแลสุขภาพด้วยการผสมสานวิธีธรรมชาติเข้าไปด้วยนั้น มีข้อเด่นคือ คุณเป็นผู้กุมบังเหียนสุขภาพของตัวเองไว้ในมือ คุณจะรู้อย่างแน่ชัดว่า สิ่งที่คุณกินหรือทำนั้น ก่อผลต่อสุขภาพอย่างไร

วิธีการดูแลสุขภาพผิวรอบดวงตาที่คุณหมอแนะนำ ก็มีอยู่หลายข้อทีเดียวค่ะ ซึ่งเราสามารถนำไปปฏิบัติกับตัวเองได้อย่างง่ายๆ


เคล็ดลับคงความอ่อนเยาว์ให้ดวงตาดูสวยสดใส

- ควรตรวจสุขภาพตาเป็นประจำทุกๆ 2 - 4 ปี แต่สำหรับผู้ที่อายุ 65 ปีขึ้นไปแล้ว ควรจะตรวจให้บ่อยขึ้นคือทุกๆ 1 - 2 ปี

- สำหรับผู้ที่ต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นประจำ ควรเริ่มฝึกนิสัยในการพักสายตา โดยการมองออกไปไกลๆ ทุกๆ 10 15 นาที

- ควรสวมแว่นตาดำที่สามารถปกป้องและกรองแสงยูวีได้ ทุกครั้งที่ต้องออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งที่มีแดดจัดจ้า

- ปกป้องและระวังไม่ให้ดวงตาสัมผัสกับควันและฝุ่นละอองต่างๆโดยตรง
 
อาหารเสริมเพื่อดวงตาสดใส

- รับประทานผัก ผลไม้ ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ (Anti Oxidant) ในปริมาณสูง เช่น ผลบลูเบอร์รี่ ผักใบเขียว และแครอท

ซึ่งจะช่วยลดอันตรายจากอนุมูลอิสระในแสงแดดที่ทำลายจอตา และช่วยลดปัญหาตาบอดจากจอประสาทตาเสื่อมได้ อีกทั้งช่วยให้สายตาทำงานดีขึ้นในที่มืด และมีความไวในที่แสงน้อยๆดีกว่า

- รับประทานผักที่มีสารลูทีน (Lutien) และซีแซนทีน (Zeaxanthin) ซึ่งเป็นสารแคโรทีนอยด์ชนิดหนึ่ง มีสีเหลือง พบมากในพืชผักที่มีสีเหลืองและสีเขียวเข้ม เช่น ผลอะโวคาโด บร็อคโคลี่ ข้าวโพด ฟักทอง ผักโขม และผักกวางตุ้ง

เหล่านี้ล้วนเป็นสารธรรมชาติที่พบมากในตาบริเวณจุดรับภาพและจอประสาทตา ทำหน้าที่ช่วยกรอง หรือป้องกันรังสีจากแสงแดด ช่วยปกป้องเซลล์ของจอประสาทตา ไม่ให้ถูกทำลาย โดยการต้านอนุมูลอิสระพร้อมทั้งกรองแสงสีน้ำเงินที่จะทำลายดวงตา
 
- รับประทานสารสกัดของโอเมก้า 3 หรือรับประทานปลาชนิดต่างๆ

เคล็ดลับการนวดกดจุดเพื่อผ่อนคลายบริเวณรอบดวงตา

1. ใช้ปลายนิ้วชี้ กลาง และนาง ยืดคิ้วออกทางด้านข้าง 3 ครั้ง

2. ใช้นิ้วกลางของทั้งสองข้าง หมุนวนรอบดวงตาพร้อมๆกัน ในลักษณะวนตามเข็มนาฬิกา และแต่ละครั้งให้หยุดกดที่บริเวณหัวคิ้ว ทำแบบนี้ซ้ำทั้งหมด 60 รอบ

3. ใช้นิ้วกลางกดจุดไล่ตั้งแต่หัวคิ้วไปถึงขมับ 3 รอบ

4. กดจุดไล่ลงมาที่บริเวณใต้ตา ไล่ตั้งแต่หัวตาไปถึงหางตา 3 รอบ

5. ใช้นิ้วกลางนวดที่บริเวณขมับ หมุนเป็นรูปเลขแปด ทำซ้ำทั้งหมด 6 รอบ

6. ทำซ้ำข้อ 2 - 5 ทั้งหมด 3 รอบ

7. นำมือทั้งสองข้างปิดที่ดวงตา โดยลากน้ำหนักลงที่ปลายนิ้ว ออกไปที่ด้านข้างกรอบหน้า แล้วจึงค่อยๆ ยกฝ่ามือออกจากใบหน้า




 
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24 ตุลาคม 2008, 06:59:41 am โดย d@eng » บันทึกการเข้า

หน้า: 1 [2] 3   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: