หน้าแรกบอร์ด
ช่วยเหลือ
ค้นหา
ปฏิทิน
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก
» ยินดีต้อนรับคุณ,
บุคคลทั่วไป
กรุณา
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว:
เนื่องจาก มีการปรับปรุ่งกระดานสนทนาเป็นเวอร์ชั่นใหม่ 1.1.14 อาจมีสมาชิกบางท่านมีปัญหาเรื่องเข้าใช้งาน กรุณาติดต่อที่ webmaster ขออภัยในความไม่สะดวก :
plaraa@gmail.com
บ้านเลขที่ 22
>
มุมเม๊าส์ชาว 22
>
มุม วาไรตี้
>
เรื่องราวใกล้ตัวคุณที่ควรระวัง *จากคนไกล มอบให้คุณ
หน้า: [
1
]
2
3
ลงล่าง
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
พิมพ์
ผู้เขียน
หัวข้อ: เรื่องราวใกล้ตัวคุณที่ควรระวัง *จากคนไกล มอบให้คุณ (อ่าน 4770 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
สาวอิเล็กทรอนิกส์
Sr. Member
คะแนนจิตพิสัย +50/-0
ออฟไลน์
กระทู้: 307
เรื่องราวใกล้ตัวคุณที่ควรระวัง *จากคนไกล มอบให้คุณ
«
เมื่อ:
21 มีนาคม 2008, 09:31:38 am »
♥♥♥♥♥♥♥
ด้วยความรักความห่วงใยที่มีต่อชาวนาวี22 และ ผู้ที่มาเข้าชมเว๊บนาวี22 เสมอมา
ความผูกพัน....จึงกลายเป็นความห่วงใย.....อยากดูแล...แม้จะอยู่แสนไกลคนละฟากฟ้าแค่....*ความหวังดี และ ความคิดถึง มีให้ ทุกคน ตลอดไป ...ทุกเรื่องทุกข้อความ...ทุกเรื่องราวที่จะสรรหามาฝาก.....จากใจนะ ♥
รักชาวเว๊บนาวี22 เสมอ ค่ะ
♥♥♥♥♥♥♥♥
♥♥♥♥♥♥♥♥
ล้างพิษใน 1 วัน..ที่คุณทำเองได้
♥♥
คงจะรู้กันมาบ้างแล้วว่าการล้างสารพิษที่หมักหมมในตัวออกไป จะทำให้ร่างกายแข็งแรง เลือดลมเดินสะดวก ถ้าทำเป็นประจำก็จะช่วยฟื้นฟูสุขภาพและรักษาโรคร้ายแรงอย่างมะเร็ง โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หอบหืด เบาหวาน รวมทั้งลดความอ้วนได้ด้วย
หัวใจสำคัญในการล้างพิษใน 1 วัน คือ จะต้องกินให้ได้แคลอรี่น้อยกว่า 800 กิโลกรัม เพื่อให้ระบบย่อยและตับได้พัก ต่อจากนั้นตับจะขับสารพิษออกมาได้และอาหารที่คุณจะทานในวันนั้นจะต้องไม่มีเนื้อสัตว์เข้ามาปะปนเด็ดขาด เข้าใจกันดีแล้ว ต่อไปเรามาเข้าสู่กระบวนการล้างสารพิษกันเลยดีกว่า
1. เลือกผลไม้ที่คุณชอบมา 1 อย่าง เช่น มะละกอ ฝรั่ง แคนตาลูป แอปเปิ้ลส้มโอ ชมพู่ มะม่วง ฯลฯ ยกเว้นอยู่ 2อย่างคือ ทุเรียนและสับปะรด เพราะทุเรียนมีแคลอรีสูงเกินไปและย่อยยาก ทานแล้วจะเป็นภาระกับระบบย่อย ส่วน สับปะรดนั้นมีกรดสูงมาก ถ้ากินทั้งวันท้องก็จะอืดได้
2. ทานแต่ผลไม้ชนิดเดียวตลอดทั้งวัน โดยอาจจะปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ เช่น ถ้าเลือกมะละกอก็อาจจะทานเป็นเนื้อมะละสุก หรือส้มตำ(มะละกอดิบ) ที่ใส่แต่มะละกอกับน้ำปลามะนาวเท่านั้น ไม่ใส่เครื่องประกอบอย่างอื่นเด็ดขาด
3. พอมาถึงมื้อกลางวันก็ทานมะละกออีก แต่อาจจะเป็นน้ำมะละกอปั่นใส่น้ำตาลน้อยที่สุด หรือน้ำมะละกอคั้นสดก็ได้
4. มื้อเย็นก็ยังต้องทานมะละกออีกครั้งเป็นมื้อสุดท้ายของวัน โดยอาจจะบีบมะนาวลงไปด้วยนิดหน่อยเพื่อเพิ่มรสชาติให้ไม่เลี่ยนเกินไป
5. วันรุ่งขึ้นก่อนที่จะเริ่มมื้อเช้า คุณจะต้องดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นประมาณ 2 ขวดก่อน เพราะเมื่อเราล้างสารพิษ ตับจะขับสารพิษให้มารวมกันอยู่ที่ลำไส้เล็กส่วนต้น จึงต้องดื่มน้ำอุ่นผสมมะนาวเข้าไปกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัว เพื่อให้สารพิษถูกดันออกมากับอุจจาระ หลังจากที่ดื่มน้ำอุ่นแล้วคุณจะรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำทันที แต่ถ้าไม่มีการดื่มน้ำกระตุ้นและไปทานอาหารเช้า สารพิษก็จะถูกดูดกลับเข้าไปในกระแสเลือดเหมือนเดิม ทำให้การอดอาหารล้างพิษของเราต้องเสียเปล่าไป
วิธีเตรียมน้ำอุ่นผสมมะนาว
อุปกรณ์
ขวดน้ำขนาด 1 ลิตร 2 ขวด
มะนาว 4 ลูก
เกลือป่น 2ช้นชา แต่ห้ามใช้เกลือไอโอดีน
วิธีทำ
ใส่น้ำดื่มให้เต็มขวดจากนั้นบีบมะนาวใส่ลงไปขวดละ 2 ลูกและเกลือ 1 ช้อนชา เขย่าให้เข้ากัน
มะนาวจะไปกระตุ้นให้ลำไส้ทำงาน ส่วนเกลือก็จะช่วยอุ้มน้ำไว้ไม่ให้ถูกร่างกายดูดซึมไปหมด น้ำจะได้เหลือไปจนถึงทวารหนักเพื่อขับอุจจาระ
หลังจากดื่มน้ำมะนาวประมาณ 10-20 นาที คุณจะรู้สึกปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำ นั่นคือาการปกติ หลังจากถ่ายท้องเรียบร้อยแล้วก็เริ่มทานอาหารได้
กระบวนการล้างพิษจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นถ้าหากทำเป็นประจำสัก 2 อาทิตย์ต่อหนึ่งครั้ง
บันทึกการเข้า
สาวอิเล็กทรอนิกส์
Sr. Member
คะแนนจิตพิสัย +50/-0
ออฟไลน์
กระทู้: 307
เรื่องราวใกล้ตัวคุณที่ควรระวัง **ดื่มน้ำเมื่อท้องว่าง ดีอย่างไร?*
«
ตอบ #1 เมื่อ:
21 มีนาคม 2008, 09:37:19 am »
การดื่มน้ำเมื่อท้องว่างผ่านกระเพาะ
เพื่อรักษาสุขภาพที่ดี
ในประเทศญี่ปุ่นทุกวันนี้เป็นที่นิยมการดื่มน้ำทันทีหลังตื่นนอนตอนเช้า (ก่อนแปรงฟัน) เพื่อการรักษาสุขภาพที่ดี มีการทดลองทางวิทยาศาสตร์ พบว่าน้ำ สามารถใช้ชะลอความแก่ และสามารถบำบัดรักษาโรคได้ เราสามารถใช้น้ำเพื่อบำบัดรักษาโรคได้หลายโรค มีการพิสูจน์จนยอมรับว่าสามารถบำบัดรักษาโรคเหล่านี้ได้ผล 100% (ค่อยเป็นค่อยไป ต้องใช้ระยะเวลา) ปวดหัว ปวดตามตัว โรคระบบหัวใจ โรคไขข้ออักเสบ โรคหัวใจเต้นเร็วโรคลมบ้าหมู โรคอ้วน โรคหลอดลมอักเสบ โรคหืด วัณโรค อาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ไขสันหลังอักเสบ โรคไต และยูริก โรคแสลงคลื่นไส้ต่างๆโรคกระเพาะ โรคท้องร่วง โรคริดสีดวง โรคเบาหวาน โรคอาการท้องผูก โรคตา โรคภายในสตรี มะเร็ง และรอบเดือนไม่ปกติ โรคคอ หู จมูก
วิธีการรักษาปฏิบัติดังนี้
1. ตื่นนอนตอนเช้า ก่อนแปรงฟัน ให้ดื่มน้ำ 4 แก้ว (640 ซีซี)
2. หลังจากนั้นสามารถแปรงฟันและล้างหน้าได้ แต่ต้องไม่ดื่ม หรือรับประทานอะไรจนกว่า 45 นาทีผ่านไป จึงจะรับประทานได้ตามปกติ
3. หลังรับประทานอาหารเช้า กลางวัน เย็น ไปแล้วไปแล้ว 15 นาที ไม่ควรดื่มน้ำหรือรับประทานอะไร จนกว่า 2 ชั่วโมงผ่านไป
4. ผู้ป่วย หรือคนชรา ที่ไม่สามารถดื่มน้ำ 4 แก้ว ก็ให้ค่อยๆ ดื่ม ค่อยเป็นค่อยไปเรื่อยๆจนได้ครบ 4 แก้ว
ข้อปฏิบัติ 4 ข้อดังกล่าว จะทำให้ท่านบำบัดรักษาโรคที่เป็นอยู่ค่อยๆเบาและหายขาดได้ในที่สุด ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น และไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่อาจปัสสาวะบ่อยขึ้น แลหลังดื่มน้ำไปแล้วประมาณ 1-2 ชั่วโมง จะปวดปัสสาวะ
จากสถิติข้อมูลโรคที่บำบัดรักษา ทำให้หายได้ภายในเวลา ดังนี้
1. โรคความดันโลหิตสูง 30 วัน
2. โรคกระเพาะ 10 วัน
3. โรคเบาหวาน 30 วัน
4. โรคท้องผูก 10 วัน
5. โรคมะเร็ง 180 วัน
6. โรควัณโรค 90 วัน
7. โรคไขข้ออักเสบจะเห็นผลภายใน 3 วัน
ป.ล...หลายๆคนอาจทราบมาบ้างแล้วแต่ ปฏิบัติบ้างนะค๊ะขอบคุณค่ะ ห่วงใยเสมอ
♥♥♥♥
บันทึกการเข้า
สาวอิเล็กทรอนิกส์
Sr. Member
คะแนนจิตพิสัย +50/-0
ออฟไลน์
กระทู้: 307
เรื่องราวใกล้ตัวคุณที่ควรระวัง *~ถ้าไม่อยากเป็นมะเร็ง อย่ากิน+ควรกินอะไร??~
«
ตอบ #2 เมื่อ:
21 มีนาคม 2008, 09:40:54 am »
♥♥
อย่ากินเด็ดขาด
-
ของเค็ม ของดอง ของรมควัน ปิ้งย่างทั้งหลาย โดยเฉพาะที่ทำมาจากเนื้อสัตว์เด็ดขาด
- เนื้อสัตว์ที่ทำกันมาเพื่อให้เก็บกินได้นานๆ พวก แฮม ไส้กรอก เบคอน ซาลามี่ พวกนี้จะไปสะสมเกิดมะเร็งในช่องท้องได้
- จำไว้เลยว่าของกินอะไรที่กึ่งดิบกึ่งสุกและดำ เช่น แหนมย่าง ตับไก่ปิ้งก่อให้เกิดมะเร็งแน่นอน
- เนื้อสัตว์ที่ย่างแบบ "สุกสุด" หรือที่ภาษาอังกฤษเขาใช้ว่า "Well Done"ก็เพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมได้เหมือนกัน
- อย่าสูดดมควันอาหารปิ้งย่างเด็ดขาด
ควรกินด่วน
- ด็อคเตอร์แอนดรูว์ ไวล์ นักธรรมชาติบำบัดของอเมริกา ท่านศึกษาเรื่องเห็ดมาอย่างยาวนาน แนะนำว่าเห็ดในประเทศแถบเอเชียนี่ล่ะ กินแล้วป้องกันมะเร็งได้ ถ้าหาได้ในบ้านเราก็ต้อง "เห็ดโคน" ส่วนใครมีงบมากหน่อยก็ลอง "เห็ดชิตาเกะ" ของญี่ปุ่นดู
- พวกพืชผลไม้ในกลุ่มสีเหลืองส้ม จะมีคุณสมบัติป้องกันมะเร็งได้หลายชนิด เราก็กินพวกมะม่วงสุก ข้าวโพด แครอท ก็แล้วกัน
- กินวิตามินอี 80 มิลลิกรัมต่อวัน เลือกอันที่เขาระบุว่ามีทั้งสาร Tocopherols และ Tocotrienols อย่างละ 4 ตัว และควรกินกับอาหารมื้อใหญ่หน่อย เพราะวิตามินอีต้องการให้ไขมันดูดซับไปด้วย
- กินวิตามินซี 200 มิลลิกรัมต่อวันก็พอ ไม่ต้องกินมากกว่านั้นเพราะร่างกายก็ขับออกอยู่ดี
- กินแร่ธาตุเซเลเนียม 100-200 ไม่โครกรัมต่อวัน จะกินน้อยกว่าวิตามินอีและซี
♥♥♥♥
บันทึกการเข้า
สาวอิเล็กทรอนิกส์
Sr. Member
คะแนนจิตพิสัย +50/-0
ออฟไลน์
กระทู้: 307
เรื่องราวใกล้ตัวคุณที่ควรระวัง *~ไม่อยากเป็นโรคสมองเสื่อม ต้องควบคุมอย่างไร
«
ตอบ #3 เมื่อ:
21 มีนาคม 2008, 09:44:06 am »
♥♥♥♥
นักวิทยาศาสตร์พบว่าผู้ที่ถือศีลกินเพล มีจิตใจสะอาด ควบคุมตนเองได้ มักจะไม่ค่อยเป็นโรคสมองเสื่อมกัน
นักวิทยาศาสตร์ของศูนย์แพทย์มหาวิทยาลัยรัช ที่นครชิคาโก สหรัฐอเมริกาได้ศึกษากับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนางชี นักบวชกับพี่น้อง เรือนพันคน โดยได้ให้คำจำกัด ความของผู้ที่มีสติสัมปชัญญะว่า เป็นผู้ที่สามารถควบคุมกิเลสตัณหาได้ดี ได้รับการยกย่องว่าเป็นที่เชื่อถือไว้ใจได้
หัวหน้าคณะ ดร.โรเบิร์ต วิลสัน ได้ขอให้สมาชิกในกลุ่มตัวอย่างเหล่านั้น ให้คะแนนตัวเองตามแบบสอบถาม รวมทั้งทำการตรวจร่างกายและทางประสาทวิทยา เช่น การทดสอบสมรรถภาพทางสมองด้วย
รายงานผลการศึกษาเปิดเผยในวารสารวิชาการ จิตเวชศาสตร์ทั่วไป พบว่าผู้ที่ได้คะแนนเกิน 40% อันเป็นคะแนนเฉลี่ย มีโอกาสจะเป็นโรคสมองเสื่อมน้อยกว่า ผู้ที่มีคะแนนเพียง 10% ถึง 89%
นักวิจัยยอมรับว่า ยังไม่เข้าใจว่า เหตุใดผู้ที่มีสติสัมปชัญญะดีถึงไม่ค่อยเป็นโรค แต่เชื่อว่าอาจจะเป็นเพราะว่าเขาเหล่านี้ เป็นคนปรับตัวได้ง่าย และเผชิญกับอุปสรรคต่างๆในชีวิตได้ดี
แต่ทางด้านศาสตราจารย์ไคลว์ บอลลาร์ด ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยโรคสมองเสื่อม ให้ความเห็นว่า การศึกษานี้ทำกับคนกลุ่มเดียวเท่านั้น ไม่ได้ทำครอบคลุมผู้คนทั้งหมด และที่สำคัญก็คือไม่มีใครจะประพฤติตนแบบนางชีกันได้ทุกคน และยังมีวิธีปฏิบัติตนอย่างอื่นที่จะหลีกเลี่ยงโรคอีกด้วย เพราะหากรักษาหัวใจให้มีสุขภาพดี ก็จะช่วยให้สุขภาพของสมองดีไปด้วย เป็นเรื่องสำคัญที่จะกินอยู่ให้ถูกอนามัย รักษาตัวให้กระฉับกระเฉง และหมั่นระวังอย่าให้พุงโต
บันทึกการเข้า
สาวอิเล็กทรอนิกส์
Sr. Member
คะแนนจิตพิสัย +50/-0
ออฟไลน์
กระทู้: 307
เรื่องราวใกล้ตัวคุณที่ควรระวัง *~สำหรับคนที่ชอบกินน้ำเย็นโดยเฉพาะ~
«
ตอบ #4 เมื่อ:
21 มีนาคม 2008, 09:47:05 am »
♥♥♥
เวลาได้กินน้ำเย็นๆ ซักแก้วหลังอาหารรู้สึกมันชื่นใจดีใช่มั้ยครับ แต่ว่า น้ำเย็นจะทำให้ไขมันที่คุณเพิ่งกินเข้าไปเมื่อกี๊จับตัวเป็นไขขึ้นมา
ซึ่งจะส่งผลให้การย่อยอาหารช้าลง ถ้าคราบไขมันเหล่านี้ไปทำปฏิกิริยากับกรด มันจะแตกตัวแล้วจะถูกดูดซึมไปที่ลำไส้ ไขมันที่แตกตัวนี้จะดูดซึมได้เร็วกว่าอาหารทั่วไป แล้วก็จะเริ่มเคลือบลำไส้ของเราไว้ (ด้านใน) ในไม่ช้า มันก็จะแปรสภาพเป็นไขมันก้อนๆ และเป็นบ่อเกิดของมะเร็งในที่สุด ดังนั้น ควรดื่มน้ำอุ่นหลังอาหารดีกว่า
ขอเพิ่มเติมนิดค่ะ
น้ำ กับ โค้ก
ถ้าท่านรู้เรื่องนี้
ท่านจะดื่มน้ำมากขึ้น เพราะน้ำเป็นส่วนสำคัญของร่างกาย 75%
มีงานวิจัยพบว่าในคน 100 คน
ที่ดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว จะช่วยให้คน 80 คนลดอาการปวดหลังปวดข้อลงได้
ดื่มน้ำวันละ 5
แก้วลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งของลำไส้ใหญ่ได้ถึง 45 % มะเร็งเต้านมได้ 79%
และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้เกือบ 50%
ทีนี้มาลองรู้จักน้ำ 'โค้ก'
กันหน่อย แน่นอนโค้กรสชาติยอดเยี่ยม
แต่ตำรวจทางหลวงจะบรรทุกโค้ก 2
แกลลอนในช่องท้ายรถเพื่อเวลามีรถชนกันสามารถเอา 'น้ำโค้ก'
ล้างเลือดบนถนนได้เกลี้ยงเกลา
ถ้าเอา T-bone steak
ใส่ในชามกะละมังที่มีน้ำโค้กเต็ม จะพบว่าจะถูกละลายไปหมดใน2 วัน
ุ
รินโค้ก 1 กระป๋องลงในโถส้วมทิ้งไว้
1 ชั่วโมงแล้วชักโครกกรดซิตริกในโค้กจะล้างคราบสกปรกในโถส้วมได้สะอาด
ถ้าต้องการกัดสนิมที่กันชนชุมโครเมี่ยมของรถ ให้เอาที่ขัดที่ทำด้วย foil
ชุบโค้ก ขัดสนิมจะออกหมด
ุ
ถ้าจะล้างทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่ที่มีคราบกรดเกลือเกาะขาวๆ
ให้เทน้ำโค้ก ฟองจะกัดคราบขาวออกได้หมด ถ้าจุดขวดติดแน่น งัดไม่ออก
เอาผ้าชุบน้ำโค้กหุ้มไว้หลายๆ นาที จะบิดจุดขวดออกได้โดยง่าย
ุ
ถ้าจะปิ้ง moist ham ให้เทโค้ก 1
กระป๋อง เทลงในกระทะ ห่อแฮมด้วยอะลูมิเนียมฟอล์ยแล้วปิ้ง 30 นาที
ุ
ก่อนแฮมจะสุก แกะฟอล์ยออก
ปล่อยให้น้ำเนื้อหยดลงไปผสมกับน้ำโค้กในกระทะ ท่านจะได้น้ำเกรวี่สีน้ำตาล
การล้างคราบไขมันจากเสื้อผ้า
ให้ใช้น้ำโค้ก 1 กระป๋อง ผสมกับผงซักฟอกในปริมาณที่จะใส่ในเครื่องซัก
ุ
ปล่อยให้ซักด้วยเครื่องตามปกติ
โค้กจะช่วยกำจัดคราบไขมันได้สะอาดหมดจด
ุ
ท่านสามารถผสมโค้ก
ลงในน้ำล้างกระจกรถยนต์ ฟอสฟอริคแอซิดในโค้ก จะช่วยทำความสะอาดกระจกได้ดี
น้ำโค้กมี pH 2.8
ถ้าตัดเล็บแช่ในน้ำโค้ก 4 วัน จะละลายหมด
ุ
เวลาขนย้ายน้ำโค้กเข้มข้นเพื่อส่งตามโรงงานทั่วโลก
ที่รถ truck จะต้องติดป้ายไว้ว่า 'มีวัตถุที่มีกรดกัดกร่อนได้ เป็นอันตราย'
บริษัทขายน้ำโค้ก
ใช้น้ำโค้กทำความสะอาดเครื่องยนต์ของรถ truck มานานประมาณ 20 ปีแล้ว
ท่านยังอยากดื่ม โค้ก
หรือดื่มน้ำกัน เลือกเอาเอง
♥♥♥
บันทึกการเข้า
สาวอิเล็กทรอนิกส์
Sr. Member
คะแนนจิตพิสัย +50/-0
ออฟไลน์
กระทู้: 307
เรื่องราวใกล้ตัวคุณที่ควรระวัง *~7 สิ่งที่ไม่ควรทำทันทีหลังการทานอาหาร~
«
ตอบ #5 เมื่อ:
21 มีนาคม 2008, 09:49:54 am »
7 สิ่งที่ไม่ควรทำทันทีหลังการทานอาหาร
1. อย่าสูบบุหรี่ !!
จากผลการทดลองของผู้เชี่ยวชาญพบว่า การสูบบุหรี่หลังอาหาร เทียบได้กับการสูบบุหรี่ยามปกติถึง 10 มวน (ทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งมากขึ้น ซึ่งสูบปกติก็มีโอกาสเป็นอยู่แล้ว)
2. อย่ากินผลไม้ทันทีหลังอาหาร !!
เพราะมันไปพองในท้องคุณ ให้กินผลไม้ 1 หรือ 2 ชม. ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้จะดีกว่า
3. อย่าดื่มน้ำชา !!
เพราะว่าใบชามีความเป็นกรดสูง ทำให้โปรตีนในอาหารที่เรากินกระด้างขึ้นทำให้ย่อยยาก
4. อย่าขยายเข็มขัดหลังกินอิ่ม !!
เพราะเป็นเหตุให้ลำไส้ไม่ปกติ
5. อย่าอาบน้ำหลังกินข้าว !!
เพราะการอาบน้ำ จะทำให้โลหิตไหลเวียนไปที่มือ และเท้าทั่วร่างกาย เป็นเหตุให้ปริมาณโลหิตไหลเวียนบริเวณท้องก็เพิ่มขึ้น
ซึ่งส่งผลให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ไม่เต็มที่
6. อย่าเดินหลังอาหาร !!
แม้คุณจะเคยได้ยินว่า กินข้าวแล้วให้เดินสัก 100 ก้าวจะทำให้อายุยืนถึง 99 ปี !?!
การเดินทันทีทำให้การย่อยเพื่อดูดซึมสารอาหารทำได้ไม่ดี ควรรออย่างน้อยสักชั่วโมงค่อยเดินถ้าต้องการ
7. อย่านอนทันที !!
อาหารที่รับประทานเข้าไปไม่สามารถย่อยได้เต็มที่ อาจทำให้เกิดลมหรือแก๊สในทางเดินอาหาร
บันทึกการเข้า
สาวอิเล็กทรอนิกส์
Sr. Member
คะแนนจิตพิสัย +50/-0
ออฟไลน์
กระทู้: 307
เรื่องราวใกล้ตัวคุณที่ควรระวัง *จากคนไกล มอบให้คุณ
«
ตอบ #6 เมื่อ:
21 มีนาคม 2008, 09:58:33 am »
♥♥
การดื่มน้ำเย็นจัด จะทำให้สดชื่น แต่ทราบหรือไม่ว่า การดื่มน้ำเย็นจัด จะลดขีดความสามารถของสมองลงได้ วันนี้เกร็ดความรู้มีมาบอกกัน...
วารสารนิวไซเอินทิสต์ ได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยของทีมนักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยบริสตอลในอังกฤษ พบว่า คนที่ดื่มน้ำเย็นจัดในยามที่ร่างกายไม่ได้เกิดความรู้สึกกระหายน้ำนั้น จะทำให้ขีดความสามารถในการทำงานของสมองลดลงไปทันที
โดยน้ำเย็นจัดเพียงแค่แก้วเดียวก็มากพอที่จะทำให้สมรรถภาพทางจิตใจของบางคนลดลงไปถึง 15% โดย ดร.ปิเตอร์ โรเจอร์ นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยบริสตอลและทีมงาน ได้ทดสอบผลกระทบของน้ำต่อกลุ่มอาสาสมัครจำนวน 60 คน ก่อนการทดสอบนั้น กลุ่มอาสาสมัครส่วนหนึ่งไม่ดื่มน้ำอะไรเลย และอีกส่วนหนึ่งดื่มน้ำก๊อก แช่เย็นจัดที่อุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส ในปริมาณ 1 แก้ว หรือ 300 มิลิลิตร
ปรากฏว่าคนที่หิวกระหายน้ำก่อนการทดสอบและดื่มน้ำเข้าไป สามารถทำแบบทดสอบได้ดีกว่าคนที่ไม่ได้ดื่มอะไรประมาณ 10% ส่วนกลุ่มที่ไม่รู้สึกกระหายน้ำ แต่ดื่มน้ำเย็นจัดปรากฏว่าขีดความสามารถ ในการทำแบบทดลองลดลงไปถึง 15 %
นักวิจัยสรุปว่า การดื่มน้ำเย็นจัดมากเกินไปจะมีผลกระทบต่อขีดความสามารถในการขับรถ หรือทำงานที่ต้องใช้สมอง หรือความคิดมาก ๆ โดยอุณหภูมิของน้ำดื่มอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อสมอง
รู้อย่างนี้แล้ว ก็อย่าดื่มน้ำเย็นจัดจนเกินไป ควรจะดื่มน้ำที่อุณหภูมิปกติจะดีกว่า
♥♥♥
บันทึกการเข้า
สาวอิเล็กทรอนิกส์
Sr. Member
คะแนนจิตพิสัย +50/-0
ออฟไลน์
กระทู้: 307
เรื่องราวใกล้ตัวคุณที่ควรระวัง *@----วิธีป้องกันผมร่วง----@
«
ตอบ #7 เมื่อ:
21 มีนาคม 2008, 10:01:08 am »
เมื่อเรามีอายุเพิ่มมากขึ้น เส้นผมก็เริ่มหมดอายุ หลุดร่วงไปบ้าง แล้วก็มีการสร้างขึ้นใหม่ แต่ในบางคน ผมร่วงก่อนวัย ก็อาจจะไม่มีการสร้างขึ้นมาใหม่ วันนี้เกร็ดความรู้มีวิธีป้องกันผมร่วงมาบอกกัน...
ก่อนที่จะป้องกันไม่ให้ผมร่วง ต้องทราบสาเหตุก่อนว่าเกิดจากอะไร
สาเหตุหลักที่ทำให้ผมร่วง
1. ได้รับสารเคมีบ่อย ๆ เป็นประจำ เช่น น้ำยาดัดผม, สเปรย์, คลอรีนที่อยู่ในน้ำ
2. ใช้ยาสระผม และครีมนวดผม ที่ไม่ถูกกับหนังศีรษะ
3. เกิดจากความเครียด
4. ติดยาเสพติด, ติดบุหรี่
5. เป็นโรคร้าย เช่น มะเร็ง
6. ขาดสารอาหาร โดยเฉพาะโปรตีนจากสัตว์
7. ภาวะหลังคลอดบุตร ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ไม่ต้องตกใจ ผมที่ร่วงหลุดไป จะมีการสร้างขึ้นมาใหม่อีก
วิธีป้องกันผมร่วง
1. เลือกรับประทานอาหารและของที่มีประโยชน์กับเส้นผม เช่น ธัญพืช, ข้าวกล้อง, งาดำ, เมล็ดทานตะวัน, ฟักทอง
2. ควรนวดหนังศีรษะเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด เพื่อบำรุงรากผมบ้าง
3. ควรทำความสะอาดผมอย่างสม่ำเสมอ
4. ควรใส่ครีมบำรุงผม ทุกครั้งที่สระผม
5. ควรรับประทานแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อรากผม เช่น Biotin ช่วยให้อาการผมบางดีขึ้น และมีการสร้างผมใหม่ขึ้นมาทดแทน, Zine ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่เมื่อร่างกายขาด จะทำให้ผมร่วง
บันทึกการเข้า
สาวอิเล็กทรอนิกส์
Sr. Member
คะแนนจิตพิสัย +50/-0
ออฟไลน์
กระทู้: 307
เรื่องราวใกล้ตัวคุณที่ควรระวัง *!!หลักในการปรุงและรับประทานอาหารเจที่ถูกต้อง !!
«
ตอบ #8 เมื่อ:
21 มีนาคม 2008, 10:05:42 am »
หลักในการปรุงและรับประทานอาหารเจที่ถูกต้อง
ในหมู่ชนชาวจีนมีคำกล่าวว่า อาหารและยามาจากแหล่งเดียวกัน อาหารและยาไม่เคยแยกจากกัน บ่งชี้ว่าอาหารก็คือยานั่นเอง หลักการแพทย์ ของจีน จึงมุ่งเน้นไปที่การป้องกันไมให้ร่างกายเจ็บป่วย โดยวิธีดูแลรักษา สุขภาพให้ดี ไม่ใช่เพียงแต่บำบัดอาการเมื่อเกิดเจ็บป่วยขึ้นแล้วเท่านั้น แพทย์จีนกล่าวว่า หัวใจของการมีสุขภาพที่ดี คือ การกินที่ถูกต้อง อาหารที่รับ ประทานมีผลต่อร่างกายและจิตใจอย่างมาก
อาหารของคนกินเจ หรือ อาหารเจ เป็นอาหารที่ปรุงโดยปราศจากเนื้อ สัตว์รวมทั้งไม่มีส่วนประกอบอื่นใดที่นำมาจากสัตว์ทุกประเภทและที่สำคัญคือ อาหารเจงดการปรุงงดการเสพพืชผัก ๕ ชนิด ได้แก่
๑.กระเทียม (หัวกระเทียม ,ต้นกระเทียม)
๒.หัวหอม (ต้นหอม,ใบหอม,หอมแดง,หอมขาว ,หอมหัวใหญ่)
๓.หลักเกียว (ลักษณะคล้ายหัวกระเทียมแต่เล็กกว่า)
๔.กุ้ยฉ่าย (ใบคล้ายใบหอม แต่แบนและเล็กกว่า)
๕.ใบยาสูบ (บุหรี่ ยาเส้น ของเสพติดมืนเมา)
ผักเหล่านี้ เป็นผักที่มีรสหนัก กลิ่นรุนแรง นอกจากนี้ยังมีสารพิษที่ทำลาย พลังธาตุทั้ง ๕ ในร่างกายเป็นเหตุให้อวัยวะหลักสำคัญภายในทั้ง ๕ ทำงานไม่ปกติ
1.กระเทียม ทำลายการทำงานของ หัวใจ ซึ่งกระทบกระเทือนต่อ ธาตุไฟในกาย
2.หัวหอม ทำลายการทำงานของ ไต ซึ่งกระทบกระเทือนต่อ ธาตุน้ำในกาย
3.หลักเกียว ทำลายการทำงานของ ม้าม ซึ่งกระทบกระเทือนต่อ ธาตุดินในกาย
4.กุ้ยฉ่าย ทำลายการทำงานของ ตับ ซึ่งกระทบกระเทือนต่อ ธาตุไม้ในกาย
5.ใบยาสูบ ทำลายการทำงานของ ปอด ซึ่งกระทบกระเทือนต่อ ธาตุโลหะในกาย
สำหรับผู้ปฏิบัติสมาธิกรรมฐาน ไม่ควรรับประทานเป็นอย่างยิ่ง เพราะผัก ดังกล่าวมีฤทธิ์ผลทำให้พลังธาตุในกายรวมตัวไม่ติด
ปัญหาที่มีผู้ถามกันมาก คือ กระเทียม ซึงทางการเพทย์ และเภสัช พบว่าสามารถรับประทานเป็นยาได้ ทั้งนี้เพราะมีสารที่สามารถละลายไขมัน ในเส้นโลหิตได้(คลอเรสเตอรอล) เช่น ผู้ป่วยที่เป็นโรคเส้นโลหิตเลี้ยงหัวใจตีบ หรืออุดตัน เป็นต้น ข้อนี้เป็นความจริงทีเดียว แม้ในทางการแพทย์แผนโบราณ ก็ยืนยันตรงกันว่ากระเทียมเป็นสมุนไพรรักษาโรคได้
แต่ในกรณีของคนปกติทั่ว ๆ ไปที่ร่างกายไม่ได้ป่วยเป็นโรคใดๆ เลย ทำไมจึงต้องรับประทานยาเข้าไปทุกๆ วัน
ยกตัวอย่างเช่น :
คนที่ไม่ได้ป่วยเป็นหวัด แต่ก็ยังรับประทานยาแก้ไข้หวัดเข้าไปเรื่อยๆ เป็นประจำทุกวัน
ผลก็คือ แทนที่จะเป็นผลดี กลับก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพ ร่างกายเสียอีก
ข้อควรปฏิบัติ
๑.พืชผักและผลไม้ เป็นของคู่กันเสมอ นอกจากผักสดหรือผักที่นำมา ปรุงเป็นอาหารแล้ว ผลไม้สดๆ จำเป็นต้องรับประทานหลังอาหารทุกๆ มื้ออย่าง สม่ำเสมอการเลือกซื้อเพื่อนำมาปรุงและการบริโภคในแต่ละวันควรจัดให้ได้ครบ ตามสีของธาตุทั้ง 5 ดังนี้
๑.สีแดง (แดงส้ม,แสด,ชมพู) สัญลักษณ์ ธาตุไฟ
๒.สีดำ (น้ำเงิน,ม่วง) สัญลักษณ์ ธาตุน้ำ
๓.สีเหลือง (เหลืองแก่,เหลืองอ่อน) สัญลักษณ์ ธาตุดิน
๔.สีเขียว (เขียวเข้ม,เขียวอ่อน) สัญลักษณ์ ธาตุไม้
๕.สีขาว(ขาวนวล , ขาวสะอาด) สัญลักษณ์ ธาตุโลหะ
ตารางผัก,ผลไม้ แบ่งตามสีทั้ง ๕
แดง มะเขือเทศ,พริกสุก,หัวแครอท ฯลฯ มะละกอ,ส้ม,แตงโม ฯลฯ
ดำ มะเขือม่วง,เผือก,เห็ดหูหนู ฯลฯ ละมุด,ลูกหว้า,องุ่น ฯลฯ
เหลือง ฟักทอง,ข้าวโพด,พริกเหลือง ฯลฯ มะม่วง,กล้วย,ทุเรียน ฯลฯ
เขียว ผักคะน้า,ถั่วฝักยาว,ผักบุ้ง ฯลฯ ฝรั่ง,ชมพู่,มะเฟือง ฯลฯ
ขาว หัวผักกาดขาว,ผักกาดขาว,กะหล่ำดอก มะพร้าว,น้อยหน่า ฯลฯ
ผักผลไม้ไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงหาได้ยาก เช่น พืชผักผลไม้เมืองหนาว ควรยึดหลักราคาถูกประหยัด แต่มีคุณประโยชน์สูงจึงจะได้ชื่อว่ารู้จักฉลาดใช้ ฉลาดกินประหยัดยอดประโยชน์เยี่ยม
บันทึกการเข้า
สาวอิเล็กทรอนิกส์
Sr. Member
คะแนนจิตพิสัย +50/-0
ออฟไลน์
กระทู้: 307
เรื่องราวใกล้ตัวคุณที่ควรระวัง *กินผลไม้ให้ถูกวิธี
«
ตอบ #9 เมื่อ:
21 มีนาคม 2008, 10:15:30 am »
พวกเราต่างคิดว่าการกินผลไม้เป็นเรื่องง่ายๆ แค่ซื้อมาแล้วก็ปอก จากนั้นก็หยิบเข้าปากเท่านั้น
แต่คุณรู้หรือเปล่าว่า แท้จริงแล้วผลไม้นั้นควรกินในขณะท้องว่าง ไม่ใช่เป็นของหวานหลังอาหารอย่างที่เราทำกันประจำ
ถ้าคุณกินผลไม้ในขณะท้องว่าง มันจะช่วยคุณในการล้างพิษจากร่างกาย ให้พลังงานสำหรับช่วงลดน้ำหนัก และกิจกรรมอื่นในชีวิตประจำวัน
คุณกินขนมปังแล้วตามด้วยผลไม้หรือเปล่า ถ้าทำอย่างนี้ขอให้เปลี่ยนใจนะคะ
เนื่องจากผลไม้ย่อยได้เร็วกว่าขนมปัง ชิ้นผลไม้จะถูกย่อยอย่างรวดเร็วและพร้อมที่ผ่านกระเพาะไปสู่ลำไส้ แต่เส้นทางของมันถูกขวางไว้โดยขนมปัง ซึ่งใช้เวลาย่อยนานกว่า
ดังนั้นจะเป็นการดีกว่าถ้าเรากินผลไม้ในขณะท้องว่างหรือก่อนมื้ออาหาร!
คงมีคนเคยบ่นกับคุณแบบนี้
ฉันเรอทุกครั้งที่กินแตงโม
เวลาฉันกินทุเรียน กระเพาะฉันพองขึ้น
เวลาฉันกินกล้วย ฉันรู้สึกอยากวิ่งไปห้องน้ำ เป็นต้น
ที่จริงแล้วสิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้าคุณกินผลไม้ในขณะท้องว่าง
ผลไม้รวมตัวกับอาหารอื่นที่ถูกย่อย ทำให้เกิดแก๊สขึ้น จึงทำให้รู้สึกแน่น!
ผมหงอก หัวล้าน อาการหงุดหงิดเป็นกังวล รอยคล้ำใต้ดวงตา ทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้าคุณกินผลไม้ในขณะท้องว่าง
มีการเข้าใจผิดว่าผลไม้บางอย่าง เช่น ส้ม มะนาว ซึ่งเป็นกรด จะทำให้เกิดกรดในกระเพาะ
นักวิจัยได้แสดงให้เห็นว่า ผลไม้ทุกอย่างจะเปลี่ยนเป็นด่างภายในร่างกายเราเมื่อคุณต้องการดื่มน้ำผลไม้ ให้ดื่มน้ำผลไม้สดเท่านั้น อย่าดื่มน้ำผลไม้กระป๋อง อย่าดื่มน้ำผลไม้ที่ผ่านความร้อน อย่ากินผลไม้ที่ถูกปรุงเป็นอาหาร เพราะคุณจะไม่ได้คุณค่าทางโภชนาการเลย คุณจะได้เพียงรสชาติเท่านั้น
ดังนั้น เลิกทานทุเรียนทอด ถ้าคุณต้องการคุณค่าทางโภชนาการ
การนำผลไม้มาปรุงเป็นอาหาร จะทำลายวิตามินทั้งหมด การกินเนื้อผลไม้หรือผลไม้ทั้งลูก จะดีกว่าการดื่มน้ำผลไม้ เพราะเส้นใยจากเนื้อผลไม้จะดีสำหรับคุณ ถ้าคุณดื่มน้ำผลไม้ ให้ดื่มช้าๆ ทีละคำ เพื่อให้น้ำผลไม้รวมกับน้ำลายของคุณก่อนที่จะกลืนลงไป
ถ้าคุณกินผลไม้อย่างถูกวิธีเป็นประจำ คุณก็จะมีเคล็ดลับของความงาม อายุยืน สุขภาพ พลังงาน ความสุข และน้ำหนักตัวที่เป็นปกติค่ะ
บันทึกการเข้า
สาวอิเล็กทรอนิกส์
Sr. Member
คะแนนจิตพิสัย +50/-0
ออฟไลน์
กระทู้: 307
เรื่องราวใกล้ตัวคุณที่ควรระวัง *สาวผิวคล้ำระวัง *** ฉีดสีผิว อาจถึงตาย
«
ตอบ #10 เมื่อ:
21 มีนาคม 2008, 10:25:27 am »
เนื่องจากการฉีดสีผิวกำลังเป็นที่นิยมมากในวันรุ่น ซึ่งตอนนี้องค์การอาหารและยากำลังเป็นห่วงมากในการใช้สารชนิดนี้ เนื่องจากสารชนิดนี้เป็นสารที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ทางการแพทย์ ซึ่งสารที่กล่าวถึงนี้คือ
สาร Glutathione สารนี้เมื่อฉีดหรือรับประทานเข้าไปนั้น จะมีผลข้างเคียงทำให้ผิวขาวขึ้น และกำลังเป็นที่นิยมของสาวๆเป็นอย่างมาก เรามาฟังคุณสมบัติของสารตัวนี้จากผู้เชี่ยวชาญกันดีกว่าค่ะ
นพ. สมนึก อมรสิริพาณิชย์
อเมริกันบอร์ดทางผิวหนัง
สารตัวนี้มีลักษณะ เป็นอณูของโปรตีนที่เกิดจาก กรด อะมิโน 3 ชนิด มาประกอบกันคือ Cysteine Glutamate และ Glycine โดยปกติเซลล์ในร่างกายสามารถสร้างเองได้ จากกระบวนปฏิกิริยา ชีวเคมีในเซลล์ทั่วไป แต่ที่ทำงานสร้าง สารนี้มากที่สุดก็คือ ที่ตับของเรา การสร้างสารนี้ต้องอาศัย เอนไซม์ อย่างน้อย 2 ชนิด ดังนั้น หากมียีนผิดปกติเกี่ยวกับเอนไซม์ ทั้ง2 ชนิดนี้ก็จะไม่สามารถสร้างสารตัวนี้ได้ สารชนิดนี้มีบทบาทสำคัญในการควบคุมสารอณุมูลอิสระในร่างกาย การสร้างสารซ่อมแซม เซลล์ และ ทำปฏิกิริยาขจัดสารพิษที่เกิดในร่างกาย หากการสร้างสารนี้ผิดปกติหรือไม่สร้าง จะทำให้เสียชีวิตใน1-2 เดือนหลังคลอดได้
สารชนิดนี้เมื่อถูกสร้างก็จะถูกใช้ไปเป็นลำดับ หาก การใช้มีมากก็ต้องทดแทนมากขึ้นโดยการสร้าง ถ้ามีการวัดสาร Glutathione ว่าถูกใช้ไปเท่าไรก็จะสามารถบ่งบอกสภาวะความเครียดของร่างกายได้
การให้สาร Glutathione ทดแทนและเสริมนั้นสามารถทำได้โดยการรับประทาน สารที่เป็นวัตถุดิบคือ N-acetyl cysteine หรือรับประทานอาหาร ที่มีสารวัตถุดิบหลักนี้ตามธรรมชาติ เช่น รับประทาน yogurt, granola, duck, oatmeal flakes, toasted wheat germ, cottage cheese
แต่การกินสาร Glutathione โดยตรงจะไม่สามารถดูดซึมได้ดีเท่าที่ควร
ความนิยมทีใช้สาร Glutathione เพื่อให้ผิวขาวขึ้นนั้น อาจจะมาจาก ความพยายามที่จะให้สาร Glutathione ไปยับยั้งการสร้าง เม็ดสี เพราะสาร Glutathione สามารถกดการทำงานของของเอนไซม์ที่ผลิตเม็ดสีได้ชั่วคราว แต่ทำไมถึงต้องนำมาฉีดกัน คำตอบง่ายๆก็คือ พยายามทำให้ซับซ้อนขึ้นจะได้ต้องมาพบแพทย์ เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจเท่านั้นเอง เพราะ เราสามารถรับประทานอาหารที่เสริมสร้าง Glutathione ได้โดยตรงหรือ สามารถรับประทาน N-acetyl cysteine เสริมก็ได้ มีราคาประหยัดว่า และ ปลอดภัยกว่า
โทษของการฉีดสาร Glutathione มีหรือ ไม่ น่าจะต้องมีเพราะ ปฏิกิริยาในการสร้าง สารนี้ถูกจำกัดด้วยเอนไซม์โดยตรงที่ต้องหยุดสร้างเพื่อรักษาสมดุล ดังนั้นสารนี้จึงห้ามมีมากเกินไปในธรรมชาติ หากจะอ้างเรื่องการฉีดเพื่อประโยชน์ต่อผู้ป่วย คงต้องมีการเจาะวัดระดับ สารตัวนี้ว่าอยู่ในระดับที่สมดุลหรือไม่เป็นการควบคุมโดยตรงในทุกครั้งที่มีการฉีดจึงจะมีเหตุผล
การฉีดสารนี้มีการทำกันเฉพาะกรณี ฉุกเฉินและเป็นกังวลต่อชีวิต เช่น การฉีดเพื่อรักษากล้ามเนื้อ หัวใจขาดเลือดเพราะมีเส้นเลือดอุดตัน หรือ ฉีดเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ระหว่างการผ่าตัดทำ cardiopulmonary bypass ทั้งนี้เพราะสาร Glutathione สามารถกระตุ้นการสร้าง Nitric oxide ซึ่งมีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดได้ แต่การขยายตัวของเลือดจะทำให้เกิดความดันต่ำและทำให้หัวใจเกิดปัญหาได้เหมือนกัน นอกจากนี้ยังสามารถทำให้เกร็ดเลือดไม่จับตัวกันทำให้เลือดหยุดช้ากว่าปกติ
มีผู้รู้หลายท่าน มีความกังวลว่าหากมีสาร Glutathione ในร่างกายมากเกินไปจะสามารถทำให้มะเร็งผิวหนังลุกลามได้เร็วกว่าปกติ เพราะเลือดสามารถไปเลี้ยงมะเร็งได้มากขึ้น และกระบวนการทำลายมะเร็งก็จะลดประสิทธิภาพลง การมองเห็นจะลดลงเนื่องจากสาร Glutathione จะไปยับยั้งการสร้างเมลสนีนที่ตวงตาของเราทำให้มีผลต่อการมองเห็นได้นะคะ โดยในต่างประเทศมีการใช้สารนี้ในการรักษาโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก และผลข้างเคียงคือทำให้ผิวขาวขึ้นนั่นเองค่ะ ฝากถึงทุกคนที่อ่านบทความนี้แล้วก็ระวังเรื่องการใช้สาร หรือยาที่ต้องฉีดเข้าร่างกายของเรานะคะว่าสารหรือยานั้น ได้รับการอนุญาตจากองค์การอาหารและยาหรือปล่าวเพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21 มีนาคม 2008, 08:05:58 pm โดย แดงคนดี
»
บันทึกการเข้า
สาวอิเล็กทรอนิกส์
Sr. Member
คะแนนจิตพิสัย +50/-0
ออฟไลน์
กระทู้: 307
Re: เรื่องราวใกล้ตัวคุณที่ควรระวัง *ลดน้ำหนักแบบธรรมชาติบำบัด
«
ตอบ #11 เมื่อ:
21 มีนาคม 2008, 10:36:39 am »
ลดน้ำหนักแบบธรรมชาติบำบัด
ทั้งๆ ที่เริ่มต้นวันด้วยอาหารเช้ามื้อใหญ่ แล้วเริ่มงานตั้งแต่เช้าไปจนค่ำ บางคืนก็เลยไปจนดึกดื่น เวลาหลับเวลานอนก็น้อยนิด ข้าวเย็นก็งด น้ำตาลแท้ๆ ก็ไม่แตะ น้ำอัดลมนั้นบอกเลิกไปนานแล้ว ไปไหนก็เรียกหาแต่น้ำผลไม้คั้นสด อุตส่าห์เจียดวันพักผ่อนเพียงวันเดียวไปเล่นโยคะร้อนทุกอาทิตย์ก็แล้ว แต่ทำมั๊ยทำไมก็ยังทั้งอ้วน ทั้งโทรม ไม่เห็นผอมและเฟิร์มอย่างที่ตั้งใจไว้สักที บางทีคำตอบอาจจะเป็นเพราะเราใช้ชีวิตแบบ ฝืน ธรรมชาติกันเกินไปก็ได้นะคะ
ธรรมชาติคือความสมดุล
สุขภาพที่ดีต้องประกอบด้วยความสมดุลของการกิน พักผ่อน และออกกำลังกาย สมดุลในที่นี้หมายถึงมีความพอดี สอดคล้อง ไม่หักโหมไปที่ส่วนใดส่วนหนึ่งมากเป็นพิเศษ คนรักตัวเองฟังแล้วอาจจะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องยากเกินการปฏิบัติ เพียงแค่เพิ่มความใส่ใจและมีระเบียบวินัยในการใช้ชีวิตอีกหน่อยเท่านั้น
* การกิน คนเราต้องการพลังงานจากอาหารวันละ 3 มื้อ แต่ละมื้อจึงควรบริโภคอาหารที่ให้พลังงาน ได้แก่คาร์โบไฮเดรตหรือโปรตีน นอกจากนี้ยังควรได้รับไฟเบอร์หรือเส้นใย น้ำ รวมถึงวิตามินและเกลือแร่ต่างๆ ที่ร่างกายต้องการในปริมาณที่เพียงพอต่อการนำไปใช้ การบริโภคมากกว่าการนำไปใช้ย่อมทำให้เกิดการสะสมเป็นไขมันส่วนเกิน
* พักผ่อน กินเพื่อให้ได้พลังงานและสารอาหารที่ต้องการอย่างเพียงพอแล้ว ร่างกายยังต้องการพักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอด้วย ในเมื่อทำงานมาตลอดวัน รีดออกมาทั้งพลังสมองและกำลังกาย พอตกค่ำก็ต้องนอนหลับให้ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ การทำงานหนักแต่นอนน้อยจึงทำให้ร่างกายทรุดโทรมและไม่ผอม เพราะร่างกายที่ขาดการพักผ่อนจะเร่งการเผาผลาญมากขึ้น ทำให้คุณรู้สึกหิวกว่าปกติ และกระหายน้ำตาลจนน่ากลัวในวันรุ่งขึ้น
* ออกกำลังกาย รู้ดีว่าการออกกำลังกายมีคุณประโยชน์กับสุขภาพมากมาย ตั้งแต่ช่วยเผาผลาญพลังงานส่วนเกิน ช่วยกระชับกล้ามเนื้อ สร้างความกระฉับกระเฉง สดใส มีความสุข ร่างกายแข็งแรง นอนหลับสบาย และช่วยสร้างความมั่นใจในตัวเอง
การออกกำลังกายแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ การออกกำลังกายแบบแอโรบิก ที่ช่วยเพิ่มอัตราการสูบฉีดโลหิตของหัวใจ เช่น เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน เต้นรำ หรือกระโดดเชือก เพื่อบริหารกล้ามเนื้อหัวใจให้แข็งแรง ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิกนานครั้งละ 45 นาที สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง การออกกำลังกายประเภทที่ 2 ได้แก่ การบริหารความแข็งแกร่ง ได้แก่การยกน้ำหนักและเวทเทรนนิ่งต่างๆ ประเภทสุดท้ายคือ การฝึกความยืดหยุ่นของร่างกาย ได้แก่ การฝึกโยคะ พิลาทิส ฟิตบอล และไทชิ ซึ่งจะช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่น คล่องแคล่ว สงบ และมีสมาธิ
ลดน้ำหนักแบบธรรมชาติ
ถ้าสมมติฐานที่ว่าความอ้วนและสุขภาพที่เสื่อมโทรมมาจากการใช้ชีวิตแบบฝืนธรรมชาติ ระหว่างที่คุณพยายามจัดระเบียบและปรับชีวิตทั้ง 3 ส่วนให้กลับสู่ความสมดุลตามธรรมชาติ ทำไมไม่ลองลดความอ้วนด้วยวิธี ธรรมชาติบำบัด ไปพร้อมๆ กันล่ะคะ!
นายแพทย์บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล แห่งศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวี กล่าวไว้ข้อหนึ่งว่า วิธีลดความอ้วนด้วยธรรมชาติบำบัด ที่สำคัญคือ ต้องออกกำลังกาย และ ควบคุมอาหาร ก่อนจะแนะนำสูตรควบคุมอาหาร ซึ่งมีให้เลือกปฏิบัติตามแต่ความถนัดของแต่ละคน
1. ไม่กิน(ข้าว) มื้อเย็น วิธีนี้เหมาะจะเป็นบันไดขั้นแรกสู่สูตรต่อๆ ไป โดยในมื้อเช้าและกลางวันสามารถกินได้ตามปกติ เฉพาะมื้อเย็นเท่านั้นที่กินอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ข้าว อาจจะหาจานเปล่ามา 1 ใบ ใส่ผักสดให้เต็มจาน แล้วกินกับกับข้าวไทยๆ อาทิ น้ำพริกปลาทู แกงส้ม แกงเลียง ยำ ลาบ งดกับข้าวมันๆ เช่นผัดผักมันๆ ของทอด และแกงกะทิ
2. อดอาทิตย์ละวัน เลือก 1 วันในสัปดาห์สำหรับงดเนื้อสัตว์ ไขมัน ข้าว แล้วกินแต่ผลไม้อย่างเดียวทั้งวัน เช่น มะละกอสุก
3. อดด้วยน้ำผลไม้ 3 วัน วิธีการคล้ายกับสูตรที่ 2 เพียงแต่เปลี่ยนจากการกินเนื้อผลไม้มาเป็นการดื่มน้ำผลไม้วันละชนิด
ติดต่อกัน 3 วัน
4. อดเพื่อสุขภาพ 10 วัน เริ่มจาก 2 วันแรกกินแต่ผลไม้ ต่อจากนั้นกินผักและผลไม้สดชนิดต่างๆ จนครบ 10 วัน ซึ่งใน 10 วันนี้ถ้าทำอย่างเข้มงวด น้ำหนักจะหายไปประมาณ 3-4 กิโลกรัม
5. กินเนื้อกับผัก สูตรนี้เข้าข่ายการกินแบบ พร่องแป้ง หรือ โลว์-คาร์บ(Low-Carb) คือกินได้ทุกอย่าง โดยแตะคาร์โบไฮเดรตซึ่งรวมทั้งแป้ง ข้าว และผลไม้ให้น้อยที่สุด โดยกินผักปริมาณ 2 เท่าของเนื้อ
แม้ว่าการที่ร่างกายไม่ได้รับพลังงานหลักจากคาร์โบไฮเดรตตามปกติ จะทำให้ร่างกายอยู่ในสภาพเดียวกับภาวะอดอาหาร จนต้องไปดึงพลังงานส่วนเกินที่เก็บสำรองไว้มาใช้ก็จริง แต่ส่วนหนึ่งของพลังงานสำรองอาจเป็นโปรตีนจากกล้ามเนื้อ การกินเนื้อกับผักนานๆ จึงอาจส่งผลให้คุณผอมแบบกล้ามเนื้อหย่อนคล้อย จึงจำเป็นต้องรักษามวลกล้ามเนื้อไว้ด้วยการออกกำลังกายแบบแอโรบิก ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนไขมันเป็นกล้ามเนื้อได้ นอกจากนี้หากบริหารความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน อย่างการยกเวทไปพร้อมกันด้วย ก็จะช่วยเพิ่มขนาดกล้ามเนื้อให้สวยงามและดูดียิ่งขึ้นด้วย
หากคุณมีความพยายามจริงจัง จะใช้ทั้ง 5 วิธีผสมผสานกันก็ได้ แต่ควรคำนึงว่าผักและผลไม้ที่จะกินควรมีความใหม่สดและผ่านการล้างอย่างสะอาดดีแล้ว ส่วนจะกินแบบนี้อยู่นานแค่ไหนก็ให้ติดตามจากผลของน้ำหนักตัวว่าได้ตามที่ต้องการแล้วหรือยัง เมื่อพอใจแล้วก็ค่อยๆ ปรับเพิ่มแป้งทีละนิด อย่างไรก็ตามแม้จะกลับมากินเหมือนเดิมแล้ว ก็ยังควรดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสกัดไม่ให้ไขมันกลับมาพอกพูนใหม่ได้ง่ายๆ อีก
สำหรับสัดส่วนของอาหารปกติหลังจากเข้าโปรแกรมกินเนื้อ-กินผักแล้วนั้น ควรเป็นการกินตามแนวธรรมชาติบำบัดคือ แต่ละวันกินข้าวกล้อง 3 มื้อ ผักสด 2 จาน ผลไม้ 2 ผล(ขนาดเท่ากับผลแอ็ปเปิ้ล) น้ำผลไม้คั้นสด 1 แก้ว กินเนื้อสัตว์วันละไม่เกิน 1 ฝ่ามือ อาหารไขมัน(จำพวกผัดและทอด) วันละไม่เกิน 2 อย่าง พร้อมๆ กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยรักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสม มีรูปร่างที่สมส่วน และสุขภาพโดยรวมที่แข็งแรงมากขึ้น
เห็นไหมว่าการลดน้ำหนักแบบธรรมชาติบำบัดทำไม่ยาก ไม่ต้องอดจนหิวไส้กิ่ว ไม่ต้องใช้เงิน ยา หรืออาหารเสริมลดความอ้วนเลย แค่ปฏิบัติตามสูตรเพื่อรูปร่างแข็งแรงและสุขภาพที่ดีขึ้น มีข้อดีมากมายอย่างนี้จะไม่ทดลองลดกันดูบ้างหรือคะ? อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากหนังสือ คู่มือล้างพิษ 1 วัน, อดด้วยน้ำผลไม้, ล้างพิษ 10 วัน และกินเนื้อกินผัก รักษาเบาหวานแบบไม่ต้องอด ทั้งหมดโดยสำนักพิมพ์รวมทรรศน์ และ
www.balavi.com
เคล็ดลับการกินของสาวหุ่นดี
* เพิ่มผัก ถ้าอยากผิวสวยและรูปร่างฟิตเฟิร์มแบบ น้องฟ้า-นาตาลี เกลโบวา อดีตมิสยูนิเวิร์ส หวานใจ ภราดร ศรีชาพันธุ์ ต้องเพิ่มผักทุกมื้อ นาตาลีบอกว่าไม่ว่าจะเป็นผักดิบหรือผักสุกก็มีแคลอรีน้อย แต่กินพื้นที่ในกระเพาะมาก ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น ทั้งยังมีไฟเบอร์สูง ช่วยระบบการย่อย และรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่
* วันละ 2 มื้อ ซูเปอร์โมเดล ลูกเกด-เมทินี กิ่งโพยม เผยเคล็ดลับในการกินรักษาเชฟว่า จะไม่กินอะไรหลังหกโมงเย็น ลูกเกดเริ่มวันด้วยมื้อเช้า เธอชอบดื่มน้ำผัก-ผลไม้ที่คั้นแยกกากกับขนมปังโฮลวีต มื้อกลางวันสามารถกินได้ตามต้องการ แต่ถ้าเลือกได้จะกินก๋วยเตี๋ยว ซึ่งเบาท้องกว่าข้าว นับๆ ดูแล้วลูกเกดจึงกินเป็นเรื่องเป็นราวแค่วันละ 2 มื้อเท่านั้น
กำลังลด ต้อง งด ก่อน* ข้าวทุกชนิด ไม่ว่าจะข้าวสวย ข้าวเหนียว ข้าวต้ม แม้แต่ข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือ ซึ่งแม้จะมีประโยชน์มาก แต่ตอนที่กำลังลด ต้องงดก่อน ได้น้ำหนักที่พอใจเมื่อไหร่ค่อยกลับมากินข้าวกล้อง
* แป้งทุกชนิด ไม่ว่าจะขัดขาวหรือไม่ขัดขาว นอกจากนี้ไม่เฉพาะขนมปัง แต่ยังรวมถึงขนมจีน ก๋วยเตี๋ยว พาสต้า และวุ้นเส้นด้วย
* น้ำตาลทุกชนิด รวมทั้งน้ำตาลเทียม ซึ่งแม้จะไม่ให้พลังงานแต่ก็จัดเป็นอาหารขยะประเภทหนึ่ง เมื่อกินเข้าไปก็รังแต่จะไปเพิ่มภาระให้ร่างกาย ทำให้รู้สึกหิวบ่อยยิ่งขึ้น
* ผลไม้ทุกชนิด แม้ผลไม้หลายชนิดจะไม่มีรสหวาน แต่ก็ประกอบด้วยแป้ง ซึ่งร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้ เช่นเดียวกับข้าว ซึ่งแม้ไม่หวานแต่ก็มีแป้งมาก
* ถั่วทุกชนิด ถั่วประกอบด้วยโปรตีน 1 ส่วน แป้งอีก 1 ส่วน การกินถั่วมากๆ จึงเพิ่มปริมาณแป้งให้กับร่างกายโดยไม่รู้ตัว ช่วงที่กำลังลดให้ได้น้ำหนักตัวที่พอใจจึงควรเลี่ยงถั่วทุกชนิด รวมทั้งน้ำเต้าหู้ด้วย อย่างไรก็ตามเต้าหู้ ซึ่งผ่านกระบวนการที่สกัดแป้งออกไปหมด เหลือเพียงส่วนของโปรตีนล้วนๆ นั้นสามารถกินได้
* นม และผลิตภัณฑ์จากนมทุกชนิด แม้จะเป็นนมจืด หรือเพลนโยเกิร์ต เพราะในนมวัวมีน้ำตาลแลคโตสเป็นส่วนประกอบอยู่ ส่วนนมพร่องไขมันนั้นก็ถูกนำไขมันออกไปเพียงส่วนเดียว ยังเหลือคอเลอเตอรอลสูงๆ และไขมันอิ่มตัวที่ทำให้อ้วนได้อยู่ ช่วงนี้ควรงดไปก่อน
บันทึกการเข้า
สาวอิเล็กทรอนิกส์
Sr. Member
คะแนนจิตพิสัย +50/-0
ออฟไลน์
กระทู้: 307
อาหาร10อย่างที่ไม่ควรรับประทานมาก
«
ตอบ #12 เมื่อ:
30 มีนาคม 2008, 09:18:19 am »
1.ไข่เยี่ยวม้า กินมากและบ่อย อาจเกิดพิษจาก สารตะกั่ว การดูดซึมแคลเซียมลด น้อยลง ทำให้กระดูกผุได้
2.ปาท่องโก๋ ใช้สารส้ม ซึ่งมี สารตะกั่ว เป็นพิษต่อเซลล์สมอง ความจำเสื่อม คอแห้ง เจ็บคอ
3.เนื้อสัตว์ย่าง เกิดสารเบนโซไพริน ก่อมะเร็ง
4.ผักดอง เกิดการสะสมเกลือโซเดียม ทำความดันเลือดสูง หัวใจทำงานหนัก เป็นโรคหัวใจง่าย
5. ตับหมู 1 กก. มีคอเลสเตอรอลกว่า 400 มก. กินมากและนานทำให้หลอดเลือดแข็งตัวเสี่ยงต่อโรคหัวใจ หลอดเลือดทางสมอง มะเร็ง
6.ผักโขม ผักปวยเล้ง มีกรดออกซาเลตมาก ทำให้การขับสังกะสีและแคลเซียมออกจากร่างกายมาก
7.บะหมี่สำเร็จรูป ทำให้ขาดสารอาหาร เกิดการสะสมสารพิษในร่างกาย
8.เมล็ดทานตะวัน มีส่วนประกอบของกรดไขมันไม่อิ่มตัว กินมากสะสมไขมันที่ตับได้
9.เต้าหู้หมัก เต้าหู้ยี้ การหมักมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรค มีสารย่อยโปรตีนไฮโดรเจนซัลไฟล์เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
10.ผงชูรส ไม่ควรกินเกิน 6 กรัม/วัน จะทำให้กรดกลูตามิกในเลือดสูง มีผลต่อการทำงานของประจุแคลเซียมและแมกนีเซียม
ทำให้ปวดศีรษะ ใจสั่น คลื่นไส้ มีผลเสียต่ออวัยวะสืบพันธุ์
( รับประทานได้แต่ไม่มาก )
บันทึกการเข้า
สาวอิเล็กทรอนิกส์
Sr. Member
คะแนนจิตพิสัย +50/-0
ออฟไลน์
กระทู้: 307
จับตัวการทำให้คนปากเหม็นได้ เป็นเชื้อแบคทีเรียที่ ลิ้นชนิดหนึ่ง
«
ตอบ #13 เมื่อ:
13 เมษายน 2008, 06:23:04 am »
จับตัวการทำให้คนปากเหม็นได้ เป็นเชื้อแบคทีเรียที่ ลิ้นชนิดหนึ่ง
ปากเหม็น...ทำไงดี!!!ปากเหม็น...ทำไงดี!!! คงไม่มีใครคนไหนชอบหรอกนะ หากคุณเข้ามาคุยพร้อมกลิ่นปากที่แสนจะสุดทน โดยเฉพาะกับแฟนสาวหรือสาวคนใหม่ที่คุณกำลังจีบอยู่ ...
คุณสังเกตเธอหรือเปล่าว่าเธอหันหน้าหนีคุณอยู่บ่อยๆขณะที่คุณพูดหรือเปล่า คุณอาจจะคิดว่าเป็นเพราะกลิ่นน้ำหอมของคุณที่เธอไม่ชอบหรือไม่ว่าจะกับใครเขามักจะเบือนหน้าหนีคุณเสมอไม่เว้นแต่คนในครอบครัวของคุณ
ที่ประชุมการวิจัยทันตกรรมแห่งอเมริกา ประกาศว่าพบตัวการที่ทำให้ปากเหม็น จนแทบพูดจากับใครเขาไม่ได้ เนื่องมาจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง
รายงานการศึกษาของคณะนักชีววิทยากล่าวว่า สาเหตุของปากเหม็นบ่อยๆ มักเกิดจากการสลายตัวของแบคทีเรียในปาก ทำให้บังเกิดกลิ่นสารประกอบของกำมะถัน ซึ่งมักจะจับติดอยู่ตามผิวพื้นของลิ้น
หัวหน้าคณะนักวิจัย เบทซี่ คลาร์ค คณะทันตกรรม มหาวิทยาลัยบัฟฟาโล ของกรุงนิวยอร์ก ระบุว่า แบคทีเรียตามลิ้นเป็นตัวผลิตสารประกอบกับกรดไขมันที่มีกลิ่นเหม็น เป็นตัวการทำให้ปากเหม็นถึง 80-90% นอกจากบางรายเท่านั้นที่อาจจะมีสาเหตุมาจากปอดหรือโพรงจมูก
คณะนักวิจัยได้ศึกษากับผู้มีปากเหม็นเป็นประจำ 21 ราย เทียบกับกลุ่มคนกลิ่นปากปกติ 36 ราย ได้พบว่า ผู้ที่มีกลิ่นปาก มันมีเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า เอส มูไร อยู่ทุกราย พบในกลุ่มที่มีกลิ่นปากปกติเพียง 4 รายเท่านั้น หากแต่ทุกรายเหล่านั้นก็ล้วนแต่เป็นรำมะนาด อันเป็นโรคที่ทำให้เหงือกอักเสบ และอาจทำให้กลายเป็นคนมีกลิ่นปากเรื้อรังต่อไปได้.
นานแค่ไหนแล้วที่คุณไม่ได้เชคกลิ่นลมหายใจของคุณเลย บางคนถึงกับรู้สึกแย่กับกลิ่นปากของตัวเอง คราวนี้แหละที่คุณจะได้มีโอกาสกำจัดมันสักที และหลังจากนี้คุณจะไม่ใช่คนที่คนอื่นเบือนหน้าหนีอีกแล้ว
วิธีทำให้ลมหายใจสดชื่นอยู่เสมอ
พบหมอฟัน
ถ้าตอนนี้คุณกำลังมีกลิ่นปากล่ะก็ ไปหาหมอฟันเถอะค่ะ เพื่อที่คุณหมอจะได้หาสาเหตุของการเกิดกลิ่นปากให้คุณได้ กลิ่นปากมีสาเหตุหลักๆมาจากเชื้อแบคทีเรียในปาก ดังนั้นการไปพบหมอฟันเป็นประจำปีละสองหนเพื่อทำความสะอาดช่องปากและเชคสุขภาพปากของคุณเพื่อกลิ่นปากที่สดชื่น
แปรงฟัน
ยิ่งคุณแปรงฟันความสะอาดในช่องปากของคุณก็จะยิ่งดีรวมไปถึงกลิ่นปากด้วย แปรงฟันอย่างน้อยสองครั้งต่อวัน (ก่อนนอนและในตอนเช้า) เพื่อขจัดเศษอาหารที่อาจจะติดอยู่ในซอกฟัน หรือคุณอาจจะติดแปรงสีฟันและยาสีฟันไว้ที่ทำงานของคุณด้วยก็ได้ เผื่อว่ามื้อเที่ยงคุณอาหารที่มีกลิ่นรุนแรงจำพวกกระเทียมหรืออะไรก็ตามที่จะมีกลิ่นตามมา
แปรงลิ้น
ฟังดูแปลกๆใช่มั้ยล่ะคะแต่คุณอาจจะไม่เชื่อก็ได้ว่ามีแบคทีเรียและสิ่งสกปรกต่างๆบนลิ้นของคุณมากมายสักแค่ไหน (โดยเฉพาะลิ้นส่วนหลัง) ดังนั้นอย่าลืมที่จะแปรงลิ้นคุณเบาๆในเวลาที่คุณแปรงฟันด้วยนะคะ
ไหมขัดฟัน
เราเคยรู้ถึงความสำคัญของการใช้ไหมขัดฟันกันแต่ส่วนมากจะละเลยที่จะดูแลเหงือกโดยการไม่ใช้ซะเลย กลิ่นปากที่เหม็นนั้นก็มีส่วนมาจากที่เศษอาหารติดอยู่ระหว่างฟันและเหงือกของคุณ ดังนั้นใช้เถอะค่ะ
บ้วนปาก
ถ้าหากตื่นขึ้นมาในตอนเช้าแล้วเรามีกลิ่นปาก ไม่ต้องกังวลไปหรอกค่ะ ถึงอย่างไรผู้หญิงคงจะไม่อยากจูบในตอนเช้าก่อนแปรงฟันหรอก หลังแปรงฟันหรือหลังมื้ออาหารคุณอาจจะบ้วนปากเป็นประจำทุกวันเพื่อปกป้องฟันและทำให้ลมหายใจสดชื่นอีกด้วย
หัดพกหมากฝรั่งกลิ่นมิ้นท์
ถ้าคุณไม่สามารถหลีกเลี่ยงบางสถานะการเพื่อจะไปบ้วนปากได้ หรือเป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า สิ่งที่จะช่วยคุณได้ก็คือหมากฝรั่งกลิ่นมิ้นท์ รับรองได้ว่าผู้หญิงจะยอมให้คุณเข้าใกล้มากยิ่งขึ้นหากคุณมีลมหายใจที่สดชื่น หรือเดี๋ยวนี้มีลิสเตอร์รีนชนิดแผ่นแล้ว ลองซื้อมาใช้เผื่อฉุกเฉินสิคะ
ผักชีฝรั่ง
ผักชีฝรั่งเป็นส่วนผสมในอาหารที่ช่วยให้มีกลิ่นปากดีขึ้น ดังนั้นถ้าคุณทานขนมปังกระเทียมหรือพาสต้า พยายามหาผักชีฝรั่งเพื่อมากลบกลิ่น โดยมากหากเป็นตามร้านอาหารมักจะโรยผักชีฝรั่งอยู่แล้ว ก็เอามาเคี้ยวได้ค่ะหลังจากทานอาหารเสร็จ
เลี่ยงการสูบบุหรี่ การดื่มกาแฟและแอลกอฮอล์
คุณสามารถแก้ปัญหานี้ได้จากต้นเหตุของมันและหลีกเลี่ยงอาหารบางจำพวก เช่น กระเทียม พิซซ่า หอมหัวใหญ่ หรืออาหารรสจัดต่างๆในวันที่คุณจะออกเดต ลดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์และกาแฟ สูบบุหรี่ให้น้อยลง หรืองดไปเลย ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่ชอบที่จะเดตกับผู้ชายที่มีกลิ่นตัวเป็นกลิ่นบุหรี่และโดยเฉพาะหากคุณสูบบุหรี่มาเป็นเวลานาน กลิ่นปากคุณจะเป็นกลิ่นเหม็นเน่า ผู้หญิงทนไม่ได้ค่ะ
หายใจทางจมูก
อีกสาเหตุหนึ่งของกลิ่นปากคือการที่น้ำลายไม่ได้หมุนเวียน หรือปากแห้ง ดังนั้นพยายามหายใจทางจมูกเพื่อป้องกันไม่ให้ปากคุณแห้งและยังทำให้ปากแตกได้ง่ายๆอีกด้วย
ลองตรวจดู
ถ้าคุณไม่อยากจะอายขณะที่เดินไปเดินมาด้วยกลิ่นปากที่เหม็น ลองให้คนใกล้ชิดของคุณทดสอบดู เช่นคนในครอบครัวหรือเพื่อน ให้คุณลองพูดใกล้ๆและถามพวกเค้าว่ากลิ่นปากคุณโอเคหรือเปล่า
พบแพทย์
นอกจากการที่คุณต้องพบหมอฟันแล้ว คุณอาจจะพบแพทย์ด้วยเพระกลิ่นปากสามารถเกิดได้จากความเจ็บป่วย ความเครียด ปัญหาจากกระเพาะอาหาร ระบบหมุนเวียนของเหลวไม่ดี หรืออาจจะจากสาเหตุอื่นๆ ดังนั้นถ้าคุณมีกลิ่นปากที่เหม็นแล้วล่ะก็ ปรึกษาแพทย์เพื่อจะได้หาสาเหตุกันค่ะ
บันทึกการเข้า
สาวอิเล็กทรอนิกส์
Sr. Member
คะแนนจิตพิสัย +50/-0
ออฟไลน์
กระทู้: 307
โรคเหงือก เป็นอย่างไร ? เกิดขึ้นได้อย่างไร ?
«
ตอบ #14 เมื่อ:
13 เมษายน 2008, 06:33:50 am »
โรคเหงือก เป็นอย่างไร ? เกิดขึ้นได้อย่างไร ?
โรคเหงือก ก็คือ การอักเสบของเหงือกนั่นเอง เกิดขึ้นเพราะ ร่างกายมีปฏิกิริยา ต่อการระคายเคือง จากสารที่เชื้อโรค ในคราบจุลินทรีย์ปล่อยออกมา ลักษณะที่เราเห็น คือ เหงือกจะบวม และมีสีแดง บางครั้งมีอาการปวดด้วย
ทำไมจึงมีเลือดออก ขณะที่แปรงฟัน ?
เวลาที่เหงือกอักเสบ จะมีการไหลของเลือด มายังตำแหน่งที่อักเสบนั้นมากขึ้น ทำให้มีเลือดออกได้ง่าย แม้เกิดบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย เช่น การเสียดสีของขนแปรงสีฟัน
การมีเลือดออกขระแปรงฟัน เป็นสัญญานอันตราย ที่บอกให้เราทราบว่า มีโรคเหงือกอักเสบเกิดขึ้นแล้ว เราจึงควรให้ความสนใจ ต่อการดูแลความสะอาดปากเป็นพิเศษ
โรคปริทันต์ คืออะไร ?
เมื่อเหงือกอักเสบรุนแรง ก็จะเริ่มมีการทำลายของเยื่อยึดรากฟัน และกระดูกหุ้มรากฟัน ซึ่งถ้าปล่อยไว้ ไม่รักษา ก็จะทำให้เป็นฝีหนอง ช่วงนี้มักจะมีกลิ่นปากเหม็น น่ารังเกียจ และเมื่อมีการทำลายกระดูกมากขึ้นอีก จะทำให้ฟันโยก และหลุดไป โดยที่ตัวฟันยังมีสภาพดีอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะฟันของคนเรา ถ้าดูแลให้ดีอยู่เสมอ จะสามารถอยู่กับเราได้ตลอดชีวิต
รำมะนาด คืออะไร ?
รำมะนาด คือ คำที่คนไทยสมัยก่อน นิยมใช้เรียกโรคปริทันต์ เดี๋ยวนี้เมื่อมีการกำหนดคำศัพท์เฉพาะ และมีการเผยแพร่คำว่า โรคปริทันต์นี้ออกไปทางสื่อมวลชนบ่อยๆ คนไทยสมัยนี้เริ่มคุ้นเคยมากขึ้นว่า โรคปริทันต์ เป็นโรคที่เกิดขึ้นกับเหงือก เยื่อยึดรากฟัน และกระดูกเบ้าฟันนั่นเอง
ทำอย่างไร จึงจะไม่เป็นโรคเหงือกอักเสบ และโรคปริทันต์
สิ่งที่ทุกๆ คน ควรทำ และคนอื่นช่วยไม่ได้ คือ การทำความสะอาด ในปากของตนเอง สม่ำเสมอ โดยการแปรงฟันอย่างถูกวิธี ให้สะอาด ร่วมกับการใช้ไหมขัดฟัน ในการทำความสะอาดซอกฟันด้วย ที่ต้องใช้ไหมขัดฟัน ก็เพราะ ไม่สามารถสอดขนแปรง เข้าไปในแปรงในซอกฟันได้ทั่วถึง และตรงซอกฟันนี้เอง ที่มักเป็นจุดเริ่มต้น ของการเกิดโรค
ที่กล่าวมา เป็นกรณีที่ยังไม่เกิดโรคขึ้น แต่ถ้าเมื่อใดเกิดโรคขึ้นแล้ว ต้องไปให้หมอฟันรักษา และเมื่อรักษาแล้ว ก็ต้องดูแลให้ดี เพื่อไม่ให้กลับเป็นโรคซ้ำอีกได้
การรักษาโรคปริทันต์ ต้องผ่าตัดทุกครั้งหรือไม่
คำถามนี้ ตอบได้เลยว่า ไม่จำเป็น เพราะการผ่าตัดเหงือกนั้น จะทำในรายที่จำเป็นจริงๆ เพื่อช่วยให้การทำความสะอาดฟันได้ทั่วถึง เป็นการหยุดยั้งการลุกลามของโรค การรักษาโรคปริทันต์ จะสำเร็จหรือไม่ ไม่ว่าจะมีการผ่าตัดหรือไม่ก็ตาม ขึ้นอยู่กับ การทำความสะอาดฟันอย่างดี ของ ตัวผู้ป่วยเอง
การขูดหินน้ำลาย และเกลารากฟัน คืออะไร ทำไมจึงต้องทำ
การขูดหินน้ำลาย เป็นการกำจัดหินน้ำลาย หรือหินปูน และคราบจุลินทรีย์ที่ติดอยู่ที่ผิวฟัน ทั้งที่อยู่เหนือ และใต้ขอบเหงือก
หินน้ำลายที่อยู่ใต้ขอบเหงือก มักเกาะติดผิวของเคลือบรากฟัน การกำจัดออก เพื่อให้เกิดผิวรากที่เรียบ และสะอาด เรียกว่า การเกลารากฟัน
การขูดหินน้ำลาย และเกลารากฟัน จะช่วยให้ไม่เกิดระคายเคืองต่อเหงือก และเยื่อยึดรากฟัน ทำให้เกิดโรคปริทันต์เป็นไปได้ยากขึ้น
บันทึกการเข้า
หน้า: [
1
]
2
3
ขึ้นบน
พิมพ์
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
กระโดดไป:
เลือกหัวข้อ:
-----------------------------
พระมหากษัตริย์ไทย
-----------------------------
=> เรารักในหลวง
=> ประวัติศาสตร์ไทย
===> วันสำคัญต่าง ๆ
===> ศิลปะและวัฒนธรรมไทย
===> ดนตรีไทย
=> เศรษฐกิจพอเพียง
-----------------------------
ชมรมคนรักเสด็จเตี่ย
-----------------------------
=> กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
===> วัตถุมงคล กรมหลวงชุมพรฯ
-----------------------------
พุทธศาสนา
-----------------------------
=> พุทธศาสนา
===> วันสำคัญทางศาสนา
=> เกจิอาจารย์
===> วัตถุมงคล
-----------------------------
กระดานนาวี22
-----------------------------
=> ห้องข่าวนาวี 22
===> การใช้งานเว็บไซท์
=> สนทนาทั่วไป
===> ตูน 007
===> สุขสันต์วันเกิด .. !
=> พิราบคาบข่าว
===> ข่าวต่างประเทศ
===> ข่าวในประเทศ
=> เรือ
=> อาวุธ ปืน
===> Beretta
===> CZ#2075RAMI
===> Glock
===> HK
===> S&W
===> SigSauer
===> Ruger
===> Taurus
-----------------------------
มุมเม๊าส์ชาว 22
-----------------------------
=> มุม วาไรตี้
===> คุยกับสาธิตาพยากรณ์
===> บรรเทิง แหล่งช๊อป
===> รวมเพลงต่าง ๆ
===> เพลงทหารเรือ
=> กฏหมายไทย
=> ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย
=> ความรู้ทางการเกษตร
===> ข้าวไทย
===> สมุนไพรไทย
===> น้ำมันจากพืช
===> แก๊สธรรมชาติ
=> สัตว์เลี้ยง และไม่เลี้ยง
=> คนรักรถ
-----------------------------
คอมพิวเตอร์
-----------------------------
=> ถาม-ตอบปัญหาคอมพิวเตอร์
=> มุม บทความน่าสนใจ
===> บ้านหม้อ อีเล็กทรอนิกส์
=====> ร้านอีเล็กทรอนิก รับซ่อมทั่วประเทศ
===> d@eng คุยเรื่อง iT
===> e-book หลายหลากความรู้
=> เขียนเว็บด้วย Joomla
=> กราฟฟิค
-----------------------------
คลินิค นาวี22
-----------------------------
=> สาธารณสุข และสุขภาพที่ดี
===> มุมกีฬาเพื่อสุขภาพ
=====> รวมภาพใน โอลิมปิค 2008
=> การตั้งครรภ์ และเด็กอ่อน
-----------------------------
กินเที่ยวทั่วโลก
-----------------------------
=> เที่ยวทั่วไทย
===> เที่ยวรอบโลก
=> มุม อร่อยเลขที่ 22
===> แนะนำแหล่งกิน มุมอร่อย
-----------------------------
กาพย์ โคลง กลอน
-----------------------------
=> มุม กาพย์ กลอน โคลง ฉันท์